ขอบคุณ น้องตั้ม น้องน็อต น้องออน แน็ค พี่อัย พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเมนต์ครับ
ในเมื่อจับไต๋เราได้แล้ว
เราก็จะไม่แอบทำไม่รู้ไม่ชี้พูดจานอกเรื่องแล้ว
เอาเป็นว่าบล๊อกนี้จะเป็นบล๊อกที่เล่าเกี่ยวกับที่ต้นเกี่ยวกับปักกิ่งแล้วต้นจะนอกเรื่องเมื่ออยากนอกเรื่อง โดยไม่แกล้งทำ อ๊ะออกนอกเรื่องอีกแล้วแย่จัง อะไรอย่างงั้นแล้วกัน -_-" (แล้วบล๊อกก็ร้างไร้ผู้คนต่อไป.........ฟิ้ว)
อืมส่วนเรื่องที่เรานอกเรื่อง อาจจะทำให้ใครหัวเสียจากความคิดเห็นซึ่งบางครั้งก็งี่เง่าแล้วตัดสินจากประสบการณ์ชีวิตของเด็กเนิร์ดโลกแคบ แต่ยังไงดี เราอยากบันทึกสิ่งที่เราคิดลงในบล๊อกนี้ ด้วยประสบการณ์แคบ ๆ ที่มี เราไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งที่เขียนที่นี่เป็นสิ่งที่ถูก แต่เป็นสิ่งที่สังเคราะห์ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา บวกกับอคติเล็กน้อยของต้นครับ
อ้อก่อนหน้าที่ปักกิ่ง มีได้ไปเที่ยวทซึคุบะ เป็นเมืองวิทยาศาสตร์ที่มีภูเขาให้ปีนเล่นอยู่
แต่เราดองมานาน
ชาวบ้านเขาเขียนกันเรียบร้อยหมดแล้ว
ติดตามชมได้ที่
http://bkwang.multiply.com/photos/album/20 กวาง
http://theeye.multiply.com/photos/album/9/Tsukuba_Trip รพี
http://wit360.multiply.com/photos/album/32/Tsukuba_Trip วิทย์
โห้เป็น multiply หมดเลยแฮะ (เดี๋ยวนี้มันฮิตแฮะ ไปแอบเล่นมั่งดีกว่า อินเทรนด์)
เอาหละเริ่มเล่าเรื่องปักกิ่งเลย!!!!!!!!!!!!!!! วาวเป็นครั้งแรกที่ต้นเริ่มเล่าเรื่องที่อยากเล่าภายในหน้าแรกของ entry เป็นไงหละต้นเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นรึยัง
บทสรุปผู้บริหาร
เนื่องจากมีคนบ่นว่าบล๊อกนี้วกไปวนมา ซึ่งเราก็รู้สึกอย่างงั้นเหมือนกันก็เลยคิดว่าจะสรุปให้ฟังก่อน (ก่อนจะออกนอกเรื่องไปไหน)
Schedule เที่ยวปักกิ่ง
วันที่ 1
เดินทางไปปักกิ่ง
Bei hai
Wang fu jin Shopping Street
วันที่ 2
สุสาน Ming
กำแพงเมืองจีน
ภัตตาคารเป็ดปักกิ่ง Quan fu de
วันที่ 3
พระราชวังฤดูร้อน
พระราชวังต้องห้าม
เดินทางกลับปักกิ่ง
วันที่ 1 วาววันที่ 1 แล้วเหรอเร็วจัง
เครื่องบินมันออก 9 โมงอะ แต่เนื่องจากสนามบินนาริตะ (สนามบินชื่อโตเกียวซึ่งไม่ได้อยู่ในโตเกียว) มันอยู่ไกลไก๊ลไกล ก็เลยวางแผนว่าจะตื่นตี 4 ครึ่ง แต่ตื่นตี 5 ครึ่ง ก็ยังชิวอยู่ แต่ชิวไปชิวมาก็พบว่าไอ้รถไฟราคาถูกที่จะไปสนามบินมันหาไม่ได้หละ
ต้องรอรถไฟราคาถูกอีกซักพัก ซึ่งไอ้รถไฟราคาถูกนี้มันจะไปถึงสนามบินราคา 8 โมงกว่า ๆ อะ แต่เราก็เลือกรออยู่ดี (ตามคอนเซ็ปท์เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย) สุดท้ายก็ไปถึงเคาน์เตอร์ h.i.s. ก่อนขึ้นเครื่อง 45 นาที เขาก็ช่วยวิ่งให้เราด้วยแฮะ (วิ่งไปทำหน้าแตกตื่นแบบเว่อร์ ๆ ไปตามแบบฉบับคนญี่ปุ่น)
แม้ว่าจะเห็นคนญี่ปุ่นวิ่ง ๆ ต้นก็ดำเนินการอย่างชิว ๆ อยู่ดี แต่ในระหว่างที่กำลังต่อแถวที่ศุลกากร ก็มีคนจาก Air China (สายการบินที่ขึ้น) มาบอกว่าให้ขอผู้โดยสารคนอื่นแซงคิว เพราะว่า Final Call แล้ว
เออจิง Final Call แล้วจริง ๆ ด้วยอีก 10 นาที 9 โมงจึ๋ย !!!!! ก็เลยลก ๆ ขอแซงคิวไป แล้วก็วิ่ง ๆ
ในสนามบินนาริตะมันมีรถไฟเชื่อมระหว่างตึก ซึ่งบาง gate มันต้องขึ้นรถไฟอะ แล้วรถไฟก็ดันไม่มาซักที มันมีป้ายเขียนว่า "รถไฟคันต่อไปจะมาในอีก 2 นาที" แต่เวลาต้นเหลือแค่ 4 นาทีอะ...........................
ออกจากรถไฟได้ก็วิ่งหน้าตั้งเข้าเกต เข้าเครื่องบิน (ดีนะเนี่ยที่ไม่ต้องตรวจกระเป๋าอีกด่านนึง) มุดเข้าเครื่องตอน 8 โมง 59 นาที 30 กว่าวิ -_-" มีผู้ร่วมเครื่องนั่งตาเขียวกันเต็มไปหมดเลย
แต่ขึ้นไปซักพักดันมีประกาศบอกว่าเราจะรอผู้โดยสารอีกสามคนนะคะ...........-_-"
แล้วนี่ก็เป็นความตื่นเต้นครั้งแรก ในการท่องเที่ยวต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกของ MR.T ครับ จริง ๆ แล้วยังมีอีกเยอะจนถึงเดี๋ยวนี้ (และหลังจากนี้ อาจจะมีอีก ?)
สิ่งแรกที่ได้เห็นในปักกิ่งก็คือ "ทำไมบ้านเมืองมันเจริญงี้ฟะ" ถนน ตึกรามบ้านช่อง นี่มันเป็นญี่ปุ่นแบบขยายพื้นที่แนวกว้างแนวยาวได้เลยนะเนี่ย การขนส่งสาธารณะที่ปักกิ่งดีมาก ๆ เคยดูเว็บเขาบอกว่ารถเมล์มันจะเก่า ๆ แน่น ๆ แต่ที่ไปเห็นรถเมล์ใหม่และนั่งสบาย ราคาถูก (1 หยวน) ขึ้นง่ายเข้าใจง่าย พนักงานขับรถ พนักงานเก็บสตางค์คุยง่ายมาก ๆ รถไฟฟ้าแน่นกว่ารถเมล์และราคาแพงกว่า (2 หยวน) แต่ก็แน่นน้อยกว่าที่ญี่ปุ่นอยู่ดี (ชินแล้วเลยไม่รู้สึกอะไร)
ชอบ Hostel ที่ไปอยู่ดีมาก ๆ เลยครับ Recommend สำหรับคนที่จะไปปักกิ่ง TempleSide Youth Hostels ราคาถูกแล้วก็บริการโอเคมาก ๆ 6.34 $ ต่อหนึ่งเตียง ต่อหนึ่งคืน เท่านั้น (เตียงรวม) พักแล้วรู้สึกปลอดภัย ไปไหนก็สะดวกครับ Staff พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก ๆ (เก่งกว่าเราง่า)
Check in เข้าโรงแรมเสร็จเรียบร้อย ตอนแรกคิดว่าจะไป Hou hai หละ แต่คุยกับเจ้าหน้าที่ Hostels เขาบอกว่าเป็น Pub and Nightlife อะ ก็เลยไม่ได้ดีกว่า (กรุงเทพ โตเกียวเยอะแยะ) เลยไปดูวิวที่ทะเลสาบ Bei Hai recommend วิวสวยมาก คิดว่าเป็นจุดสำคัญสำหรับการเที่ยวชมเมืองในปักกิ่งเลยทีเดียว
ก่อนเรามาอัย(เพื่อนที่หอ)เตือนเรามาว่า
เวลาเจอคนแปลกหน้าในปักกิ่งมาทักให้เดินหนี เพราะพวกนี้จะเป็นคนไม่ดีหลอกเอาเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติ
แล้วตอนเดินทางไป Bei Hai เราก็เจอผู้สูงอายุมาทักคนนึง เห็นเราเดินถือแผนที่ งง ๆ อยู่เขาก็เข้ามาถาม เป็นภาษาจีน ???????
เราก็ไม่รู้เรื่องหงะภาษาจีน ภาษาจีนที่พูดได้มีอยู่สองคำ คือ เชี่ย เชี่ย กับ หว่อ อ้าย หนี่
ไอ้คำหลังคงไม่ได้ใช้หรอก แม้ว่าสาวจีนจะน่ารักขนาดไหนก็เถอะ แล้วไอ้คำแรก ถ้ายังบอกให้เขาทำอะไรไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี (สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์ทั้งสองคำ)
เอาเป็นว่าพอเราทำท่าไม่รู้เรื่องภาษาจีน เขาก็ Switch เป็นภาษาอังกฤษให้ เราก็เตรียมหลบแล้ว แต่สุดท้ายแล้วเขาก็แนะนำทางไป Bei hai ให้เราดีมาก ๆ แล้วก็ทำให้เราไปถึง Bei hai ได้โดยสวัสดิภาพ (และอ่านพูดภาษาจีนไม่ได้เลย)
ก็เป็นความประทับใจแรกที่เมืองจีนเลย
เคยคุยกับอาจารย์โอกาตะ เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นที่หอ สอนแบบ Private ให้เรา สามีเขาเป็นคนชอบเที่ยวหละ เขาก็เลยเคยไปเที่ยวแบบไปกันสองคนสามีภรรยาบ่อยมาก (ยุโรป เอเซียอาคเนย์รวมทั้งไทยด้วย อินเดีย จีน อเมริกา) เขาให้ความเห็นว่า ความใจดีมันไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติหรอก เขาคิดว่าทุกชาติก็มีคนใจดี แล้วก็คนคดโกงหนะ
ก็ไม่รู้จะเป็นจริงแค่ไหนนะ แต่สำหรับที่จีนครั้งนั้นเป็นประสบการณ์ครั้งเดียวที่เจอคุณลุงใจดีอะ
หลังจากนั้นเนื่องจากเราไปที่สถานที่ท่องเที่ยวตลอด ก็เลยจะเจอคนพรรค์นั้น ประมาณว่ามาเที่ยวคุยดีด้วยแล้วขายของ หรือ พาไปไหน ๆ ไรงี้ ก็หัวเสียไปบ้างทีเดียว
เราหวังว่าคนพรรค์นี้คงจะมีเฉพาะที่สถานที่ท่องเที่ยวเนอะ (เป็นพวกมองโลกในแง่ดี)
แต่จริง ๆ ก็ว่าเขาไม่ได้หละเนอะ
เขากำลังทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างเต็มที่นี่แหละ
แต่ก็ไม่ชอบอะ
**********************(นอกเรื่อง) อ่านต่อที่ *********************
อาจจะเป็นความเห็นที่ขัดกับหลาย ๆ คนนะแต่เราไม่ชอบช้อปปิ้งอะ
เราไม่ชอบที่จะคุยกับคนคนหนึ่ง โดยที่รู้ ๆ อยู่ว่าการที่เขาคุยดีกับเราเนี่ยเพราะหวังผลประโยชน์อะไรบางอย่าง
คงเป็นความคิดที่อาจจะทำให้เรายากจนตลอดชีวิต
แต่เราคิดว่าปรัชญาของคานท์(อารมณ์ประมาณว่าความดีความเลวคืออะไรปรัชญาโบราณ)ที่บอกว่า "จงพิจารณาคนเป็น End Point"
คือจริง ๆ แล้วโลกมันก็เปลี่ยนไป
โลกที่คานท์อยู่กับโลกที่เราอยู่มันก็ห่างกันหลายร้อยปีแล้วเนอะ อาจจะไม่มีใครพิจารณาคนเป็น End Point แล้วหละ
อธิบายความหมายของคำว่า End Point หน่อย คือโลกปัจจุบันนี้เนี่ย แทบทุกคนจะถูกสอนว่า การมี Relationship มีเพื่อนเนี่ย หรือการรู้จักกับคนเยอะ ๆ เนี่ย ก็จะทำให้เราประสบกับความสำเร็จในอนาคตได้ โดยความช่วยเหลือของคนเหล่านั้น
เราอาจจะเคยได้ยินคำนิยามเกี่ยวกับการเมือง ว่า คือ การใช้ประโยชน์จากคนอื่นให้มากที่สุด ประมาณว่าใครใช้ประโยชน์จากคนอื่นได้มากก็จะมีอำนาจมาก ไรงี้ (จำแน่นอนไม่ได้แล้วก็จำชื่อคนพูดไม่ได้แล้ว)
หรืออาจจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า "ฝึกภาษาญี่ปุ่นเหรอ ก็ไปหาแฟนเป็นคนญี่ปุ่นสิ"---คนไทยพูดกันรู้เรื่องยังไม่มีเลย -_-" เอ๊ะหรือว่าถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องจะดีกว่า
หรืออาจจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า "ต้องไปเที่ยวบางทริ๊ป ต้องไปร่วมงานบางอย่าง กิจกรรมบางชนิด เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีไว้เพื่อเป็นเส้นสายในอนาคต" ไรงี้
ซึ่งในกรณีนี้เราถือว่าเป็นการพิจารณาคนแบบที่ไม่เป็น End Point คือ พิจารณาคนในฐานะที่เป็นเครื่องมือบางอย่างในการนำไปสู้ความสำเร็จ ซึ่งแนวคิดนี้ก็คงถูกแหละ ถ้าไม่ฝืนโลกเกินไป
แต่เราคิดว่าโลกนี้อาจจะสวยงามกว่าถ้า ทุกคนมองว่าการได้มีเพื่อน การได้รู้จักคน การได้มีปฏิสัมพันธ์กับคน การได้ช่วยเหลือ ได้พูดคุย ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มันเป็นความสุขของความเป็นมนุษย์ที่เราต้องพยายามให้เกิดสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าใช้สิ่งนั้นไปหาสิ่งอื่น
ลองเปรียบเทียบกับการกิน การนอน เรื่องพื้นฐาน
มันก็อาจจะถูกถ้าเราบอกว่า การกิน กับ การนอนเป็นการทำให้เรามีพลังงานพร้อมจะลุยในวันพรุ่งนี้
แต่จริง ๆ แล้ว คนเราก็ทำงานนอกจากทำให้คนอื่นมีความสุขกับตัวเองมีเกียรติแล้ว ก็คือการทำให้ตัวเองกินอิ่ม นอนหลับสบายรึเปล่า
พิจารณาได้สองด้าน แต่เราชอบแบบหลังมากกว่าทั้งการกิน การนอน แล้วก็สังคมนะ :):):):)
***************จบการนอกเรื่อง******************
เป็นไงหละเรานอกเรื่องอย่างเป็นระบบมี ******** มาขั้นส่วนที่นอกเรื่องด้วย
นั่งรถที่คนปั่นจาก Bei Hai ไป Wangfujin Walking Street อะ
ไม่ค่อยชอบรถลากแบบนี้เลย นั่งแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองดูถูกมนุษย์ด้วยกันเองยังไงไม่รู้
รถพวกนี้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความไม่เท่ากันของมนุษย์อะ
ในร้านอาหารหรู ๆ หลายที่ (โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น) ชอบให้พนักงานทำตัวเหมือนเป็นทาสของลูกค้าอะ
มองผ่าน ๆ มันก็ทำเพื่อเงิน แต่อยากให้มองลึก ๆ ว่ามันเป็นรากเหง้าของความไม่เท่าเทียม
และเป็นการบ่มเพาะแนวคิดความไม่เท่าเทียมซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
บางคนอาจมองว่าถ้าคนเหล่านี้ไม่ทำงานพวกนี้ก็จะอดตาย
เรามองตรงข้ามเราคิดว่าถ้าเขาไม่ทำงานพวกนี้ เขาจะมีเวลาไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปทำสิ่งที่ดีกับเขามากกว่านี้ได้ (แนวคิดเดียวกับการเลิกทาสที่เคยโพสไปใน Entry ที่แล้ว)
****************นอกเรื่อง********************
บางทีเราก็คิดเหมือนกันนะว่าพฤติกรรมความไม่เท่าเทียมอย่างเงี้ย มันดูเหมือนจะมีในทุกหัวระแหงในกรุงปักกิ่งเลย
บนถนนเราเห็นรถคันหรู ๆ เต็มถนน หลายคันก็เป็นรถฝรั่งราคาแพง (รถราคาแพงที่หายากในกรุงเทพบางยี่ห้ออาจหาง่ายกว่าที่คิดในปักกิ่ง)
แต่บนท้องถนนตรงที่หลบสายตาทหารรอดเราก็ยังเห็นคนไม่มีอันจะกิน อยู่เยอะ
ความไม่เท่าเทียมในปักกิ่งมันมากซะจนเราเริ่มสงสัยว่า ประเทศนี้มันเคยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์จริง ๆ เหรอ
ในเมื่อประธานเหมาก็เพิ่งเสียชีวิตในปี 1976 (32 ปีก่อน) และระบบเศรษฐกิจแบบผสมก็เพิ่งถูกค่อย ๆ นำเอามาใช้หลังจากนั้น (จากวิชาสังคมที่เรียนมา แมวจับหนูไรงี้)
และความเท่าเทียมกันมันเป็นจุดขายหลักของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์เลย
แต่วันนี้นอกจากความไม่เท่าเทียมแล้ว ผมยังรู้สึกถึงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยม หาเงิน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ลอยไปทั่วปักกิ่งไปหมด มีคนจน คนรวย คนชั้นกลางอย่างเห็นได้ชัดเจน แน่นอนมากกว่าโตเกียว และ อาจจะมากกว่ากรุงเทพด้วย ซึ่งทำให้คิดไปได้ 3 ข้อคือ
1. เป็นลักษณะเฉพาะของคนจีน คนจีนขยันเอาจิงเอาจัง เมื่อระบบเปลี่ยนเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนไปตามระบบ แล้วคนจีนก็ชอบค้าขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยเปลี่ยนแปลงได้เร็วในช่วงสั้น ๆ
2. ระบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้ผล ไม่สามารถเปลี่ยนแนวคิดคนได้ คอมมิวนิสต์ยังทำให้คนมีความแตกต่างอยู่ และยังมีช่องโหว่ในทางทฤษฎีอยู่มาก
3. รัฐบาลจีนเคย Implement คอมมิวนิสต์ลงในสังคมจีนจริงเหรอ เป็นเรื่องที่เราสงสัยมานานละว่าประเทศนี้เนี่ย มันเคยมีระบบคอมมูนที่เป็นอุดมคติตามที่มาร์กซ์นำเสนอตามทฤษฎีของเขาจริง ๆ เหรอ หรือว่าเป็นแค่รัฐบาลทหารไม่กี่คนบ้าอำนาจ ใช้กำลังควบคุมทำอะไรทุเรศ ๆ กับคนประเทศนี้แล้วก็บอกว่าเพื่อความเท่าเทียมของคนทุกคน (ถ้าคนจีนอ่านออกพอดีขอโทษด้วยนะแต่เราไม่รู้สึกว่าประธานเหมาก็เป็นแค่ทหารบ้าอำนาจคนนึง ซึ่งริดรอนสิทธิเสรีภาพของคนหนึ่งในห้าของโลกด้วยกำลังทหาร และประกาศว่าจะมอบความเสมอภาคให้ แต่สิ่งที่เราเห็นความเสมอภาคที่เขาสัญญาว่าจะมอบให้ ระยะเวลาหลังจากการตายของเขาเพียง 32 ปี เห็นด้วยตาตัวเองว่ามันไม่มีอยู่และเราก็ไม่รู้ว่ามันเคยมีอยู่รึเปล่า)
เราคิดว่าความเสมอภาคหนะมันมอบด้วยกำลังทหารไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำให้คนจนอย่างเสมอภาค
เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำให้ทุกคนท้องหิวอย่างเสมอภาค
ความเสมอภาคต้องเริ่มจากจิตสำนึก เมื่อมีจิตสำนึกเศรษฐกิจเติบโต เมื่อเศรษฐกิจเติบโตถึงจะทำให้ทุกคนท้องอิ่มอย่างเสมอภาคได้
การพัฒนาต้องเริ่มจากสังคม จากสังคมที่ดีสู่เศรษฐกิจที่ดี จากเศรษฐกิจที่ดีสู่การเมืองที่ดี ไม่ใช่เริ่มจากเอากำลังทหารมาบังคับการเมืองแล้วบอกว่าการเมืองที่ดีจะทำให้ทุกอย่างดีได้
บอกว่ามีกำลังทหารแล้วจะทำให้ประเทศสงบเรียบร้อย การฝึกทหารทำให้ประชาชนมีระเบียบวินัย และอดทน
แต่เราเห็นว่าปักกิ่งไม่ว่าไปที่ไหนก็มีทหารอยู่เต็มไปหมด (จนน่ากลัวมากกว่ารู้สึกปลอดภัย)
แต่ตรงไหนลับตาทหารก็จะมีคนโกงนักท่องเที่ยว
คนถุยเสลดลงพื้นกันเป็นเรื่องปกติ๊ปกติ
และเราไม่เคยเห็น"การต่อคิว" ในปักกิ่งนอกจากที่สนามบิน
คำถาม.................
ทำไมญี่ปุ่นที่ไม่มีทหารแม้แต่คนเดียว และไม่มีการฝึกทหารเลย
ประชาชนถึงมีระเบียบวินัย และ อดทน มากกว่าประเทศจีนซึ่งเดินไปที่ไหนก็มีแต่ทหาร
***********************จบการนอกเรื่อง************************
อย่างไรก็ดี Wangfujin สวยมาก มีของให้ช๊อปเยอะ มีห้างตั้งอยู่มากมายแต่ก็ไม่ประทับใจเราเท่ากับ "ตอกอาหาร"
มีอาหารที่ไม่รู้ว่าสำหรับคนจีนแปลกรึเปล่าแต่สำหรับเราแปลกมากตั้งอยู่เต็มไปหมด.......มีความสุ๊ข...........มากมาย
จริง ๆ แล้วก็เหมือนโต้รุ่ง ตลาดสดบ้านเรานี่เอง ประมาณว่าซื้อแล้วก็เดินกินแล้วก็ซื้ออย่างอื่นต่อ
เมนูหลัก ก็มีปลาหมึก เนื้อ ปิ้ง ขนมหวานอะไรพวกนี้
แต่ของแปลก ๆ เต็มไปหมดเช่น แมงป่องทอด รถด่วน น่องลามะ ไรงี้(คงมีอย่างอื่นอีกแต่อ่านไม่ออก)
กินจนพุงกลางเลยทีเดียว (แต่รู้สึกว่าอาหารที่นั่นจะแพงนิดนึง แต่เห็นคนจีนเองก็กินเลยไม่คิดไรมาก)
เดินออกมาหน่อยเจอร้านหนังสือ เลยแวะเข้าไปดู แล้วก็ต้องตกใจกับปริมาณหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนานจิง
**********************นอกเรื่อง*************************
อืม โศกนาฏกรรมนานจิง คือช่วงสงครามโลกที่ญี่ปุ่นเข้าไปบุกจีน แล้วรัฐบาลจีนขัดขืน ทหารญี่ปุ่นจึงฆ่าประชาชนทุกคน รวมทั้งข่มขืนและทรมานผู้บริสุทธ์จำนวนมาก
คนจีนเชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่นานจิงมากกว่าผู้เสียชีวิตที่เมืองฮิโรชิม่า กับ นางาซากิ โดยน้องผอม และ พี่อ้วน
เพราะงั้นคนจีนส่วนหนึ่งก็เลยเกลียดคนญี่ปุ่นอยู่จนถึงทุกวันนี้
เมื่อไม่นานมานี้ไปเห็น clip ที่ youtube ฟุตบอล EAFF Cup ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น กรรมการเป็นชาวเกาหลีเหนือ ผู้ช่วยกรรมการเป็นคนเกาหลีใต้
ซึ่งคนญี่ปุ่นบอกว่านักเตะจีนเล่นฟุตบอลแรงมาก ๆ มีหลายจังหวะมาก ๆ ที่ตั้งใจเตะนักเตะญี่ปุ่นเต็ม ๆ (และกรรมการก็ไม่ว่าอะไร)
แล้วก็กลายเป็น clip ประวัติศาสตร์ของ youtube เพราะมี comment ถึง 7000 กว่า ๆ (ตอนที่เราดู) แล้วก็ไม่ใช่แค่ "คลิ๊ปนี้ดีมาก" หรือ "ขอบคุณที่ช่วย upload" แต่เป็นการเถียงกันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ระหว่างนักเล่นเน็ตจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และ จีน
เราว่ามันเป็นเรื่องที่โง่มากที่จะสร้างชาติ ทำให้คนในชาติสามัคคีกันโดยการทำให้คนในชาติทุกคนเกลียดคนอื่น -_-" วิธีทำให้คนในชาติรักกันมีเยอะแยะ เช่นชาติไทยเราเคยสร้างชาติด้วยการทำให้คนในชาติทุกคนรักคนเดียวกัน (โอเคมันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นความจริงสัมบูรณ์ แต่มันก็ดีกว่าการที่ให้เด็กเรียนประวัติศาสตร์พม่าแล้วก็เกลียดคนพม่าถูกมะ ยังไงความรักก็ดีกว่าความเกลียดใช่มะ)
จะปฏิเสธยังไงก็ช่าง แต่เราเห็น ๆ ว่าไอ้คนที่เขียนหนังสือสังคมมาให้เราเรียนเนี่ย จงใจให้เราเกลียดคนพม่า แล้วคนไทยส่วนใหญ่ก็เกลียดคนพม่าในฐานะที่มันเคยมาเผากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. 2310 หรือ 241 ปีที่แล้วทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้หรอกว่าประวัติศาสตร์มันจริงแค่ไหน แล้วคนไอ้คนที่เผากรุงตอนนั้นเป็นคนพม่าจริง ๆ หรือว่าเป็นแค่เผ่าเล็ก ๆ ในพม่า
และที่สำคัญเราคิดว่าคงไม่มีปัจจุบันนี้คนที่เผากรุงศรีอยุธยาคงไม่มีใครมีชีวิตอยู่แล้ว คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศพม่าทุกคนไม่ได้มีส่วนรู้อิโหน่อิเหน่กับการเผากรุงเมื่อปี 2310 แม้แต่คนเดียว
เหมือนกับรัฐปัตตานี ซึ่งเคยมีตัวตนอยู่ครั้งสุดท้ายไม่รู้กี่ร้อยปีมาแล้ว
หรือตอนนี้คนญี่ปุ่นที่มีส่วนรู้ส่วนเห็นกับโศกนาฏกรรมนานจิง ก็คงตายหรือบ้าไปแล้ว ไม่งั้นก็คงเป็นแค่คนแก่เลอะเลือน ที่ไม่มีใครสนใจ (ตามแบบฉบับสังคมเน่า ๆ ของญี่ปุ่น)
คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่มีส่วนรู้ส่วนเห็นกับสงครามนานจิงเลย แล้วทำไมต้องไปเกลียดคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด(ฟะ)
คนญี่ปุ่นนี่ก็แอบน่าสงสารเนอะ เกิดมาไม่ต้องทำอะไรเลยก็มีคนเกลียดเต็มโลกไปหมด ทั้งจีน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ (รวมกัน 1400 ล้านคน)
***************************จบการนอกเรื่อง*******************************
ข้างบนสรุปว่าคนจีนหลายคนเกลียดคนญี่ปุ่น
เรื่องที่ซวยก็คือว่า คนจีน เมื่อเห็นหน้าเราแล้วเห็นว่าพูดภาษาจีนไม่เป็น
มันมักจะเดาว่าเป็นคนญี่ปุ่นเสมอ (ผมกลัวอ่าจะมา nationalism อะไรแถวนี้ไหมเนี่ย) วันหลังจะเอาธงชาติไทยห้อยคอ
ก่อนมาจีนเราไปยืมหนังสือท่องเที่ยวจีน เป็นภาษาญี่ปุ่น จากห้องสมุดประชาชน
เราก็เลยตัดสินใจเก็บ..............
และไม่เอามาใช้ดีกว่าเนอะ...............:):):):):):)
ช้อปปิ้งเสร็จก็กลับโรงแรม เล่นเน็ต แล้วก็นอนเอาแรงเลย จบหนึ่งวัน
วันที่ 2
วันนี้ตั้งใจจะไปกำแพงเมืองจีนซึ่งขนส่งสาธารณะไปไม่ถึง
ก็เลยต้อง join group tour เพื่อไปกำแพงเมืองจีน (จองจากอินเตอร์เน็ตก่อนมา)
ซึ่งเราไม่ชอบมาก ๆ ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่ join กรุ๊ปทัวร์แบบนี้อีกแล้ว ความไม่ชอบมันเริ่มตรงที่ ตอนที่เราคุยกับคนเดนมาร์กคนร่วมกรุ๊ปทัวร์
เรา : ตอนนี้เรียนที่ญี่ปุ่นอยู่ครับ
คนเดนมาร์ก(ชื่อเฮนริค) : โอ้ จิงเหรอครับ ผมชอบญี่ปุ่นมาก ๆ ครับ คนญี่ปุ่นใจดีครับ (ลอกสคริปฝรั่งคนอื่นมาแน่นอน)
เรา : อื่ม ผมก็คิดอย่างงั้นครับ
ไกด์ : (พูดแทรกขึ้นมา) แต่คนจีนส่วนใหญ่ไม่คิดอย่างงั้นนะครับ ถ้าคุณรู้เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนานจิง บลา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
แล้วมันก็ทำท่าไม่พอใจเราหลังจากนั้น (แล้วตรูเกี่ยวไรด้วยเนี่ย แค่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น) กำแพงเมืองจีน กับสุสานราชวงศ์หมิงดีมาก ๆ ยิ่งใหญ่มาก ๆ แต่เที่ยวกับทัวร์เนี่ยทำให้หมดสนุกเลยด้วยเหตุผลต่อไปนี้
1. ชอบพาไปซื้อของ มีพาไปหยุดที่ร้านหยกนานมาก (นานกว่ากำแพงเมืองจีน) ร้านหยกนั้นขายของแพงมาก แล้วก็มีพาไปซื้อสมุนไพรจีน (ไม่ต่างจากของไทยตรงไหนเลย) พอบอกว่าผมขอไม่แวะ ขอไปเดินเล่นข้างนอกได้ไหม มันก็โวยวาย ๆ แล้วก็ตะโกนใส่หน้าเราว่า "ไอ้งก" (พูดภาษาจีน) แล้วก็พูดต่อด้วยว่าทำแบบนี้จะทำให้คนจีนดูถูกคนไทยไรงี้ (ไกด์ถ่อยโคตร ๆ)
2. ชอบให้จ่ายเพิ่ม ค่าทัวร์หนึ่งวัน 750 บาท ถูกมาก ๆ แต่จะชอบให้จ่ายเพิ่ม เช่นบอกว่าให้ขึ้นกระเช้า แล้วถ้าไม่ขึ้นกระเช้าจะเป็นอย่างงู้นอย่างงี้ ค่าขึ้นกระเช้า 300 บาท -_-"
3. คนร่วมเดินทางห่วย อื้มมีคนเดนมาร์ก คนอเมริกัน(เป็นอดีตนักกีฬามวยปล้ำสหรัฐในโอลิมปิคปี 1970 และเป็นโค้ชทีมชาติสหรัฐมาดูที่แข่งขันในปักกิ่ง) แล้วก็มีคนตุรกี คนเดนมาร์ก กับคนอเมริกันเป็นคนดีมาก แต่คนตุรกีนี่ไม่ไหวจิง ๆ อะ โวยวายตลอดเวลา (เรามีอคติกับคนชาตินี้อยู่นิดหน่อยแล้วด้วย) แล้วก็แบบพูดโอ้อวดตลอดเวลาน่าเบื่อมาก แล้วไกด์ก็เอาใจเพราะเวลาแวะที่ไหนซือของเยอะ จ่ายง่าย
สรุปว่าเราให้ F สำหรับปักกิ่งชินหัวทัวร์ www.beijing-tour.com ไม่แนะนำให้ join group tour จากบริษัทนี้นะครับ เราหงุดหงิดจากบริการของทัวร์นี้อย่างมากมายครับ
แล้วก็แบกเอาความหงุดหงิดไปภัตตาคารชื่อดังด้านเป็ดปักกิ่งของปักกิ่งครับ (ว่ากันว่าเป็นเป็ดปักกิ่งที่อร่อยที่สุดครับ) ตอนนั้นหงุดหงิดถึงขั้น แล้วอีภัตตาคารเนี่ยมันต่อคิวรอยาวมาก (แล้วเราก็ดันแปลก ปกติภัตตาคารจีนเขาไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เราไปคนเดียวซะงั้นแถมพูดไม่รู้เรื่องอีก) ตอนต่อคิวเนี่ยอยากกลับไทย max ไม่อยากอยู่แล้วประเทศนี้คนถ่อยจัด
เข้าไปสั่งเป็ดมาครึ่งตัว แล้วเขาก็เอาไอ้นู่นไหมไอ้นี่ไหม ก็เอา ๆ มาเหอะขี้เกียจคิด (มันคือน้ำจิ้ม กับ แป้งห่อที่ดันเรียกวันแพนเค้ก ที่ไม่ได้มาพร้อมเป็ดอะ)
เขามีเอาเป็ดมาหั่นให้ดูที่โต๊ะ แล้วก็มีคนมาสาธิตวิธีกินให้ดู (จริง ๆ แล้วก็พอรู้อะนะ)
หลังจากเอาเข้าปากไปหนึ่งคำ
เปลี่ยนความคิดกระทันหันกลาย คนที่นี่ดีจังเลย คนที่นี่สุดยอดมาก ๆ สามารถคิดค้นสูตรอาหารขนาดนี้ได้ไง
อร่อย !!!! recommend ครับ ไปถึงแล้วต้องไปกินนะครับชื่อ Quan ju de ครับ
ราคาไม่แพงขนาดนั้นแฮะ ตอนแรกคิดว่าแพงมาก ๆ แต่สุดท้าย มื้อนั้นจ่ายไป 140 หยวน หรือ 2100 เยน (คิดเป็นเยนแล้วดูถูกดีเนอะ)
ให้อภัยไกด์ถ่อยทันที
วันที่ 3
นั่งรถเมล์ไปเที่ยว พระราชวังฤดูร้อน, จัตุรัสเทียนอันเหมิน แล้วก็ พระราชวังต้องห้าม ระหว่างนั่งรถเมล์คุยกับคนเก็บตังค์ไม่รู้เรื่องว่าต้องลงป้ายไหน มันก็เลยเขียนตัวคันจิที่อ่านญี่ปุ่นว่า shouten แปลว่าป้ายสุดท้ายมาให้........ก็เข้าใจนะ แต่มันคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นอีกแล้วเหรอ -_-"
พระราชวังฤดูร้อน สวยมาก ๆ เลย recommend สุด ๆ แล้วจัตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังต้องห้าม ก็น่าเดินมาก ๆ ถ้าหลบกรุ๊ปทัวร์ได้
ที่พระราชวังต้องห้ามมันมีไกด์อัตโนมัติให้เช่าด้วย หลัก ๆ ก็มีแผนที่ แล้วก็มี GPS รู้ว่าเรากำลังอยู่ตรงไหนในพระราชวัง มีไฟกระพริบบนแผนที่ แล้วก็มีเสียงออกมาผ่านหูฟังตรงกับที่ที่เราอยู่เป็นข้อมูลของสถานที่ตรงนั้นอย่างละเอียด ในเสียงจะบอกด้วยว่าเราควรดูตรงไหน ควรสังเกตอะไรเป็นพิเศษ (ฟังดูธรรมดานะ แต่ก็ดีใจที่เห็นสิ่งที่เคยทำ ได้มาเป็นอะไรที่ใช้ได้ดีมาก ๆ ในทางปฏิบัติ)
ตอนแรกรู้สึกงี่เง่ามากราคาเช่าก็แพง ตั้ง 200 บาท แต่พอเอามาใช้แล้วรู้สึกสะดวกมากเลย (มีภาษาไทยด้วย) รู้สึกว่าถ้าเอามาแทนพวกไกด์ถ่อยคงจะดีมาก ๆ ข้อมูลถูกเป๊ะไม่ต้องเสียเวลาอ่าน ไม่เดินหลง
จ้างไกด์นอกจากแพงแล้ว ยังเกะกะ ต้องไปพร้อมกันเยอะ ๆ เดินไม่อิสระ แถมบางครั้งก็ข้อมูลมั่ว พูดส่งเดชให้มันน่าเชื่อถือ (เพราะคิดว่ายังไงคนฟังก็ไม่รู้อยู่แล้ว) แล้วยังขายของ แล้วก็ต้องทริ๊ปอีก
เครื่องบินออกสองทุ่มหละ แต่ว่าตอน 4 โมงครึ่งยังเดินไม่หมดเลย
ก็เลยต้องรีบวิ่งออกมา กลับโรงแรมเอาของ แล้วก็ไปแอร์พอร์ตอย่างเร็วที่สุด (วิ่งไปกินไป)
ปรากฎว่าไปถึง gate ก่อนตั้ง 1 ชั่วโมงกว่า ๆ แหนะ (ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันน้า) ก็บินกลับไทยโดยสวัสดิภาพ
จบทริ๊ปเที่ยวปักกิ่งแบบการเคลื่อนที่แบบ random ของเด็กเนิร์ดครับ
สรุปปักกิ่งเป็นเมืองที่น่าเที่ยวครับ และคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นคนดี (อยากพูดภาษาจีนได้จัง น่าจะทำให้รู้จักเมืองจีนดีกว่านี้) ที่สำคัญเที่ยวปักกิ่งถูกดีครับ (3 วันใช้ในปักกิ่งไป 4000 กว่าบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าเที่ยวในญี่ปุ่น) ถ้ามีโอกาสก็อยากไปอีกครั้งครับ
FFK คำถาม LYRICS
อยากให้วันนี้ เป็นแบบวันนั้น
ที่เราหลบฝนอยู่ด้วยกัน มีร่มคันหนึ่ง กับใจที่เริ่มสั่น
ไม่น่าหรือว่าหวั่นไหวเพราะไกล้เธอ
ตั้งแต่วันนั้น มาจนวันนี้
ไม่ว่ากี่ทีที่พบเจอ ที่ดูไม่ค่อยคุย
แค่ยิ่มให้เธอ ก็กลัวว่าเผลอไปบอกความในใจ
ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที
ไม่มีใครรู้ มีแค่เธอรู้ ว่าคำตอบนั้นเป็นเช่นไร
ถ้ามันไม่ตรงกัน ฉันก็เข้าใจ
แต่ว่ายังไงก็ยังจะรอฟัง
ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที
ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที
ก็มีคำถามในใจที่ต้องรัก
ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที