Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

Blog


    July 06

    Study in Japan : FAQ

    คราวที่แล้วจบบล๊อกไว้ว่าเราจะมีเขียนข้อดีของการวิจัยภายหลัง
     
    เล่นเอาไม่ได้เขียนไปนานเลย เพราะว่าคิดไม่ออก.......(งานวิจัยมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ)
    จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะว่าคนเราถนัดจะเขียนเรื่องแย่ ๆ แบบว่าตินู่นตินี่ ด่านู่นด่านี่มากกว่าเรื่องดี ๆ รึเปล่า (หรือว่าเป็นเพราะเราคนเดียว)
    แต่ก็เห็นเวลาอ่านเว็บการเมืองมันจะสะดวกมากกว่าถ้าจะเขียนเรื่องแย่ ๆ ของคนอื่น
    สะดวกกว่าการเขียนเรื่องดี ๆ ของคนอื่น (เพราะถ้าเขียนเรื่องดี ๆ ก็ไม่มีคนอ่านซินะ)
     
    กลับกันถ้าเขียนเรื่องดี ๆ คนอ่านก็จะสบายใจเพลิดเพลินอารมณ์ (ถ้าไม่ใช่คนขี้อิจฉาอะนะ)
    แต่ถ้าเขียนเรื่องไม่ดีก็จะอ่านแล้วเครียดแทนที่จะผ่อนคลาย (ทำไงดีเนี่ย)
    วันนี้ทำงานพิเศษเสร็จไปนั่งงง ๆ อยู่ที่แล็บ (เหมือนทุกวัน)
    แต่วันนี้ไม่มีอะไรทำเลยกลับบ้านเร็ว แล้วมานั่งเขียนบล๊อก
    เมื่อก่อนหน้านี้มีน้องที่ตั้งใจจะสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นมาถามเรื่องรายละเอียดการศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นสามสี่คน
    ก็เลยคิดว่าเรารวบรวมคำถามมาเขียนเป็นบล๊อกดีกว่า
    ไหน ๆ เร็ว ๆ นี้ก็จะจบโท แล้วจะได้ต่อเอกรึเปล่าก็ยังเป็นปริศนาอยู่
    ถ้าจบไปแล้วอารมณ์เขียนก็อาจจะไม่รุนแรงเขียนไม่มันเท่านี้
    เพราะงั้นเขียนตอนที่มีอารมณ์ร่วมมาก ๆ เนี่ยดีที่สุด (มิน่าถึงชอบมีเรื่องกับคนอื่นเพราะบล๊อกไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนนี่เอง)
     
    สมมติฐาน (เขาเรียกว่าอย่างนี้เหรอ)
    1. ผู้เขียนคิดว่าการเรียนญี่ปุ่น โอเค ไม่ได้ดีเลิศวิเศษวิโสแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายมาก
    ผู้เขียนรู้สึกว่าผู้ที่คาดหวังมากก็จะผิดหวังมาก แล้วก็จะรู้สึกเกลียดประเทศนี้ไปเลยก็มี
    แต่สำหรับเราซึ่งไม่ได้คาดหวังอะไรเลย (เพราะไม่รู้อะไรเลย, แล้วจะมาเรียนที่นี่ทำไมเนี่ย)
    ก็เลยไม่ได้ผิดหวังอะไรขนาดนั้น
    2. ไม่ค่อยอยากเขียนอะไรที่คนที่ไม่ได้สนใจเรียนญี่ปุ่นเลย (เช่นคนที่ไปเรียนเมกาแล้ว) อ่านแล้วไม่มัน
    ยกตัวอย่างคำถามที่อาจจะไม่มันก็เช่น กระบวนการสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ เลือกอาจารย์ เลือกคณะ เลือกมหาลัย
    แน่นอนว่าการเลือกอาจารย์ เลือกคณะ เลือกมหาลัยเนี่ย มันสุดสำคัญ เพราะสำหรับนักเรียนปริญญาโท ปริญญาเอกแล้วสุดแสนจะสำคัญมากมาย
    3. อย่าให้เปรียบเทียบ ไทย - อเมริกา - ยุโรป - ญี่ปุ่น เพราะตอนเรียนที่ไทยก็เรียนป.ตรี ซึ่งก็ไม่มีอะไรเหมือนกับป.โท
    แล้วมาญี่ปุ่นก็ดันเรียนป.โท ไม่ได้เรียนป.ตรี ที่สำคัญยังไม่เคยเรียนที่อเมริกา ยุโรป หรือออสเตรเลีย
    เพราะฉะนั้นต้นจะไม่พยายามเปรียบเทียบอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคน เพราะว่าคนรู้จักกันครั้งแรกก็อย่างนึง
    แต่พอทำงานด้วยกันก็อย่างนึง แล้วเราดันไม่เคยทำงานกับฝรั่งเลยอะ (เพราะภาษาอังกฤษห่วยบรมนั่นเอง)
    เพราะงั้นก็เลยเปรียบเทียบไม่ได้และไม่กล้าเปรียบเทียบ
     
    เอาหละเข้าเรื่องกันเถอะ (หาเพิ่งเข้าเรื่องเหรอ : เห่ยงานเขียนวิจัยที่ดีเขาต้องมีที่มาที่ไปเยอะกว่าข้อมูล)
    1. เรียนญี่ปุ่นแล้วถูกอาจารย์บังคับให้ทำนู่นทำนี่ไม่มีอิสระจริงเหรอครับ ? (ถูกถามสามครั้ง,คาดว่าคงมีคนที่ไทยคนใดคนหนึ่งพูดบ่อย ๆ)
    ขึ้นอยู่กับแล็บครับ
    ถ้าเป็นแล็บที่รับงานนอกโปรเจ็กต์นอกเยอะ (หมายความว่าเงินเยอะ ได้เล่นของเล่นเยอะ ได้เที่ยวเยอะ)
    แล็บจะมีลิสต์โปรเจ็กต์มาให้แล้วให้เลือกอะไรซักอย่างจากหนึ่งในนั้น (ก็ของเล่นมันมีแค่นั้นนี่นา) หรือดีกว่านั้นอาจจะเลือกอะไรที่สร้างสรรค์จากของเล่นเหล่านั้น
    สำหรับแล็บเหล่านั้น การที่ไม่มีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
     
    แต่ถ้าแล็บที่ไม่ต้องเล่นของเล่นก็พอทำงานได้ ส่วนใหญ่ก็จะค่อนข้างมีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์สูงมาก
    สูงจนคนในแล็บเดียวกันยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว (เช่นแล็บเราเอง)
    ซึ่งส่วนมากคนที่อยู่ในแล็บที่มีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์สูง ๆ ตอนแรกก็จะดูมีความสุขกว่าพวกเลือกจากลิสต์
    แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็ดูเหมือนว่าอยากเลือกจากลิสต์กันหมด
    เพราะว่าการหาโปรเจ็กต์เนี่ยถ้าใครได้เรียนปริญญาโทไปแล้วก็จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องสุดแสนจะลำบาก (จริงไหมทุกคน)
     
    2. อาจารย์ที่ญี่ปุ่นสอนห่วยจริงเหรอครับ ?
    เออ อันนี้ไม่รู้อะ เพราะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
    ภาษาญี่ปุ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่กีดขวางการรับรู้ข้อมูลของนักเรียนต่างชาติในญี่ปุ่นจริง ๆ ครับ
    การเรียนภาษาหกเดือนที่ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดไว้ไม่ได้ช่วยให้เก่งภาษาอังกฤษแบบเทพขนาดฟังเลกเชอร์วิชาการออกเท่ากับคนญี่ปุ่น (เอ๊ะหรือเป็นเพราะเราเองไม่ตั้งใจเรียน เพราะเห็นคนที่ตั้งใจเรียนตั้งใจอ่านเขาก็ฟังกันรู้เรื่องนี่นา)
    แต่ถ้าเรียนแล้วเข้าใจ คิดว่าวิชาเรียนที่นี่ค่อนข้างหลากหลายมาก ๆ ทีเดียวครับ (ที่มหาลัยมีวิชาที่เกี่ยวกับวิศวคอมพิวเตอร์มากกว่า 200 วิชาต่อปี)
    เรียกว่าอยากเรียนอะไรมันก็มีวิชาเปิดไว้ให้เรียน
    แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากการเรียนป.ตรีที่ไทยก็คือ
    ที่นี่วิชาเรียนการบ้านค่อนข้างน้อย (แต่เห็นเพื่อนบอกว่าป.ตรีที่นี่การบ้านเยอะมาก)
    วิชานึงใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ ก็ทำการบ้านเสร็จแล้วครับ (ถ้าเรียนรู้เรื่องนะ)
    เหตุผลของการที่มีการบ้านน้อยเพราะเปิดช่องให้กับงานวิจัยมากขึ้น (หรือว่าเปิดช่องให้เรานอนอืดกันแน่)
    สรุปแล้วความเห็นของผมก็คือ
    ที่นี่มีวิชาเยอะ มีทั้งวิชาที่สอนดี และ วิชาที่สอนไม่ค่อยดี (ซึ่งพวกเราชาวต่างชาติมักจะเลือกวิชาที่สอนไม่ค่อยดีเพราะการบ้านน้อยและง่าย)
    แต่ถ้าเลือกวิชาสอนดีหลาย ๆ วิชารวมกันในหนึ่งเทอม ก็อาจจะไม่ได้ทำวิจัยแล้วก็ไม่จบ
     
    แต่ข้อชดเชยของการที่เราไปเรียนวิชาที่สอนเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่องก็คือ
    มันมีคอนเฟอเรนจ์มาจัดใกล้ ๆ บ่อย ๆ เยอะ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็กคมนาคมสะดวกนั่นเองทำให้เราไปคอนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
    เพราะงั้นเราก็มักจะเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญไปนั่งฟัง รับความรู้ (และกินฟรี เที่ยวฟรี)
    คอนเฟอเรนจ์ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ (ซึ่งเราฟังไม่รู้เรื่อง) และพูดโดยคนที่เชี่ยวชาญด้านนั้นจริง ๆ  (ซึ่งทำให้ไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่)
     
    3. เรียนหนักรึเปล่าครับ (อันนี้ก็ยอดฮิตเหมือนกัน)
    จำนวนชั่วโมงที่ใช้กับการเรียนน้อยกว่าตอนที่เรียนป.ตรีที่เมืองไทยครับ
    แต่ทำไมไม่รู้ถึงรู้สึกเหนื่อยกว่า มีลักษณะพิเศษลู่เข้าขุนช้างมากขึ้นเรื่อย ๆ (ไม่ลู่อย่างเดียวตรงที่ไม่มีนางพิม)
    อาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องที่เรียนยากขึ้น เรียนรู้เรื่องน้อยลง หรือกินโปรตีนน้อยลงเพราะในราเมนมีแต่แป้งก็ไม่รู้เหมือนกัน
    แต่คิดว่าเรียนที่ญี่ปุ่นไม่ได้หนักขนาดต้องฆ่าตัวตาย แล้วก็ไม่ได้เบาจนถึงขนาดจบไปแล้วยังไม่ได้อะไรครับ
     
    อีกคำถามนึงที่ยังเถียงกับเพื่อนหลาย ๆ คนจนถึงตอนนี้ครับว่า
    เด็กญี่ปุ่นเก่งจริงเหรอ
    ผมว่าเก่งนะ ในแล็บหาคนที่เก่งคำนวณน้อยกว่าลำบากมาก เพราะข้อสอบเอ็นท์เข้าโตไดเรายังทำไม่ได้เลย
    มีหลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่าเด็กญี่ปุ่นไม่เก่งจากเมืองไทยแล้ว พอมาเจอสถานการณ์จริงแล้วจะรู้สึกกดดัน
    เพราะฉะนั้นใครจะมาญี่ปุ่นก็อยากให้ทำใจไว้ก่อนเลยว่าคุณอาจจะไม่ใช่หัวแถวเหมือนตอนอยู่ไทย (โชคดีที่ตอนอยู่ไทยเราดันไม่ใช่หัวแถวอยู่แล้ว)
    เพราะงั้นความกดดัน เพื่อไม่ให้เราไปเป็นตัวถ่วงเพื่อน ๆ ก็อาจจะมีมากกว่า (มั๊ง)
    แต่ว่าไม่ได้ขยันขนาดนั้น ถ้าเทียบกับตอนที่เรียนป.ตรี เพื่อน ๆ ขยันกว่านะ (อย่างที่บอกก็ไม่รู้ว่าป.โท ที่ไทยหรือที่อื่นเป็นยังไง)
    จากการที่ได้อ่าน phdcomics แล้วทำให้พบว่าจริง ๆ มันอาจจะไม่ต่างกันมากก็ได้นะ
     
    ดึกแล้วเขียนแค่นี้ละกันนะครับนึกอะไรได้จะมาเขียนต่อ
     
     

    Comments (2)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    1. เรียนญี่ปุ่นแล้วถูกอาจารย์บังคับให้ทำนู่นทำนี่ไม่มีอิสระจริงเหรอครับ ?

    I totally agree with your opinion.

    2. อาจารย์ที่ญี่ปุ่นสอนห่วยจริงเหรอครับ ?

    This depends on a professor. In Japan, you have around one or two weeks to attend lectures before you register for courses. Just go to courses you can deal with.

    3. เรียนหนักรึเปล่าครับ (อันนี้ก็ยอดฮิตเหมือนกัน)

    This depends on many factors. It is better to have a positive attitude.

    เด็กญี่ปุ่นเก่งจริงเหรอ

    This might be because in gradute degree level they enjoy studying the things they do. Actually, I still agree with your opinion. Sometimes you do not need to worry so much where you are in the group because it does not change you that much and ,from my point of view, it is useless.
    July 10
    Thongekwrote:
    มา Comment แล้วนะครับ............ เป็น blog ที่ต้องอดทนรอนานมาก กว่ามันจะเขียนเสร็จออกมา

    (เดี๋ยวนี้ไม่มีขอบคุณคนที่อุตส่าห์มาคอมเมนต์ในบล๊อกที่แล้ว แล้วหรอ?)
    July 8

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://mr-t-dtone.spaces.live.com/blog/cns!B49DF3F95FAA5B01!537.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None