Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

Blog


    September 08

    เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูง ไปเที่ยวไต้หวัน

    ขอบคุณพี่เอ็ก กับ พี่เอ ที่คอมเมนต์ให้ในเอนทรี่ที่แล้วครับ
     
    เมื่อปีที่แล้วตอนไปปักกิ่งตั้งหัวข้อบล๊อกว่า เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูงไปเที่ยวปักกิ่ง
    มีคำถามจากพี่วินรุ่นพี่ที่มหาลัยว่าทำไมต้องเป็นเด็กเนิร์ดชั้นสูง
    คำตอบก็คือทุกคนที่อยู่รอบตัวแรกเริ่มเดิมทีก็ถูกคนภายนอกมองว่าเป็นเด็กเนิร์ดอยู่แล้ว
    แต่คนเหล่านั้นยังมองว่าเราเนิร์ดอีก
    ก็มีความเป็นไปได้สองอย่างคือเราไม่ใช่เด็กเนิร์ด (นั่นก็คือความเป็นเนิร์ดนั้นถูกกำหนดภายใต้ operation xor)
    กับเราเป็นเด็กซุปเปอร์เนิร์ดหรือเด็กเนิร์ดชั้นสูง (ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้คงคิดว่าเป็นอันล่างมากกว่า)
    ---- ไม่ได้ตอบคำถามเล๊ย -_-"
     
    ปีนี้ได้ไปเที่ยวหลายที่ แต่ดูเหมือนว่าเกือบทุกที่จะเป็น "เมืองรอง" ของเมืองที่ได้ไปเที่ยวเมื่อปีที่แล้ว
    ปีที่แล้วต้นปีไป เกียวโต ปีนี้ไป โอทซึ (เมืองใกล้ ๆ เกียวโตที่เขาว่ากันว่าเป็นเมืองหน้าด่านสมัยที่เกียวโตเป็นเมืองหลวง)
    ปีที่แล้วไปฟุกุโอกะ ปีนี้ไป อิซุ (ใครก็ได้ช่วยทำให้มันเกี่ยวกันที)
    ปีที่แล้วไปอยุธยา ปีนี้ไป ลพบุรี (ตอนเดือนเมษาทั้งคู่หัวไหม้กันทีเดียว)
    ปีที่แล้วไปปักกิ่ง ปีนี้ก็เลยเป็น ไทเป (เกี่ยวกันมะเป็นเมืองหลวงของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน และ สาธารณรัฐจีน)
     
    เอาเป็นว่ามันเป็นการเริ่มต้นบล๊อกที่ดี ทุกคนรู้สึกมะ (ไม่รู้สึก)
    จริง ๆ แล้วเราผ่านไปผ่านมาไทเป มาเปลี่ยนเครื่อง 5-6 รอบแล้ว แต่ไม่เคยได้มีโอกาสแวะเที่ยวซักที คราวนี้ก็เลยขอแวะซะหน่อย ถือว่าแวะเที่ยวฉลองสอบเสร็จ (โดยที่ผลสอบจะเป็นยังไงก็ไม่รู้)
    ก็เลยวางแผนเที่ยว ไต้หวันกะเขาซักที 3 วัน 3 คืน มีตารางการท่องเที่ยวดังต่อไปนี้ครับ
    1 ก.ย. ถึงไทเป เที่ยววัดหลงชาน เดินตลาดนัด
    2 ก.ย. National Palace Museum (หรืออะไรที่มันชื่อทำนองนั้นแหละ), YangMingShan, Taipei 101
    3 ก.ย. Sun Moon Lake (จังหวัด Nantou)
    4 ก.ย. Sun Yat-Sen Memorial Hall, Lin's Family House & Garden, Chiang Kai-Shek Memorial Hall
    ขอบคุณพี่เอ (รุ่นพี่ที่มหาลัย)มากครับ ที่ช่วยแนะนำข้อมูลที่มีประโยชน์มากมายครับ
    ประมาณนี้แต่พูดถึงเรื่องเที่ยวก็คงไม่ใช่บล๊อกต้น (เพราะก็หาเอาได้จากเว็บท่องเที่ยวมากมาย ซึ่งมีรูปประกอบสวยงานตระการตามากมาย เช่น http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tonglengcha&group=24)
     
    จริง ๆ แล้วที่ไปไต้หวันเนี่ยมีจุดประสงค์อย่างนึงที่อยากไปดูมาก ๆ คือ
    อยากไปเปรียบเทียบความเป็นอยู่ของคนในสองระบอบ หลังจากที่เราได้ไปดูว่าคนปักกิ่งใช้ชีวิตยังไงมาแล้วในปีที่แล้ว
    แน่นอนว่าทั้งสองครั้งไปในฐานะนักท่องเที่ยวก็คงไม่สามารถสรุปอะไรได้มาก
    แต่มันก็น่าจะน่าสนใจมาก ๆ ที่จะได้เห็นคนที่เกือบจะเหมือนกัน 100 % เมือ 50 ปีที่แล้วถูกปกครองด้วยระบอบปกครองที่"เชื่อกันว่า"แตกต่าง
    ในทางวิทยาศาสตร์แล้วนี่คือการทดลองที่มีตัวแปรต้นคือระบอบการปกครอง ตัวแปรตามคือความสุขของประชาชน (ซึ่งเราเชื่อว่าเป็น Objective Function ของการเมือง) และมีตัวแปรควบคุมเกือบจะครบถ้วน
    อาจจะไม่สมบูรณ์เพราะคนต่างท้องที่กัน หรือสภาพภูมิศาสตร์ต่างกัน แต่เมื่อไหร่ที่มีใครได้วิจัยจริง ๆ โดยปราศจากอคติแล้วงานวิจัยคงมีคุณค่ามาก ๆ (คงมีแล้วแต่ขี้เกียจหา)
    ต้นไปไต้หวันคราวนี้ด้วยความไม่ชอบสภาพชีวิตของประชาชนชาวปักกิ่งครับ (หลังจากที่ไปเห็นเมื่อปีที่แล้ว) เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเขียนต่อไปจะ Bias สุด ๆ ไม่แนะนำให้ผู้ที่ชื่นชอบ ชื่นชมในท่านประธานเหมาอ่านครับ
     
    1. อาจจะดูฝืนธรรมชาติอย่างมาก ๆ แต่ความรู้สึก Bias ของเรามันบอกว่า "ปักกิ่งมีความเป็น Capitalist มากกว่าไทเป "!!!!

    มากยิ่งไปกว่านั้นคำว่า Capitalist ที่ว่าเป็น Capitalist ด้านลบที่เป็นการมอง Capitalist จากมุมมองของ Socialist ด้วยนะ (โดยสมมติว่าคนเขียนเข้าใจถูกว่า Socialist กับ Capitalist คืออะไร)
    --------------------------------------

    - ยังจำได้ถึงวันที่โดนไกด์ชาวจีนตะโกนใส่น่าว่า "ไอ้ขี้งก" เพราะไม่ยอมให้ทริ๊ป แล้วก็เลี่ยงที่จะนั่งรถแท็กซี่กลับโรงแรม แล้วให้เขาแนะนำ
    - ยังจำได้ตอนที่เดินตลาด Wangfujin แล้วก็มีคนเดินตามท้องถนนอยู่เต็มไปหมดเพื่อชักชวนนักท่องเที่ยวพร้อมกับหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งที่ชักชวนให้นักท่องเที่ยวไปไหนมาไหน (ซึ่งมีคนเตือนมาว่ามันจะห่วยไม่คุ้มราคา เป็นการหลอกนักท่องเที่ยวในรูปแบบหนึ่ง)
    - ยังจำได้ที่เราเห็นรถยุโรปราคาแพงมากวิ่งไปวิ่งมาในท้องถนนแล้วก็พบกับคนแก่ที่ผอมมาก ๆ จนน่ากลัว
    --------------------------------------
    - ที่ไต้หวันเราจ่ายเงินเกิน 15 หยวน (15 บาท)มีคนวิ่งมาคืนตังค์ให้ทั้ง ๆ ที่เดินไปไกลมาก ๆ แล้ว
    - ตอนขึ้นแท็กซี่ที่ Sun Moon Lake มีคนเดินมาชวนขึ้น Taxi ซึ่งทำให้เราคิดว่าจริง ๆ แล้วประเทศนี้ก็มีแบบนี้เหมือนกัน แต่สุดท้าย Taxi ที่ขึ้นก็เป็นราคามาตรฐานเหมือนที่เคยเช็กในเน็ตและที่แปะไว้ในโบชัวร์ (สะกดยังไงแน็ค) แล้วก็รู้มาทีหลังว่าถ้าจะขึ้นแท็กซี่ก็ต้องขึ้นตรงนั้นอยู่แล้ว,เราตัดสินใจจะไม่ให้ทิปแท็กซี่ (เพราะไม่มีตังค์) แต่เขาก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร
    - รถที่ไต้หวันส่วนใหญ่เป็นรถญี่ปุ่น (และเก่า) แต่เราก็ไม่เห็นคนยากจนตลอดการเดินทางสามวัน
    ---------------------------------------
    จากข้อมูลง่าย ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการวิจัยอะไรทั้งนั้นทำให้ผมเลือกที่จะไม่สนับสนุน ผู้ที่สนับสนุนการเปลี่ยนระบอบเป็นคอมมิวนิสต์โดยอ้างอิงกับระบบคอมมิวนิสต์จีนในเมืองไทยครับ
    เพราะไม่คิดว่าระบอบคอมมิวนิสต์จีนจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าระบอบปัจจุบันที่เรามีจากที่เห็นด้วยตาตัวเองจากที่ไต้หวันและจีนครับ
    เพราะว่าผมตัดสินด้วยสายตา(และ bias)ของผมเองว่าคนไต้หวันดูมีความสุขกว่า แม้จะใช้ระบอบมาตรฐานความเท่าเทียมกันตามแนวคิดของมาร์กก็ตาม
    ---------------------------------------
    ขอวกเข้าเรื่องการเมืองไทยซักนิดนึงละกัน (นิดนึงจิง ๆ ต่อจากเมื่อกี๊)
    ในสถานการณ์ตอนนี้ที่ทุกอย่างมันเริ่มเงียบ (โดยที่มีฝ่ายนึงไม่พอใจ) ผมคิดว่ามันได้เวลาที่เราจะเริ่มมาทบทวนว่าเราได้อะไรจากการที่เราเอะอะมะเทิ่งกันมานานจนถึงต้นปีนี้
    จัดลำดับความคิด ใช้เหตุผล เถียงกันโดยที่หวังให้การเมืองตอบแทนให้ประชาชนทุกคนมีความสุขรวมมากที่สุด ไม่ใช่เพื่อการเอาชนะ หรือความภูมิใจส่วนตัว
    ผมคิดว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบันมันเป็นเวลาที่ดีที่สุดแล้วครับ
    เพราะจนถึง 5 เดือนก่อนทุกคนเอะอะจนไม่มีใครฟังเหตุผลประเทศอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
    ในขณะที่หากปล่อยไว้นานกว่านี้เราก็จะลืมบทเรียน ลืมว่าอะไรคือสิ่งที่เราได้รับจากความวุ่นวายเหล่านี้ครับ
    มาสรุปประเด็นที่เราได้จากเสื้อเหลือง (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) และ เสื้อแดง (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) กันด้วยความ bias แบบต้น ๆ กันครับ (เสื้อแดงเขาว่าผมเป็นเสื้อเหลือง แต่เสื้อเหลืองเขาว่าผมเป็นเสื้อแดงอะ)

    1. ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ก็ตัวมาจากผู้ที่อ้างว่าในสังคมเมืองไทยที่เหลวแหลกอย่างเช่นทุกวันนี้เพราะ"ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม" ทั้งสองอ้างว่ามีคนกลุ่มนึง (เป็นเหมือนเมฆดำ ๆ ) ที่ทำให้ชีวิตของพวกเรามีความทุกข์
     
    สำหรับเสื้อเหลืองคือนักการเมือง,ข้าราชการและนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง
    สำหรับเสื้อแดงคือชนชั้นกลาง,ศาล,ทหาร และ ...
     
    อันนี้ขอไม่วิเคราะห์ละกัน คิดว่าอาจจะเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้ในการเรียกมวลชน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมวลชนไทยที่กระตือรือร้นต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)
     
    2. สิ่งที่เสื้อเหลืองต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ การคอร์รัปชั่น และอำนาจเบ็ดเสร็จของนักการเมือง
    ในขณะที่สิ่งที่เสื้อแดงต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม
     
    ในส่วนนี้ผมคิดว่าไม่ว่าใครก็ต้องเห็นด้วยใช่ไหมครับ ประเทศที่ปราศจากการคอร์รัปชั่น และประเทศที่มีความเท่าเทียมกันทางสังคม (บนซักเครื่องหมายเท่ากับซะอันอันไหนก็ได้)เนี่ยมันทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น
    ผมคิดว่าถ้าเราจะเอาประเด็นสำคัญสองจุดนี้ไป implement ให้เป็นจริงในสังคมไทยเนี่ยผมคิดว่ามันจะทำให้พวกเรามีสังคมที่ดีขึ้นครับ แล้วผมเชื่อว่าความคิดทั้งสองอย่างไม่ได้ขัดแย้งกันเอง
    กลับกันผมเชื่อว่ามันจะสนับสนุนกันและกันครับ
     
    ผมเชื่อถึงการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน มากกว่าจากบนลงล่าง เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันเป็นโอกาสดีที่เราจะลองนำเอาสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเสนอไปเริ่มปฏิบัติจากส่วนที่ล่างที่สุด นั่นก็คือตัวเราและครอบครัวครับ

    ผมว่าอาจจะดูเชยไปหน่อยถ้าจะมองว่าการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องของเฉพาะนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นสูงครับ เพราะคอร์รัปชั่นจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ ๆ พวกเรานั่นเองครับ
    จริง ๆ แล้วผมคิดว่าถ้าทุกคนมีความเป็นธรรมาธิบาลในตัว (ใช้ศัพท์มั่ว ๆ เอาเท่ห์) มีความซื่อตรงต่อกฎระเบียบ ต่อจารีต และต่อคนอื่น ผมคิดว่าสังคมของเราจะเป็นสังคมที่ดีกว่าครับ
     
    ยกตัวอย่างเช่น
     
    ทุกวันนี้ผมยังใช้ Software ผิดลิขสิทธ์อยู่ครับ แน่นอนว่าการใช้ Software ที่ผิดลิขสิทธ์เนี่ยใคร ๆ ก็ทำกันทั้ง ๆ ที่รู้กันว่ามันผิดกฎหมาย (หรือใครจะตีความกฎหมายลิขสิทธ์เมืองไทยในมุมมองที่ต่างกันอาจจะเห็นว่าไม่ผิดก็ได้) แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งมันก็คือการไม่ซื่อตรงต่อคนอื่น คนที่เขาควรจะได้เงินจากการขาย software ที่เขาตั้งใจผลิต (ถึงแม้ว่าจะมีคนอ้างว่าคนพวกนี้รวยล้นฟ้าแล้วก็ตาม)
     
    สมาคม AB แห่งประเทศไทยจัดงานเพื่อสังคมแต่เงินบริจาคเหลือแล้วสมาคม AB เอาเงินกลุ่มนี้ไปเลี้ยงผู้ร่วมจัดงานที่ภัตตาคารหรูโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตผู้บริจาค
    นาย ABC ยากจนมากจึงต้องไปกู้เงิน (ในระบบละกันนะ) ที่มีความคาดหวังว่าจะสามารถเงินกู้นั้นได้ 0.000001 %
    ผมคิดว่านักการเมืองข้าราชการระดับสูงก็คงมองในมุมเดียวกันครับว่าใคร ๆ เขาก็ทำกัน ผมทำก็ไม่เห็นผิดตรงไหนเลย
    แต่ผมมองว่าถ้าเราจะยกเลิกคอร์รัปชั่น เราควรจะเลิกความคิดที่ว่า "ใคร ๆ เขาก็ทำกัน" หรือ มันเป็น "วัฒนธรรมองค์กร" กันดีกว่าครับ
     
    กลับมาเรื่องความเท่าเทียมทางสังคมของกลุ่มคนเสื้อแดงกันบ้าง ในมุมมองของล่างขึ้นบน ผมก็คิดว่ามันดูจะเป็นเรื่องยากกว่าที่เราจะดึงฟ้าที่อยู่สูงกว่าลงมาต่ำเท่าเรา
    จะง่ายกว่าไหมที่เราจะลงไปข้างล่างให้เป็นฟ้าเดียวกันกับเมฆก้อนที่อยู่ล่างกว่าหรืออยู่บนพื้นดินครับ (เพราะในขณะที่เหนือฟ้ายังมีฟ้า ใต้ฟ้าก็ยังมีฟ้าเหมือนกัน)
    ผมคิดว่าถ้าคนทุกคนมองคุณค่าเห็นของมนุษย์ มองเห็นว่ามนุษย์ทุกคนก็ได้เรียนรู้ในทุก ๆ วันที่มีชีวิตอยู่แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ต่างออกไป แต่ก็เป็นเรื่องที่พวกเขามองเห็นว่ามีประโยชน์ มากกว่าที่จะมัวแต่จัดอันดับชั้นว่าใครใช้เหตุผลเก่งกว่าใคร ใครมีความรู้มากกว่าใคร
    คงจะดีถ้า คนเราเปิดกว้างที่จะรับความเห็นที่ต่างกัน,เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง,เคารพในความเป็นคนของคนอื่น
    ทุกครั้งที่ผมเข้า pantip ห้องราชดำเนิน,ฟ้าเดียวกัน,หรือประชาไทอาจจะเป็นส่วนน้อยแต่ผมเห็นว่าคนที่นั่นเขาก็"แบ่งแยกชนชั้น"กันตามความรู้ความสามารถและตรรกะ และก็ยังเลือกที่จะดูหมิ่นผู้ที่ยังไม่มีความรู้และเข้ามาเพื่อหาความรู้ (หรือเปล่า)อยู่ ซึ่งผมเห็นว่าในสังคมที่มีความเท่าเทียมกันไม่น่าจะต้องมีความคิดแบบนั้น
     
    3. ลืมไปแล้วว่าจะพิมพ์อะไรขอนึกก่อน อ้อ นึกออกละ
    ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงไม่ได้แสดงวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน
    เสื้อเหลืองกลุ่มหนึ่งเสนอการเมืองใหม่ แต่เมื่อการเมืองใหม่ในชั้นแรกดูจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม หลังจากนั้นหลักการของการเมืองใหม่ที่คลุมเคลืออยู่จนทุกวันนี้
    เสื้อแดงกลุ่มหนึ่งเสนอผู้นำหลังจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นอดีตผู้นำ แต่ก็ไม่ได้เสนอแนวทางในการให้ความเสมอภาคกับคนไทยทุกคน นอกเสียจากการลดทอนพระราชอำนาจ และการเลือกตั้ง (ผมเชื่อว่าคงไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยจากบริบทประเทศรอบข้างในเอเซีย)
     
    อยากให้มีการวิเคราะห์อภิปรายว่าเราจะแก้ปัญหาที่มีอยู่กันอย่างไร
    มากกว่าย้ำไปย้ำมาว่าไอ้สิ่งที่มีอยู่มันแย่มันเลวยังไง (ผมรู้แล้วไม่ต้องย้ำไปย้ำมาก็ได้)
    ------------------------------------
    กลับมาเรื่องจีนกับไต้หวันกันอีกครั้งดีกว่า หลายคน(คนอ่านบล๊อกนี้มันเยอะจนเรียกว่าหลายได้ด้วยเหรอ)อาจจะลืมไปแล้วว่าเราเคยขึ้นข้อหนึ่งไว้ ขอต่อข้อสอง กับข้อสามแบบเร็ว ๆ ให้จบ ๆ บล๊อกน่าเบื่อ ๆ นี้ไปละกันนะครับ
     
    2. ตอนที่ไป National Museum of Palace ระหว่างที่ยืนรอโต๊ดผู้ร่วมทางทริ๊ปนี้ถ่ายรูปพิพิธภัณฑ์อยู่เราก็เหลือบไปเห็นแผ่นป้ายจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับการประท้วงรัฐบาลจีนต่อการปราบปรามลัทธิฟาหลุนกง http://en.wikipedia.org/wiki/Falun_Gong
    โดยผู้ที่ประท้วงอ้างว่าทางรัฐบาลจีนได้ลงโทษผู้ที่พยายามเผยแผ่ลัทธินี้ในจีนอย่างหนักโดยการทรมานในวิธีต่าง ๆ จนกระทั่งบางรายถึงกับเสียชีวิต
    เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับลัทธินี้ในจีนมาระยะหนึ่งแล้ว แล้วก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเพราะในเราอยู่ในสภาวะที่เรารับสื่อตะวันตกมากกว่า และเชื่อว่าสื่อเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะโจมตีรัฐบาลจีนอยู่ตลอดเวลา  แต่เห็นคนป้าอายุประมาณ 50 ยืนตากแดดอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ตอนเราเดินเข้า (ตอน 9 โมง ซึ่งตอนนั้นเราคิดว่าเป็นพวกมาหลอกนักท่องเทียว) จนถึงกระทั่งตอนเราเดินออก (บ่าย 2 โมง) อากาศหน้าพิพิธภัณฑ์ร้อนมากขนาดโต๊ดถ่ายรูปยังเรงให้รีบ ๆ ถ่ายให้เสร็จจะได้รีบเข้าร่ม พยายามคุยกับคุณป้าแต่ก็ไม่สามารถหาภาษาที่คุยกันรู้เรื่องเลยได้ใบปลิวมาอันนึงแล้วเดินกลับ แต่เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เรามีความเชื่อมากขึ้นว่ารัฐบาลจีนเห็นความสำคัญกับ Nationalism มากกว่า Human Rights จริง ๆ รึเปล่าน้า
     
    3. อันนี้เป็นแนวคิดที่แว่บมาในหัวแป๊ปนึงตอนที่กำลังบินกลับไทยว่า
    "ถ้ารัฐบาล PRC ไม่พยายามกีดกันสถานะทางการฑูตของ ROC ชีวิตความเป็นอยู่ของชาว ROC จะดีกว่านี้รึเปล่า"
    ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็คงต้องไม่เห็นด้วยกับนโยบายการต่างประเทศของ PRC สุด ๆ ที่เห็นความเป็นชาติสำคัญกว่าความเป็นอยู่ของคน (แน่นอนผมไม่เห็นด้วยกับ economic sanction ผมคิดว่าจะต้องมีคนในเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการขาดแคลนอาหารในช่วงปี 90 คนเหล่านั้นไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจให้เกาหลีเหนือเปลี่ยนวิถีทางการฑูตเลย)
    เลยกลับมาเปิด wiki ไปมาดูแล้วก็พบว่าจริง ๆ แล้วในบางครั้งรัฐบาล ROC ก็คำนึงถึงสถานะของ ROC มากกว่าปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศเหมือนกัน
    เช่นกรณีที่จ่ายเงิน 19 ล้านยูโรเพื่อให้ปาปัวนิวกินียอมรับ ROC ในฐานะประเทศ (ซึ่งผมคิดว่าเงินนี้อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับประชาชนชาวปาปวนส่วนใหญ่)

    Comments (1)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    Thongekwrote:
    อ่านสนุก ประเทืองปัญญา ดีครับ
    Sept. 8

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://mr-t-dtone.spaces.live.com/blog/cns!B49DF3F95FAA5B01!541.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None