Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

Blog


    September 08

    เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูง ไปเที่ยวไต้หวัน

    ขอบคุณพี่เอ็ก กับ พี่เอ ที่คอมเมนต์ให้ในเอนทรี่ที่แล้วครับ
     
    เมื่อปีที่แล้วตอนไปปักกิ่งตั้งหัวข้อบล๊อกว่า เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูงไปเที่ยวปักกิ่ง
    มีคำถามจากพี่วินรุ่นพี่ที่มหาลัยว่าทำไมต้องเป็นเด็กเนิร์ดชั้นสูง
    คำตอบก็คือทุกคนที่อยู่รอบตัวแรกเริ่มเดิมทีก็ถูกคนภายนอกมองว่าเป็นเด็กเนิร์ดอยู่แล้ว
    แต่คนเหล่านั้นยังมองว่าเราเนิร์ดอีก
    ก็มีความเป็นไปได้สองอย่างคือเราไม่ใช่เด็กเนิร์ด (นั่นก็คือความเป็นเนิร์ดนั้นถูกกำหนดภายใต้ operation xor)
    กับเราเป็นเด็กซุปเปอร์เนิร์ดหรือเด็กเนิร์ดชั้นสูง (ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้คงคิดว่าเป็นอันล่างมากกว่า)
    ---- ไม่ได้ตอบคำถามเล๊ย -_-"
     
    ปีนี้ได้ไปเที่ยวหลายที่ แต่ดูเหมือนว่าเกือบทุกที่จะเป็น "เมืองรอง" ของเมืองที่ได้ไปเที่ยวเมื่อปีที่แล้ว
    ปีที่แล้วต้นปีไป เกียวโต ปีนี้ไป โอทซึ (เมืองใกล้ ๆ เกียวโตที่เขาว่ากันว่าเป็นเมืองหน้าด่านสมัยที่เกียวโตเป็นเมืองหลวง)
    ปีที่แล้วไปฟุกุโอกะ ปีนี้ไป อิซุ (ใครก็ได้ช่วยทำให้มันเกี่ยวกันที)
    ปีที่แล้วไปอยุธยา ปีนี้ไป ลพบุรี (ตอนเดือนเมษาทั้งคู่หัวไหม้กันทีเดียว)
    ปีที่แล้วไปปักกิ่ง ปีนี้ก็เลยเป็น ไทเป (เกี่ยวกันมะเป็นเมืองหลวงของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน และ สาธารณรัฐจีน)
     
    เอาเป็นว่ามันเป็นการเริ่มต้นบล๊อกที่ดี ทุกคนรู้สึกมะ (ไม่รู้สึก)
    จริง ๆ แล้วเราผ่านไปผ่านมาไทเป มาเปลี่ยนเครื่อง 5-6 รอบแล้ว แต่ไม่เคยได้มีโอกาสแวะเที่ยวซักที คราวนี้ก็เลยขอแวะซะหน่อย ถือว่าแวะเที่ยวฉลองสอบเสร็จ (โดยที่ผลสอบจะเป็นยังไงก็ไม่รู้)
    ก็เลยวางแผนเที่ยว ไต้หวันกะเขาซักที 3 วัน 3 คืน มีตารางการท่องเที่ยวดังต่อไปนี้ครับ
    1 ก.ย. ถึงไทเป เที่ยววัดหลงชาน เดินตลาดนัด
    2 ก.ย. National Palace Museum (หรืออะไรที่มันชื่อทำนองนั้นแหละ), YangMingShan, Taipei 101
    3 ก.ย. Sun Moon Lake (จังหวัด Nantou)
    4 ก.ย. Sun Yat-Sen Memorial Hall, Lin's Family House & Garden, Chiang Kai-Shek Memorial Hall
    ขอบคุณพี่เอ (รุ่นพี่ที่มหาลัย)มากครับ ที่ช่วยแนะนำข้อมูลที่มีประโยชน์มากมายครับ
    ประมาณนี้แต่พูดถึงเรื่องเที่ยวก็คงไม่ใช่บล๊อกต้น (เพราะก็หาเอาได้จากเว็บท่องเที่ยวมากมาย ซึ่งมีรูปประกอบสวยงานตระการตามากมาย เช่น http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tonglengcha&group=24)
     
    จริง ๆ แล้วที่ไปไต้หวันเนี่ยมีจุดประสงค์อย่างนึงที่อยากไปดูมาก ๆ คือ
    อยากไปเปรียบเทียบความเป็นอยู่ของคนในสองระบอบ หลังจากที่เราได้ไปดูว่าคนปักกิ่งใช้ชีวิตยังไงมาแล้วในปีที่แล้ว
    แน่นอนว่าทั้งสองครั้งไปในฐานะนักท่องเที่ยวก็คงไม่สามารถสรุปอะไรได้มาก
    แต่มันก็น่าจะน่าสนใจมาก ๆ ที่จะได้เห็นคนที่เกือบจะเหมือนกัน 100 % เมือ 50 ปีที่แล้วถูกปกครองด้วยระบอบปกครองที่"เชื่อกันว่า"แตกต่าง
    ในทางวิทยาศาสตร์แล้วนี่คือการทดลองที่มีตัวแปรต้นคือระบอบการปกครอง ตัวแปรตามคือความสุขของประชาชน (ซึ่งเราเชื่อว่าเป็น Objective Function ของการเมือง) และมีตัวแปรควบคุมเกือบจะครบถ้วน
    อาจจะไม่สมบูรณ์เพราะคนต่างท้องที่กัน หรือสภาพภูมิศาสตร์ต่างกัน แต่เมื่อไหร่ที่มีใครได้วิจัยจริง ๆ โดยปราศจากอคติแล้วงานวิจัยคงมีคุณค่ามาก ๆ (คงมีแล้วแต่ขี้เกียจหา)
    ต้นไปไต้หวันคราวนี้ด้วยความไม่ชอบสภาพชีวิตของประชาชนชาวปักกิ่งครับ (หลังจากที่ไปเห็นเมื่อปีที่แล้ว) เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเขียนต่อไปจะ Bias สุด ๆ ไม่แนะนำให้ผู้ที่ชื่นชอบ ชื่นชมในท่านประธานเหมาอ่านครับ
     
    1. อาจจะดูฝืนธรรมชาติอย่างมาก ๆ แต่ความรู้สึก Bias ของเรามันบอกว่า "ปักกิ่งมีความเป็น Capitalist มากกว่าไทเป "!!!!

    มากยิ่งไปกว่านั้นคำว่า Capitalist ที่ว่าเป็น Capitalist ด้านลบที่เป็นการมอง Capitalist จากมุมมองของ Socialist ด้วยนะ (โดยสมมติว่าคนเขียนเข้าใจถูกว่า Socialist กับ Capitalist คืออะไร)
    --------------------------------------

    - ยังจำได้ถึงวันที่โดนไกด์ชาวจีนตะโกนใส่น่าว่า "ไอ้ขี้งก" เพราะไม่ยอมให้ทริ๊ป แล้วก็เลี่ยงที่จะนั่งรถแท็กซี่กลับโรงแรม แล้วให้เขาแนะนำ
    - ยังจำได้ตอนที่เดินตลาด Wangfujin แล้วก็มีคนเดินตามท้องถนนอยู่เต็มไปหมดเพื่อชักชวนนักท่องเที่ยวพร้อมกับหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งที่ชักชวนให้นักท่องเที่ยวไปไหนมาไหน (ซึ่งมีคนเตือนมาว่ามันจะห่วยไม่คุ้มราคา เป็นการหลอกนักท่องเที่ยวในรูปแบบหนึ่ง)
    - ยังจำได้ที่เราเห็นรถยุโรปราคาแพงมากวิ่งไปวิ่งมาในท้องถนนแล้วก็พบกับคนแก่ที่ผอมมาก ๆ จนน่ากลัว
    --------------------------------------
    - ที่ไต้หวันเราจ่ายเงินเกิน 15 หยวน (15 บาท)มีคนวิ่งมาคืนตังค์ให้ทั้ง ๆ ที่เดินไปไกลมาก ๆ แล้ว
    - ตอนขึ้นแท็กซี่ที่ Sun Moon Lake มีคนเดินมาชวนขึ้น Taxi ซึ่งทำให้เราคิดว่าจริง ๆ แล้วประเทศนี้ก็มีแบบนี้เหมือนกัน แต่สุดท้าย Taxi ที่ขึ้นก็เป็นราคามาตรฐานเหมือนที่เคยเช็กในเน็ตและที่แปะไว้ในโบชัวร์ (สะกดยังไงแน็ค) แล้วก็รู้มาทีหลังว่าถ้าจะขึ้นแท็กซี่ก็ต้องขึ้นตรงนั้นอยู่แล้ว,เราตัดสินใจจะไม่ให้ทิปแท็กซี่ (เพราะไม่มีตังค์) แต่เขาก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร
    - รถที่ไต้หวันส่วนใหญ่เป็นรถญี่ปุ่น (และเก่า) แต่เราก็ไม่เห็นคนยากจนตลอดการเดินทางสามวัน
    ---------------------------------------
    จากข้อมูลง่าย ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการวิจัยอะไรทั้งนั้นทำให้ผมเลือกที่จะไม่สนับสนุน ผู้ที่สนับสนุนการเปลี่ยนระบอบเป็นคอมมิวนิสต์โดยอ้างอิงกับระบบคอมมิวนิสต์จีนในเมืองไทยครับ
    เพราะไม่คิดว่าระบอบคอมมิวนิสต์จีนจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าระบอบปัจจุบันที่เรามีจากที่เห็นด้วยตาตัวเองจากที่ไต้หวันและจีนครับ
    เพราะว่าผมตัดสินด้วยสายตา(และ bias)ของผมเองว่าคนไต้หวันดูมีความสุขกว่า แม้จะใช้ระบอบมาตรฐานความเท่าเทียมกันตามแนวคิดของมาร์กก็ตาม
    ---------------------------------------
    ขอวกเข้าเรื่องการเมืองไทยซักนิดนึงละกัน (นิดนึงจิง ๆ ต่อจากเมื่อกี๊)
    ในสถานการณ์ตอนนี้ที่ทุกอย่างมันเริ่มเงียบ (โดยที่มีฝ่ายนึงไม่พอใจ) ผมคิดว่ามันได้เวลาที่เราจะเริ่มมาทบทวนว่าเราได้อะไรจากการที่เราเอะอะมะเทิ่งกันมานานจนถึงต้นปีนี้
    จัดลำดับความคิด ใช้เหตุผล เถียงกันโดยที่หวังให้การเมืองตอบแทนให้ประชาชนทุกคนมีความสุขรวมมากที่สุด ไม่ใช่เพื่อการเอาชนะ หรือความภูมิใจส่วนตัว
    ผมคิดว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบันมันเป็นเวลาที่ดีที่สุดแล้วครับ
    เพราะจนถึง 5 เดือนก่อนทุกคนเอะอะจนไม่มีใครฟังเหตุผลประเทศอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
    ในขณะที่หากปล่อยไว้นานกว่านี้เราก็จะลืมบทเรียน ลืมว่าอะไรคือสิ่งที่เราได้รับจากความวุ่นวายเหล่านี้ครับ
    มาสรุปประเด็นที่เราได้จากเสื้อเหลือง (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) และ เสื้อแดง (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) กันด้วยความ bias แบบต้น ๆ กันครับ (เสื้อแดงเขาว่าผมเป็นเสื้อเหลือง แต่เสื้อเหลืองเขาว่าผมเป็นเสื้อแดงอะ)

    1. ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ก็ตัวมาจากผู้ที่อ้างว่าในสังคมเมืองไทยที่เหลวแหลกอย่างเช่นทุกวันนี้เพราะ"ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม" ทั้งสองอ้างว่ามีคนกลุ่มนึง (เป็นเหมือนเมฆดำ ๆ ) ที่ทำให้ชีวิตของพวกเรามีความทุกข์
     
    สำหรับเสื้อเหลืองคือนักการเมือง,ข้าราชการและนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง
    สำหรับเสื้อแดงคือชนชั้นกลาง,ศาล,ทหาร และ ...
     
    อันนี้ขอไม่วิเคราะห์ละกัน คิดว่าอาจจะเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้ในการเรียกมวลชน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมวลชนไทยที่กระตือรือร้นต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)
     
    2. สิ่งที่เสื้อเหลืองต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ การคอร์รัปชั่น และอำนาจเบ็ดเสร็จของนักการเมือง
    ในขณะที่สิ่งที่เสื้อแดงต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม
     
    ในส่วนนี้ผมคิดว่าไม่ว่าใครก็ต้องเห็นด้วยใช่ไหมครับ ประเทศที่ปราศจากการคอร์รัปชั่น และประเทศที่มีความเท่าเทียมกันทางสังคม (บนซักเครื่องหมายเท่ากับซะอันอันไหนก็ได้)เนี่ยมันทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น
    ผมคิดว่าถ้าเราจะเอาประเด็นสำคัญสองจุดนี้ไป implement ให้เป็นจริงในสังคมไทยเนี่ยผมคิดว่ามันจะทำให้พวกเรามีสังคมที่ดีขึ้นครับ แล้วผมเชื่อว่าความคิดทั้งสองอย่างไม่ได้ขัดแย้งกันเอง
    กลับกันผมเชื่อว่ามันจะสนับสนุนกันและกันครับ
     
    ผมเชื่อถึงการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน มากกว่าจากบนลงล่าง เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันเป็นโอกาสดีที่เราจะลองนำเอาสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเสนอไปเริ่มปฏิบัติจากส่วนที่ล่างที่สุด นั่นก็คือตัวเราและครอบครัวครับ

    ผมว่าอาจจะดูเชยไปหน่อยถ้าจะมองว่าการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องของเฉพาะนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นสูงครับ เพราะคอร์รัปชั่นจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ ๆ พวกเรานั่นเองครับ
    จริง ๆ แล้วผมคิดว่าถ้าทุกคนมีความเป็นธรรมาธิบาลในตัว (ใช้ศัพท์มั่ว ๆ เอาเท่ห์) มีความซื่อตรงต่อกฎระเบียบ ต่อจารีต และต่อคนอื่น ผมคิดว่าสังคมของเราจะเป็นสังคมที่ดีกว่าครับ
     
    ยกตัวอย่างเช่น
     
    ทุกวันนี้ผมยังใช้ Software ผิดลิขสิทธ์อยู่ครับ แน่นอนว่าการใช้ Software ที่ผิดลิขสิทธ์เนี่ยใคร ๆ ก็ทำกันทั้ง ๆ ที่รู้กันว่ามันผิดกฎหมาย (หรือใครจะตีความกฎหมายลิขสิทธ์เมืองไทยในมุมมองที่ต่างกันอาจจะเห็นว่าไม่ผิดก็ได้) แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งมันก็คือการไม่ซื่อตรงต่อคนอื่น คนที่เขาควรจะได้เงินจากการขาย software ที่เขาตั้งใจผลิต (ถึงแม้ว่าจะมีคนอ้างว่าคนพวกนี้รวยล้นฟ้าแล้วก็ตาม)
     
    สมาคม AB แห่งประเทศไทยจัดงานเพื่อสังคมแต่เงินบริจาคเหลือแล้วสมาคม AB เอาเงินกลุ่มนี้ไปเลี้ยงผู้ร่วมจัดงานที่ภัตตาคารหรูโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตผู้บริจาค
    นาย ABC ยากจนมากจึงต้องไปกู้เงิน (ในระบบละกันนะ) ที่มีความคาดหวังว่าจะสามารถเงินกู้นั้นได้ 0.000001 %
    ผมคิดว่านักการเมืองข้าราชการระดับสูงก็คงมองในมุมเดียวกันครับว่าใคร ๆ เขาก็ทำกัน ผมทำก็ไม่เห็นผิดตรงไหนเลย
    แต่ผมมองว่าถ้าเราจะยกเลิกคอร์รัปชั่น เราควรจะเลิกความคิดที่ว่า "ใคร ๆ เขาก็ทำกัน" หรือ มันเป็น "วัฒนธรรมองค์กร" กันดีกว่าครับ
     
    กลับมาเรื่องความเท่าเทียมทางสังคมของกลุ่มคนเสื้อแดงกันบ้าง ในมุมมองของล่างขึ้นบน ผมก็คิดว่ามันดูจะเป็นเรื่องยากกว่าที่เราจะดึงฟ้าที่อยู่สูงกว่าลงมาต่ำเท่าเรา
    จะง่ายกว่าไหมที่เราจะลงไปข้างล่างให้เป็นฟ้าเดียวกันกับเมฆก้อนที่อยู่ล่างกว่าหรืออยู่บนพื้นดินครับ (เพราะในขณะที่เหนือฟ้ายังมีฟ้า ใต้ฟ้าก็ยังมีฟ้าเหมือนกัน)
    ผมคิดว่าถ้าคนทุกคนมองคุณค่าเห็นของมนุษย์ มองเห็นว่ามนุษย์ทุกคนก็ได้เรียนรู้ในทุก ๆ วันที่มีชีวิตอยู่แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ต่างออกไป แต่ก็เป็นเรื่องที่พวกเขามองเห็นว่ามีประโยชน์ มากกว่าที่จะมัวแต่จัดอันดับชั้นว่าใครใช้เหตุผลเก่งกว่าใคร ใครมีความรู้มากกว่าใคร
    คงจะดีถ้า คนเราเปิดกว้างที่จะรับความเห็นที่ต่างกัน,เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง,เคารพในความเป็นคนของคนอื่น
    ทุกครั้งที่ผมเข้า pantip ห้องราชดำเนิน,ฟ้าเดียวกัน,หรือประชาไทอาจจะเป็นส่วนน้อยแต่ผมเห็นว่าคนที่นั่นเขาก็"แบ่งแยกชนชั้น"กันตามความรู้ความสามารถและตรรกะ และก็ยังเลือกที่จะดูหมิ่นผู้ที่ยังไม่มีความรู้และเข้ามาเพื่อหาความรู้ (หรือเปล่า)อยู่ ซึ่งผมเห็นว่าในสังคมที่มีความเท่าเทียมกันไม่น่าจะต้องมีความคิดแบบนั้น
     
    3. ลืมไปแล้วว่าจะพิมพ์อะไรขอนึกก่อน อ้อ นึกออกละ
    ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงไม่ได้แสดงวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน
    เสื้อเหลืองกลุ่มหนึ่งเสนอการเมืองใหม่ แต่เมื่อการเมืองใหม่ในชั้นแรกดูจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม หลังจากนั้นหลักการของการเมืองใหม่ที่คลุมเคลืออยู่จนทุกวันนี้
    เสื้อแดงกลุ่มหนึ่งเสนอผู้นำหลังจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นอดีตผู้นำ แต่ก็ไม่ได้เสนอแนวทางในการให้ความเสมอภาคกับคนไทยทุกคน นอกเสียจากการลดทอนพระราชอำนาจ และการเลือกตั้ง (ผมเชื่อว่าคงไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยจากบริบทประเทศรอบข้างในเอเซีย)
     
    อยากให้มีการวิเคราะห์อภิปรายว่าเราจะแก้ปัญหาที่มีอยู่กันอย่างไร
    มากกว่าย้ำไปย้ำมาว่าไอ้สิ่งที่มีอยู่มันแย่มันเลวยังไง (ผมรู้แล้วไม่ต้องย้ำไปย้ำมาก็ได้)
    ------------------------------------
    กลับมาเรื่องจีนกับไต้หวันกันอีกครั้งดีกว่า หลายคน(คนอ่านบล๊อกนี้มันเยอะจนเรียกว่าหลายได้ด้วยเหรอ)อาจจะลืมไปแล้วว่าเราเคยขึ้นข้อหนึ่งไว้ ขอต่อข้อสอง กับข้อสามแบบเร็ว ๆ ให้จบ ๆ บล๊อกน่าเบื่อ ๆ นี้ไปละกันนะครับ
     
    2. ตอนที่ไป National Museum of Palace ระหว่างที่ยืนรอโต๊ดผู้ร่วมทางทริ๊ปนี้ถ่ายรูปพิพิธภัณฑ์อยู่เราก็เหลือบไปเห็นแผ่นป้ายจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับการประท้วงรัฐบาลจีนต่อการปราบปรามลัทธิฟาหลุนกง http://en.wikipedia.org/wiki/Falun_Gong
    โดยผู้ที่ประท้วงอ้างว่าทางรัฐบาลจีนได้ลงโทษผู้ที่พยายามเผยแผ่ลัทธินี้ในจีนอย่างหนักโดยการทรมานในวิธีต่าง ๆ จนกระทั่งบางรายถึงกับเสียชีวิต
    เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับลัทธินี้ในจีนมาระยะหนึ่งแล้ว แล้วก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเพราะในเราอยู่ในสภาวะที่เรารับสื่อตะวันตกมากกว่า และเชื่อว่าสื่อเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะโจมตีรัฐบาลจีนอยู่ตลอดเวลา  แต่เห็นคนป้าอายุประมาณ 50 ยืนตากแดดอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ตอนเราเดินเข้า (ตอน 9 โมง ซึ่งตอนนั้นเราคิดว่าเป็นพวกมาหลอกนักท่องเทียว) จนถึงกระทั่งตอนเราเดินออก (บ่าย 2 โมง) อากาศหน้าพิพิธภัณฑ์ร้อนมากขนาดโต๊ดถ่ายรูปยังเรงให้รีบ ๆ ถ่ายให้เสร็จจะได้รีบเข้าร่ม พยายามคุยกับคุณป้าแต่ก็ไม่สามารถหาภาษาที่คุยกันรู้เรื่องเลยได้ใบปลิวมาอันนึงแล้วเดินกลับ แต่เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เรามีความเชื่อมากขึ้นว่ารัฐบาลจีนเห็นความสำคัญกับ Nationalism มากกว่า Human Rights จริง ๆ รึเปล่าน้า
     
    3. อันนี้เป็นแนวคิดที่แว่บมาในหัวแป๊ปนึงตอนที่กำลังบินกลับไทยว่า
    "ถ้ารัฐบาล PRC ไม่พยายามกีดกันสถานะทางการฑูตของ ROC ชีวิตความเป็นอยู่ของชาว ROC จะดีกว่านี้รึเปล่า"
    ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็คงต้องไม่เห็นด้วยกับนโยบายการต่างประเทศของ PRC สุด ๆ ที่เห็นความเป็นชาติสำคัญกว่าความเป็นอยู่ของคน (แน่นอนผมไม่เห็นด้วยกับ economic sanction ผมคิดว่าจะต้องมีคนในเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการขาดแคลนอาหารในช่วงปี 90 คนเหล่านั้นไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจให้เกาหลีเหนือเปลี่ยนวิถีทางการฑูตเลย)
    เลยกลับมาเปิด wiki ไปมาดูแล้วก็พบว่าจริง ๆ แล้วในบางครั้งรัฐบาล ROC ก็คำนึงถึงสถานะของ ROC มากกว่าปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศเหมือนกัน
    เช่นกรณีที่จ่ายเงิน 19 ล้านยูโรเพื่อให้ปาปัวนิวกินียอมรับ ROC ในฐานะประเทศ (ซึ่งผมคิดว่าเงินนี้อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับประชาชนชาวปาปวนส่วนใหญ่)
    July 06

    Study in Japan : FAQ

    คราวที่แล้วจบบล๊อกไว้ว่าเราจะมีเขียนข้อดีของการวิจัยภายหลัง
     
    เล่นเอาไม่ได้เขียนไปนานเลย เพราะว่าคิดไม่ออก.......(งานวิจัยมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ)
    จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะว่าคนเราถนัดจะเขียนเรื่องแย่ ๆ แบบว่าตินู่นตินี่ ด่านู่นด่านี่มากกว่าเรื่องดี ๆ รึเปล่า (หรือว่าเป็นเพราะเราคนเดียว)
    แต่ก็เห็นเวลาอ่านเว็บการเมืองมันจะสะดวกมากกว่าถ้าจะเขียนเรื่องแย่ ๆ ของคนอื่น
    สะดวกกว่าการเขียนเรื่องดี ๆ ของคนอื่น (เพราะถ้าเขียนเรื่องดี ๆ ก็ไม่มีคนอ่านซินะ)
     
    กลับกันถ้าเขียนเรื่องดี ๆ คนอ่านก็จะสบายใจเพลิดเพลินอารมณ์ (ถ้าไม่ใช่คนขี้อิจฉาอะนะ)
    แต่ถ้าเขียนเรื่องไม่ดีก็จะอ่านแล้วเครียดแทนที่จะผ่อนคลาย (ทำไงดีเนี่ย)
    วันนี้ทำงานพิเศษเสร็จไปนั่งงง ๆ อยู่ที่แล็บ (เหมือนทุกวัน)
    แต่วันนี้ไม่มีอะไรทำเลยกลับบ้านเร็ว แล้วมานั่งเขียนบล๊อก
    เมื่อก่อนหน้านี้มีน้องที่ตั้งใจจะสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นมาถามเรื่องรายละเอียดการศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นสามสี่คน
    ก็เลยคิดว่าเรารวบรวมคำถามมาเขียนเป็นบล๊อกดีกว่า
    ไหน ๆ เร็ว ๆ นี้ก็จะจบโท แล้วจะได้ต่อเอกรึเปล่าก็ยังเป็นปริศนาอยู่
    ถ้าจบไปแล้วอารมณ์เขียนก็อาจจะไม่รุนแรงเขียนไม่มันเท่านี้
    เพราะงั้นเขียนตอนที่มีอารมณ์ร่วมมาก ๆ เนี่ยดีที่สุด (มิน่าถึงชอบมีเรื่องกับคนอื่นเพราะบล๊อกไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนนี่เอง)
     
    สมมติฐาน (เขาเรียกว่าอย่างนี้เหรอ)
    1. ผู้เขียนคิดว่าการเรียนญี่ปุ่น โอเค ไม่ได้ดีเลิศวิเศษวิโสแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายมาก
    ผู้เขียนรู้สึกว่าผู้ที่คาดหวังมากก็จะผิดหวังมาก แล้วก็จะรู้สึกเกลียดประเทศนี้ไปเลยก็มี
    แต่สำหรับเราซึ่งไม่ได้คาดหวังอะไรเลย (เพราะไม่รู้อะไรเลย, แล้วจะมาเรียนที่นี่ทำไมเนี่ย)
    ก็เลยไม่ได้ผิดหวังอะไรขนาดนั้น
    2. ไม่ค่อยอยากเขียนอะไรที่คนที่ไม่ได้สนใจเรียนญี่ปุ่นเลย (เช่นคนที่ไปเรียนเมกาแล้ว) อ่านแล้วไม่มัน
    ยกตัวอย่างคำถามที่อาจจะไม่มันก็เช่น กระบวนการสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ เลือกอาจารย์ เลือกคณะ เลือกมหาลัย
    แน่นอนว่าการเลือกอาจารย์ เลือกคณะ เลือกมหาลัยเนี่ย มันสุดสำคัญ เพราะสำหรับนักเรียนปริญญาโท ปริญญาเอกแล้วสุดแสนจะสำคัญมากมาย
    3. อย่าให้เปรียบเทียบ ไทย - อเมริกา - ยุโรป - ญี่ปุ่น เพราะตอนเรียนที่ไทยก็เรียนป.ตรี ซึ่งก็ไม่มีอะไรเหมือนกับป.โท
    แล้วมาญี่ปุ่นก็ดันเรียนป.โท ไม่ได้เรียนป.ตรี ที่สำคัญยังไม่เคยเรียนที่อเมริกา ยุโรป หรือออสเตรเลีย
    เพราะฉะนั้นต้นจะไม่พยายามเปรียบเทียบอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคน เพราะว่าคนรู้จักกันครั้งแรกก็อย่างนึง
    แต่พอทำงานด้วยกันก็อย่างนึง แล้วเราดันไม่เคยทำงานกับฝรั่งเลยอะ (เพราะภาษาอังกฤษห่วยบรมนั่นเอง)
    เพราะงั้นก็เลยเปรียบเทียบไม่ได้และไม่กล้าเปรียบเทียบ
     
    เอาหละเข้าเรื่องกันเถอะ (หาเพิ่งเข้าเรื่องเหรอ : เห่ยงานเขียนวิจัยที่ดีเขาต้องมีที่มาที่ไปเยอะกว่าข้อมูล)
    1. เรียนญี่ปุ่นแล้วถูกอาจารย์บังคับให้ทำนู่นทำนี่ไม่มีอิสระจริงเหรอครับ ? (ถูกถามสามครั้ง,คาดว่าคงมีคนที่ไทยคนใดคนหนึ่งพูดบ่อย ๆ)
    ขึ้นอยู่กับแล็บครับ
    ถ้าเป็นแล็บที่รับงานนอกโปรเจ็กต์นอกเยอะ (หมายความว่าเงินเยอะ ได้เล่นของเล่นเยอะ ได้เที่ยวเยอะ)
    แล็บจะมีลิสต์โปรเจ็กต์มาให้แล้วให้เลือกอะไรซักอย่างจากหนึ่งในนั้น (ก็ของเล่นมันมีแค่นั้นนี่นา) หรือดีกว่านั้นอาจจะเลือกอะไรที่สร้างสรรค์จากของเล่นเหล่านั้น
    สำหรับแล็บเหล่านั้น การที่ไม่มีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
     
    แต่ถ้าแล็บที่ไม่ต้องเล่นของเล่นก็พอทำงานได้ ส่วนใหญ่ก็จะค่อนข้างมีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์สูงมาก
    สูงจนคนในแล็บเดียวกันยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว (เช่นแล็บเราเอง)
    ซึ่งส่วนมากคนที่อยู่ในแล็บที่มีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์สูง ๆ ตอนแรกก็จะดูมีความสุขกว่าพวกเลือกจากลิสต์
    แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็ดูเหมือนว่าอยากเลือกจากลิสต์กันหมด
    เพราะว่าการหาโปรเจ็กต์เนี่ยถ้าใครได้เรียนปริญญาโทไปแล้วก็จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องสุดแสนจะลำบาก (จริงไหมทุกคน)
     
    2. อาจารย์ที่ญี่ปุ่นสอนห่วยจริงเหรอครับ ?
    เออ อันนี้ไม่รู้อะ เพราะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
    ภาษาญี่ปุ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่กีดขวางการรับรู้ข้อมูลของนักเรียนต่างชาติในญี่ปุ่นจริง ๆ ครับ
    การเรียนภาษาหกเดือนที่ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดไว้ไม่ได้ช่วยให้เก่งภาษาอังกฤษแบบเทพขนาดฟังเลกเชอร์วิชาการออกเท่ากับคนญี่ปุ่น (เอ๊ะหรือเป็นเพราะเราเองไม่ตั้งใจเรียน เพราะเห็นคนที่ตั้งใจเรียนตั้งใจอ่านเขาก็ฟังกันรู้เรื่องนี่นา)
    แต่ถ้าเรียนแล้วเข้าใจ คิดว่าวิชาเรียนที่นี่ค่อนข้างหลากหลายมาก ๆ ทีเดียวครับ (ที่มหาลัยมีวิชาที่เกี่ยวกับวิศวคอมพิวเตอร์มากกว่า 200 วิชาต่อปี)
    เรียกว่าอยากเรียนอะไรมันก็มีวิชาเปิดไว้ให้เรียน
    แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากการเรียนป.ตรีที่ไทยก็คือ
    ที่นี่วิชาเรียนการบ้านค่อนข้างน้อย (แต่เห็นเพื่อนบอกว่าป.ตรีที่นี่การบ้านเยอะมาก)
    วิชานึงใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ ก็ทำการบ้านเสร็จแล้วครับ (ถ้าเรียนรู้เรื่องนะ)
    เหตุผลของการที่มีการบ้านน้อยเพราะเปิดช่องให้กับงานวิจัยมากขึ้น (หรือว่าเปิดช่องให้เรานอนอืดกันแน่)
    สรุปแล้วความเห็นของผมก็คือ
    ที่นี่มีวิชาเยอะ มีทั้งวิชาที่สอนดี และ วิชาที่สอนไม่ค่อยดี (ซึ่งพวกเราชาวต่างชาติมักจะเลือกวิชาที่สอนไม่ค่อยดีเพราะการบ้านน้อยและง่าย)
    แต่ถ้าเลือกวิชาสอนดีหลาย ๆ วิชารวมกันในหนึ่งเทอม ก็อาจจะไม่ได้ทำวิจัยแล้วก็ไม่จบ
     
    แต่ข้อชดเชยของการที่เราไปเรียนวิชาที่สอนเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่องก็คือ
    มันมีคอนเฟอเรนจ์มาจัดใกล้ ๆ บ่อย ๆ เยอะ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็กคมนาคมสะดวกนั่นเองทำให้เราไปคอนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
    เพราะงั้นเราก็มักจะเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญไปนั่งฟัง รับความรู้ (และกินฟรี เที่ยวฟรี)
    คอนเฟอเรนจ์ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ (ซึ่งเราฟังไม่รู้เรื่อง) และพูดโดยคนที่เชี่ยวชาญด้านนั้นจริง ๆ  (ซึ่งทำให้ไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่)
     
    3. เรียนหนักรึเปล่าครับ (อันนี้ก็ยอดฮิตเหมือนกัน)
    จำนวนชั่วโมงที่ใช้กับการเรียนน้อยกว่าตอนที่เรียนป.ตรีที่เมืองไทยครับ
    แต่ทำไมไม่รู้ถึงรู้สึกเหนื่อยกว่า มีลักษณะพิเศษลู่เข้าขุนช้างมากขึ้นเรื่อย ๆ (ไม่ลู่อย่างเดียวตรงที่ไม่มีนางพิม)
    อาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องที่เรียนยากขึ้น เรียนรู้เรื่องน้อยลง หรือกินโปรตีนน้อยลงเพราะในราเมนมีแต่แป้งก็ไม่รู้เหมือนกัน
    แต่คิดว่าเรียนที่ญี่ปุ่นไม่ได้หนักขนาดต้องฆ่าตัวตาย แล้วก็ไม่ได้เบาจนถึงขนาดจบไปแล้วยังไม่ได้อะไรครับ
     
    อีกคำถามนึงที่ยังเถียงกับเพื่อนหลาย ๆ คนจนถึงตอนนี้ครับว่า
    เด็กญี่ปุ่นเก่งจริงเหรอ
    ผมว่าเก่งนะ ในแล็บหาคนที่เก่งคำนวณน้อยกว่าลำบากมาก เพราะข้อสอบเอ็นท์เข้าโตไดเรายังทำไม่ได้เลย
    มีหลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่าเด็กญี่ปุ่นไม่เก่งจากเมืองไทยแล้ว พอมาเจอสถานการณ์จริงแล้วจะรู้สึกกดดัน
    เพราะฉะนั้นใครจะมาญี่ปุ่นก็อยากให้ทำใจไว้ก่อนเลยว่าคุณอาจจะไม่ใช่หัวแถวเหมือนตอนอยู่ไทย (โชคดีที่ตอนอยู่ไทยเราดันไม่ใช่หัวแถวอยู่แล้ว)
    เพราะงั้นความกดดัน เพื่อไม่ให้เราไปเป็นตัวถ่วงเพื่อน ๆ ก็อาจจะมีมากกว่า (มั๊ง)
    แต่ว่าไม่ได้ขยันขนาดนั้น ถ้าเทียบกับตอนที่เรียนป.ตรี เพื่อน ๆ ขยันกว่านะ (อย่างที่บอกก็ไม่รู้ว่าป.โท ที่ไทยหรือที่อื่นเป็นยังไง)
    จากการที่ได้อ่าน phdcomics แล้วทำให้พบว่าจริง ๆ มันอาจจะไม่ต่างกันมากก็ได้นะ
     
    ดึกแล้วเขียนแค่นี้ละกันนะครับนึกอะไรได้จะมาเขียนต่อ
     
     
    November 08

    ทำไมวิจัยมันถึงยาก

    อะหายไปนาน ขอมาบ่นเรื่องชีวิตรอบ ๆ ตัวหน่อย (ไม่ได้ว่างนะแต่ขี้เกียจอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่น)
    ช่วงหลัง ๆ บล๊อก นี้ชอบบ่นเรื่องไปเที่ยวหละ (ช่วงหลัง ๆ ก้อได้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เขียน)
    ตอนนี้ถ้ามีคนถามว่าทำอะไรอยู่ ก็คงต้องตอบว่าทำวิจัยอยู่ครับ เพราะว่าปริญญาโทปีสองแล้วเก็บ Course Work หมดแล้วก็ได้เวลาวิจัย วิจัย วิจัยแล้วครับ
    สำหรับส่วนตัวชอบงานวิจัย รู้สึกว่ามีอิสระ แล้วก็ท้าทายมากกว่างานในบริษัท
    แต่วันนี้จะมาเขียนเหตุผลว่าทำไมทั้ง ๆ ที่มันอิสระแล้วก็ท้าทายขนาดนี้..............แล้วทำไมมันถึงยาก...............
    แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนที่วิจัยมานานสั้นกว่าผู้ทรงความรู้จำนวนมาก ความจริงแล้วก็เป็นแค่ผู้เริ่มต้นสำหรับงานวิจัย
    แต่อยากบันทึกไว้เผื่อในอนาคตมาดูที่เขียนไว้ตอนนี้คงจะสนุกไม่น้อย
     
    1. แล้วผมจะทำอะไรดี...............
       นั่นหนะสิแล้วผมจะทำอะไรดีอะ งานวิจัยจำนวนมากเกิดจากความต้องการขององค์กรหรือหน่วยธุรกิจซึ่งก็หมายความว่าผมจะเซฟสบายใจผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ แต่ท่านก็ต้องเจอกับสภาพกดดันบีบบังคับให้ท่านทำให้เสร็จตามเวลา หรือทำอะไรแปลก ๆ ที่ท่านคิดว่าไม่ค่อยจะมีประโยชน์หรือไม่อยากทำมาก ๆ (ก็ต้องทนกันไป) กลับมาที่เรื่องหัวข้อ
       - ทำ Field ไหน..........ผมจะไปรู้ได้ไง แม้ว่า field นั้นดูคร่าว ๆ ตอนแรกแล้วมันน่าสนใจ แต่ช่วงหลัง ๆ คนที่ทำด้านนี้กลับเอาแต่ทำอะไรไม่รู้............น่าเกลียดน่ากลัวตัวละห้าบาทจริง ๆ
       - แล้วตรูจะทำเรื่องอะไร.............การหาอะไร"ใหม่ ๆ"ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลกมันเป็นเรื่องที่ยากซาดิสต์มากสำหรับนักวิจัยใหม่ ๆ .............เพราะในขณะที่ท่านกำลังหาหัวข้อ...........นักวิจัยในด้านเดียวกันอีกหลายพันคนทั่วโลกก็กำลังหาหัวข้อ...........เพื่อให้เขาจบ เพื่อตำแหน่งการงานที่ดีขึ้น หรือเพื่อไปเที่ยวฟรีในงานประชุมวิจัยอยู่..............นักวิจัยเหล่านี้บางคนก็ทำวิจัยมาหลายสิบปีแล้ว, บางคนก็เคยเผยแพร่ผลงานวิจัยมากกว่าพันฉบับ, บางคนก็เกาะนักวิจัยสองประเภทแรกที่เพิ่งพูดไปหากิน................การที่คุณจะผลิตงานวิจัยชิ้นใหม่ขึ้นมาได้แปลว่าคุณจะต้องสู้รบปรบมือกับบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้แล้วต้องทำงานที่ดีกว่าด้วย
          ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในทุก ๆ ปีมีงานประชุมวิชาการมากกว่า 300 ครั้ง ถ้างานประชุมแต่ละครั้งมีผลงานเข้าร่วมเสนอ 100 ผลงานก็แปลว่าทุกปีมีผู้เสนอผลงานมากกว่า 30,000 ฉบับแน่นอนมันไม่ใช้ด้านเดียวกันทั้งหมดและแต่ละด้านก็มีด้านย่อยมากมายหลายหลาก...........แต่เชื่อผมเหอะ ไม่ว่าท่านจะเลือกด้านไหน............นักวิจัยที่พร้อมจะผลิตผลงานชิ้นเดียวกับท่านต้องมีไม่ต่ำกว่า 10 คนแน่นอน
           แต่ปัญหาไม่ได้มีอยู่แค่การที่ท่านหาหัวข้อไม่ได้..............ท่านอาจจะหาหัวข้อได้แต่หัวข้อนั้นมันยากมากจนไม่มีใครสามารถทำได้.................ยกตัวอย่างเช่น ท่านศึกษาเป็นอย่างดีแล้วพบว่า P = NP เป็นปัญหาที่น่าสนใจ เหมาะกับความสนใจของท่าน ยังไม่มีใครแก้ได้ แล้วก็ยังไม่มีใครเขียนเปเปอร์ว่ามันไม่มีทางแก้ได้อีกต่างหาก.......................ความจริงแล้วปัญหา P = NP เป็นปัญหาอันน่าประหลาดที่ไม่มีคนแก้ได้มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว(แน่นอนมันหมายถึงชีวิตของนักวิจัยมากมายที่ต้องตายไปพร้อมกับความผิดหวังที่เขาแก้ปัญหานี้ไม่ได้แม้ว่าจะพยายามมาทั้งชีวิตก็ตาม) แน่นอนถ้าท่านจับพลับจับผลูเรื่องปัญหานี้มาแก้อาจจะหมายถึงชีวิตของท่านที่อาจจะต้องตายไปด้วยความเศร้าเหมือนกับนักวิจัยเหล่านั้น, อาจจะหมายความว่าท่านต้องเรียนโท 10 ปี, หรืออาจจะหมายความว่าท่านจะไม่ได้เที่ยวฟรีตลอดชีวิต
     
    2. วิจัยต้องใช้ความอดทน
       - งานวิจัยเป็นงานที่ใช้เวลายาวววววววววววววนาานนนนนนนนนนมากกกกกกกกกก คุณอาจจะต้องเสียเวลากับเรื่องงี่เง่าเป็นเวลาหลายวันโดยที่ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย.........คุณอาจจะกลับบ้านด้วยความดีใจที่คุณได้ความก้าวหน้าแต่ตื่นมาตอนเช้าพบว่าที่คิดไว้เมื่อคืนมันผิด.....................งานวิจัยโดยทั่วไปหนึ่งโปรเจ็กซ์จะกินระยะเวลายาวนาน 2 - 3 ปี ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคุณจะต้องใช้พลังงานของคุณอยู่กับเรื่อง ๆ เดียวตลอดหลายปีนี้................สมมติว่าท่านวิจัยเรื่อง "ลักษณะเท้ามนุษย์กับกลิ่นเหม็น" ก็หมายความว่าท่านจะต้องทนดมกลิ่นเหม็นของเท้ามนุษย์เงินเดือน, นักศึกษา, พนักงานเสิร์ฟ, หรือ คนจรจัด ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานนี้ (นับเป็นงานวิจัยที่น่ากลัวมากแต่คาดว่าถ้าทำน่าจะมีคนสนใจมาก)
        - การอ่านเปเปอร์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน.........................คุณจะต้องทนทรมานกับนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง(ส่วนมาก) ที่เขียนเปเปอร์โดยมีความตั้งใจจะไม่ให้คุณอ่านรู้เรื่อง..................การจะทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเพื่อไม่ให้ซ้ำ และเพื่อไม่ให้งานห่วย...................จำเป็นต้องทรมานอ่านไอ้นั่นมากกว่า 15 ฉบับ แน่นอนว่านอกจากที่คุณจะต้องเสียเวลากับการงงเรื่องวิชาการแล้ว.............คุณอาจจะต้องทึ่งกับเหล่าอิงลิชเนทีฟซึ่งไม่รู้ว่าจะเขียนเปเปอร์หรือจะแต่งนิยายย้อนยุคประวัติศาสตร์เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นจะใช้ศัพท์ที่ไฮโซเหลือเชื่อขนาดที่เปิดดิกยังไม่เจอหรือชาวเอเซียที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะใช้ศัพท์ง่าย แต่อ่านจนจบก็ยังไม่รู้เลยว่ามันอยากเขียนอะไร
           การอ่านเปเปอร์จะต่างกับการอ่านหนังสือตรงที่ว่าคุณจะต้องใช้วิจารณญาณว่ามันเป็นเปเปอร์ที่ ตีพิมพ์มาเพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยี เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า หรือว่าเป็นเปเปอร์ที่ชักโครกออกมาเพื่อให้จบ ให้ได้เที่ยวต่างประเทศฟรี ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ใช้กับการวิจัยนี้ผมโดนเปเปอร์ที่ถูกชักโครกออกมาชักชวนไปในทางที่ผิดมากกว่า 3 ครั้ง (ประกอบด้วยเปเปอร์คนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย และเกาหลี ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นคนเอเซียที่ ตีพิมพ์เปเปอร์ชักโครกทุกทีเลย) แน่นอนการเชื่อเปเปอร์ที่ผิดทำให้ท่านต้องเสียเวลาและเจ็บตัวอย่างมาก อาจจะทำให้ผลการทดลองของท่านผิดไปด้วย, อาจจะทำให้ท่านต้องเสียเวลาในการที่จะยืนยันว่ามันถูกรึเปล่า.............น่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง
         - การเขียนเปเปอร์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน.......................ในเมื่อเราเพิ่งด่าไอ้เปเปอร์ไปตะกี๊ก็ต้องพยายามอย่างมากที่ทำให้งานของท่านไม่ได้เป็นไปตามข้างต้น เปเปอร์ 8 หน้า ก็อาจจะทำให้ท่านต้องมานั่งหน้าคอมเป็นเวลามากกว่า 2 อาทิตย์ในการเขียน-แก้-เขียน-แก้ เขียน ๆ ไปงานผิดก็ต้องกลับไปแก้งานแล้วก็เขียนใหม่อีก......................ยังไม่นับวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาความยาวมากกว่า 50 หน้าซึ่งอาจจะใช้เวลาเขียนมากกว่า 2 เดือนโดยที่ท่านมั่นใจได้ว่าเมื่อท่านเขียนเสร็จจะไม่มีใครอ่านแน่นอน
         - การฟังผลงานในคอนเฟอเรนจ์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน..........................สำหรับท่านที่เบื่อหน่ายกับการอ่านเปเปอร์จำนวนมาก.การเข้าฟังคอนเฟอเรนจ์ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งของท่าน ซึ่งจะร่นระยะเวลาการควานหาผลงานได้.......................นอกจากนี้แล้วมันอาจจะช่วยให้ท่านมีอารมณ์อย่างทำงานที่ต้องใช้ความอดทนมากขึ้นอีกนิดหน่อย....................แต่มันก็เป็นอีกงานนึงที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก บางครั้งในหนึ่งวันท่านจะต้องฟังงานวิจัยมากกว่า 20 ฉบับซึ่งไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกัน....................ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ,สำเนียงออสเตรเลีย,สำเนียงเกาหลี,สำเนียงญี่ปุ่น, สำเนียงจีน, สำเนียงไทย (สำหรับผู้ที่วิจัยในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่หนักหนาเท่าไหร่สำหรับท่าน แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในเอเซียแล้วเนี่ยการฟังสำเนียงประหลาด 20 สำเนียงในหนึ่งวันเนี่ยเป็นงานที่เครียดทีเดียว)
     
    3. นักวิจัยเป็นอาชีพที่เดียวดาย
         งานวิจัยจำนวนมากเป็นงานที่ต้องทำเป็นกลุ่มเพื่อให้งานออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วงานวิจัยเป็นงานที่ต้องทำแค่คนเดียว............แม้ว่าจะมีคนที่ทำงานใกล้ ๆ กับคุณในห้องแล็บบ้างก็ตาม...........แต่เชื่อเหอะคุณคุยกับเขาไม่รู้เรื่องหรอก (หรือถ้ารู้เรื่องก็แค่ผลลัพธ์.........หรือจุดประสงค์อะไรทำนองนี้) นอกนั้นคุณต้องทำอย่างเดียวดายแค่คนเดียวบอกใครไม่ได้ และเนื่องจากมันเป็นงานที่เดียวดายผลกระทบที่นักวิจัยส่วนหนึ่งจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ
         - เนื่องจากงานวิจัยเป็นงานที่ต้องหมกมุ่นใช้ความคิดตลอดเวลาเพราะฉะนั้นคุณอาจจะหมกมุ่นยาวไปจนถึงงานสังคมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดเรื่องงานวิจัยของคุณต่อหน้าญาติสนิทมิตรสหายของคุณ แน่นอนต่อให้พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นนักวิจัยเหมือนกัน พวกเขาไม่อยากได้ยินเรื่องพวกนี้หรอก ผลก็คือสังคมของคุณจะเล็กลง เล็กลงเรื่อย ๆ ในที่สุดคุณอาจจะอยู่ในโลกคนเดียว หาแฟนไม่ได้ ต้องเป็นเพื่อนกับคอมพิวเตอร์ และเป็นแฟนกับเปเปอร์
         - เมื่อคุณทำงานไม่สำเร็จเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะร่วมแชร์ประสบการณ์ความไม่สำเร็จอันแสนลำเค็ญกับมนุษย์บนโลกใบนี้และแน่นอนเขาเหล่านั้นจะไม่สามารถแก้ปัญหาให้คุณได้..........ในขณะที่เวลากำลังน้อยลงเรื่อย ๆ คุณกลับต้องวนในอ่างอยู่คนเดียว...............เมื่อได้วิจัยคุณจะรู้ว่าการที่มีเพื่อนคอยลากเข้าป่าคอยไซโคเวลาคิดโจทย์เนี่ยมันดีขนาดไหน
         - แน่นอนหากคุณทำงานสำเร็จสามารถตีพิมพ์ในวารสารหรือประชุมวิชาการระดับยอดเยี่ยมของโลก..................ไม่มีใครดีใจนอกจากคุณแน่นอน...................เพื่อนนักวิจัยคนอื่นอาจจะคิดว่า "เซ็งไอ้นี่มันได้เปเปอร์อีกแล้ว" แน่นอนสำหรับเพื่อนนักวิจัยของคุณแล้วก็หมายถึงความกดดันที่เขาจะต้องทำผลงานให้ได้ดีขึ้น.....................นักวิจัยที่ทำเรื่องเดียวกับคุณอาจจำเป็นจะต้องเลิกทำโปรเจ็กซ์ทีเขาใช้เวลาทำมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว.......................ถึงแม้ว่าคุณจะดีใจมากขนาดไหนแต่ในเมื่อคุณแสดงความดีใจกับใครไม่ได้คุณก็อาจจะต้องเก็บความดีใจไว้อย่างเงียบ ๆ คนเดียวและแอบไปฉลองเงียบ ๆ คนเดียว
         - การผลิตงานวิจัยมีแรงจูงใจทางสังคมที่ต่ำ......................สำหรับคนที่ทำวิจัยแล้วหลายคนอาจจะโดมากับความเป็นที่หนึ่ง ความยอดเยี่ยม ในสาขาวิจัยที่เขาทำอยู่ แน่นอนตั้งแต่เล็กจนโตพวกเขาเหล่านั้น (รวมทั้งผมด้วย) มีความสุขกับการได้ A ความเป็นเลิศในสิ่งเหล่านั้น...................คิดโจทย์เลขออกสาว ๆ กรี๊ด..................พูดภาษาต่างประเทศชัดแจ๋วผู้ใหญ่ก็ชม.....................มีความรู้ด้านสังคมลึกซึ้งก็อาจจะด่าคนอื่นว่าโง่ตามเว็บบอร์ดการเมืองได้สะดวกปาก.......................แต่เมื่อเริ่มทำวิจัยแล้วคุณจะต้องมาอยู่กับสังคมของคนที่เป็นเลิศในสิ่งเหล่านี้แล้วพวกเขาเหล่านั้นอยู่กับสิ่งนี้มากกว่าคุณเป็นเวลานานหลายสิบปี...............การที่คุณทำสิ่งสิ่งหนึ่งมาได้สำหรับพวกเขาเหล่านั้นมันอาจจะเป็นเรื่องที่ธรรมด๊าธรรมดามากไม่มีคนชมข่มคนอื่นก็ไม่ได้....................สิ่งที่ทำให้คุณอยู่ในโลกวิจัยได้ไม่ใช่ความเท่ห์, ความมีตัวตนในสังคม แต่เป็นความรักในสิ่งที่คุณวิจัยอยู่
     
    จบเครียดไปหน่อย อย่างไรก็ดีผมคิดว่าวิจัยก็มีเรื่องดี ๆ อีกมากมายนะครับ วันหลังจะมาเขียนเรื่องสนุก ๆ ที่อยู่เบื้องหลังงานวิจัยละกัน
    March 27

    เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูงไปปักกิ่ง

    ขอบคุณ น้องตั้ม น้องน็อต น้องออน แน็ค พี่อัย พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเมนต์ครับ
    ในเมื่อจับไต๋เราได้แล้ว
    เราก็จะไม่แอบทำไม่รู้ไม่ชี้พูดจานอกเรื่องแล้ว

    เอาเป็นว่าบล๊อกนี้จะเป็นบล๊อกที่เล่าเกี่ยวกับที่ต้นเกี่ยวกับปักกิ่งแล้วต้นจะนอกเรื่องเมื่ออยากนอกเรื่อง โดยไม่แกล้งทำ อ๊ะออกนอกเรื่องอีกแล้วแย่จัง อะไรอย่างงั้นแล้วกัน -_-" (แล้วบล๊อกก็ร้างไร้ผู้คนต่อไป.........ฟิ้ว)

    อืมส่วนเรื่องที่เรานอกเรื่อง อาจจะทำให้ใครหัวเสียจากความคิดเห็นซึ่งบางครั้งก็งี่เง่าแล้วตัดสินจากประสบการณ์ชีวิตของเด็กเนิร์ดโลกแคบ แต่ยังไงดี เราอยากบันทึกสิ่งที่เราคิดลงในบล๊อกนี้ ด้วยประสบการณ์แคบ ๆ ที่มี เราไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งที่เขียนที่นี่เป็นสิ่งที่ถูก แต่เป็นสิ่งที่สังเคราะห์ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา บวกกับอคติเล็กน้อยของต้นครับ

    อ้อก่อนหน้าที่ปักกิ่ง มีได้ไปเที่ยวทซึคุบะ เป็นเมืองวิทยาศาสตร์ที่มีภูเขาให้ปีนเล่นอยู่
    แต่เราดองมานาน
    ชาวบ้านเขาเขียนกันเรียบร้อยหมดแล้ว
    ติดตามชมได้ที่
    http://bkwang.multiply.com/photos/album/20 กวาง
    http://theeye.multiply.com/photos/album/9/Tsukuba_Trip รพี
    http://wit360.multiply.com/photos/album/32/Tsukuba_Trip วิทย์

    โห้เป็น multiply หมดเลยแฮะ (เดี๋ยวนี้มันฮิตแฮะ ไปแอบเล่นมั่งดีกว่า อินเทรนด์)
    เอาหละเริ่มเล่าเรื่องปักกิ่งเลย!!!!!!!!!!!!!!! วาวเป็นครั้งแรกที่ต้นเริ่มเล่าเรื่องที่อยากเล่าภายในหน้าแรกของ entry เป็นไงหละต้นเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นรึยัง

    บทสรุปผู้บริหาร

    เนื่องจากมีคนบ่นว่าบล๊อกนี้วกไปวนมา ซึ่งเราก็รู้สึกอย่างงั้นเหมือนกันก็เลยคิดว่าจะสรุปให้ฟังก่อน (ก่อนจะออกนอกเรื่องไปไหน)
    Schedule เที่ยวปักกิ่ง
    วันที่ 1
    เดินทางไปปักกิ่ง
    Bei hai
    Wang fu jin Shopping Street
    วันที่ 2
    สุสาน Ming
    กำแพงเมืองจีน
    ภัตตาคารเป็ดปักกิ่ง Quan fu de
    วันที่ 3
    พระราชวังฤดูร้อน
    พระราชวังต้องห้าม
    เดินทางกลับปักกิ่ง

    วันที่ 1 วาววันที่ 1 แล้วเหรอเร็วจัง
    เครื่องบินมันออก 9 โมงอะ แต่เนื่องจากสนามบินนาริตะ (สนามบินชื่อโตเกียวซึ่งไม่ได้อยู่ในโตเกียว) มันอยู่ไกลไก๊ลไกล ก็เลยวางแผนว่าจะตื่นตี 4 ครึ่ง แต่ตื่นตี 5 ครึ่ง ก็ยังชิวอยู่ แต่ชิวไปชิวมาก็พบว่าไอ้รถไฟราคาถูกที่จะไปสนามบินมันหาไม่ได้หละ
    ต้องรอรถไฟราคาถูกอีกซักพัก ซึ่งไอ้รถไฟราคาถูกนี้มันจะไปถึงสนามบินราคา 8 โมงกว่า ๆ อะ แต่เราก็เลือกรออยู่ดี (ตามคอนเซ็ปท์เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย) สุดท้ายก็ไปถึงเคาน์เตอร์ h.i.s. ก่อนขึ้นเครื่อง 45 นาที เขาก็ช่วยวิ่งให้เราด้วยแฮะ (วิ่งไปทำหน้าแตกตื่นแบบเว่อร์ ๆ ไปตามแบบฉบับคนญี่ปุ่น)

    แม้ว่าจะเห็นคนญี่ปุ่นวิ่ง ๆ ต้นก็ดำเนินการอย่างชิว ๆ อยู่ดี แต่ในระหว่างที่กำลังต่อแถวที่ศุลกากร ก็มีคนจาก Air China (สายการบินที่ขึ้น) มาบอกว่าให้ขอผู้โดยสารคนอื่นแซงคิว เพราะว่า Final Call แล้ว

    เออจิง Final Call แล้วจริง ๆ ด้วยอีก 10 นาที 9 โมงจึ๋ย !!!!! ก็เลยลก ๆ ขอแซงคิวไป แล้วก็วิ่ง ๆ
    ในสนามบินนาริตะมันมีรถไฟเชื่อมระหว่างตึก ซึ่งบาง gate มันต้องขึ้นรถไฟอะ แล้วรถไฟก็ดันไม่มาซักที มันมีป้ายเขียนว่า "รถไฟคันต่อไปจะมาในอีก 2 นาที" แต่เวลาต้นเหลือแค่ 4 นาทีอะ...........................
    ออกจากรถไฟได้ก็วิ่งหน้าตั้งเข้าเกต เข้าเครื่องบิน (ดีนะเนี่ยที่ไม่ต้องตรวจกระเป๋าอีกด่านนึง) มุดเข้าเครื่องตอน 8 โมง 59 นาที 30 กว่าวิ  -_-" มีผู้ร่วมเครื่องนั่งตาเขียวกันเต็มไปหมดเลย
    แต่ขึ้นไปซักพักดันมีประกาศบอกว่าเราจะรอผู้โดยสารอีกสามคนนะคะ...........-_-"
    แล้วนี่ก็เป็นความตื่นเต้นครั้งแรก ในการท่องเที่ยวต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกของ MR.T ครับ จริง ๆ แล้วยังมีอีกเยอะจนถึงเดี๋ยวนี้ (และหลังจากนี้ อาจจะมีอีก ?)

    สิ่งแรกที่ได้เห็นในปักกิ่งก็คือ "ทำไมบ้านเมืองมันเจริญงี้ฟะ" ถนน ตึกรามบ้านช่อง นี่มันเป็นญี่ปุ่นแบบขยายพื้นที่แนวกว้างแนวยาวได้เลยนะเนี่ย การขนส่งสาธารณะที่ปักกิ่งดีมาก ๆ เคยดูเว็บเขาบอกว่ารถเมล์มันจะเก่า ๆ แน่น ๆ แต่ที่ไปเห็นรถเมล์ใหม่และนั่งสบาย ราคาถูก (1 หยวน) ขึ้นง่ายเข้าใจง่าย พนักงานขับรถ พนักงานเก็บสตางค์คุยง่ายมาก ๆ รถไฟฟ้าแน่นกว่ารถเมล์และราคาแพงกว่า (2 หยวน) แต่ก็แน่นน้อยกว่าที่ญี่ปุ่นอยู่ดี (ชินแล้วเลยไม่รู้สึกอะไร)

    ชอบ Hostel ที่ไปอยู่ดีมาก ๆ เลยครับ Recommend สำหรับคนที่จะไปปักกิ่ง TempleSide Youth Hostels ราคาถูกแล้วก็บริการโอเคมาก ๆ 6.34 $ ต่อหนึ่งเตียง ต่อหนึ่งคืน เท่านั้น (เตียงรวม) พักแล้วรู้สึกปลอดภัย ไปไหนก็สะดวกครับ Staff พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก ๆ (เก่งกว่าเราง่า)

    Check in เข้าโรงแรมเสร็จเรียบร้อย ตอนแรกคิดว่าจะไป Hou hai หละ แต่คุยกับเจ้าหน้าที่ Hostels เขาบอกว่าเป็น Pub and Nightlife อะ ก็เลยไม่ได้ดีกว่า (กรุงเทพ โตเกียวเยอะแยะ) เลยไปดูวิวที่ทะเลสาบ Bei Hai recommend วิวสวยมาก คิดว่าเป็นจุดสำคัญสำหรับการเที่ยวชมเมืองในปักกิ่งเลยทีเดียว

    ก่อนเรามาอัย(เพื่อนที่หอ)เตือนเรามาว่า
    เวลาเจอคนแปลกหน้าในปักกิ่งมาทักให้เดินหนี เพราะพวกนี้จะเป็นคนไม่ดีหลอกเอาเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติ
    แล้วตอนเดินทางไป Bei Hai เราก็เจอผู้สูงอายุมาทักคนนึง เห็นเราเดินถือแผนที่ งง ๆ อยู่เขาก็เข้ามาถาม เป็นภาษาจีน ???????
    เราก็ไม่รู้เรื่องหงะภาษาจีน ภาษาจีนที่พูดได้มีอยู่สองคำ คือ เชี่ย เชี่ย กับ หว่อ อ้าย หนี่
    ไอ้คำหลังคงไม่ได้ใช้หรอก แม้ว่าสาวจีนจะน่ารักขนาดไหนก็เถอะ แล้วไอ้คำแรก ถ้ายังบอกให้เขาทำอะไรไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี (สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์ทั้งสองคำ)
    เอาเป็นว่าพอเราทำท่าไม่รู้เรื่องภาษาจีน เขาก็ Switch เป็นภาษาอังกฤษให้ เราก็เตรียมหลบแล้ว แต่สุดท้ายแล้วเขาก็แนะนำทางไป Bei hai ให้เราดีมาก ๆ แล้วก็ทำให้เราไปถึง Bei hai ได้โดยสวัสดิภาพ (และอ่านพูดภาษาจีนไม่ได้เลย)
    ก็เป็นความประทับใจแรกที่เมืองจีนเลย
    เคยคุยกับอาจารย์โอกาตะ เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นที่หอ สอนแบบ Private ให้เรา สามีเขาเป็นคนชอบเที่ยวหละ เขาก็เลยเคยไปเที่ยวแบบไปกันสองคนสามีภรรยาบ่อยมาก (ยุโรป เอเซียอาคเนย์รวมทั้งไทยด้วย อินเดีย จีน อเมริกา) เขาให้ความเห็นว่า ความใจดีมันไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติหรอก เขาคิดว่าทุกชาติก็มีคนใจดี แล้วก็คนคดโกงหนะ
    ก็ไม่รู้จะเป็นจริงแค่ไหนนะ แต่สำหรับที่จีนครั้งนั้นเป็นประสบการณ์ครั้งเดียวที่เจอคุณลุงใจดีอะ
    หลังจากนั้นเนื่องจากเราไปที่สถานที่ท่องเที่ยวตลอด ก็เลยจะเจอคนพรรค์นั้น ประมาณว่ามาเที่ยวคุยดีด้วยแล้วขายของ หรือ พาไปไหน ๆ ไรงี้ ก็หัวเสียไปบ้างทีเดียว
    เราหวังว่าคนพรรค์นี้คงจะมีเฉพาะที่สถานที่ท่องเที่ยวเนอะ (เป็นพวกมองโลกในแง่ดี)
    แต่จริง ๆ ก็ว่าเขาไม่ได้หละเนอะ
    เขากำลังทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างเต็มที่นี่แหละ
    แต่ก็ไม่ชอบอะ

    **********************(นอกเรื่อง) อ่านต่อที่ *********************
    อาจจะเป็นความเห็นที่ขัดกับหลาย ๆ คนนะแต่เราไม่ชอบช้อปปิ้งอะ
    เราไม่ชอบที่จะคุยกับคนคนหนึ่ง โดยที่รู้ ๆ อยู่ว่าการที่เขาคุยดีกับเราเนี่ยเพราะหวังผลประโยชน์อะไรบางอย่าง
    คงเป็นความคิดที่อาจจะทำให้เรายากจนตลอดชีวิต
    แต่เราคิดว่าปรัชญาของคานท์(อารมณ์ประมาณว่าความดีความเลวคืออะไรปรัชญาโบราณ)ที่บอกว่า "จงพิจารณาคนเป็น End Point"
    คือจริง ๆ แล้วโลกมันก็เปลี่ยนไป
    โลกที่คานท์อยู่กับโลกที่เราอยู่มันก็ห่างกันหลายร้อยปีแล้วเนอะ อาจจะไม่มีใครพิจารณาคนเป็น End Point แล้วหละ
    อธิบายความหมายของคำว่า End Point หน่อย คือโลกปัจจุบันนี้เนี่ย แทบทุกคนจะถูกสอนว่า การมี Relationship มีเพื่อนเนี่ย หรือการรู้จักกับคนเยอะ ๆ เนี่ย ก็จะทำให้เราประสบกับความสำเร็จในอนาคตได้ โดยความช่วยเหลือของคนเหล่านั้น
    เราอาจจะเคยได้ยินคำนิยามเกี่ยวกับการเมือง ว่า คือ การใช้ประโยชน์จากคนอื่นให้มากที่สุด ประมาณว่าใครใช้ประโยชน์จากคนอื่นได้มากก็จะมีอำนาจมาก ไรงี้ (จำแน่นอนไม่ได้แล้วก็จำชื่อคนพูดไม่ได้แล้ว)
    หรืออาจจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า "ฝึกภาษาญี่ปุ่นเหรอ ก็ไปหาแฟนเป็นคนญี่ปุ่นสิ"---คนไทยพูดกันรู้เรื่องยังไม่มีเลย -_-" เอ๊ะหรือว่าถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องจะดีกว่า
    หรืออาจจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า "ต้องไปเที่ยวบางทริ๊ป ต้องไปร่วมงานบางอย่าง กิจกรรมบางชนิด เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีไว้เพื่อเป็นเส้นสายในอนาคต" ไรงี้
    ซึ่งในกรณีนี้เราถือว่าเป็นการพิจารณาคนแบบที่ไม่เป็น End Point คือ พิจารณาคนในฐานะที่เป็นเครื่องมือบางอย่างในการนำไปสู้ความสำเร็จ ซึ่งแนวคิดนี้ก็คงถูกแหละ ถ้าไม่ฝืนโลกเกินไป
    แต่เราคิดว่าโลกนี้อาจจะสวยงามกว่าถ้า ทุกคนมองว่าการได้มีเพื่อน การได้รู้จักคน การได้มีปฏิสัมพันธ์กับคน การได้ช่วยเหลือ ได้พูดคุย ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มันเป็นความสุขของความเป็นมนุษย์ที่เราต้องพยายามให้เกิดสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าใช้สิ่งนั้นไปหาสิ่งอื่น
    ลองเปรียบเทียบกับการกิน การนอน เรื่องพื้นฐาน
    มันก็อาจจะถูกถ้าเราบอกว่า การกิน กับ การนอนเป็นการทำให้เรามีพลังงานพร้อมจะลุยในวันพรุ่งนี้
    แต่จริง ๆ แล้ว คนเราก็ทำงานนอกจากทำให้คนอื่นมีความสุขกับตัวเองมีเกียรติแล้ว ก็คือการทำให้ตัวเองกินอิ่ม นอนหลับสบายรึเปล่า
    พิจารณาได้สองด้าน แต่เราชอบแบบหลังมากกว่าทั้งการกิน การนอน แล้วก็สังคมนะ :):):):)
    ***************จบการนอกเรื่อง******************
    เป็นไงหละเรานอกเรื่องอย่างเป็นระบบมี ******** มาขั้นส่วนที่นอกเรื่องด้วย
    นั่งรถที่คนปั่นจาก Bei Hai ไป Wangfujin Walking Street อะ
    ไม่ค่อยชอบรถลากแบบนี้เลย นั่งแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองดูถูกมนุษย์ด้วยกันเองยังไงไม่รู้
    รถพวกนี้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความไม่เท่ากันของมนุษย์อะ
    ในร้านอาหารหรู ๆ หลายที่ (โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น) ชอบให้พนักงานทำตัวเหมือนเป็นทาสของลูกค้าอะ
    มองผ่าน ๆ มันก็ทำเพื่อเงิน แต่อยากให้มองลึก ๆ ว่ามันเป็นรากเหง้าของความไม่เท่าเทียม
    และเป็นการบ่มเพาะแนวคิดความไม่เท่าเทียมซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
    บางคนอาจมองว่าถ้าคนเหล่านี้ไม่ทำงานพวกนี้ก็จะอดตาย
    เรามองตรงข้ามเราคิดว่าถ้าเขาไม่ทำงานพวกนี้ เขาจะมีเวลาไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปทำสิ่งที่ดีกับเขามากกว่านี้ได้ (แนวคิดเดียวกับการเลิกทาสที่เคยโพสไปใน Entry ที่แล้ว)

    ****************นอกเรื่อง********************
    บางทีเราก็คิดเหมือนกันนะว่าพฤติกรรมความไม่เท่าเทียมอย่างเงี้ย มันดูเหมือนจะมีในทุกหัวระแหงในกรุงปักกิ่งเลย
    บนถนนเราเห็นรถคันหรู ๆ เต็มถนน หลายคันก็เป็นรถฝรั่งราคาแพง (รถราคาแพงที่หายากในกรุงเทพบางยี่ห้ออาจหาง่ายกว่าที่คิดในปักกิ่ง)
    แต่บนท้องถนนตรงที่หลบสายตาทหารรอดเราก็ยังเห็นคนไม่มีอันจะกิน อยู่เยอะ
    ความไม่เท่าเทียมในปักกิ่งมันมากซะจนเราเริ่มสงสัยว่า ประเทศนี้มันเคยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์จริง ๆ เหรอ
    ในเมื่อประธานเหมาก็เพิ่งเสียชีวิตในปี 1976 (32 ปีก่อน) และระบบเศรษฐกิจแบบผสมก็เพิ่งถูกค่อย ๆ นำเอามาใช้หลังจากนั้น (จากวิชาสังคมที่เรียนมา แมวจับหนูไรงี้)
    และความเท่าเทียมกันมันเป็นจุดขายหลักของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์เลย
    แต่วันนี้นอกจากความไม่เท่าเทียมแล้ว ผมยังรู้สึกถึงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยม หาเงิน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ลอยไปทั่วปักกิ่งไปหมด มีคนจน คนรวย คนชั้นกลางอย่างเห็นได้ชัดเจน แน่นอนมากกว่าโตเกียว และ อาจจะมากกว่ากรุงเทพด้วย ซึ่งทำให้คิดไปได้ 3 ข้อคือ
    1. เป็นลักษณะเฉพาะของคนจีน  คนจีนขยันเอาจิงเอาจัง เมื่อระบบเปลี่ยนเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนไปตามระบบ แล้วคนจีนก็ชอบค้าขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยเปลี่ยนแปลงได้เร็วในช่วงสั้น ๆ
    2. ระบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้ผล ไม่สามารถเปลี่ยนแนวคิดคนได้ คอมมิวนิสต์ยังทำให้คนมีความแตกต่างอยู่ และยังมีช่องโหว่ในทางทฤษฎีอยู่มาก
    3. รัฐบาลจีนเคย Implement คอมมิวนิสต์ลงในสังคมจีนจริงเหรอ เป็นเรื่องที่เราสงสัยมานานละว่าประเทศนี้เนี่ย มันเคยมีระบบคอมมูนที่เป็นอุดมคติตามที่มาร์กซ์นำเสนอตามทฤษฎีของเขาจริง ๆ เหรอ หรือว่าเป็นแค่รัฐบาลทหารไม่กี่คนบ้าอำนาจ ใช้กำลังควบคุมทำอะไรทุเรศ ๆ กับคนประเทศนี้แล้วก็บอกว่าเพื่อความเท่าเทียมของคนทุกคน (ถ้าคนจีนอ่านออกพอดีขอโทษด้วยนะแต่เราไม่รู้สึกว่าประธานเหมาก็เป็นแค่ทหารบ้าอำนาจคนนึง ซึ่งริดรอนสิทธิเสรีภาพของคนหนึ่งในห้าของโลกด้วยกำลังทหาร และประกาศว่าจะมอบความเสมอภาคให้ แต่สิ่งที่เราเห็นความเสมอภาคที่เขาสัญญาว่าจะมอบให้ ระยะเวลาหลังจากการตายของเขาเพียง 32 ปี เห็นด้วยตาตัวเองว่ามันไม่มีอยู่และเราก็ไม่รู้ว่ามันเคยมีอยู่รึเปล่า)
    เราคิดว่าความเสมอภาคหนะมันมอบด้วยกำลังทหารไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำให้คนจนอย่างเสมอภาค
    เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำให้ทุกคนท้องหิวอย่างเสมอภาค
    ความเสมอภาคต้องเริ่มจากจิตสำนึก เมื่อมีจิตสำนึกเศรษฐกิจเติบโต เมื่อเศรษฐกิจเติบโตถึงจะทำให้ทุกคนท้องอิ่มอย่างเสมอภาคได้
    การพัฒนาต้องเริ่มจากสังคม จากสังคมที่ดีสู่เศรษฐกิจที่ดี จากเศรษฐกิจที่ดีสู่การเมืองที่ดี ไม่ใช่เริ่มจากเอากำลังทหารมาบังคับการเมืองแล้วบอกว่าการเมืองที่ดีจะทำให้ทุกอย่างดีได้
    บอกว่ามีกำลังทหารแล้วจะทำให้ประเทศสงบเรียบร้อย การฝึกทหารทำให้ประชาชนมีระเบียบวินัย และอดทน
    แต่เราเห็นว่าปักกิ่งไม่ว่าไปที่ไหนก็มีทหารอยู่เต็มไปหมด (จนน่ากลัวมากกว่ารู้สึกปลอดภัย)
    แต่ตรงไหนลับตาทหารก็จะมีคนโกงนักท่องเที่ยว
    คนถุยเสลดลงพื้นกันเป็นเรื่องปกติ๊ปกติ
    และเราไม่เคยเห็น"การต่อคิว" ในปักกิ่งนอกจากที่สนามบิน
    คำถาม.................
    ทำไมญี่ปุ่นที่ไม่มีทหารแม้แต่คนเดียว และไม่มีการฝึกทหารเลย
    ประชาชนถึงมีระเบียบวินัย และ อดทน มากกว่าประเทศจีนซึ่งเดินไปที่ไหนก็มีแต่ทหาร
    ***********************จบการนอกเรื่อง************************
    อย่างไรก็ดี Wangfujin สวยมาก มีของให้ช๊อปเยอะ มีห้างตั้งอยู่มากมายแต่ก็ไม่ประทับใจเราเท่ากับ "ตอกอาหาร"
    มีอาหารที่ไม่รู้ว่าสำหรับคนจีนแปลกรึเปล่าแต่สำหรับเราแปลกมากตั้งอยู่เต็มไปหมด.......มีความสุ๊ข...........มากมาย
    จริง ๆ แล้วก็เหมือนโต้รุ่ง ตลาดสดบ้านเรานี่เอง ประมาณว่าซื้อแล้วก็เดินกินแล้วก็ซื้ออย่างอื่นต่อ
    เมนูหลัก ก็มีปลาหมึก เนื้อ ปิ้ง ขนมหวานอะไรพวกนี้
    แต่ของแปลก ๆ เต็มไปหมดเช่น แมงป่องทอด รถด่วน น่องลามะ ไรงี้(คงมีอย่างอื่นอีกแต่อ่านไม่ออก)
    กินจนพุงกลางเลยทีเดียว (แต่รู้สึกว่าอาหารที่นั่นจะแพงนิดนึง แต่เห็นคนจีนเองก็กินเลยไม่คิดไรมาก)
    เดินออกมาหน่อยเจอร้านหนังสือ เลยแวะเข้าไปดู แล้วก็ต้องตกใจกับปริมาณหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนานจิง
    **********************นอกเรื่อง*************************
    อืม โศกนาฏกรรมนานจิง คือช่วงสงครามโลกที่ญี่ปุ่นเข้าไปบุกจีน แล้วรัฐบาลจีนขัดขืน ทหารญี่ปุ่นจึงฆ่าประชาชนทุกคน รวมทั้งข่มขืนและทรมานผู้บริสุทธ์จำนวนมาก
    คนจีนเชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่นานจิงมากกว่าผู้เสียชีวิตที่เมืองฮิโรชิม่า กับ นางาซากิ โดยน้องผอม และ พี่อ้วน
    เพราะงั้นคนจีนส่วนหนึ่งก็เลยเกลียดคนญี่ปุ่นอยู่จนถึงทุกวันนี้
    เมื่อไม่นานมานี้ไปเห็น clip ที่ youtube ฟุตบอล EAFF Cup ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น กรรมการเป็นชาวเกาหลีเหนือ ผู้ช่วยกรรมการเป็นคนเกาหลีใต้
    ซึ่งคนญี่ปุ่นบอกว่านักเตะจีนเล่นฟุตบอลแรงมาก ๆ มีหลายจังหวะมาก ๆ ที่ตั้งใจเตะนักเตะญี่ปุ่นเต็ม ๆ (และกรรมการก็ไม่ว่าอะไร)
    แล้วก็กลายเป็น clip ประวัติศาสตร์ของ youtube เพราะมี comment ถึง 7000 กว่า ๆ (ตอนที่เราดู) แล้วก็ไม่ใช่แค่ "คลิ๊ปนี้ดีมาก" หรือ "ขอบคุณที่ช่วย upload" แต่เป็นการเถียงกันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ระหว่างนักเล่นเน็ตจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และ จีน
    เราว่ามันเป็นเรื่องที่โง่มากที่จะสร้างชาติ ทำให้คนในชาติสามัคคีกันโดยการทำให้คนในชาติทุกคนเกลียดคนอื่น -_-" วิธีทำให้คนในชาติรักกันมีเยอะแยะ เช่นชาติไทยเราเคยสร้างชาติด้วยการทำให้คนในชาติทุกคนรักคนเดียวกัน (โอเคมันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นความจริงสัมบูรณ์ แต่มันก็ดีกว่าการที่ให้เด็กเรียนประวัติศาสตร์พม่าแล้วก็เกลียดคนพม่าถูกมะ ยังไงความรักก็ดีกว่าความเกลียดใช่มะ)

    จะปฏิเสธยังไงก็ช่าง แต่เราเห็น ๆ ว่าไอ้คนที่เขียนหนังสือสังคมมาให้เราเรียนเนี่ย จงใจให้เราเกลียดคนพม่า แล้วคนไทยส่วนใหญ่ก็เกลียดคนพม่าในฐานะที่มันเคยมาเผากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. 2310 หรือ 241 ปีที่แล้วทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้หรอกว่าประวัติศาสตร์มันจริงแค่ไหน แล้วคนไอ้คนที่เผากรุงตอนนั้นเป็นคนพม่าจริง ๆ หรือว่าเป็นแค่เผ่าเล็ก ๆ ในพม่า
    และที่สำคัญเราคิดว่าคงไม่มีปัจจุบันนี้คนที่เผากรุงศรีอยุธยาคงไม่มีใครมีชีวิตอยู่แล้ว คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศพม่าทุกคนไม่ได้มีส่วนรู้อิโหน่อิเหน่กับการเผากรุงเมื่อปี 2310 แม้แต่คนเดียว
    เหมือนกับรัฐปัตตานี ซึ่งเคยมีตัวตนอยู่ครั้งสุดท้ายไม่รู้กี่ร้อยปีมาแล้ว
    หรือตอนนี้คนญี่ปุ่นที่มีส่วนรู้ส่วนเห็นกับโศกนาฏกรรมนานจิง ก็คงตายหรือบ้าไปแล้ว ไม่งั้นก็คงเป็นแค่คนแก่เลอะเลือน ที่ไม่มีใครสนใจ (ตามแบบฉบับสังคมเน่า ๆ ของญี่ปุ่น)
    คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่มีส่วนรู้ส่วนเห็นกับสงครามนานจิงเลย แล้วทำไมต้องไปเกลียดคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด(ฟะ)
    คนญี่ปุ่นนี่ก็แอบน่าสงสารเนอะ เกิดมาไม่ต้องทำอะไรเลยก็มีคนเกลียดเต็มโลกไปหมด ทั้งจีน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ (รวมกัน 1400 ล้านคน)
    ***************************จบการนอกเรื่อง*******************************

    ข้างบนสรุปว่าคนจีนหลายคนเกลียดคนญี่ปุ่น
    เรื่องที่ซวยก็คือว่า คนจีน เมื่อเห็นหน้าเราแล้วเห็นว่าพูดภาษาจีนไม่เป็น
    มันมักจะเดาว่าเป็นคนญี่ปุ่นเสมอ (ผมกลัวอ่าจะมา nationalism อะไรแถวนี้ไหมเนี่ย) วันหลังจะเอาธงชาติไทยห้อยคอ
    ก่อนมาจีนเราไปยืมหนังสือท่องเที่ยวจีน เป็นภาษาญี่ปุ่น จากห้องสมุดประชาชน
    เราก็เลยตัดสินใจเก็บ..............
    และไม่เอามาใช้ดีกว่าเนอะ...............:):):):):):)
    ช้อปปิ้งเสร็จก็กลับโรงแรม เล่นเน็ต แล้วก็นอนเอาแรงเลย จบหนึ่งวัน

    วันที่ 2

    วันนี้ตั้งใจจะไปกำแพงเมืองจีนซึ่งขนส่งสาธารณะไปไม่ถึง
    ก็เลยต้อง join group tour เพื่อไปกำแพงเมืองจีน (จองจากอินเตอร์เน็ตก่อนมา)
    ซึ่งเราไม่ชอบมาก ๆ ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่ join กรุ๊ปทัวร์แบบนี้อีกแล้ว ความไม่ชอบมันเริ่มตรงที่ ตอนที่เราคุยกับคนเดนมาร์กคนร่วมกรุ๊ปทัวร์
    เรา : ตอนนี้เรียนที่ญี่ปุ่นอยู่ครับ
    คนเดนมาร์ก(ชื่อเฮนริค) : โอ้ จิงเหรอครับ ผมชอบญี่ปุ่นมาก ๆ ครับ คนญี่ปุ่นใจดีครับ (ลอกสคริปฝรั่งคนอื่นมาแน่นอน)
    เรา : อื่ม ผมก็คิดอย่างงั้นครับ
    ไกด์ : (พูดแทรกขึ้นมา) แต่คนจีนส่วนใหญ่ไม่คิดอย่างงั้นนะครับ ถ้าคุณรู้เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนานจิง บลา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
    แล้วมันก็ทำท่าไม่พอใจเราหลังจากนั้น (แล้วตรูเกี่ยวไรด้วยเนี่ย แค่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น) กำแพงเมืองจีน กับสุสานราชวงศ์หมิงดีมาก ๆ ยิ่งใหญ่มาก ๆ แต่เที่ยวกับทัวร์เนี่ยทำให้หมดสนุกเลยด้วยเหตุผลต่อไปนี้
    1. ชอบพาไปซื้อของ มีพาไปหยุดที่ร้านหยกนานมาก (นานกว่ากำแพงเมืองจีน) ร้านหยกนั้นขายของแพงมาก แล้วก็มีพาไปซื้อสมุนไพรจีน (ไม่ต่างจากของไทยตรงไหนเลย) พอบอกว่าผมขอไม่แวะ ขอไปเดินเล่นข้างนอกได้ไหม มันก็โวยวาย ๆ แล้วก็ตะโกนใส่หน้าเราว่า "ไอ้งก" (พูดภาษาจีน) แล้วก็พูดต่อด้วยว่าทำแบบนี้จะทำให้คนจีนดูถูกคนไทยไรงี้ (ไกด์ถ่อยโคตร ๆ)
    2. ชอบให้จ่ายเพิ่ม ค่าทัวร์หนึ่งวัน 750 บาท ถูกมาก ๆ แต่จะชอบให้จ่ายเพิ่ม เช่นบอกว่าให้ขึ้นกระเช้า แล้วถ้าไม่ขึ้นกระเช้าจะเป็นอย่างงู้นอย่างงี้ ค่าขึ้นกระเช้า 300 บาท -_-"
    3. คนร่วมเดินทางห่วย อื้มมีคนเดนมาร์ก คนอเมริกัน(เป็นอดีตนักกีฬามวยปล้ำสหรัฐในโอลิมปิคปี 1970 และเป็นโค้ชทีมชาติสหรัฐมาดูที่แข่งขันในปักกิ่ง) แล้วก็มีคนตุรกี คนเดนมาร์ก กับคนอเมริกันเป็นคนดีมาก แต่คนตุรกีนี่ไม่ไหวจิง ๆ อะ โวยวายตลอดเวลา (เรามีอคติกับคนชาตินี้อยู่นิดหน่อยแล้วด้วย) แล้วก็แบบพูดโอ้อวดตลอดเวลาน่าเบื่อมาก แล้วไกด์ก็เอาใจเพราะเวลาแวะที่ไหนซือของเยอะ จ่ายง่าย

    สรุปว่าเราให้ F สำหรับปักกิ่งชินหัวทัวร์ www.beijing-tour.com ไม่แนะนำให้ join group tour จากบริษัทนี้นะครับ เราหงุดหงิดจากบริการของทัวร์นี้อย่างมากมายครับ
    แล้วก็แบกเอาความหงุดหงิดไปภัตตาคารชื่อดังด้านเป็ดปักกิ่งของปักกิ่งครับ (ว่ากันว่าเป็นเป็ดปักกิ่งที่อร่อยที่สุดครับ) ตอนนั้นหงุดหงิดถึงขั้น แล้วอีภัตตาคารเนี่ยมันต่อคิวรอยาวมาก (แล้วเราก็ดันแปลก ปกติภัตตาคารจีนเขาไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เราไปคนเดียวซะงั้นแถมพูดไม่รู้เรื่องอีก) ตอนต่อคิวเนี่ยอยากกลับไทย max ไม่อยากอยู่แล้วประเทศนี้คนถ่อยจัด
    เข้าไปสั่งเป็ดมาครึ่งตัว แล้วเขาก็เอาไอ้นู่นไหมไอ้นี่ไหม ก็เอา ๆ มาเหอะขี้เกียจคิด (มันคือน้ำจิ้ม กับ แป้งห่อที่ดันเรียกวันแพนเค้ก ที่ไม่ได้มาพร้อมเป็ดอะ)
    เขามีเอาเป็ดมาหั่นให้ดูที่โต๊ะ แล้วก็มีคนมาสาธิตวิธีกินให้ดู (จริง ๆ แล้วก็พอรู้อะนะ)

    หลังจากเอาเข้าปากไปหนึ่งคำ


    เปลี่ยนความคิดกระทันหันกลาย คนที่นี่ดีจังเลย คนที่นี่สุดยอดมาก ๆ สามารถคิดค้นสูตรอาหารขนาดนี้ได้ไง

    อร่อย !!!! recommend ครับ ไปถึงแล้วต้องไปกินนะครับชื่อ Quan ju de ครับ
    ราคาไม่แพงขนาดนั้นแฮะ ตอนแรกคิดว่าแพงมาก ๆ แต่สุดท้าย มื้อนั้นจ่ายไป 140 หยวน หรือ 2100 เยน (คิดเป็นเยนแล้วดูถูกดีเนอะ)
    ให้อภัยไกด์ถ่อยทันที

    วันที่ 3

    นั่งรถเมล์ไปเที่ยว พระราชวังฤดูร้อน, จัตุรัสเทียนอันเหมิน แล้วก็ พระราชวังต้องห้าม ระหว่างนั่งรถเมล์คุยกับคนเก็บตังค์ไม่รู้เรื่องว่าต้องลงป้ายไหน มันก็เลยเขียนตัวคันจิที่อ่านญี่ปุ่นว่า shouten แปลว่าป้ายสุดท้ายมาให้........ก็เข้าใจนะ แต่มันคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นอีกแล้วเหรอ -_-"
    พระราชวังฤดูร้อน สวยมาก ๆ เลย recommend สุด ๆ แล้วจัตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังต้องห้าม ก็น่าเดินมาก ๆ   ถ้าหลบกรุ๊ปทัวร์ได้
    ที่พระราชวังต้องห้ามมันมีไกด์อัตโนมัติให้เช่าด้วย หลัก ๆ ก็มีแผนที่ แล้วก็มี GPS รู้ว่าเรากำลังอยู่ตรงไหนในพระราชวัง มีไฟกระพริบบนแผนที่ แล้วก็มีเสียงออกมาผ่านหูฟังตรงกับที่ที่เราอยู่เป็นข้อมูลของสถานที่ตรงนั้นอย่างละเอียด ในเสียงจะบอกด้วยว่าเราควรดูตรงไหน ควรสังเกตอะไรเป็นพิเศษ (ฟังดูธรรมดานะ แต่ก็ดีใจที่เห็นสิ่งที่เคยทำ ได้มาเป็นอะไรที่ใช้ได้ดีมาก ๆ ในทางปฏิบัติ)
    ตอนแรกรู้สึกงี่เง่ามากราคาเช่าก็แพง ตั้ง 200 บาท แต่พอเอามาใช้แล้วรู้สึกสะดวกมากเลย (มีภาษาไทยด้วย) รู้สึกว่าถ้าเอามาแทนพวกไกด์ถ่อยคงจะดีมาก ๆ ข้อมูลถูกเป๊ะไม่ต้องเสียเวลาอ่าน ไม่เดินหลง
    จ้างไกด์นอกจากแพงแล้ว ยังเกะกะ ต้องไปพร้อมกันเยอะ ๆ เดินไม่อิสระ แถมบางครั้งก็ข้อมูลมั่ว พูดส่งเดชให้มันน่าเชื่อถือ (เพราะคิดว่ายังไงคนฟังก็ไม่รู้อยู่แล้ว) แล้วยังขายของ แล้วก็ต้องทริ๊ปอีก

    เครื่องบินออกสองทุ่มหละ แต่ว่าตอน 4 โมงครึ่งยังเดินไม่หมดเลย
    ก็เลยต้องรีบวิ่งออกมา กลับโรงแรมเอาของ แล้วก็ไปแอร์พอร์ตอย่างเร็วที่สุด (วิ่งไปกินไป)
    ปรากฎว่าไปถึง gate ก่อนตั้ง 1 ชั่วโมงกว่า ๆ แหนะ (ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันน้า) ก็บินกลับไทยโดยสวัสดิภาพ

    จบทริ๊ปเที่ยวปักกิ่งแบบการเคลื่อนที่แบบ random ของเด็กเนิร์ดครับ
    สรุปปักกิ่งเป็นเมืองที่น่าเที่ยวครับ และคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นคนดี (อยากพูดภาษาจีนได้จัง น่าจะทำให้รู้จักเมืองจีนดีกว่านี้) ที่สำคัญเที่ยวปักกิ่งถูกดีครับ (3 วันใช้ในปักกิ่งไป 4000 กว่าบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าเที่ยวในญี่ปุ่น) ถ้ามีโอกาสก็อยากไปอีกครั้งครับ

    FFK คำถาม LYRICS


    อยากให้วันนี้ เป็นแบบวันนั้น
    ที่เราหลบฝนอยู่ด้วยกัน มีร่มคันหนึ่ง กับใจที่เริ่มสั่น
    ไม่น่าหรือว่าหวั่นไหวเพราะไกล้เธอ

    ตั้งแต่วันนั้น มาจนวันนี้
    ไม่ว่ากี่ทีที่พบเจอ ที่ดูไม่ค่อยคุย
    แค่ยิ่มให้เธอ ก็กลัวว่าเผลอไปบอกความในใจ

    ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
    ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
    ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
    อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
    ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

    ไม่มีใครรู้ มีแค่เธอรู้ ว่าคำตอบนั้นเป็นเช่นไร
    ถ้ามันไม่ตรงกัน ฉันก็เข้าใจ
    แต่ว่ายังไงก็ยังจะรอฟัง

    ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
    ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
    ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
    อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
    ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

    ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
    ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
    ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
    อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
    ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

    ก็มีคำถามในใจที่ต้องรัก

    ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
    อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
    ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

    February 21

    ตามติดชีวิตนิสิต ป.โท

     

    เหมือนทุกครั้งครับ ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ อัย พี่บิ๊ก พี่วิน พี่เอ็ก ครับสำหรับการคอมเมนต์ครับ

    ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับแน็คที่ตั้งใจคอมเม็นต์บล๊อกเรามาก ๆ (ทำให้บล๊อกไร้สาระอันนี้ ดูมีสาระขึ้นมาเล็กน้อย) ขอบคุณมากครับ
    บล๊อกวันนี้ก็ยังดูเหมือนมีสาระ แต่ไม่ค่อยมีสาระนิดนึง เนื่องจากว่าเราห่างหายการเขียนไปนาน ก็มีเรื่องให้เล่าสนุก ๆ เยอะเลยครับ (แต่ต้นเล่าก็ไม่สนุกหรอก น่าเบื่อ และจะเป็นอารมณ์บ่น ๆ มากกว่า)
    ก็น่าเสียดายเหมือนกันที่เราไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์ที่ได้เจอจิง ๆ ลงในบล๊อกได้ รู้สึกว่าบล๊อกตัวเองมีความคิด (งี่เง่า) ของตัวเองบรรจุอยู่เยอะ แต่ก็ไม่มีความทรงจำ เหตุการณ์สำคัญที่น่าจดจำ
    ซึ่งความรู้สึกนี้เราได้จากการไปไล่อ่านบล๊อกของคนหลาย ๆ คนที่มีความทรงจำแบบเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน
    แต่มันไม่ได้จากบล๊อกเรา

    โอเคเรื่องที่จะเล่าวันนี้มีสามเรื่องหลัก ๆ คือ Conference ที่เกียวโต, Conference ที่โตเกียว และ ไปเที่ยวไซตามะ
    เมื่อปลายเดือนที่แล้วได้โอกาสจาก อาจารย์ให้ไป พรีเซ็นต์งานเก่าสมัยป.ตรี ปัดฝุ่น แต่งเติมเล็กน้อยส่งเปเปอร์ไปพูดที่ LA ตอนแรกตกใจมาก LA ...... เย่......ผมจะได้ไปเมกาเย่ ๆ ๆ ๆ ๆ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เพราะ LA เป็นการประชุมวิชาการในประเทศญี่ปุ่นด้าน Theoretical Computer Science (ด้านที่เราทำวิจัยอยู่นั่นแหละ) และประชุมกันเป็นภาษาญี่ปุ่น เรานักเรียนต่างชาติก็นั่งอ้าปากหวอ ตาหวาน ตลอดการประชุม 3 วัน แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ครับ (เป็นประสบการณ์คนเดียวอีกแล้ว) เริ่มลุยกันเลยดีกว่า

    วันที่ 1 เมื่อวานนี้เขาไปร้องเกะ(คาราโอเกะสุดฮิตที่โตเกียว)โต้รุ่งกันหงะ แต่ไม่ได้ไปเพราะว่าวางแผนว่าจะออกแต่เช้า
    เนื่องจากเป็นงานที่แล็บก็เลยได้นั่งชินกันเซ็นฟรี.....เย่....... รถไฟที่เร็วที่สุดขบวนหนึ่งของโลก ราคาแพงหูฉี่ 13,000 เยน จากโตเกียว ถึง เกียวโต ........ประหยัดเวลาไปเยอะ ปกติแล้วนั่งรถบัสใช้เวลา 8 ชั่วโมงแต่ชินกันเซ็นใช้เวลา 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่นั่งชินกันเซ็นแล้วดูวิวมันเวียนหัวแปลก ๆ เหมือนข้อมูลที่วิ่งเข้าไปในหัวมันมากกว่าปกติ 4-5 เท่าในเวลาเดียวกัน สุดท้ายก็เลยง่วงนอนแล้วก็หลับซะงั้น.....ไม่น่าเลย อุตส่าห์ได้นั่งชินกันเซ็นทั้งที

    พูดถึงชินกันเซ็น
    เมื่อวันก่อนคุยเรื่องคนโรคจิต (คุยเรื่อยเปื่อยแต่เนื้อหาโดยรวมเป็นเรื่องคนโรคจิต) กับเพื่อน ๆ ที่หอ
    ก็คุยถึงเรื่องคนโรคจิตที่ภาคใต้เมืองไทย ตอนนั้นเราง่วง ๆ อยู่แว้บขึ้นมาในหัวว่า
    ถ้าประเทศไทยลงทุนปรับปรุงรถไฟสายใต้ ให้ไปถึงนราธิวาสใน 3-4 ชั่วโมง ไฟใต้จะดับ
    ดูสิครับ ผู้อ่านทุกท่าน เวลาต้นง่วงเนี่ยไว้ใจไม่ได้จริง ๆ พูดเสร็จก็ไม่รู้จะเอาอะไรมายืนยัน แล้วก็ดูเป็นคำพูดที่พล่อย ๆ

    แต่ต้นคิดว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกี่ยวข้องโดยตรงกับสังคมวิทยา การเมือง ศาสนา และ ความคิดของมนุษย์
    หลายคนคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน
    หลายคนลงความเห็นว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันเป็นความเจริญทางวัตถุทำให้ความสังคมเจริญขึ้นค่าทางจิตใจของคนต่ำลง
    แต่ผมในฐานะของคนที่ยังอยากสร้างงานวิจัยเหล่านี้ขึ้นมา เชื่อมั่นว่า ความเจริญทางวัตถุ ไม่ได้ทางให้ความเจริญทางสังคมถดถอยลงแต่ทำให้สังคมก้าวหน้าขึ้นไปมากยิ่งขึ้น
    และเชื่อว่าปัญหาสังคมหลายอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    เคยอ่านการ์ตูนชื่อเรื่องว่า "ต๊องแน่แต่อัจฉริยะเรียกพี่" ตอนจบ เคนทาโร่(พระเอก) ได้พูดคำนึงซึ่งเราเห็นด้วย
    เทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบจะไม่มีวันทำให้ใครเดือดร้อน
    แล้วเราก็มีความเห็นตรงกัน
    สิทธิมนุษยชน, ทาส, ระบบศักดินา ในหลายประเทศ อาจจะไม่ถูกยกเลิกหากไม่มีแนวคิดของนักคิดซึ่งสร้างขึ้นมาจากรากฐานของตรรกะคณิตศาสตร์สมัยใหม่
    การที่เรามีเครื่องจักร มีเครื่องซักผ้า เตารีด ตู้เย็น ช่วงแรกก็มีแต่คนพูดว่าจะทำให้คนตกงาน แต่ดู ๆ ไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญมาก ๆ ที่จะก่อให้เกิดการเลิกทาสในระบบทุนนิยม
    นิยามของคำว่าทาส คือคนที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ เป็น routine (ด้วยสมมติฐานที่ว่าไม่มีใครอยากทำงานซ้ำ ๆ) คนที่ต้องทำงานสกปรก หรือคนที่ต้องทำงานอันตราย
    มันก็เหมือนกับการเลิกทาสทางการเมืองหละ ที่ช่วงแรก ๆ แม้แต่ทาสก็ไม่อยากให้เลิก เพราะว่าคุ้นเคยกับนาย คุ้นเคยกับชีวิตง่าย ๆ ที่อาศัยอยู่กับเจ้านาย
    การมีเครื่องจักรเหล่านี้ทำให้งานของคนสนุกมากยิ่งขึ้น คนที่ต้องทำงานในระดับล่างมีน้อยลง และทำให้สังคมเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น
    หรือการที่สังคมสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายยิ่งขึ้น การติดต่อสื่อสารกันได้ดีขึ้น ก็อาจจะทำให้เราสามารถเข้าถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคมเช่น คนในประเทศด้อยพัฒนากำลังอดอยากได้ง่ายยิ่งขึ้น
    เราคิดว่าถ้าการคมนาคมในไทยดีขึ้นมากกว่านี้........คนไทยน่าจะได้มีโอกาสรู้เรื่องภาคใต้มากกว่านี้ (ซึ่งปัจจุบันรู้แค่ว่ายิงกันเมื่อไหร่ ตายกี่ศพ) และน่าจะทำให้เกิดแรงผลักดันที่จะช่วยให้แก้ปัญหาได้ถูกจุดได้มากกว่านี้
    ถ้าสังเกตปัญหาทางการเมืองในเกือบทุกที่บนโลก จะเกิดจากการที่การคมนาคมไปไม่ถึง
    การคมนาคมสื่อสารความใกล้ชิด ภาษา มีผลสำคัญอย่างมากต่อการเมือง แน่นอนมีความสำคัญมากกว่าขนาดจมูกนายกรัฐมนตรี
    แน่นอนเทคโนโลยีก็ต้องเผชิญกับปัญหา ที่เกิดขึ้นจากความไม่สมบูรณ์ของมัน การไม่เข้ากับของที่มีอยู่เดิม (ธรรมชาติ วัฒนธรรม), การแบ่งแยกโลกออกเป็นสองฝั่งคือฝั่งที่เทคโนโลยีเข้าถึงกับส่วนที่ไม่, การมีเทคโนโลยีบางอย่างที่เป็นการพัฒนาที่ผิดพลาด
    แต่กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว หลายเทคโนโลยีสร้างเกือบสำเร็จและก็เป็นที่ยอมรับกันในทุกคนว่าทำให้สังคมเราดีขึ้นจริง ๆ (บ้าน, ยารักษาโลก, โภชนาการ, เครื่องนุ่งห่ม)
    เราคิดว่าเรามาเชื่อใจเทคโนโลยี ให้กำลังใจให้พัฒนาต่อไป อาจจะดีกว่ามาตั้งแง่ในเรื่องบางเรื่องที่ไม่มีเหตุผลดีกว่า

    พูดถึงความเชื่อใจ ช่วงนี้ได้ทำงานนอกเวลาครับเป็นงานบริษัทชื่อ IIP ครับ
    ได้ทำงานกับคนญี่ปุ่นแล้วก็รู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การทำงานระบบกลุ่มของคนญี่ปุ่นเนี่ย ความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญครับ
    ผมคิดว่าระบบกลุ่มของคนญี่ปุ่นเนี่ยอาจจะมีพวกบ้าอำนาจ กินเงินเดือนฟรีเหมือนในหนังญี่ปุ่นก็จริง
    แต่ความสำเร็จของมันถูกสร้างขึ้นมาจากความเชื่อใจครับ
    ผู้น้อยเชื่อมั่นในประสบการณ์ของผู้ใหญ่
    ผู้ใหญ่เชื่อมั่นในความคิดสร้างสรรค์ และ ความสามารถของผู้น้อย
    เพราะเป็นอย่างงี้ระบบกลุ่มของญี่ปุ่นถึงมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบปัจเจกชนของตะวันตกครับ
    แน่นอนว่าทุกคนในกลุ่มก็ต้องตอบแทนความเชื่อมั่นเชื่อใจด้วยการพยายามอย่างเต็มที่ครับ
    ผมเชื่อมั่นครับว่าในการสร้างของบางอย่างคน ๆ เดียวไม่พอ ระบบกลุ่มสำคัญมาก ๆ ครับ
    จะมาทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ ทำอย่างที่ตรูจะรวยที่สุดในโลก ทำเพราะผมไอคิวสูงกว่าชาวบ้าน คงไม่ถูก (อาจจะเหมาะกับงานบางอย่าง และ ไม่เหมาะกับงานบางอย่าง)
    มองกลับไปที่สังคมไทยครับ
    คนกรุงเทพก็ไม่เชื่อมั่นคนอีสานบอกว่าคนต่างจังหวัดโง่ (เอ้า ถ้าเขาโง่จริงไม่เห็นมีใครคิดจะทำให้เขาฉลาด)
    คนต่างจังหวัด ก็ไม่เชื่อมั่นคนกรุงเทพ บอกว่าคนกรุงเทพ ใจดำ คับแคบ (ที่ใจดำคับแคบ ก็เพราะไม่เชื่อใจคนอีสานนั่นแหละ ทำไมไม่คิดจะทำให้คนกรุงเทพเชื่อใจให้มากกว่านี้)
    ผู้น้อยไม่เชื่อใจในผู้ใหญ่บอกว่าผู้ใหญ่หัวโบราณคร่ำครึ
    ผู้ใหญ่ไม่เชื่อใจในผู้น้อย เรามักจะได้ยินคำว่า "เด็กสมัยนี้" หลุดออกมาจากปากผู้ใหญ่ทุกคนตลอดเวลา (เรื่องพวกนี้ก็เริ่มเป็นปัญหาที่ญี่ปุ่นเหมือนกัน และเราคิดว่าตรงนี้จะทำลายระบบกลุ่มของญี่ปุ่นที่เข้มแข็งในเวลาอันใกล้นี้)
    ประชาชนไม่เชื่อในนักการเมือง และคิดว่านักการเมืองโกงกิน
    นักการเมืองคิดยังไง ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยมีเพื่อนเป็นนักการเมืองอะ

    หลายคนอาจจะพูดว่า ก็เป็นความผิดของคนกรุงเทพ, คนต่างจังหวัด, ผู้น้อย, ผู้ใหญ่, นักการเมือง ที่ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้คนเชื่อถือได้
    ก็จริง และ จริงมาก ๆ
    แต่มันก็เป็นเรื่องของไก่กับไข่ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดก่อนกันระหว่างความเชื่อมั่น กับ ความน่าเชื่อถือ
    บางครั้งเรากำลังขี้เกียจอยู่แต่ถ้ามีใครเชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ เราก็จะทำสุดแรงเกิดที่เราจะทำได้ (แม้ว่าจะล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่)
    แต่เราก็สนุกทุกครั้งที่มีคนเชื่อมั่นเรา และ เสียใจทุกครั้งที่รู้ว่ามีใครไม่เชื่อใจ (ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่ก็รู้ว่าทำไมถึงไม่เชื่อใจ)
    ถ้าคนกรุงเทพเลิกคิดว่าคนอีสานโง่ รับฟังความคิดเห็นของคนท้องถิ่น อาจจะเข้าใจความเป็นอยู่ ข้อจำกัด สภาพแวดล้อมที่ทำให้คิดต่างกัน แล้วพาทั้งคู่ไปสู่การเมืองที่ดีขึ้น และ ถ้าคนอีสานเปิดใจว่าคนกรุงเทพไม่ได้คับแคบ ก็อาจจะมีความคิดที่ต่างกันออกไป
    ถ้าผู้ใหญ่ผู้น้อยเชื่อใจกัน แน่นอนครั้งแรก ๆ มันคือความผิดพลาด จากการไว้ใจ แต่เราคิดว่าคนทุกคนไม่มีใครปฏิเสธความเชื่อใจครบเจ็ดครั้งได้เหมือนเบ้งเฮก(สามก๊ก) ได้มั๊ง (มั๊งนะ)
    ถ้าประชาชนเชื่อใจนักการเมืองมากกว่านี้ ก็จะมีคนที่มีความหวังกับการเมืองเป็นนักการเมืองมากยิ่งขึ้น การเมืองอาจจะดีขึ้นก็ได้นะ

    อย่างไรก็ดี ทั้งหมดเป็นแค่ความคิดพล่อย ๆ ในวันนี้เท่านั้น รู้สึกว่าตรรกะมันไม่สมบูรณ์แล้วก็ต้องพัฒนาความคิดอีกเยอะ
    ความคิดหลายอย่างไม่ว่าจะมองทางซ้ายหรือขวา ตรรกะมันไม่สมบูรณ์ตอบคำถามได้ไม่ทุกคำถาม คิดว่าหลายคนอ่านแล้วคงหาเรื่องเถียงได้เป็นตัน

    (ตอนนี้เปลี่ยนวันความคิดเปลี่ยนไป)
    สรุปแล้วเราก็อาจจะต้องจบด้วยคำพูดที่ใคร ๆ ก็พูดกันหละนะ ทุกอย่างมันคงต้องขึ้นอยู่กับความพอดีหละ ไม่มากไปไม่น้อยไปหละ แต่ความพอดีนั้นมันอยู่ที่ไหน เป็นเรื่อง Subjective ที่ใครพูดอะไรก็ถูก ใครคิดอะไรก็ถูกไม่มีคำตอบตายตัวเหรอ
    วิทยาศาสตร์สอนให้เราเป็นคนคิดแบบ Linear Thinking (คำศัพท์ของรัดจิ) แต่ Linear Thinking จะมีคำตอบทุกอย่าง
    ความจริงจะมีหนึ่งเดียว ตามที่โคนันบอกจริงเหรอ แล้วถ้าความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียว และแต่ละคนถึงความจริงคนละข้อกัน
    โลกนี้จะวุ่นวายแค่ไหน..........

    ออกนอกเรื่องจนลืมไปแล้วว่า เมื่อกี๊พูดถึงไหนแล้ว (หลังจากผ่านมาเกิดครึ่งบล๊อก)
    ลากขึ้นไปดู อ๊ะเพิ่งขึ้นชินกันเซ็นเองนี่นา โหยแล้วเมื่อไหร่จะเล่าจบเนี่ย (เราไม่ได้เขียนบล๊อกนานมีเรื่องบ่นเยอะ)
    โอเค ไปอย่างเร็ว (มุขเดิม ขี้เกียจเขียน แอบอู้นี่หว่า)

    ไปถึงก็เอาของไปฝากล๊อกเกอร์นั่งรถบัส
    ก็ไปเที่ยวไปชื่อวัดสามพัน (ซังเซ็งอิน) เป็นวัดบนภูเขากลางหิมะ หนานุ่มฟู (ครึ่งเมตรได้มั๊ง) ต้องใส่บู๊ตเดินลุยหิมะไปไหว้พระ วัดสวยมาก ๆ เป็นวัดแนะนำของโตเกียวในฤดูหนาวครับ จิง ๆ แล้วเป็นครั้งแรก ที่ได้เป็นหิมะเยอะขนาดนี้ ก็เลยทำกริยา "กระเหรี่ยง" ครบทุกอย่าง(มาคนเดียวไม่มีใครห้าม) ประทับรอยนิ้วมือบนหิมะ ปาหิมะ นอนกลิ้งเกลือกบนหิมะ ไปจนถึงกินหิมะ (แล้วก็ท้องเสียอย่างรุนแรงในวันรุ่งขึ้น) หิมะแม้จะเห็นว่าตกที่สะอาด และก็เป็นสถานที่สะอาดแบบบนภูเขาสวย ๆ ก็รับประทานไม่ได้นะครับทุกคน

    แล้วก็นอยด์กลัวไปโรงแรมไม่ถูกก็เลยรีบบึ่งรถกลับโรงแรม แต่ก็ได้ไปเที่ยวแถวสถานีเกียวโต (เพื่อหาข้าวกิน) ร้านข้าวในเกียวโตหายากมาก ๆ (ไม่นับของหวาน ซึ่งก็แพงระยับ) เดินหาอยู่นานก็ไม่เจอซักที สุดท้ายก็ซัดของแพงไปหลายมื้อ (เปลืองตังค์ง่า)

    (ข้อความติดเรทต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรอ่าน)
    เหอ ๆ คืนนั้นที่โรงแรมเข้าไปตกใจ เพราะเขามีเขียนว่า มี"หนังผู้ใหญ่ให้บริการ" ติดเอาไว้ เราก็เอ๊ะดูดีรึเปล่า
    สุดท้ายก็ลองเปิดไปดู แล้วก็พบว่า"มันก็ไม่ได้น่าดูขนาดนั้นซักหน่อย" คือเราได้ยินเพื่อนหาอะไรพวกนี้อย่างแทบเป็นแทบตาย ไปเดินพันธ์ทิพย์ก็เห็นคนพยายามหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้วก็มีคนซื้อแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ
    เอาเข้าจริง ๆ มันก็แอบน่าเบื่อหงะ คือมันก็มีอยู่"แค่นั้น" แล้วก็ซ้ำไปซ้ำมา
    มันก็เริ่มต้นที่การทรมาน ๆ ๆ ๆ ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ (สนุกตรงไหนเนี่ย ดูคนตบกันไปตบกันมา)
    แล้วก็ลงท้ายด้วยรูปแบบเดิม ๆ (เราเล่นพันธ์ทิพย์ไป คุย msn ไป คุยไป ก็ยังรู้สึกว่ามันน่าเบื่ออยู่ดี ..... เรารู้สึกว่าพันธ์ทิพย์กับ msn สนุกกว่า) แล้วก็.....ปิดดีกว่า
    มันสนุกตรงไหนอะ ดูคนตบกัน ดูคนทรมานเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คือคนที่ดูมีความสุขที่ได้เหยียดหยามเพศแม่ขนาดนั้นเลยเหรอ
    เราคิดว่าญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่มีการแบ่งแยกชายหญิงอยู่มาก มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ด้วยกัน
    เราเชื่อว่าหนังผู้ใหญ่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประเทศของเขายังเป็นอย่างงั้นอยู่นะ
    (เขียนไปแล้วลบดีมะเนี่ย ประจานตัวเองว่าได้เขียนอะไรงี่เง่าละกัน)

    วันที่ 1
    อื้มวันรุ่งขึ้นก็ไปเที่ยวแถววัดคิงคะคุจิ (แต่ไม่ได้เข้าไปในวัดเนื่องจากงกค่าเข้า) เข้าไปวัดเดียวคือเรียวอันจิ แล้วมันก็ไม่ได้สวยขนาดนั้น (หน้าหนาวต้นไม้มีแต่ใบ) แล้วก็เลยตัดสินใจไม่เข้าวัดอื่นละ เดินไปดูหน้าวัดอย่างเดียวพอ ขึ้นรถรางเกียวโต หลงทางเล็กน้อย แล้วก็กลับไปงานประชุมวิชาการ(ไปสายเล็กน้อยเนื่องจากหลงทาง) แล้วก็นั่งอ้าปากหวอ ตาหวาน นั่งฟัง conference ไปเรื่อย ๆ ฟังไปได้ 8 paper อาจารย์คนจัดงานก็มี session พิเศษ ฉลองครบรอบการประชุม LA ครบ 50 ครั้ง คือไอ้ประชุมวิชาการ LA เนี่ยมันบางปีก็มีสองครั้งบางปีก็มีครั้งเดียว จัดตั้งแต่ปี 1970 (เป็น conference เก่าแก่มาก ก่อนตั้งภาควิชาวิศวคอมฯ จุฬาอีก) เนื่องจากเป็นครั้งที่ 50 ก็เลยเชิญอาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมวิชาการนี้ตั้งแต่ครั้งแรกมาเล่าประสบการณ์การเข้าร่วมประชุมวิชาการ มีตั้งแต่ paper ที่น่าสนุกที่สุด (ถ้าทางจะสนุกจริง ๆ แฮะ ขำกันลั่น Hall แต่แน่นอนเราแปลชื่อ paper ไม่ออกหงะ)
    ขนาดมุขยังฟังไม่รู้เรื่องเลย อาจารย์ครับส่งหมูน้อยท่องโลกกว้างมาสงสัยจะเสียเปล่าแล้วง่า
    นอกจาก paper ที่น่าสนุกที่สุด ก็มี เหตุการณ์ใน conference ที่น่าประทับใจ มีอาจารย์เอา proceeding กับตาราง present ในปี 1970 มาให้ดูด้วย (ดูเป็นของสำคัญทางประวัติศาสตร์ computer science ญี่ปุ่นมาก) อาจารย์ฮือฮากันใหญ่ สมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่อง automata, language, อะไรอย่างงี้ที่ได้เรียนตอนปีสี่อยู่เลย ฟังแล้วน่าสนุกจัง
    แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดเห็นจะเป็นอาจารย์คนนึง (บุคลิกทำให้เรานึกถึงอาจารย์ประภาสที่ภาคมาก ๆ) เขาเอา presentation ชื่อว่า "วิธีเขียน paper ที่ดี".........................................."ด้วยลายมือ" จึ๋ย

    คือเมื่อสมัยก่อนในปี 1970 เขายังใช้พิมพ์ดีดเขียน paper กันอยู่หนะ แล้วพิมพ์ดีดก็ไม่มีภาษาญี่ปุ่น (เพราะมันพิมพ์ตัวคันจิ 7000 ตัวไม่ได้) เขาก็เลยเขียนเอา
    อาจารย์เหมือนอาจารย์ประภาส เขาเอา paper ในสมัยนั้นมาให้ดูแล้วก็ปิดชื่อคนเขียน paper แล้วให้อาจารย์ที่นั่งอยู่ช่วยกันทายว่าใครเป็นคนเขียน paper ฉบับนั้น
    น่าแปลกมากที่อาจารย์ผู้ใหญ่อาวุโสมาก ๆ ทายถูกกันเป็นส่วนใหญ่ด้วย !!!!!!!!!!!
    ได้ฟังแล้วเหมือนกับได้มานั่งอยู่ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การพัฒนา computer ในญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว
    หลังจากนั้นก็ไปงานเลี้ยงกัน (จัดเป็นแบบญี่ปุ่น) เหอะ ๆ พวกอาจารย์เนี่ยเหล้าเข้าปากหน่อยไม่ได้ นินทาอาจารย์คนอื่นกันใหญ่เชียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ที่ไม่ได้มา หรือไม่ได้ส่งนักเรียนมา........เข้าใจละว่าทำไมอาจารย์เราส่งเรามานั่งหาว

    วันที่ 2
    วันนี้เหนื่อยมากนั่งฟัง paper แบบ intensive ไม่รู้เรื่องเลย 21 เปเปอร์ (แต่ก็ยังดื้อทนพยายามฟังจนถึง 3 เปเปอร์สุดท้ายนั่งตาหวานปากหวอ) paper ส่วนใหญ่เป็นเรื่องซ้ำ ๆ กัน ส่วนมากเกี่ยวกับ graph, tree, combinatoric optimization มีบาง paper ที่ดูแล้วเป็น pure math มาก เช่น XOR^2 = 90 ....... ได้ไงฟะ XOR กำลัง 2 ได้ 90 เนี่ยเกี่ยวไรกันไม่ทราบ พยายามฟังมากแต่ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี (เช็กนี่หน้าคนอื่นก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน โอเค ผ่าน)

    วันที่ 3
    วันนี้มี present ตัวเอง ก็ไม่ฟงไม่ฟังของคนอื่นมันแล้ว เด๋วสำเนียงอังกฤษเพี้ยน แล้วก็ไปพรีเซ็นต์ติด ๆ ขัด ๆ ใช้ไมค์ก็ไม่เป็น แล้วก็เละ ยังดีที่มีอาจารย์ฟังรู้เรื่องอยู่บ้างแล้วยังได้คอมเมนต์กลับมา
    ตอนพรีเซ็นต์จบมีใบอะไรก็ไม่รู้ส่งมา อ่านไม่รู้เรื่องว่าเป็นใบอะไร ก็เลยไปถามอาจารย์ซักคน แต่อาจารย์กำลังยุ่ง ๆ อยู่ก็เลยตอบว่า "เขียนแต่เฉพาะ ID ก็พอครับ" อ้าวเหรอเขียน ID เหรอครับอาจารย์ ก็เลยเขียน ID ไป
    แต่มันมี 3 ช่องว่างอะ ก็เลยเขียน ชื่อใส่ไปอีกช่องนึง แล้วอีกช่องนึงก็เขียนชื่อมหาลัยตัวเองใส่ลงไป

    จริง ๆ แล้วใบนั้นมันเป็นใบโหวตสำหรับ "Best Presentation Award" หละ -_-" คือ ID ที่ให้ใส่หนะคือ ID ของคนที่เราเห็นว่า Present ดีที่สุดสามลำดับ -_-".............
    สรุปแล้วเราก็ได้คะแนนจากการ Vote Best Presentation Award มา 1 คะแนน (ก็คะแนนที่เราเขียนไปเองนั่นแหละ) -_-"

    แบกหน้าแตกไปเที่ยว จองตั๋วชินกันเซ็นเที่ยวสุดท้ายของวัน แล้วก็ไปเที่ยวเขาเรียกว่า อินาริ เป็นโทริอิ (ประตูสีแดง ๆ) ต่อกันเยอะชนิดที่เรียกว่าเหมือนหลังคามองวิวไม่เห็นต่อกันวนรอบภูเขาเป็นระยะทางรวม 23 กิโล -o- ขึ้นไปจนสุดแล้วก็พบว่าการจะเห็นวิวสวยสุดยอดเนี่ยมันต้องเข้าไปกินในร้านแล้วก็สั่งของในร้านเขากินอะ ---- ไม่ดูก็ได้ฟะ -_-"
    แล้วก็ไปเที่ยวกิออนอะ แต่ทำไมไม่รู้ไม่เห็นไมโกะจัง (คนบริการในร้านแถวนั้นที่จะแต่งหน้าเหมือนในหนังเกอิชาอะ) เราก็ว่าเราไปถูกเวลาแล้วนะ ก็เลยไปเที่ยววัดแถวนั้น แต่มันก็ปิดหมดแล้ว (ไม่เป็นไรไม่อยากเข้าเสียค่าเข้าอยู่แล้ว อ้อ ลืมบอกไปว่าวัดแต่ละวัดในเกียวโตเนี่ยเสียค่าเข้าแพงมาก เรียกกันว่าปล้นกันชัด ๆ 400 - 900 เยน = 120 - 270 บาท ถึงแม้จะไปถึงเกียวโตแล้วก็เถอะ ไม่เข้าก็ด้ายยยยยย......(งก)
    ตอนเย็นไม่รู้จะเที่ยวไหนก็เดินโต๋เต๋อยู่แถวนั้น ซื้อของหวาน (ขึ้นชื่อมากกกกกก ซื้อพาเฟ่กินอะ) แล้วก็กลับชินกันเซ็นเที่ยวสุดท้าย

    วันที่ 4 - 5
    วันนี้เราไป conference ต่อกันเป็นวันที่ 4 แต่เป็นอีกคอนเฟอเรนจ์นึง เป็นคอนเฟอเรนจ์เกี่ยวกับ Quantum Computation หนะ conference นี้ไม่ได้เป็นคนมาพรีเซ็นต์แต่เป็นคนมาทำงานพิเศษที่คอนเฟอเรนจ์ ลดระดับมาเร็วมาก ถึงแม้จะพูดว่างานพิเศษก็เถอะ แต่จริง ๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรเลยนอกจาก ยื่นไมค์ให้คนที่จะถามเวลาที่เขามีคำถาม - คำตอบกัน (แค่นั้นจริง ๆ) เรียกได้ว่าทำเอาตั๋มซึ่งเป็นคน Energetic มาก ๆ เซ็งสนิทไปเลย (แต่เราโอเคนะ.....รับตังค์ นั่งฟัง คอนเฟอเรนจ์)

    วันที่ตั๋มไม่มาวันที่ 5 ก็เลยได้ทำอะไรที่มีดูมีสาระขึ้นมานิดนึง (จับเวลา.....เปิดปิดไฟหนะ มีสาระมาก) ก็สนุกดีเป็นงานพิเศษที่มีโอกาสทำน้อยมาก แล้วก็ได้ความรู้ได้ไอเดีย เข้าใจอะไรมากกว่าที่ไป LA มาเยอะทีเดียว

    หลังจากนั้นก็มีไปเที่ยว chichibu แล้วก็ไปดูฟุตบอลระหว่างไทย กับญี่ปุ่นที่ไซตามะมา
    เนื่องจากบล๊อกมันยาวแล้ว (มุขนี้อีกละ แล้วเราก็ใช้เวลาเขียนบล๊อกนี้ครบสองชั่วโมงแล้ว)
    ไปดูที่บล๊อกรพีเอาเองละกัน
    http://picasaweb.google.com/RapeePhoto2/SaitamaTrainTrip
    http://picasaweb.google.com/RapeePhoto2/JapanVsThailandKickOff
    นั่นแหละ เขียนไว้ละเอียดกว่าเราเขียนเองแน่นอนอยู่แล้ว มีรูปที่เขาคิดว่าสวยงามเพราะถ่ายจากกล้องราคาแพงติดอยู่มากมายด้วย (โฆษณาชวนเชื่อให้ไปดู)
    จบด้วยเพลงเหมือนเดิม

    เนื้อเพลง: ฉันยังเหมือนเดิม
    อัลบั้ม: เพลงประกอบละคร รอยรัก รอยอดีต
    ดู เนื้อเพลง ทุกเพลงของ ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์
    ไม่รู้ทำไม ฉันจึงได้พบเธอ แม้เพียงแรกเจอ ก็เหมือนคุ้นเคยมานาน
    เหมือนมีอะไรบันดาล ระหว่างเธอกับฉัน ทั้งที่เราสองคนก็คนละใจ

    แค่ได้มองตา ลึกๆในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกัน ยิ่งคิดฝันไปมากมาย
    เหมือนมีอะไรเป็นพิเศษ ที่เธอไม่เหมือนใคร คล้ายๆว่าเธอคือคนที่ฉันรอ

    ถ้าหากว่าเป็นกำหนดจากฟ้า ให้เราเกิดมาคู่กัน ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป
    แต่หากว่าเป็นแค่เหตุบังเอิญ ที่ฟ้าไม่ได้ตั้งใจ ก็ไม่เป็นไรใจฉันจะยังเหมือนเดิม

    แค่ได้มองตา ลึกๆในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกัน ยิ่งคิดฝันไปมากมาย
    เหมือนมีอะไรเป็นพิเศษ ที่เธอไม่เหมือนใคร คล้ายๆว่าเธอคือคนที่ฉันรอ

    ถ้าหากว่าเป็นกำหนดจากฟ้า ให้เราเกิดมาคู่กัน ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป
    แต่หากว่าเป็นแค่เหตุบังเอิญ ที่ฟ้าไม่ได้ตั้งใจ ก็ไม่เป็นไรใจฉันจะยังเหมือนเดิม

    ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังรักเธอ

    January 01

    What is Family????

    แหะ ๆ เป็นไรไม่รู้เน็ตช้า
    โหลด Window Live Writer มาเขียนบล๊อกไม่ได้
    ทนเขียนด้วย Notepad ก็ได้ฮึ่ม ๆ เซ็ง ๆ
    ขอบคุณผู้ที่คอมเมนต์ทุกท่านอันประกอบด้วย รัดจิ กวาง พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็กครับ
    ขอโทษคุณ Intractable Boy ด้วยนะครับที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ยังไงถ้าดวงซวยหลงมาอีกรอบช่วยแนะนำตัว
    หน่อยครับ(ประทับใจชื่อด้วยครับ ; ได้ยินแล้วนึกถึง Intractable Machine)
    ขอบคุณพี่เอมด้วยครับที่ช่วยคอมเมนต์บล๊อกเอนทรี่สองอันที่แล้ว
    ไม่ได้เขียนมานานมากขนาดเขียนบ่อย ๆ ยังเป็นบล๊อกเรตติ้งต่ำไม่ค่อยมีคนอ่านอยู่แล้ว
    ไม่เขียนนี่สงสัยบล๊อกเอนทรี่นี้ไม่มีคนอ่านแน่นอน
    ยังไงก็ช่วยอ่าน ๆ ช่วย ๆ คอมเมนต์เหมือนเดิมครับ
    พี่วินเคยบอกว่าบล๊อกนี้พูดเรื่องการเมืองแล้วน่าเบื่อ ๆ ไม่อยากอ่าน
    แต่ต้นก็ไม่รู้จะเริ่มที่เรื่องไหนแล้วครับ เพราะช่วงนี้กลับมาที่ไทยแล้วพบว่าการเมืองกำลังร้อนระอุทีเดียว
    ทุกท่านที่อ่านบล๊อกนี้คงได้ทราบผลการเลือกตั้งกันแล้วนะครับ หลายคนรู้สึกสมหวัง หลายคนก็คงเซ็งไม่หยอกเช่นเดียวกับผมเลยครับ
    อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นคติเตือนใจเพื่อน ๆ ทุกคนนะครับ
    นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใด ๆ เลย
    สำหรับคนที่เห็นว่าการปกครอง ระบอบประชานิยมดีอยู่แล้ว การรัฐประหารคือการเสียเวลาทางเศรษฐกิจไปปีครึ่ง บวกกับเงินงบประมาณอีกนับหมื่นล้านบาท
    สำหรับคนที่เห็นว่าการปกครองด้วยการคอร์รัปชั่นต้องถูกกำจัด นอกจากที่การรัฐประหารไม่ได้กำจัดคอร์รัปชั่นแล้ว วันนี้ใครจะมองว่าคอร์รัปชั่นอ่อนตัวลง ผมมองว่าพวกเขาเข้มแข็งขึ้น และเข้มแข็งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยทีเดียว
    เพราะหากมองย้อนไปในอดีตแม้ว่าไทยรักไทยจะได้จำนวนที่นั่งมากกว่า 350 จากห้าร้อยที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแต่ 350 เต็มไปด้วยอำนาจเก่า(กว่า)ต่อรอง คานอำนาจเต็มไปหมด
    ไม่ว่าจะเป็น
    กลุ่มวังน้ำเย็น(ปัจจุบันคือพรรคประชาราษฎร์)
    กลุ่มวังน้ำยม (ปัจจุบันคือพรรคมัชฌิมาธิปไตย)
    กลุ่มพ่อมดดำ ...ไม่แน่ใจปัจจุบันลงเลือกตั้งกับพรรคการเมืองไหน
    กลุ่มชาติพัฒนาเดิม (มีชื่อกลุ่มเหมือนกันแต่จำไม่ได้....ปัจจุบันคือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา)
    กลุ่มชาติพัฒนาเดิมกว่า(ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพรรคชาติไทย)
    กลุ่มชลบุรี(ไม่แน่ใจเป็นส่วนหนึ่งของชาติไทยรึเปล่า)
    กลุ่มกิจสังคม (ปัจจุบันเป็นส่วนหลักในพรรคเพื่อแผ่นดิน)
    กลุ่มวังพญานาค(ยังอยู่ในพรรคพลังประชาชน)
    และอื่น ๆ อีกมากมายที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่ว่ากันว่า พรรคนี้เป็นยำแกงโฮะรวมคนมากมายมาอยู่ด้วย เหลือเป็นวังบัวบานเพียงแค่ไม่กี่คน (ว่ากันว่าประมาณ 100 หรือต่ำกว่านั้น) เท่านั้น
    การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นชัยชนะของพรรคพลังประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ เพราะประชาธิปัตย์ยังรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ของตัวเองไว้ได้ และได้เพิ่มในบางพื้นที่
    แต่เป็นชัยชนะของกลุ่มวังบัวบานเดิมต่อกลุ่มต่าง ๆ ที่เคยมีอำนาจเดินโฉ่งฉ่างในพรรคไทยรักไทย
    จะเห็นได้ว่าฐานเสียงเดิมของพรรคเล็ก ๆ ที่เคยเป็นกลุ่มใหญ่ในพรรคไทยรักไทยนั้น
    กลายเป็นพื้นที่ของพรรคพลังประชาชน และเป็นการสูญสิ้นของอำนาจเก่ากว่าที่ครอบงำการเมืองไทยมาเป็นระยะเ
    และสุดท้ายกลุ่มใหญ่ ๆ ของพรรคไทยรักไทยทั้งหมดได้ส.ส.รวมกันมาแค่ห้าสิบ หกสิบคน
    เป็นชัยชนะของอำนาจเคยเก่า ต่อ อำนาจเก่ากว่าอย่างสมบูรณ์
    และอำนาจเคยเก่าในวันนี้ แข็งแกร่งยากที่จะหาใครมาลบล้างขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่าใจหาย
    เป็นเพราะอะไร ????????
    หลายคนโทษหลักการ Majority Vote ว่าเป็นหลักการที่ใช้ไม่ได้
    เพราะทำไมต้องให้คนโง่ คนรับเงินซื้อเสียง มามีอำนาจตัดสินชะตาฟ้าอนาคต ของคนฉลาดเลิศเลออย่างเขาด้วย
    (บางคนฉลาดมาก เห็นพูดเรื่องการเมืองทีไร ก็เหมือนกับฟังสื่อบางประเภท บางฉบับมาพูดต่อเป๊ะ ๆ ไม่มีการดัดแปลงหรือใช้หัวคิดใด ๆ ทั้งสิ้น รับมาแล้วก็เชื่อทันทีมันฉลาดตรงไหนฟะนกแก้วก็ทำได้)
    จริง ๆ แล้วไม่ได้เห็นด้วยกับ Majority Vote ขนาดนั้น แต่คิดว่ามันก็ไม่ได้เป็นหลักการที่แย่อะไรขนาดนั้นเหมือนกัน (อาจจะดีที่สุดสำหรับสังคมขนาดใหญ่แล้วด้วย)
    วิธีอื่น ๆ ที่เห็นเคยใช้เช่นการเลือกโดยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ บุคคลที่คัดสรร เช่นองค์กรอิสระ ก็พิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วว่ามีความล้มเหลวช่องโหว่และไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นและเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (เรื่ององค์กรอิสระไม่ได้ถูกแก้ กลับกันยังมีมากยิ่งขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน)
    เพราะเอาจริง ๆ แล้วมันก็เป็นวิธีที่ใช้ในการสะท้อนสังคมได้ดีทีเดียว
    จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งนึงซึ่งสะท้อนการหยั่งลากลึกของประชานิยมลงบนสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
    เพราะว่าทุกพรรคก็ประกาศเอาประชานิยมเป็นหัวใจหลักของนโยบายพรรค
    เดี๋ยวนี้ก็ใช้วิธีประกาศแบบโต้ง ๆ แบบพรรคไทยรักไทยเดิมกันหมด เช่น เรียนฟรี ลดภาษี กองทุนกู้ยืม
    เมื่อก่อนก็มีแต่ไม่โต้ง ๆ ขนาดนี้แล้วก็ไม่ใช่ทั้งหมดจนไม่มีนโยบายด้านอื่นแทรกมาเลย
    อืม นโยบายของแต่ละพรรครวมทั้งผลการเลือกตั้งก็สะท้อนสังคมมากทีเดียวนะ
    ให้เปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอีกเป็นร้อยครั้ง ก็คงแก้ไม่ได้หรอก
    การเมืองมันก็สะท้อนสังคมนั่นแหละ
    ถ้าไม่แก้สังคมก่อนจะหวังให้การเมืองสมบูรณ์คงเป็นไปไม่ได้
    วันนี้ก็เลยมาเสนอทางแก้ปัญหาการเมือง ซึ่งเป็นวิธีที่น่าเบื่อ ไม่สนุกเหมือนกับการไม่เดินตะโกนออกไปออกไปแน่นอน
    แต่การแก้ปัญหาสังคมที่ดีที่สุด ก็คงต้องเริ่มมาจาก"ครอบครัว" หน่วยสำคัญที่สุดของสังคมที่ใครหลาย ๆ คนมองข้ามไปรึเปล่า
    รองจากครอบครัวไปก็คงเป็นหน่วยทางสังคมเล็ก ๆ อย่างเช่น หมู่บ้าน การบริหารส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสังกัด ซึ่งควรจะถูกพูดถึงก่อนที่จะสนใจการเมืองระดับชาติ ไม่ใช่ว่าให้การเมืองระดับชาติบงการการเมืองระดับท้องถิ่น
    แต่การเมืองระดับท้องถิ่นต้องมีความเข้มแข็ง และมีความอดทนต่ออำนาจทางการเงินของการเมืองระดับชาติ
    อื้ม เรื่องการเมืองท้องถิ่นเนี่ยพูดไปแล้วก็คงยาวแล้วหลายคนก็คงเบื่อ
    ที่สำคัญไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะพูดในวันนี้ด้วย
    ประเด็นหลัก (ที่โวยวายมาตั้งหลายหน้าเพราะอยากจะพูดเรื่องนี้แหละ) ก็คือวันนี้ทุกคนได้ทำให้ครอบครัวของคุณอบอุ่นรึยังครับ
    เมื่อทุกคนก็ท่องตั้งแต่ตอนประถมว่าครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่สำคัญที่สุด
    แต่วันนี้ได้ทำอย่างที่เคยท่องไว้รึยังครับ
    ตอนก่อนจะไปญี่ปุ่นได้ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นคอร์ส Private แต่ตอนนั้นเรียนกับพี่วิน
    อาจารย์ที่สอนชื่ออาจารย์ไพศาลถามเรากับพี่วินว่า
    งานหรือครอบครัว อันไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน
    แน่นอนทั้งเราและพี่วินตอบตามไขสันหลัง(ไม่ได้ผ่านสมองว่า) ครอบครัว
    อาจารย์ไพศาลก็ชี้ให้ดูว่าคนไทยส่วนใหญ่ปากอย่างใจอย่าง ปากก็บอกว่าครอบครัวสำคัญอย่างนู้น สำคัญอย่างนี้
    แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เกือบทุกคนก็ให้ความสำคัญกับงานมาก่อน
    ตอนนั้นเหตุผลพรั่งพรูมาก ๆ อยากจะเถียงอาจารย์อย่างงู้น อย่างงี้ เพราะก็เชื่อว่าตัวเองให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่างานจริง ๆ นะ
    แต่พอมานั่งคิดดูอีกที ถ้าครอบครัวสำคัญกว่างานจริง ๆ เราก็คงไม่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นแน่ ๆ
    เราไปเรียนญี่ปุ่นแล้วปล่อยให้คุณพ่อกับคุณแม่อยู่ที่ไทยแค่สองคน
    ถ้ามองในแง่ครอบครัวแล้วนี่มันเป็นเรื่องที่ผิดเต็มประตู อย่างที่เถียงไม่ออก
    สุดท้ายแล้วเราก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าครอบครัวอยู่ดี
    ตอนเด็ก ๆ เรามักจะได้ยินว่า ลูก ๆ ทิ้งพ่อแม่ให้อยู่บ้านบ้าง ไม่มาดูแลบ้าง แล้วก็มักจะคิดตำหนิอยู่ในใจเสมอ ๆ
    แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วเราก็ทำเองซะงั้น คิดแค่อย่างเดียวว่าเราต้องไปหางานที่ดีกว่าเดิม
    และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราเลือกที่จะกลับบ้านบ่อยกว่าที่ทุกคนกลับกันหละ
    แล้วก็เป็นเหตุผลที่มักจะหงุดหงิดหุดหิดหัวใจเสมอ ๆ เมื่อโดนแซวเรื่องกลับบ้านบ่อย หนักที่สุดคงเป็นล่าสุดที่กลายเป็นพวก Homesick ซะงั้น (จะพูดอย่างงั้นก็ได้นะ แต่จนถึงตอนนี้ไม่เคยมีความรู้สึกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่น่าอยู่และอยากกลับบ้านซะหน่อยนะ แต่ถ้าคิดว่าการกลับมาหาครอบครัวบ่อย ๆ เป็นเรื่องของคน Homesick และคนที่ไม่คิดถึงครอบครัวเลยเป็นคนที่แข็งแกร่งก็คงได้หละ)
    แม้ว่าเราจะยอมรับแล้วว่า
    เราก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ปากพูดว่าครอบครัวสำคัญกว่างาน แต่สุดท้ายงานก็สำคัญกว่าก็ตาม
    แต่เราก็ทำใจยอมให้การไปเล่นสกี หรือ สโนว์บอร์ดสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้
    เราก็ทำใจยอมให้ภาษาที่ห่วยลงในสองอาทิตย์สำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้
    เราก็ทำใจยอมให้การไปเที่ยวต่างเมือง หรือต่างประเทศสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้
    และเราก็ทำใจให้งานเลี้ยงส่งท้ายปีของที่แล็บสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้เหมือนกัน
    ไม่ว่าจะใช้หัวใจหรือสมองคิด การกลับบ้านก็สำคัญกว่าสิ่งที่เขียนมาข้างบนทุกอัน
    อย่าอ้างว่าใช้เงินเยอะเลย เราไม่คิดว่าใครจะเดือดร้อนเพราะค่าตั๋ว(ญี่ปุ่นราคาประมาณ 10000 - 17000 บาท)ได้หรอก (ไปทริ๊ปสกีก็ใช้เงินไม่ต่างกันมาก)
    ขอโทษน้าครับที่ดูจะใช้คำรุนแรงไปหน่อย แต่ที่เขียนมามันเป็นกลุ่มของเหตุผลของต้น บนบรรทัดฐานของต้น
    ถ้ามีบรรทัดฐานอื่น ไม่คิดจะแทรกแซงและไม่บังคับให้เปลี่ยนความคิดครับ
    แต่เรื่องนี้สำหรับต้นแล้วเป็นเรื่องจริงจัง และไม่ควรเอามาพูดอยู่ในบทสนทนาล้อเล่น
    ถ้าใครพูดในบทสนทนาล้อเล่นอีก ก็จะส่ง link อันนี้ให้เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนบทสนทนาล้อเล่นละกันครับ
    กลับมาพูดเรื่องการเมืองกันต่อ
    จริง ๆ แล้วในมุมมองของผม
    การพัฒนาการเมืองของชาติ
    การไปลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งก็มีส่วนแต่เป็นส่วนเล็กมาก ๆ
    จริง ๆ แล้วการสร้างสังคมรอบตัว อย่างเช่นครอบครัวให้เป็นสังคมที่ดีต่างหากเป็นภาระของพวกเราที่จะพัฒนาการเมืองที่ดีและเป็นวิธีที่ได้ผลมากกว่า
    การจะพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเป็นสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ เรา พี่น้อง เมื่อได้มาอยู่เป็นครอบครัวพูดคุยอย่างครอบครัว ก็ทำให้กลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ได้(เราไม่รู้เรื่องจิตวิทยามากแต่เรารู้สึกอย่างงั้นจริง ๆ นะ)
    และนี่เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะรู้แต่ว่ามองข้ามไป
    เรื่องบางเรื่องคิดอีกก็ถูกอีก แต่ด้วยความที่อยากเด่นอยากดัง พูดแล้วไม่เท่ห์ก็ไม่อยากพูดหละ
    เรื่องครอบครัวเนี่ยเป็นเรื่องที่แบเบอ พูดแล้วไม่เห็นเท่ห์ เหมือนความสามารถด้านงานวิจัย ความสามารถด้านภาษา ประสบการณ์ท่องเที่ยวมากมาย ก็ไม่มีใครอยากพูดกัน (อารมณ์เหมือนไม่มีใครพูดว่าเพลงพี่เบิร์ดเพราะ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วบางเพลงเพราะมาก แต่ถ้าพูดไปแล้วมันจะดูไม่เท่ห์ ดูชาวบ้าน ดูเหมือนคนปกติ ดูเสี่ยว หรืออะไรก็ตามทีแต่คนก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดกัน)
    พอไม่พูดกันก็เลยกลายเป็นว่าหลายคนก็เลยมองครอบครัวเป็นตู้เก็บสตางค์ไปซะงั้น
    ครอบครัวมีอะไรมากกว่านั้น นะครับ
    ตอนนี้พวกเราคนที่อ่านบล๊อก ก็อยู่ในวัยทำงานไม่ก็ใกล้จบแล้ว
    ใครที่ยังมองว่าเป็นผู้รับ ก็อยากให้มองในมุมของการเป็นผู้ให้
    ใครที่เป็นผู้ให้อยุ่แล้ว ก็อยากให้มองว่าทำยังไงถึงจะให้ได้มากที่สุด เท่าที่บรรทัดฐานของตัวเองจะเอื้อได้
    ตามนั้นครับ รู้สึกว่าถ้าเขียนบล๊อกเพิ่มอีก ก็อาจจะทำให้เรตติ้งบล๊อกลดลงอีก ไม่เขียนต่อดีกว่า (ไม่ได้มาเขียนนานมาเขียนดันเขียนสั้นนิดเดียว แถมไม่ได้เขียนเกี่ยวกับชีวิตตัวเองอีกตะหาก)
    สุขสันต์วันปีใหม่ครับ
    ไหน ๆ พูดถึงเพลงพี่เบิร์ด วันนี้แปะเพลงพี่เบิร์ดละกันครับ
    ศิลปิน : เบิร์ด ธงไชย
    อัลบั้ม : Simply Bird
    เพลง : มีแต่คิดถึง

    เหม่อมองไกลไปถึงดาว ที่เคยจองเป็นดาวของเรา ก็ยังคงอยู่ที่เดิมให้พบเจอ
    อยู่ตรงนี้มองเห็นดาว และดวงดาวคงมองเห็นเธอ อย่างน้อยเราอยู่ใต้ดาวดวงเก่าเดียวกัน
    * หวังว่าเธอคงสุขดี อยู่ตรงนั้นเจอสิ่งดีๆ ฉันคงมีเพียงสิ่งเดียวทุกวัน
    มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยู่ทุกครั้งที่มองดาว
    มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง เรื่องวันวานและฝันของเรา
    มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง และบ่อยครั้งก็ทำให้เหงา คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ
    (ซ้ำ *)
    เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง สิ่งที่สองเราเคยมี
    เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง นึกทีไรก็ยิ้มทุกที
    มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยากให้เธอได้อยู่ตรงนี้
    คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ
    คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ
     
     
    September 29

    ตะลุยคันไซตามแผนการ

     

    ขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ แน็ค กวาง พี่หมี พี่บิ๊ก และ พี่วินครับ
    ไม่ได้ ๆ เราจะให้ใครเขียนเรื่องเที่ยวก่อนเราไม่ได้ เดี๋ยวเขียนไม่ละเอียดแล้วมันน่าเกลียด
    จริง ๆ แล้วเราเป็นคนชอบเขียนนะ แต่ชอบเขียนแบบบ่น ๆ ด่า ๆ (ซึ่งไม่น่าอ่าน)
    จะให้มานั่งบรรยายคุณสมบัติไอ้นู่น ไอ้นี่ อ้วน ต่ำ ดำ ขาว ก็คงไม่สนุกสำหรับคนเขียน
    บล๊อกนี้ก็เลยติดเรทติ้งต่ำสุดขั้วโลกอยู่หนะ

    เอนทรี่นี้มีวัตถุประสงค์จะเล่าเรื่องการไปคันไซตามแผนการ
    ไม่ใช่แผนการอะไรหรอก ไม่ใช่จริง ๆ นะ ไม่ใช่อะไรเลย ไม่ต้องคิดมาก อ๊ะ คิดมากที่เราเน้นคำว่าแผนการเป็นพิเศษเหรอ ไม่มี๊ ไม่มี ไม่มีอะไรจริง ๆ
    มันคือแผนการตะลุยคันไซ ของรพี ที่ทำออกมาได้ละเอียดรอบคอบทุกรูขุมขน ต่างกับแผนการตะลุยจิบะที่เราเคยทำเมื่อเดือนก่อนโดยสิ้นเชิง
    ตอนนั้นก้อคิดว่าเราคิดมากแล้วนะนั่น นั่งดูเว็บนู้นเว็บนี้ เป็นคืน ๆ เลย
    แต่ของรพีนี่ มืออาชีพของจริง วางแผนกันเป็นเดือน ซึ้อหนังสือมากมาย แผนที่มายมายมาหาข้อมูล (ตอนนั้นเราก็มีหนังสือเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้ซื้อ จิ๊กรพีเอามาวางแผนก่อน)

    เอาหละ ก่อนจะเข้าไปถึงวัตถุประสงค์หลัก (ทุกคนจะเริ่มรู้ไต๋แล้วว่าซักพักก็จะออกนอกเรื่องไปไกลแล้วไปพูดเรื่องคันไซนิดนึงตอนจบ)
    ขอย้อนไปนิดนึงตั้งแต่ตอนกลับไทย
    นั่งแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิหละ ๆ แท็กซี่ที่ขับเขาเล่าให้ฟังว่าเคยไปรบในสงครามร่มเกล้ามาก่อน

    ร่มเกล้าเป็นชายแดนติดต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว ที่จังหวัดพิษณุโลก (รอยต่อระหว่างจังหวัดพิษณุโลก และ จังหวัดอุตรดิตถ์)
    นึกภาพตามนะครับ ถ้าเราให้ภาคอีสานเป็นใบขวาน (ของขวานทองอันเป็นสัญญลักษณ์ประเทศสยามนั่นแหละครับ) ภาคเหนือเป็นหัวขวาน
    ร่มเกล้าคือซอกระหว่าง หัวขวาน กับ ใบขวาน พอดี (เรียกส่วนประกอบของขวานไม่ถูกแน่นอน แต่เดาว่าเพื่อน ๆ ก็คงเห็นภาพกันแล้วหละครับ)

    ก่อนจะเล่าถึงเรื่องของแท็กซี่ ซึ่งตอนนั้นเป็นนายสิบ คนนั้นจะเล่าเรื่องสงครามร่มเกล้าที่ได้ยินจากคุณพ่อ คุณแม่นะครับ
    สงครามร่มเกล้าเป็นสงครามที่นับว่าประเทศไทยสูญเสียมากที่สุดครั้งหนึ่งในสมัยรัชสมัยปัจจุบัน เกิดเมื่อปีประมาณ 2531 - 2532
    เกิดจากการที่ชนกลุ่มน้อยแบ่งแยกดินแดนของประเทศลาว เดินทางพร้อมอาวุธมายึดภูเขาแห่งหนึ่งของไทย ทางการไทยก็ระดมกำลังเพื่อไปต่อต้านชนกลุ่มน้อยกลุ่มนั้น แต่กว่าที่คนกลุ่มน้อยจะออกจากประเทศไทยไปได้เราก็สูญเสียกำลังทหาร ว่ากันว่า เรือนหมื่นเลยทีเดียว
    สำหรับจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ตอนนั้นครอบครัวรวมทั้งเราก็อยู่ที่นั่นแล้ว ถือว่า สภาพการณ์หดหู่มาก แม้ว่าจะไม่มีการเกณฑ์พลเรือนไปเป็นทหารเพิ่ม แต่ว่าทหารที่อยู่ในค่ายทหารในช่วงนั้น ก็หายไปเพื่อเข้าร่วมรบในสงคราม เรียกว่าตอนนั้น ค่ายทหารได้กลายเป็นเมืองแม่ม่าย ของแท้เลย (เมืองลับแล ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ในสมัยโบราณถูกเล่าขานกันว่าเป็นเมืองแม่ม่าย ว่ากันว่าชายโสดเข้าไปแล้วจะไม่ได้กลับออกมา)
    วัดท่าเสา ที่เป็นวันหลักในจังหวัดอุตรดิตถ์ทุกวันจะมีรถบรรทุกศพ เอาศพทหารมาทำพิธีศพที่นี่ เนื่องจากใกล้กับสมรภูมิรบ (เราใช้เวลาสะกดคำว่า สมรภูมิรบอยู่นานมาก กลัวแน็คทักว่าสะกดผิด)
    สงครามครั้งนั้นเรามีจอมทัพระดับขงเบ้งเป็น ผู้บัญชาการทหารบก นั่นก็คือ พล.อ. ชวลิต  ยงใจยุทธ
    ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ พรรคความหวังใหม่ ก็ไม่เคยได้ ส.ส. จากจังหวัดอุตรดิตถ์ หรือ พิษณุโลก เลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน หรือไม่ว่าคนสมัครจะดีเลิศประเสริฐศรีแค่ไหน (หรือคนกรุงเทพ จะเล่ากันว่า พรรคนี้ใช้เงินเยอะขนาดไหน) ก็ตาม แปลกดีเหมือนกัน

    เอาหละ ต่อไปจะเป็นสิ่งที่เราได้ยินมาจากแท็กซี่คันนั้นนะ (ซึ่งนอกจากจะไม่กรองแล้ว เรายังเพิ่มเติมเสริมเรื่องให้บล๊อกดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น ข้อมูลในส่งต่อไป ไม่สามารถนำไปอ้างอิงในทางวิชาการได้ และ ผู้เขียนจะไม่รับผิดชอบถึงความถูกผิดของข้อมูล รวมทั้งไม่รับผิดชอบถึงผลเสียอันอาจบังเกิดแก่สุขภาพกายหรือสุขภาพจิตของผู้ใช้ข้อมูลด้วย)
    ระหว่างที่กำลังขับรถอยู่ แท็กซี่เล่าว่า ตัวเองผ่านการผ่าตัด ทั้งแบบถูกต้องตามหลักการแพทย์ แล้วไม่ถูกต้อง นับครั้งไม่ถ้วน เพราะได้รับอาการบาดเจ็บจากสงคราม เช่นขาก็ต้องดามด้วยเหล็ก เพราะ ว่าถูกก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ทับ หรือ ที่ไหล่ซ้ายก็มีแผลซึ่งถ้าจับก็จะเจ็บเพราะว่าเคยถูกยิงที่บริเวณนั้น
    โชเฟอร์ซึ่งตอนนั้นอายุยี่สิบเอ็ด สอบผ่านเข้าโรงเรียนนายสิบได้ (โรงเรียนนายสิบ จะสอบเข้าตอนม.สี่ เหมือนกับเตรียมทหารแต่ว่าตำแหน่งจะไม่ใหญ่เท่าและมีหลายที่) ถูกส่งให้ไปรบที่ร่มเกล้าเดินทางโดยเครื่องบิน แล้วให้กระโดดลงไปบริเวณที่มีการลบหละ
    แค่ก้าวแรกที่ลงจากเครื่องบิน ก็พบว่ายุทโธปกรณ์เราไม่พร้อม มีร่มจำนวนมากที่รั่ว มีทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการที่ร่มขาดด้วยแฮะ สมรภูมิที่รบเนี่ยเป็นสมรภูมิที่ว่ากันว่าเสียเปรียบมาก ๆ เพราะชนกลุ่มน้อยอยู่บนภูเขา ในขณะที่ทหารเราบุกโจมตีจากตีนเขาขึ้นไป ก็เป็นเป้าให้ชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีอาวุธครบมืออย่างไม่น่าเชื่อ เขาบอกว่าเยอะและมีประสิทธิภาพรุนแรงกว่าทหารไทย ทหารไทยมีวิธีเดียวคือต้องใช้เลเซอร์ (จากอเมริกา) เพื่อบุกขึ้นไปตอนกลางคืน เขาบอกว่าอาหารก็ไม่มี ที่นอนก็ไม่มี เรียกว่ากินน้ำค้าง อาหารก็หญ้า ใบไม้แถวนั้นแหละ
    ที่สำคัญเขาบอกว่าสงครามครั้งนั้นมีการสังหารพลเมืองยกหมูบ้าน ที่อยู่บริเวณนั้นหลายหมู่บ้านมาก ๆ ทั้งที่เป็นการกระทำของฝ่ายไทย และ ฝ่ายชนกลุ่มน้อย
    สงครามยืดเยื้อประมาณหนึ่งปี คุณแม่บอกว่า ไม่รู้อีท่าไหน ชนกลุ่มน้อยก็ถอยกลับประเทศซะงั้น ทิ้งซากศพจำนวนมากของทหารไทย ให้อยู่เฝ้าแผ่นดินร่มเกล้าต่อไป

    น่าแปลกที่คนรุ่น ๆ เรามีน้อยมากที่จะรู้จักสงครามร่มเกล้า เรารู้จักสงครามที่เราพบกับความพ่ายแพ้มากมายไม่ว่าจะเป็นสงครามเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง และ สอง หรือ สงครามโลกครั้งที่สอง แต่น้อยคนมาก ๆ ที่จะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสงครามร่มเกล้า เราเองก็รู้ข้อมูลน้อยมาก ๆ ขนาดเป็นคนในพื้นที่ หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับสงครามร่มเกล้าก็มีน้อยนับเล่มได้...........เราอาจจะต้องการรอเหตุการณ์ทางการเมืองบางอย่างเพื่อทำให้เรื่องเหล่านี้มันเปิดเผยขึ้นมาเองก็ได้

    เล่ามาตั้งเยอะ ก็ไม่ได้เล่าเพราะว่าความสนุก ที่ได้คุยเรื่องเลือด เรื่องอาวุธ เรื่องสงครามหรอก แต่อยากแสดงความคิดเห็นว่า สงครามไม่ว่าคนชนะ หรือคนแพ้ มันต้องมีผู้เสียหายทั้งนั้น เขียนหลายรอบแล้วว่าการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ไม่ว่าในรูปแบบไหนก็ตาม ไม่เคยช่วยอะไรทั้งนั้น ถึงจะช่วยก็เป็นวิธีที่เสียมากกว่าได้ เหมือนกับการตัดขาทิ้งเพราะไม่อยากให้คันอะไรทำนองนั้น

    ที่อยากแสดงความคิดเห็นเพิ่มขึ้นก็คือ ลัทธิชาตินิยม วันนี้เราจะลองตั้งคำถามกับลัทธินี้ ซึ่งเป็นอีกลัทธิหนึ่งที่ห่อหุ้มพวกเราอยู่ตั้งแต่ช่วงปลายยุคกลางในยุโรป (ใช่เปล่าแฮะ เราแอบมั่วประวัติศาสตร์อีกแน่เลย ใครรู้ช่วยแก้ที)
    ถามว่ามันนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าจริง ๆ เหรอ เราจำไม่ได้แล้วว่าในบริบทของการเกิดมันขึ้นมา (ยุคฟิวดัลลิซึ่มรึเปล่า) มันอาจจะมีประโยชน์อย่างมากเพื่ออะไรบางอย่าง
    เราไม่รู้ว่าการตัดสินใจในระดับผู้นำที่กระหายสงครามมีอะไรอยู่ในหัว ผลประโยชน์ เศรษฐกิจ ความแค้นส่วนตัว
    แต่สิ่งที่อยู่ในหัวของคนระดับดำเนินการ ในทุกสงครามในระยะหลัง ๆ ก็คือชาตินิยม ปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์อะไรทำนองนี้
    ซึ่งถ้าเราไม่ปลูกฝังชาตินิยมในหัวประชาชน ทหารก็ไม่มีแรงจูงใจในการทำสงคราม สงครามความรุนแรงก็ไม่เกิด
    กลายเป็นว่าสิ่งที่อยู่ภายใต้สงครามมากมายในระยะหลัง ๆ ซึ่งที่ไหนที่เทคโนโลยีเข้าถึงแล้ว มนุษย์ทุกคนจะมีโอกาสได้รับปัจจัยสี่ครบถ้วน (เราคิดไปเองแน่ ๆ เลย) ก็คือลัทธิชาตินิยมรึเปล่า
    แล้วมันมีประโยชน์ยังไง การที่เอาแม่น้ำ เอาภูเขา เอาชอล์ก เอาด่าน หรือเอาอะไรไม่รู้มากั้น ๆ ว่าคนนั้นเป็นพวกเขา คนนี้เป็นพวกเรา แล้วก็ต้องไปฆ่า ๆ ยิง ๆ หั่น ๆ เพียงเพราะว่า ต้องปกป้อง ความเป็นแม่น้ำ ต้องปกป้องภูเขา ต้องปกป้องเส้นชอล์ก ต้องปกป้องเส้นลวดหนาม
    ฟังดูแล้วตลกเนาะ
    แล้วเราจะไม่ปกป้อง แม่น้ำ ภูเขา ชอล์ก ลวดหนามบ้างเหรอ อืม ก็อาจจะปกป้องแหละ แต่มันคงไม่สำคัญเท่าชีวิตของคนรึเปล่า คน ๆ นึงสำคัญมากเลยนะ การขาดหายไปของคน ๆ นึง เนี่ย มีผลต่อคนอีกหลาย ๆ คนอย่างหาที่สุดไม่ได้ มีมูลค่ามหาศาลประเมินไม่ได้............เราว่ามันมีวิธีอีกมากที่ไม่ใช่สงครามเพียงแต่จะเลือกใช้รึเปล่า...........

    เมื่อไม่นานมานี้คุยกับพี่การ์ตูนกับรพี เรื่องเกี่ยวกับมาตราเก้าของรัฐธรรมนูญฉบับโชวะของญี่ปุ่น (ใช่มะมันชื่อรัฐธรรมนูญฉบับโชวะใช่มะ เอาเป็นว่าฉบับที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันละกัน) โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (มันมีอายุ 60 ปีแล้วมากกว่าอายุเฉลี่ยของรัฐธรรมนูญไทย 14 เท่า) โดยสหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้น โดยการกำหนดว่า (หาแบบที่เป็นภาษาไทยไม่ได้ และ เราขี้เกียจหาภาษาอังกฤษมาแปะ เพราะคงไม่มีใครอ่าน เพราะงั้นเราเขียนขึ้นจากความจำนะ) ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่สงบ และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงครามใด ๆ (วรรคหนึ่ง) เพื่อให้ถึงการนี้ญี่ปุ่นจะไม่จัดตั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และ กองทัพอากาศ (วรรคสอง) 
    หลายคนต้องการที่จะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญข้อนี้และต้องการให้ญี่ปุ่นมีกำลังทหารเพื่อปลดแอกตัวเองจากการอยู่ภายใต้สหรัฐอเมริกาอย่างสมบูรณ์ แต่เรากลับไม่เห็นอย่างงั้น
    เมื่อประเทศนึงเริ่มเพิ่มกำลังทหาร ประเทศอื่นก็จะรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า รู้สึกไม่ปลอดภัย แล้วก็จะเพิ่มกำลังทหารของตัวเองไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่ออินเดียมีอาวุธนิวเคลียร์(อย่างน้อยก็บอกบางคนว่ามี) ปากีสถานก็อยากมีด้วย คนนู้น ก็อยากมี คนนี้ก็อยากมี กลายเป็นว่าก็ไม่มีใครได้อยู่อย่างมีความสุขซะที เพราะมัวแต่กลัวแล้วก็เพิ่มกำลังทหาร หรือ สมรรถนะในการทหาร สมรรถนะในการฆ่าคน แทนที่จะเอาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่าเราคิดว่าถ้ามีปัญหาที่ต้องใช้กำลังทหารญี่ปุ่นมีสมรรถนะพอที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นได้

    .................ความคิดเห็นส่วนตั๊วส่วนตัวส่วนตัวมาก ๆ คือ ที่ญี่ปุ่นเจริญมาได้ขนาดนี้เนี่ย ส่วนหนึ่งก็เพราะรัฐธรรมนูญมาตราเก้านี่แหละ (ลองคิดดูถ้าไทยไม่มีกำลังทหาร เราก็จะไม่มีการปฏิวัติมั่วซั่วเละเทะ มากมายหลายสิบครั้ง และเราเชื่อว่าประเทศเราจะเจริญกว่านี้ ถ้าไม่ปล่อยให้คนงี่เง่าบ้าพลังมามีอำนาจ......เอ๊ย.......หมิ่นเหม่ถูกปิดบล๊อกอีกแล้ว) ถ้าต้องแก้จริง ๆ ก็ยอมรับว่าน่าเสียดายมาก ๆ ตามความคิดของเรา

    จะสรุปว่าถ้าตามแนวคิดการแก้ปัญหาแบบล่างขึ้นบนของเรา การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัทค้าอาวุธสงคราม หรือ รัฐบาลกระหายสงครามหรอก ปัญหามันอยู่ที่คน ทหาร ประชาชน ยังคงกระหายสงครามเพราะลัทธิชาตินิยมอยู่ต่างหาก เราคิดว่าถ้าจะลดสงครามจริง ๆ น่าจะมีภาคีระดับโลกหรือสนธิสัญญาอะไรบางอย่างที่ลดการปลูกฝังลัทธิชาตินิยมในหลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละชาติ หรือ ส่งเสริมให้เรียนประวัติศาสตร์โลกมากขึ้นเพื่อให้มองภาพรวมความเป็นโลกมากขึ้น(อืม ถาม แหนมและกวางเลยละกันว่าความคิดเพ้อเจ้องี่เง่าของเรามันเป็นไปได้ไหมอะ เราว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะไม่มีใครทำ :):):):):):) ถามเองตอบเองซะงั้น )

    จ๊ะ เพ้อเจ้อไปถึงไหนแล้วเนี่ย...........จากกลับเมืองไทยเป็นสนธิสัญญางี่เง่าอะไรไม่รู้ไปได้..................คนอ่านหนีหมดแล้ว อย่าเพิ่งหนีนะคร้าบบบบบบบบ ไปคอมเม็นต์ก่อน ๆ อะเพื่อเร่งรัดให้คอมเมนต์ ก๊อปไปแปะเลยก็ได้ "เหอ ๆ ฟังดูงี่เง่าดีนะ" เอาหละไปแปะข้างล่างแล้วลงชื่อไว้เลย ๆ
    โอเค เล่าต่อ ๆ เนื่องจากบล๊อกมันเริ่มยาวแล้ว เราก็จะรวบรัดตัดตอนให้จบเร็ว ๆ เหมือนทุกทีละกันเนอะ

    ปรากฎว่า พอถึงเคาน์เตอร์แอร์อินเดียก็พบว่า...........
    เครื่องมันเลต จากเที่ยงคืนเป็นเจ็ดโมงเช้าหละ............
    อ้าวเฮ้ย...........
    คืนนี้นอนสุวรรณภูมิเหรอเนี่ย.............
    เหอ ๆ แต่เขาบอกว่าให้ไปนอนที่โรงแรมอะ โรงแรมเดอลุกซ์ (ชื่อโรงแรมชวนฝันมากเลย)
    ก็เลยไปก็ไปฟะ เหมือนได้แพ็กเกตทัวร์กรุงเทพเพิ่มอีกหนึ่งคืน เพียงแต่ว่าคนที่อยู่คณะเดียวกับเราทั้งหมด เป็นคนญี่ปุ่นเกือบหมดเลยเท่านั้นเอง (แน่นอนไม่มีคนไทยเลยแม้แต่คนเดียว) รู้สึกว่าแอร์อินเดียเนี่ยมันจะเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่นจริง ๆ นะ คือไอ้ที่นั่งรถทัวร์ไปโรงแรมกับเรา มันเป็นคนญี่ปุ่นอายุประมาณเด็กม.ปลาย ไปจนถึงเด็กมหาลัย มาเที่ยวกันเป็นกลุ่ม ๆ ทั้งนั้นเลย
    ก็อาจจะเป็นได้ว่า คนที่อาวุโสหน่อยก็คงไม่เที่ยวไทยหละมั๊ง ก็อาจจะหนีไปเที่ยว ปารีส ลอนดอน ชิคาโก้ หรือ ลอสแองเจอลิส มากกว่าที่จะไปเที่ยวไทยมั๊ง (เหมือนกับคนที่ไปเที่ยว ภูกระดึง ภูสอยดาว บ้านเราละมั๊ง) แล้วพวกนี้ก็อาจจะไม่ได้มีเงินมากอะไรอาจจะได้จากทำงานพิเศษ ก็เลยซื้อตั๋วที่ถูกที่สุดแบบเรานั่นก็คือแอร์อินเดีย
    มีอาหารบุฟเฟต์แบบโรงแรมให้กินก่อนเข้านอนกับตอนตื่นเช้าด้วย ห้องนอนก็ใหญ่ ๆ ดี อืมดูแล้วก็ไม่เสียหายมากนะ ความโกรธต้นสามารถทำให้หายไปได้ด้วยอาหารและการนอนหละ
    ตอนแรกว่าจะปลุกตีสอง แต่ตื่นมาอีกทีตีสี่ครึ่ง.........หาตีสี่ครึ่ง ได้ข่าวว่าเครื่องออกเจ็ดโมง (ยังไม่ได้อาบน้ำกินข้าวเลย) ก็เลยลก ๆ คว้ากระเป๋าวิ่งลงมากินข้าว
    ไปถึงสนามบินถึงได้เข้าใจว่ามันเลทเพิ่มอีกเป็น 9 โมงเช้า.........เลทไป 9 ชั่วโมง........ทำไมตอนขาออกจากญี่ปุ่นไม่เลทอย่างงี้มั่งฟะ จะได้ไม่ตกเครื่องบินเสียสามหมื่นเยน ฮึ่ย.........แย่ที่สุด
    ตอนบิน ๆ อยู่ก็ได้ยินเสียงกัปตัน (พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงอินเดีย ซึ่งเราว่าคนทั้งเครื่องซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นทั้งลำ และกระเหรี่ยงไทยหนึ่งคน ก็คงไม่เข้าใจ) ประมาณว่าเครื่องบินบินทางปกติไม่ได้ ต้องบินอ้อม ก็เลยจะใช้เวลานานกว่าปกติที่บอกไว้ เลยได้ของแถม นั่งเครื่องบินจากไทยปกติ 6 ชั่วโมงกลายเป็น 8 ชั่วโมง สรุปจริง ๆ ต้องมาถึงญี่ปุ่น แปดโมงเช้า กลายเป็นมาถึงตอนหกโมงเย็น (ได้ใจเราไปเลย แอร์อินเดีย)
    อ้าในที่สุดเราก็มาถึงญี่ปุ่นซักที ตอนเขียนบล๊อกเหนื่อยกว่าตอนเดินทางอีกให้ตายสิ (ถ้าแกไม่โม้ ก็เขียนจบไปนานแล้ว)

    โอเค ต่อไปเราจะเล่าเกี่ยวกับการท่องเที่ยวครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี (หลายปีจริง ๆ นะ เมื่อนับจำนวนเงินที่จ่ายไปแล้ว) นั่นก็คือการไปเที่ยวคันไซ (จริง ๆ แล้วก็มีแค่สองเมืองหละ ก็คือ โกเบ กับ โอซาก้า หลังจากนั้นเขาก็ไปเที่ยวนารา กับ เกียวโต กันต่อ แต่เราก็กลับมาก่อนเพราะสองเมืองนั้นเคยได้มีโอกาสไปมาแล้วตอนไปโรโบคัพ) ออกเดินทางโดยรถเมล์หละ เพราะว่ามันถูกกว่ารถไฟ มาก ๆ (บอกแล้วว่าแผนการรพีมันดีจริง ๆ ) เป็นรถเมล์ตอนกลางคืน ที่นั่งเล็กมากกกกกก (สำหรับคนอื่นอาจจะเฉย ๆ ก็ได้นะ แต่สำหรับต้นมันเล็กจริง ๆ) นอนไม่ได้ คุณแน็คที่ตอนนั่งรถก็บ่น ๆ เรานอนไม่ได้ ๆ ไม่ถนัดนอนบนรถ ถ้ารถจอดเราจะตื่น ถ้าคนเดินผ่านไปผ่านมาเราจะตื่น เนี่ย หลับเยอะกว่าชาวบ้านเลย (หลับแล้วไม่ค่อยตื่นตลอดทางอีกตะหาก) รถทัวร์ที่ญี่ปุ่นจอดพักข้างทางบ่อยมากทุกสองชั่วโมง เข้าใจเหตุผลนะเพราะรถมันไม่มีห้องน้ำและจะจอดให้คนฉี่ข้างทางมันก็ไม่ใช่ญี่ปุ่นอะ

     ก็ไปถึงโกเบในสภาพกึ่งซอมบี้ เพราะว่าอดหลับ อดนอนตลอดทั้งคืน คืนนั้นเรานอนกันที่คิตะโนะ อยู่บนภูเขาเลยที่พักบรรยากาศดีมาก(แอบชอบ) เหมือนสร้างต่อเติมมาจากวัด เป็นที่พักเล็ก ๆ ที่วันนั้นมีคนพักนอกจากพวกเราแล้วแค่สามหรือสี่คนเอง คนดูแลก็ใจดีมาก ๆ เลย ปีนขึ้นไปแอบชันเล็กน้อย คนขับรถที่นี่เนี่ยต้องเซียนอย่างไม่ธรรมดาเลย สามารถขับถอยหลังบนทางที่ชันมากกว่า 45 องศาได้

    เข้าที่พักเสร็จ ก็ไปดูบ้านคน รู้สึกจะเป็นบ้านของพวกฑูต พ่อค้าที่เข้ามาสมัยปฏิวัติเมจิหละ แล้วก็จะมีแบบ บ้านอเมริกา บ้านอังกฤษ บ้านฝรั่งเศส อยู่เป็นแพ ๆ แต่รู้สึกไม่ค่อยมีอะไร มันก็บ้านคน แถมค่าเข้าแพงระยับ

    แล้วก็ถึงไฮไลต์สุดยอดของเมืองโกเบ........นั่นก็คือ เนื้อย่างโกเบ แอบเข้าร้านผิดเหมือนกัน แต่ร้านที่เข้าผิดเนี่ย ก็รสชาติไม่ธรรมดาเลย แตะลิ้นเข้าไปเนี่ยบินได้ อยากกินอีกจังเลย

    หลังจากนั้นก็ไปดูสะพานแขวนที่ว่ากันว่ายาวที่สุดในโลก เจ๋งมากเลย มันให้คนเดินลอดใต้สะพานได้ด้วย ตรงสะพานมีกระจกให้เดือนบนกระจกข้างล่างเป็นทะเล (เท่ห์มั่ก ๆ)
    ดูสะพานเสร็จก็มุ่งหน้าสู่ภูเขาร็อกโก้ กว่าจะถึง ต้องนั่งรถไฟ ต่อ รถเมล์ นั่งรถเมล์ ต่อ รถกระเช้า และ นั่งรถกระเช้าต่อรถเมล์ เพื่อไปดูวิวที่ชื่อว่า วิว 10 ล้านดอลล่าร์ มันก็สวยจริง ๆ นะแต่ทำไมต้องตีค่าเป็นเงินดอลล่าร์ด้วยอะ อยู่ญี่ปุ่นทั้งที จะบอกว่าวิวพันล้านเยนไม่ได้เหรอ แล้วก็ขึ้นไปที่การ์เดนอะไรไม่รู้ บรรยากาศสวยมาก ๆ แบบเป็นบ้านเล็ก ๆ สวย ๆ อยู่บนภูเขาเยอะ ๆ แล้วก็มีนักร้องมาร้องเพลงเพราะ ๆ ท่ามกลางวิวที่อาจจะไม่ถึงสิบล้านดอลล่าร์ คง เก้าล้าน เก้าแสนอะ แต่ว่าตรงนี้ถึงจะไปไม่แนะนำคนโสดนะครับเพราะไปแล้วมันจะเหงาอย่างมากที่นี่นอกจากกระเหรี่ยงแล้ว ก็จะเป็นคู่รักเท่านั้น ย้ำว่าเท่านั้นจริง ๆ นะเพราะงั้นถ้าใครจะมากับแฟนละก้อแนะนำครับ ถ้าใครจะมาคนเดียวละก้อแนะนำให้หลีกเลี่ยง (แต่เราชอบที่นี่มาก ชอบทุกอย่างที่นี่ นอกจากคู่รัก)

    วันนั้นเราแอบเลทหละ เนื่องจากกินข้าวกันช้า ต้องเข้าที่พักก่อน สามทุ่มครึ่ง ก็เลยต้องรีบ ๆ เดิน ซึ่งการเดินเร็ว ๆ ขึ้นเขาชัน ๆ เนี่ย ทำให้เหนื่อยมาก ๆ เลย

    เป็นอันเสร็จภารกิจของเราที่โกเบไป
    เดินทางเข้าสู่โอซาก้า ไปปราสาทโอซาก้า
    ตอนนั้นมากับพวกโรโบคัพ แบบว่าเดินงง ๆ จากที่พัก (คนอื่นคงมีแผนแหละ แต่เรางง) แล้วก็อ๊ะ เจอปราสาทโอซาก้าพอดี ตอนนั้นมาตอนกลางคืนด้วย ก็เลยเดินดู ๆ แต่เราหามุมที่เคยไปนอนเล่นไม่เจอแล้วอะ ไม่รู้อยู่ตรงไหน เพราะบรรยากาศตอนกลางวันกับตอนกลางคืน มันก็ต่างอยู่เหมือนกัน
    ก็เดินรอบ ๆ แต่ว่าไม่ได้เข้าไปดู ถ้าเกิดมีอะไรดีข้างในก็ขอโทษทุกคนด้วยเด้อ...............

    เสร็จจากปราสาทโอซาก้าก็ไปเดินนัมบะทาวน์ ถนนคนกิน แต่เท่าที่ดู ก็ไม่เห็นมีอะไรกินนอกจาก ทาโกะยากิ กับ โอโคโนมิยากิ ก็เลยกินโอโคโนมิยากิกัน แล้วก็เดินไปดูหมู่บ้านอเมริกา แล้วก็จะไปวัดอะไรบางอย่างจำไม่ได้แล้วแต่มันก็ปิดแล้วก็เลยไม่ได้ดู

    ปิดท้ายโปรแกรมทัวร์โอซาก้า ด้วยตึกชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว (ช่วงนี้ง่วงนอนเลยจำอะไรไม่ค่อยได้) ด้วยตึกที่มันมีชั้นบนสุดเป็นรูปวงแหวนหละ เขาเรียกกันว่าสวนลอยฟ้า ค่าเข้า 700 เยน เข้าไปถึงมันก็ไม่เชิงสวนนะ เป็นแบบไฟฟลูออเรสเซนท์เปิด แล้วพื้นก็เรืองแสงได้...........วิวที่มองลงมาจากตึกนั้น เห็นทั้งเมืองแล้วก็เห็นสะพานข้ามแม่น้ำโอกาว่าด้วย สวยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นสถานที่สำหรับคู่รัก (อีกแล้ว)

    หลังจากนั้นก็เข้านอน

    และวันที่สามนี่แหละ เป็นวันที่เราและหลาย ๆ คนรอคอย นั่นก็คือ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ นั่นเอง ออกตั้งแต่เช้า เพื่อให้ได้เล่นเครื่องเล่นเยอะ ๆ เพราะตั๋วเป็นตั๋วแบบจ่ายทีเดียวเล่นกี่เครื่องก็ได้ราคาห้าพันแปดร้อยเยน
    กว่าจะได้เล่นแต่ละเครื่องต่อแถวกันนานมาก เรามาดูกันว่าเราได้เล่นเครื่องเล่นอะไรกันมั่ง มีการจัดเรทความคิดเห็นส่วนตัว และเวลารอเท่าที่จำได้ (น่าจะจำผิดเยอะมาก เพราะไม่ได้จดไว้
    1. Back to the Future - 1 Star - Waiting time 70 mins. ผิดหวังมากถึงมากที่สุดอะเครื่องนี้ มันเป็นแค่ดูหนังสั้นมาก ๆ แล้วก็มีรถสั่น ๆ คือต่อแถวเจ็บสิบนาทีคาดหวังอะไรเจ๋ง ๆ มากกว่านี้อะ ก็เลยผิดหวังมาก ๆ
    2. Spiderman - 3 Stars - Waiting time 130 mins -_-" จากการผิดหวังจาก back to the future เราก็คาดหวังอะไรที่มันสุด ๆ มากระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเราอะ ก็เลยไปที่ที่พี่วิน และ อู๋ บอกว่ามันคือที่สุดของยูนิเวอร์แซลสตูดิโล นั่นก็คือ สไปเดอร์แมน โดยใช้เวลานานรอเป็นประวัติการณ์ ระหว่างรอก็มีการต่อศัพท์ภาษาญี่ปุ่นไปด้วยหละ แต่พวกนั้นเขาเซียนกันมาก รู้ศัพท์ภาษาญี่ปุ่นกันเยอะ เราเล่นแล้วก็มั่ว ๆ งง ๆ แต่สุดท้ายแล้วสไปเดอร์แมนก็เป็นอะไรที่เราผิดหวังอีกเหมือนกัน คือมันเป็นแบบสามมิติให้ใส่แว่นแล้วก็รถไฟขยับ ๆ ไปตามรางข้างในอะ เนื้อเรื่องประมาณว่าสไปเดอร์แมนพยายามจะช่วยเราให้รอดพ้นจากสัตว์ประหลาด อารมณ์ประมาณว่าเรานั่งอยู่ในรถที่หนีสัตว์ประหลาดอยู่อะ แต่สำหรับเราแล้วมันก็กราฟฟิคธรรมดา
    3. Hollywood Dream - 4 1/2 Stars - Waiting time 60 mins + Delay caused by rain จบจากสไปเดอร์แมนเราเริ่มโวยวายแล้ว เพราะเริ่มรู้สึกว่าอีที่นี่เนี่ยมันช่างไม่มีอะไรเลยจริง ๆ เพราะว่าไม่ชอบสองเครื่องเล่นแรก แล้วก็เริ่มอยากเล่นอะไรที่มันเห็น ๆ กันอยู่ว่าน่าจะสนุก นั่นก็คือรถไฟเหาะ รอ ๆ ไปซักพัก ปรากฎว่าฝนตก มีโอกาสสูงมากที่จะไม่ได้เล่น เขาก็หยุดรถไฟ เหมือนเมื่อปรับพารามิเตอร์อะไรบางอย่าง แล้วก็ลองให้รถไฟวิ่ง ๆ สองสามรอบ แล้วก็ให้พนักงานนั่งอีกสองสามรอบ กว่าจะเปิดให้เล่นอีกรอบก็เสียเวลานานเหมือนกัน แต่พอขึ้นไปเล่นแล้วไม่ผิดหวังเลย รถไฟมันส์มาก ๆ มันขึ้นไปสูงมาก ๆ แล้วก็ดับเครื่องปล่อยให้ตกมาด้วยแรงโน้มถ่วง (ได้ยินเสียงดับเครื่องเลย ตอนที่รถไฟตกลงมา) เหอ ๆ ถ้าทางเขากลัวคนนั่งจะเครียดเกินไปมีการเอาเพลงมาให้ฟังระหว่างนั่งรถไฟเหาะด้วยเจ๋งดี
    4. Shrek (4 dimension movie) - 3 Stars - Waiting time 50 mins หลังจากฮอลิวูด ดรีมเสร็จ เราก็อยากนั่งต่ออีกรอบทันที (มันส์อะ) แต่รพีก็ยั้งเพราะอยากไปดูอย่างอื่นมั่ง ก็เลยไปดูโรงหนังสี่มิติ เข้าใจว่าไอ้มิติที่สี่นี่คือ เก้าอี้สั่นได้ มีพ่นน้ำ มีพ่นลม มีทำให้ร้อน อะไรแนว ๆ นี้ แต่มันก็ซ้ำ ๆ กับที่เคยเห็นที่ดิสนีย์แลนด์ ตอนมาอิเมจิ้นคัพหละ ก็เลยรู้สึกว่าน่าเบื่อ Shrek มันก็เป็นหนังสือสามดีอยู่แล้วด้วยก็เลยไม่รู้สึกแปลกอะไร
    5. Flicked & The wizard of oz (Show) - 2 Star - Waiting time 15 mins ออกมาจาก Shrek มันก็ฝนตกหนักอยู่หละ ก็เลยรีบ ๆ เดินเพื่อจะหาที่ร่มอะ ก็ไปเจอโชว์ ตัวเขียว ๆ พอดี ฟังไม่รู้เรื่องอะว่ามันบ่นอะไรอยู่ (บ่นเป็นภาษาญี่ปุ่น) บวกกับง่วงอยู่ก็เลยหลับเกือบตลอดโชว์เลย ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น แต่เพลงเพราะดีนะ
    6. Jurassic Park - 3 1/2 Stars - Waiting time 40 mins ฝนก็ยังตกต่อไป เราก็ยังหาที่หลบฝนต่อไปก่อนเข้าจูแรสสิกปาร์กเนี่ย ได้ไปกินเขาว่าเป็นน่องไดโนเสาร์ แต่จริง ๆ คงเป็นน่องไก่ที่ตัวใหญ่มาก ๆ แต่ว่าอร่อยเหาะเลยทีเดียว เอาเข้าไปกินตอนรอซะงั้น สะดวกดีนะ ในแถวมีน้ำให้ดื่ม มีถังขยะให้ทิ้งด้วย เหอ ๆ แต่คนญี่ปุ่นคงมองเป็นตัวประหลาดแหละ คนที่นี่ไม่ค่อยเดินหรือยืนกินเท่าไหร่หนะ อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย ขนาดดื่มโค้กยัง ต้องนั่งดื่มเลย เหอ ๆ แต่คงต้องพยายามปรับตัวแหละ ช่วยไม่ได้นี่เนอะ จูราสสิกเป็นเครื่องเล่นประเภทกระโจนลงน้ำหละ มีการขายเสื้อกันฝนที่หน้างานด้วยตลกดี ราคาสามร้อยเยนก็ถือว่าไม่แพงนะ แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้เปียกขนาดนั้นหละ อาจจะเป็นเพราะเรานั่งในตำแหน่งที่ไม่เปียกด้วยก็เลยรอดตัวจากความงกที่ไม่ยอมซื้อเสื้อกันฝน
    7. Jaws - 4 1/2 Stars - Waiting time 35 mins อันนี้เป็นเครื่องเล่นที่เราชอบมากสุดเลย อารมณ์ประมาณว่าให้นั่งเรือ แล้วนั่ง ๆ ไปก็จะมีฉลามโผล่มาเรื่อย ๆ แล้วก็จะมีพี่คนนึงทำตัวเหมือนเป็นลูกเรือ คอยเอาไรเฟิลยิงฉลาม เจ๋งดี อาจจะเป็นเพราะเราทำงานคอมก็ได้มั๊ง ก็เลยรู้สึกกันอะไรที่มันดูเป็นของจริง แล้วก็ไม่ค่อยตื่นเต้นกับอะไรที่เป็นสามมิติ
    8. Hollywood Dream (second time) - Waiting time 80 mins ตามคำเรียกร้อง ในที่สุดก็ได้นั่งฮอลิวู๊ด ดรีมเป็นรอบที่สอง เย่..........คราวนี้น่ากลัวกว่ารอบแรก ตรงที่พวกเรารู้กันแล้วว่าจะเจออะไร แต่ก็แก้เครียดด้วยการเล่มเกม สิบ ยี่สิบระหว่ารอ เกมนี้เคยเล่นเมื่อสมัยประถม ที่เราจะต้องไปมั่วนั่งกับเพื่อนอยู่น่าตึกเล่นเกมงี่เง่าทุกพักเที่ยงหละ

    9. Sesame Street (4 dimension movie) - 5 stars - Waiting time 30 mins 
    ขึ้นบรรทัดใหม่ดีกว่า อาจจะเขียนยาวนิดนึง
    เพราะว่าเซซามี่ สตรีทเนี่ย เป็นของที่เราชอบมากที่สุด
    เหอ ๆ คนอื่นอาจจะรู้สึกเฉย ๆ ตั๋มก็บ่น ๆ ว่ามันน่าง่วงมาก ๆ
    แต่สำหรับเราแล้วมันเป็นความประทับใจอะ
    ไม่ได้ประทับใจเพราะหรูหราไฮโซที่มันมีสามดี หรือเก้าอี้มันสั่นได้ หรือ ว่ามันมีน้ำพ่น มีลม มีความร้อน
    ความประทับใจมันคืออะไรก็ไม่รู้ที่ดูแล้วรู้สึกว่ามันอบอุ่นมาก ๆ มันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ทั้งรูปธรรมและนามธรรม (ตามชื่อเอ็มเอสเอ็นของเราช่วงนี้)
    อาจจะเป็นเพราะเราเคยดูเซซามี่ สตรีทอยู่หลายครั้งเมื่อตอนเด็ก ๆ
    คุณพ่อ คุณแม่ เข้ากรุงเทพซื้อวิดีโอ เซซามี่ สตรีทให้ เพราะอยากให้เก่งภาษาอังกฤษ
    แน่นอน เราฟังไม่ออกหรอก แต่ก็สนุกตื่นเต้น เห็นตัวละครตัวนู้นตัวนี้ตลกดี
    ดีใจที่ได้เห็นพระเอกของเราคือบิ๊กเบิร์ด ซึ่งเรามักจะเรียกว่าบิ๊กดั๊กตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ตอนนี้ก็ยังเรียกว่าบิ๊กดั๊กอยู่เหมือนเดิม
    ถามเราว่าตัวละครตัวนั้นตัวนี้ชื่ออะไร เรื่องมันเป็นยังไง เราไม่รู้หรอก เพราะว่าไม่เคยดูรู้เรื่อง แล้วตอนนั้นก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะดูให้รู้เรื่อง
    เราทุกข์ทรมานอยู่กับการเสาะแสวงหามาตลอดเพราะว่าเราเป็นมนุษย์
    ตอนนั้นสิ่งที่เรามีมันน้อยสิ่งที่เราคาดหวังจะมีมันก็น้อย
    ตอนเด็ก ๆ เราเคยฝันว่าจะมีเงินร้อยนึงอยู่ในกระเป๋า จะได้ซื้อลูกชิ้นปิ้ง 50 ไม้กินให้พุงกาง ซื้อไอติมโคนของลุงอ้วนหน้าโรงเรียน 100 โคน (ตะกละตั้งแต่เด็ก)
    เราตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นเครื่องบินวิ่งผ่านโรงเรียน สนุกที่ได้ไปชี้ ๆ กับครู นักเรียนในโรงเรียน ว่าเห็นเครื่องบินแล้วแล้วก็ฝันว่าอยากขึ้นเครื่องบินซักครั้ง
    เราเคยอยากได้ที่หนึ่งของห้อง ครูจะได้ชม
    ตอนนี้เรามีเงินมากกว่าร้อยบาทอยู่ในกระเป๋าสตางค์ แม้ว่าถ้าเอามันไปซื้อไอติมโคนร้อยโคนมันจะดูงี่เง่าไปหน่อยก็ตาม
    เรานั่งเครื่องบินด้วยเงินเดือนของเราแม้ว่าต้องกระเบียดกระเสียนไปบ้าง
    เราได้ที่หนึ่งของห้องครั้งแรกเมื่อตอนป.ห้า เนื่องจากความฟลุ๊กหรือยังไงไม่รู้เหมือนกัน
    เรามาไกลกว่าที่เราเคยฝันไว้เมื่อตอนเด็ก ๆ แล้ว แต่เนื่องจากว่าเราเป็นมนุษย์ เราก็ต้องหาสิ่งใหม่ ๆ ทำตัวเองให้ใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
    แต่การที่ได้กลับไปฝันถึงตอนเป็นเด็ก แม้ว่าตอนเป็นเด็กเราจะไม่สนุกเพราะเราไม่มี แต่เมื่อคิดว่าตอนนี้เราได้มีสิ่งที่เราเคยฝันแล้วมันก็เป็นความสุขที่สนุกมากทีเดียว (แต่ตอนเราดูเซซามี่สตรีทไม่ได้คิดลึกขนาดนี้นะ)

    เหอ ๆ ออกจาก Sesame Street ก็ดึกแล้วต้องรีบเผ่นไปท่ารถบัส ตอนที่เผ่นไปท่ารสบัสนี่เราแอบเครียดอะ เพราะภาพการตกเครื่องบินมันยังอยู่ในหัว แล้วเราก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีกหละ
    ไม่รู้มันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่นะแต่เราเป็นพวกถ้าทำผิดไปแล้วก็จะไม่อยากให้ผิดอีกรอบ ก็จะเครียดมากถ้ามีโอกาสจะต้องทำผิดอีกรอบ บางทีการที่ลน หรือ ลก ก็ทำให้งานใหญ่เสียบ่อย ๆ ได้เจอปัญหาแล้วต่อไปก็ต้องพยายามแก้แล้วหละ
    สุดท้ายนี้ขอบคุณรพีสำหรับการจัดทริปที่สุดยอดอย่างทริปนี้ครับ

    ศิลปิน : เพียว (Pure)
    อัลบั้ม : -
    เพลง : คนไม่ฉลาด

    ในบางครั้งฉันถามตัวเอง นี่เราเป็นบ้าไปหรือป่าว
    ที่คิดที่หวังที่รักเธอเหมือนเดิม
    ฉันยังทำไป เหมือนว่าไม่เข้าใจทุกสิ่ง
    ยังทิ้งความหวังให้ค้างในหัวใจ

    * และสุดท้ายก็ลงเอยแบบเดิมๆ
    คือต้องเหลือตัวคนเดียวอย่างนี้

    ** ได้เกิดมารักเธอได้ทุ่มเททุกอย่าง หนึ่งชีวิตนี้ก็มีค่า
    ถ้ารักใครถึงที่สุด สุดชีวิตมันโง่ไปใช่ไหม
    ได้เกิดมาครั้งเดียวจะขอทำทุกอย่าง ต่อให้เธอไม่เห็นคุณค่า
    อาจเหมือนคนไม่ฉลาด ก็ยอมรับ มันโง่ตั้งแต่รักเธอหมดใจ

    ดูก็รู้ว่าเธอไม่แคร์ แม้จะทำเพื่อเธอทุกสิ่ง
    เธอนั้นไม่คิดไม่เห็นจะสนใจ
    และเหมือนคนงมงาย เหมือนฉันไม่เข้าใจทุกอย่าง
    ยังคิดตามหาความรักที่สวนทาง

    (ซ้ำ *, **)

    ได้เกิดมาครั้งเดียวจะขอทำทุกอย่าง ต่อให้เธอไม่เห็นคุณค่า
    อาจเหมือนคนไม่ฉลาด ก็ยอมรับว่ามันรัก
    และยอมรับ มันโง่ตั้งแต่รักเธอหมดใจ

    September 10

    Vorapong, Where are you???????

     

    อยู่อังกฤษคร้าบบบบบบ คุมแมนซิตี้อยู่..............
    เจ๊ย ไม่ใช่แล้วครับ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ญี่ปุ่นครับ มาอยู่ไทย หลังจากกลับไทยมาด้วยความสบักสบอม (แก้ตัวสะกดให้ด้วยแน้ค) ย้ำ สะบักสะบอม (เหมือนอย่างงี้จะถูกกว่า)

    ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ แน็ค กวาง แหนม พี่หมี พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเม็นท์ครับ ดีใจมาก ๆ มีคนคอมเม๊นต์มากเป็นประวัติศาสตร์ของบล๊อกนับตั้งแต่ที่เริ่มเขียนมา
    ตอนนี้บล๊อกเราก้อมีเสียงตอบรับล้มหลามสถิติการเข้าวันนึงสูงลิบ จากผู้ที่ค้นหาเพลงจากกูเกิ้ล -_-"
    เออ อย่างน้อยก้อเข้ามาหาเพลงที่บล๊อกเราก้อได้ไม่ได้ว่าอะไร บล๊อกนี้ถึงแม้จะมีอะไรที่ดูเหมือนว่าจะเป็นความลับเยอะ แต่เมื่อเอามาลงบล๊อกแล้ว ก็ไม่หวังจะให้มันเป็นความลับอีกต่อไปแล้วหละ
    เออ จะบอกว่าเรื่องที่เขียนก้อ ไม่ค่อยมีความรู้อะไรหรอก (แน่นอนทำเป็นรู้เยอะ จิง ๆ แล้วไม่รู้อะไรหรอก)
    แต่ที่บ่นเป็นเรื่องนั้นไปซะได้ ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ก็สนุกที่ได้บ่นเรื่องอะไรทำนองนั้นนะ เราก็มั่ว ๆ พิมพ์ไป พิมพ์ผิดบางทียังขี้เกียจลบเลย ยังไงเข้าใจผิดถูกยังไง ช่วยคอมเมนต์ด้วยนะครับผม ขอความกรุณาด้วยนะครับ (อย่างไรก้อดี ยกโทษให้เราเถอะนะ อย่าแอบนินทาเราเลย)

    เอ่อ เข้าเรื่อง ๆ วันนี้จะเล่าเรื่องการเดินทางจะญี่ปุ่นกลับมาไทยครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการเดินทางบนเครื่องบินคนเดียวครั้งแรกของต้นครับ
    ตัดสินใจซื้อตั๋วครับ เป็นสายการบินที่หลายคนไม่คิดจะบินด้วยสายการบินนี้ตลอดชีวิตของเขา

    นั่นก้อคือ แอร์ อินเดีย

    จุดประสงค์หลักคือถูก แต่จุดประสงค์รองก็คือไปหาประสบการณ์การบินแปลก ๆ ครับ คือถ้าบินกับการบินไทย มันก็ซ้ำซากจำเจเหมือนกับการบินทุกครั้งแต่บินกับแอร์อินเดียเนี่ยอาจจะได้เจออะไรที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ (ไอ้เหตุผลรองเนี่ย เกิดจากอารมณ์คิดเข้าข้างตัวเองหลังจากที่จองตั๋วไปแล้ว จริง ๆ แล้วก็เพิ่งหามาอ้างบนบล๊อกได้ก่อนขึ้นเครื่องไม่กี่นาที)

    จองตั๋วไปแล้วคลื่นไส้ปั่นป่วนแฮะ รีบมาเสิร์ชอินเตอร์เน็ตดูเว็บที่เขาวิเคราะห์วิจารณ์สายการบินแต่ละสาย
    วาว สายการบินนี้มันช่างดีอะไรอย่างงี้เนี่ย มีแต่คนบ่น ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วทุกคนก็ลงท้ายประโยคด้วยข้อความที่เหมือนกันว่า

    เรื่องเดียวที่ผมยินดีจากไฟต์นี้ก็คือ อย่างน้อยมันก็ส่งผมถึงที่หมาย พร้อมกับให้หนึ่งดาวกับสายการบินนี้

    บรื๋อ.....เฮือก
    แทบช๊อก สอง เมื่อคุยกับพี่มิ้วแล้วพบว่า พี่มิ้วสามารถจองเครื่องบินสายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ ได้ในราคาแพงกว่า แอร์อินเดียของเราเพียง 1000 บาทเท่านั้น (เฮ้อ........ก้อว่าดูดีแล้วนะ)

    แทบช๊อก สาม........ไม่ใช่สิ อันนี้ต้องเรียกว่า ช๊อกหนึ่ง อันนี้หลาย ๆ คนคงรู้แล้วหละ ว่า เรา

    ตกเครื่องบิน

    เออ ปกติก้อไม่ได้เป็นคนตื่นสายไปสายนะ แต่ไปสายคราวนี้มันเจ็บปวดจริง ๆ นะ
    วันนั้นก้อ ตื่นสายแหละ แม้จะมีเหตุผลมากมายแต่ความจริงแล้วเหตุผลหลักก็คือความไร้ความรับผิดชอบอะ
    แต่อารมณ์แบกกระเป๋า 25 กิโลวิ่ง แล้ว ป้ายบนบอร์ดมันเปลี่ยนจาก Final Call เป็น Gate Closed ต่อหน้าต่อตาเนี่ย
    ก็เพิ่งรู้หละว่าเข่าอ่อนเนี่ยมันมีอาการเป็นไง........
    เหอ ๆ อันนี้เรียกว่าช๊อกสองละกัน.........หลังจากนั้นด้วยความอยากกลับบ้าน เราก็เลยเดินหาตั๋วจากสนามบินเพื่อพยายามบินกลับในวันนั้น
    ก็แบกคุณน้องน้ำหนัก 25 กิโลเดินไปเดินมาตาม Counter ของแต่ละสายการบินเพื่อถามราคา
    ด้วยความเชื่อที่ว่า ตั๋วเครื่องบินที่ขายไม่ออก ใกล้หมดเวลามันคงจะถูกนะ
    แต่ความจริงแล้วไม่เลยครับ ทุกสายการบิน (ซึ่งอยู่คนละเทอร์มินัล ต้องนั่งรถเมล์เชื่อมระหว่างเทอร์มินัล โชคดีนะเนี่ยเป็นนาริตะ ไม่ใช่ กรุงเทพ ไม่งั้นเราได้นั่งรถเมล์มาดอนเมืองหาตั๋วแน่เลย) ราคาตั๋วมันอยู่ที่ประมาณ สามแสนเยน..........

    ว่าไงนะครับ สามแสนเยน..........แต่ที่ผมเห็นที่เว็บมันไม่ใช่ราคาเท่านี้นี่ครับ
    ราคาเท่านี้แหละค่ะ ราคาปกติ ที่เว็บนั่นมันราคาลดราคา -_-" ทั้งเครื่องบินคงมีคนได้ซื้อราคาปกติไม่เกิน 2 คนอะ (2 คนนั้นอาจจะเล่นเกมอเมซซิ่ง เรจอยู่)

    สุดท้ายแล้ววันนั้นเราก็ต้องลากคุณน้อง เบากว่า (นิดหน่อย) แต่ปริมาตรใกล้เคียงกับเรา ไปที่บริษัทเอเจนซี่ และ จ่ายเงิน 3 หมื่นเยนเพื่อแลกตั๋ว แง........
    สรุปวันนั้นเรากับคุณน้องสนิทกันมากขึ้น เรากับตู้เอทีเอ็มก็สนิทกันมากขึ้น ในขณะที่เรากับเงินฝากก็สนิทกันน้อยลง เฮ้อ (ถ้าจองด้วยวิธีอื่นคงไม่เสียตังค์มากขนาดนี้)
    ก็เป็นเงินที่จ่ายให้กับความไร้ความรับผิดชอบของเราหละ หวังว่าสามหมื่นเยนนี้คงจะเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่จ่ายให้กับความชุ่ยของเรานะ เป็น Big lesson เลย นอกจากต้องจ่ายเงินแล้วยังต้องเลื่อนตั๋วไปอีกสามวัน (เวลาอยู่ไทยน้อยลงไปอีกสามวัน) และเสียค่าเดินทางไปกลับนาริตะฟรี

    วันแรกที่กลับไปถึงหอเดินดุ่ย ๆ ไม่คุยกับใครเปิดเอ็มแต่ถ้าใครถามว่าอยู่ไหนก็จะไม่ตอบ
    ในขณะที่เพราะวุ่นวายกับการเลื่อนตั๋ว และ เครียดจนลืม ก็เลยลืมโทรไปบอกที่บ้าน

    กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีใครนอกจากคนที่เอเจนซี่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเป็นหนึ่งคืน
    เป็นทักษิณรู้สึกดีอย่างงี้นี่เอง (การเป็นบุคคลที่ลึกลับดูน่าค้นหาเนี่ยอาจจะเป็นเรื่องสนุกของใครก็ได้นะ
    คนบางคนก็ตลกดีนะ ชอบให้คนอื่นมาค้นหาเรื่องของตัวเอง
    พยายามสร้างเรื่องราววุ่นวายให้การหามันดูยาก ๆ
    แต่ความจริงแล้วก็อยากให้คนอื่นรู้เรื่องของตัวเองหนะแหละ
    เหมือนเมื่อก่อนเนี้ย เวลาสร้างเรื่องหนังอินเดีย มันต้องมีฤๅษีไปหมกตัวอยู่ในป่า ไม่พบเจอผู้คน
    เดาว่าฤๅษีบางคนอาจจะอยากให้คนไปเจอก้อได้นะ ป่าตั้งกว้างใหญ่ถ้าตัวฤๅษีเองไม่อยากให้คนค้นหาแล้วก็มีความสุขที่ได้รู้ว่าคนค้นหา
    ถ้าไม่อยากให้คนหาเจอ ป่าตั้งใหญ่จะมีใครไปค้นเจอได้ไงกัน)

    สุดท้ายก็ได้ขึ้นแอร์อินเดียแหละ หลังจากนั้นไปอีกสามวัน
    ช็อกสาม........เห็นแอร์โฮสเตสที่มาทักทายเราตอนขึ้นเครื่อง หนะ เป็นสุภาพสตรีอายุราว 50 ปี (ไม่ได้ดูถูกผู้อาวุโสนะครับ แต่ว่าก็เป็นเรื่องที่แปลกตา) ความจริงแล้วแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินที่นั่ง อายุมากกว่า 45 ทุกคน (วัดอายุจากสายตา อาจจะเป็นเพราะเราไม่คุ้นเคยกับชาวอินเดียก็ได้นะ)
    เวลาให้อาหารเสิร์ฟของว่างเนี่ย ทุกทีจะเหมือนบริกรกับลูกค้า แต่บรรยากาศบนแอร์อินเดียเหมือนคุณแม่ให้ขนมลูก หรือ คุณครูให้ขนมลูกศิษย์ (เพราะคนนั่งส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น อายุมาก ๆ ) อะไรอย่างงั้นเลย
    ทำให้มานั่งคิดว่า การบริการที่ดีหนะ มันไม่ได้ต้องมีบทสรุปอย่างที่เราเห็นเสมอไป เราว่าอย่างนี้ก็ดีไปอีกแบบนึงนะ ดูอบอุ่นดี
    ของสิ่งหนึ่งมันอาจจะไม่มีคำตอบที่ดีที่สุดก้อได้นะ (Well Ordering) แต่ว่ามีคำตอบที่ดีอยู่มากมาย (Partial Ordering)
    แล้วเราก็ไม่สามารถหาคำตอบที่ดีกว่าการบริการทั้งสองแบบได้ จะให้พนักงานสุภาพสตรีคล่องแคล่วมาเสิร์ฟโดยใช้หน้าตาที่สุดแสนจะอบอุ่น บริการลูกค้าด้วยความเข้าถึง มันก็คงใช่ที่
    อืม แล้วอย่างงี้ Hegel จะตอบยังไงเนี่ย (คำถามถึงรัดจิ เห็นพูดถึงเขาบ่อย ๆ)


    เมื่อไม่นานมานี้ได้ไปแว้บอ่านหนังสือบริหารของคุณแม่ (คุณแม่กำลังเรียนป.โทอยู่) เห็นคุณ Maslow อยู่ จริง ๆ ก็เคยเรียนแล้วหละ ตอนที่เรียนวิชา Engineering Management
    เสรีภาพเนี่ยเป็นเรื่องที่ขัดแย้งในตัวมันเองนะ เพราะความต้องการของมนุษย์ทุกคนเมื่อผ่านความต้องการพื้นฐานไปแล้วสี่ขั้น ถึงขั้นที่ 5 ของ Maslow หรือว่า Self-actualization มองว่าคนที่มาถึงขั้นนี้มีแนวโน้มว่าจะชอบมีอิทธิพลเหนือเสรีภาพของผู้อื่นทุกทีไป ก้ออยากให้คนอื่นเห็นตัวเองสำคัญหนิ ก้อต้องไปริดรอนกีดกันความเป็นตัวของตัวเองของผู้อื่น มันมีหลายวิธีหละ แต่มันมีแนวโน้มสูงเลย
    จะเป็นไปได้รึเปล่าที่เราจะหยุดความต้องการของทุกคนไว้แค่ชั้นที่ 4 ให้ทุกคนแค่มีกินเพียงพอแต่ถ้าเราหยุดไว้แค่นั้นมันก็ไม่ใช่เสรีภาพ แต่ถ้าทุกคนหยุดอยู่แค่นั้น เราอาจจะสามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนรึเปล่า เพราะว่าตอนนี้ทรัพยากรจำนวนมาก มากเหลือเกิน ถูกใช้ในการสนองความต้องการชั้นที่ 5 แค่ให้ตัวเองเด่นดังและได้รับการยอมรับจากคนอื่น.........ก็แค่นั้น (แม้แต่ที่เรามาเสียเวลานั่งเขียนบล๊อก ยาว ๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะมีคนอ่านเนี่ย ก็จัดเป็นการตอบสนองความต้องการขั้น 5 ของตัวเองรึเปล่าเนี่ย............เป็นสันติภาพแบบตัดต่อ เอ๊ะหรือว่านั่นเรียกว่าคอมมิวนิสต์)

    ออกนอกเรื่องอย่างไร้สาเหตุอีกแล้ว  (อยากเขียนก็เขียน ชุ่ยจริง ๆ )
    ความเท่ห์ของแอร์อินเดียที่สังเกตเห็นอีก 2-3 อย่างก็คือ
    บนเครื่องบินลำที่เรานั่ง ตรงหน้าต่างจะมี Paint สีแดงเป็นเหมือนหน้าต่างวัด ดูแล้วขัดกันดีเพราะหน้าต่างวัดมันเป็นอะไรที่ดูแล้วเก่า ๆ เก๋า ๆ ในขณะที่เครื่องบินเป็นของใหม่ ๆ
    หูฟังบนแอร์อินเดียเนี่ยเท่ห์มาก ไม่รู้เคยเห็นกันรึเปล่า แต่ว่าเขาไม่ใช้สายไฟในการส่งผ่านเสียงจากเก้าอี้มายังหู แต่เป็นท่อพลาสติกกลวงเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณครึ่งนึงของดินสอ (ถ้าเกิดเผลอนั่งทับหลอดอาจจะส่งผลให้ไม่ได้ยินได้)
    และสุดท้าย ทำไมผ้าที่เย็บเก้าอี้นั่งมันถึงขาดหลุดจนเห็นเหล็กในเก้าอี้หละ..........หลายตัวด้วย
    อย่างไรก็ดี แอร์อินเดียมีสถิติความปลอดภัยที่สูงมากและเราก็มาถึงกรุงเทพได้โดยสวัสดิภาพ

    แต่ก็เอื่อยเฉื่อย ตอนแรกนัดอาจารย์ไว้เรียนภาษาญี่ปุ่นที่นี่ พอถึงเวลาจริง ๆ อาจารย์ดันไม่ว่างซะงั้น และเราก็ดันขี้เกียจ ก็เลยอยู่บ้านเฉย ๆ ซะงั้น มีงานแปลเว็บ กับอ่านหนังสือที่ซื้อมาให้จบ แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาคืบหน้าไปน้อย อาทิตย์นี้จะเอาจริงแล้ว.........หวังว่านะ

    เออ ลืมเขียนเรื่องการเมือง (หาที่แทรกไม่ได้)
    เราแอบรู้สึกว่าพาร์ตนี้คนไม่ค่อยชอบหละ รีบ ๆ เขียนให้มันจบ ๆ ไปละกัน
    รู้สึกว่าคนเราก็ยังแยกการเมืองกับการตลาดไม่ออกอยู่ดี
    รัฐบาลชุดก่อนเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองไม่เฉพาะกับฝ่ายตัวเองเท่านั้น แต่เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในฝ่ายตรงข้ามอย่างเห็นได้ชัด
    (จริง ๆ แล้วมันก็เป็นอย่างงี้มานานแล้วหละ แต่มากขึ้นเยอะเพราะวิธีการของเขา)
    ตอนนี้ไม่ว่าใครฝ่ายไหนก็พากันพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว และใช้คารมอันหวานหอมเพื่อปิดบังความจริงในส่วนที่เหลือ
    เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก ๆ
    การเมืองไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาโต้วาที สิ่งที่นำมาโต้คือข้อมูลที่ครบถ้วน และ เหตุผลที่ชัดเจน
    เราไม่เห็นด้วยกับการโต้วาทีนะ
    ทำไมเราต้องฝึกคนให้นิยมชมชอบในสิ่งที่เขาไม่ได้ชอบ แต่ให้ใช้วาจา สำนวนเอาชนะกัน
    เรื่องที่เอามาโต้วาทีกันก็มักจะไม่ใช่เรื่องที่ควรนำมาเถียงกัน เป็นเรื่องที่เห็น ๆ กันอยู่แต่ให้อีกฝ่ายเอาวาจา หักล้างลงให้ได้ (ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวก็ไม่ได้คิดอย่างงั้น)
    สิ่งที่เอามาหักล้างกันความจริงก็อาจจะไม่ใช่เหตุผลแต่เป็นการค่อนแคะ เหน็บแหนม ด่ารุนแรง
    ทำไมไม่หาวิธีการใช้ภาษาวิธีอื่นที่ดูสร้างสรรค์ และเป็นภัยต่อสังคมน้อยกว่านี้

    อ๊ะ ขอยืมเพลงที่พี่วินใช้เป็นชื่อละกันนะครับ (วันนี้บล๊อกสั้นจะแฮะ)

     

    อยากหลับตา ( In my dreams )

    คงจะเป็นฝัน เป็นได้แค่นั้น ที่ฉันและเธอนั้นรักกัน
    
    มีแต่ความหวาน ในคืนแห่งความฝัน ที่ฉันต้องการเก็บไว้
    
    
    
    * ความเป็นจริงที่เจอนั้น เธอมีคนที่รู้ใจอยู่ข้างเธอ
    
    
    
    ** อยากหลับตาและนอนหลับชั่วนิรันดร์
    
    เพื่อจะสานต่อเรื่องราวความฝัน ที่สวยงามของหัวใจ
    
    อยากพบเจอเธอ แม้จะเป็นแค่เพียงในฝัน ตราบใดที่ยังมีเธอ
    
    ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น
    
    
    
    ในค่ำคืนนี้คงจะมีหวังได้พบเธออยู่ในฝัน
    
    มีแต่ความหวานในคืนแห่งความฝันที่ฉันต้องการเก็บไว้
    
    
    
    ( * , ** )
    

    August 27

    ไปเที่ยวกันเถอะ

     

    ขอบคุณ รัดจิ เล่ย ฝ้าย พี่หมี พี่บิ๊ก พี่เอ็ก และ พี่วินสำหรับการคอมเมนต์ครับ 


    พักนี้แอบเหงาขึ้นแล้วหละ
    มีคนเปลี่ยนสถานที่เขียนบล๊อกเยอะ
    ตอนนี้บล๊อกของเพื่อนแต่ละคนก้อดูเหมือนว่าจะกระจัดกระจายไปตามแต่ละที่.........เหมือนกับที่ชีวิตของพวกเราก้อเริ่มกระจัดกระจายกันไป
    ถ้าเมื่อห้าเดือนที่แล้วเป็นฤดูของการพบคนใหม่รู้จักคนใหม่...........ฤดูกาลนี้ก็อาจจะเป็นฤดูของการกระจัดกระจายก็ได้นะ
    ความสัมพันธ์ที่สร้างกันมาเมื่อเวลาผ่านไปมันก็เริ่มที่จะถูกวันเวลาทำให้มันน้อยลงกร่อนลง.........รู้สึกแย่จัง
    แย่ตรงที่ว่าเราดันเป็นคนที่ลืมคนอื่นยาก..........แล้วก็เริ่มคบกับใครก็เริ่มยากด้วย...........สนิทกับใครก็สนิทยากเหมือนกัน
    ใบหน้าภายใต้หน้ากากเราเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะและไม่อยากให้ใครเปิดออก...........แต่หลีกเลี่ยงไม่ให้คนที่สนิทเห็นก็ไม่ได้
    คนที่เห็นใบหน้าที่น่าเกลียดภายใต้หน้ากากก็คงหลีกเลี่ยงไป........คนที่เหลืออยู่ก็เหมือนจะน้อยจิง ๆ

    เหอ ๆ เขียนไรไปเนี่ย ไม่ลบดีกว่า ดูจะเป็นการขึ้นบล๊อกที่ปกติดีเพราะคนอื่นเขาก้อชอบเขียนบล๊อกกันแนว ๆ นี้ เหอ ๆ อยู่ญี่ปุ่นนาน ๆ ชักติดนิสัยชอบทำอะไรให้เหมือนชาวบ้าน พฤติกรรมกลุ่ม ไปซะได้

    เอาหละ เล่าเรื่องสอบหน่อยดีกว่า
    ตกลงว่าก็สอบอย่างที่เขียนไว้หละ ปีนี้ข้อสอบเปลี่ยนแนวเล็กน้อย ให้ทำทุกข้อ (ดีแล้วขี้เกียจเลือก) เลขออกง่ายขึ้นเล็ก คอมเปลี่ยนหัวข้อออก(ไม่ออกโอเอส คอมไพเลอร์ คอมอาร์คิเทคเจอร์ แต่ดันออกเน็ตเวิร์กซึ่งไม่เคยออกตั้งสองข้อ)
    เอาจริง ๆ แล้วเราชอบระบบแบบนี้มากกว่านะ ที่คัดคนเข้าด้วยมาตรฐานทางวิชาการหละ
    อย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองถูกตัดสินอย่างยุติธรรม
    แม้ว่าข้อสอบออกในเนื้อหาวิชาที่เด็กโตไดเรียน แต่มันก็คงดีถ้าเราได้รู้ว่าเด็กโตไดเรียนอะไรเพื่อปรับพื้นฐานให้เข้ากับเขาให้ได้ก่อนเริ่มเรียนป.โทจริง ๆ
    รู้สึกว่าชอบระบบนี้มากกว่าแอ๊ดมิชชั่นของอเมริกา
    คิดว่าถ้าจะนิยามความพร้อมของบุคคลที่จะเข้ามาเรียนป.โท
    แม้ว่าจะพูดว่าเอสเสมันดีอย่างงู้นอย่างงี้ สัมภาษณ์มันดีอย่างงู้นอย่างงี้
    แต่ผมว่าการสอบคือการวัดระดับมาตรฐานทางวิชาการ และความพร้อมของผู้มาเข้าเรียนมากกว่า เกรด ความสามารถในการเขียนโฆษณาชวนเชื่อ หรือ ความสามารถทางภาษา (แน่นอนความสามารถทางภาษาจำเป็นมาก แต่รู้สึกเหมือนมหาลัยบางแห่งเอาเรื่องนี้เป็นเกณฑ์ในการคิดคนเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์
    บ่อยครั้งที่เราเห็นระบบแอ๊ดมิชชั่นปฏิเสธคนที่เราเห็น ๆ กันว่าดีที่สุด (แน่นอนหละเราคิดว่าเราต้องมองคนได้ดีกว่าคนที่เพิ่งอ่านเอสเสย์ไม่กี่หน้าแน่นอน)
    และบ่อยครั้งเราก็เห็นคนที่ไปด้วยระบบนี้แล้วไม่มีความสามารถในการเรียนมากพอสุดท้ายก็กลายเป็นการเปลืองที่นั่งในมหาลัยไป
    เอาหละ หลายคนก็คงเห็นว่าดี ความเห็นแตกต่างมากมาย
    แต่เราก็ดีใจที่ถูกตัดสินด้วยความสามารถจริง ๆ ไม่ใช่อะไรก็ไม่รู้

    อ้อ มีเรื่องเล่าที่ประทับใจจากการสอบ
    คือหลังจากสอบสัมภาษณ์เสร็จ เขาก็ให้คนที่สอบไปเข้าแถวรวมกันที่หน้าห้องใดห้องหนึ่ง เรียงตามไอดี
    แล้วก็เรียกคนเข้าไปในห้องทีละคนเพื่อบอกผลว่าผ่านหรือไม่ผ่าน
    แล้วคนที่รู้ผลแล้วเนี่ย ก็จะเดินยิ้มไม่ก้อทำหน้าเครียดผ่านแถวของพวกเราไป
    เป็นบรรยากาศที่กดดันมาก ๆ เลยครับ
    จริง ๆ แล้วก็มานั่งคิดทีหลังว่าที่เขาทำแบบนี้เนี่ย ก็เป็นเพราะว่าอยากให้พวกเราทุกคนที่ผ่านและไม่ผ่านเห็นว่า
    กว่าจะเข้าโตได หรือเข้าไปเรียนป.โทได้เนี่ย เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน
    และยินดีที่จะทำงานวิจัยอย่างเต็มกำลัง

    หลาย ๆ คนที่ได้ยินเรื่องเล่านี้ก็คงต้องอุทานมาว่า
    คนญี่ปุ่นสังคมญี่ปุ่นนี่มันช่างแย่จิง ๆ กดดันคนต่าง ๆ นานามากมาย
    แต่เราว่าอย่างงี้ก็ไม่ได้แย่อะไรนะ
    ไม่น่าเชื่อเลยว่าระบบนี้จะสามารถทำให้คนหลาย ๆ ชาติที่มาจากประเทศชิว ๆ
    หลายคนที่ไม่เคยคิดจะอ่านหนังสือ เพราะอยู่ที่ประเทศมันก็เป็นระดับท๊อปสามารถอ่านหนังสือได้
    โดยที่ไม่ต้องใช้แส้ ไม่ต้องเคี่ยน ไม่ต้องดุด่าว่ากล่าว
    มันอยู่ที่ว่าคนจะเชื่อว่าธรรมชาติของมนูษย์เป็นอย่างไร
    ถ้าเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างที่โทมัส ฮอบส์สรุปไว้ใน Leviathan ว่า

    "solitary, poor, nasty, brutish, and short."

    แล้วละก็เราก็ต้องคิดกันว่าเราก็ต้องกดดันมนุษย์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อให้สังคมมันคงอยู่ได้โดยปราศจากสภาวะสงคราม
    การกดดันด้วยสภาวะ ด้วยการไซโคทางจิตใจแบบคนญี่ปุ่นก็อาจจะเป็นทางออกที่ดีของความเชื่อแบบนี้
    เพราะมันเป็นทางออกที่ดีกว่า การใช้กำลัง การใช้ความรุนแรง
    แน่นอนหละว่าคนที่เชื่อในเสรีภาพหลาย ๆ คนก็คงไม่ชอบแน่แน่ เพราะเขาเหล่านั้นย่อมเชื่อว่ามนุษย์สามารถมีสังคมที่ดีได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไร
    มันก็อยู่ที่ว่าคุณเลือกเชื่อใคร
    แต่ผมว่า ถ้าคุณฮอบส์มาเห็นญี่ปุ่นยุคนี้แล้วหละก้อ
    เขาก็คงต้องตบมือแล้วบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่มนุษย์ใฝ่ฝันหา สังคมที่ปราศจากความรุนแรง และการตายโหง

    เห
    บล๊อกนี้ไม่ได้มีไว้เขียนเรื่องมีสาระนะครับคุณต้น
    ไร้สาระหน่อยสิ ไร้สาระ...........
    ช่วงนี้ได้หยุดอยู่เฉย ๆ ก็ได้คิดอะไรสนุก ๆ ได้เยอะ ตั้งแต่ได้ดูเรื่อง The Story of David Gale (เรื่องเกี่ยวกับอาจารย์ภาควิชาปรัชญา ต่อต้านการประหารชีวิต แต่โดนจับกุมข้อหาฆ่าข่มขืนเองซะงั้น)

    อ้อ นึกออกละว่าวันนี้จะเล่าอะไร (เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ย)
    เนื่องจาก เรามีโครงการว่าจะไปเที่ยวหลังสอบเสร็จ แต่ดันมีแผนจะกลับบ้านเร็ว
    ก็เลยต้องรีบเที่ยว โดยไม่สนใจว่าชาวบ้านชาวช่องเขาจะเป็นตายร้ายดียังไง
    วางแผนไปเที่ยวชนบทญี่ปุ่น แต่ก้อไม่รู้อะไร จิ้มมั่ว ๆ ไปที่ใกล้ ๆ ที่ชิบะ
    (แฮะ ๆ ต้องแอบเขียนก่อน เพราะว่าถ้าแน็ค รพี หรือ พี่บิ๊กเขียนไปแล้วเราต้องเขียนให้ละเอียดกว่า เขียนก่อนได้เปรียบ)
    ชื่ออะไรก็ไม่รู้ โนโกริยามะ อยู่ห่างจากตัวเมืองชิบะไปชั่วโมงครึ่ง เป็นภูเขาที่อยู่ติดทะเล แต่ก็มีป่า ซึ่งมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ (ใหญ่จิง ๆ นะ น่าจะพอ ๆ กับหรือใหญ่กว่าที่คามาคุระ) รูปแกะสลักเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูปอื่น ๆ รวมกันพันห้าร้อยองค์ แล้วก็มีกระเช้าให้ขึ้น
    แล้วก็จิ้มไปอีกที่นึงชื่อโยโรเคโคคุ อะไรไม่รู้ แต่ว่ามีภูเขา แล้วก็มีน้ำพุร้อน แล้วก็มีน้ำตก

    ไปเจอพี่บิ๊กที่ตัวเมืองชิบะก่อนครับ แล้วก็วางแผนจะไปเที่ยวตัวเมืองชิบะ ซึ่งด้วยเวลาขนาดนั้นก็เลยวางแผนจะไปแค่สองที่ คือ ชิบะ พอร์ต ทาวเวอร์ กับ ปราสาทชิบะ อืม อย่างอื่นมันหาได้ในโตเกียวหงะ
    จะบอกว่าตอนไปเที่ยวชิบะเนี่ย มันช่างเป็นเมืองที่ไร้ผู้คนจิง ๆ เลย
    เดินไปตามท้องถนนไม่มีคนเดินสวน น่าจะเป็นเพราะเหตุผลสองอย่างคือ หนึ่งชิบะคนเบาบางกว่าโตเกียวและกรุงเทพ และสอง อากาศมันร้อนจนไม่มีใครออกจากบ้านหรือออฟฟิส
    เข้าไปพอร์ต ทาวเวอร์ไม่เจอใคร แต่วิวก็สวยดี แต่มันก็เหมือนขึ้นไปบนตึกทั่วไป วิวแบบนี้ดูจากชั้นยี่สิบก้อได้นะ เออจะว่าไปแล้ว ชั้นยี่สิบอาจจะสูงพอ ๆ กันก้อได้ แต่ความพิเศษคือไอ้ทาวเวอร์เนี่ย มันดันอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายไม่มีตึกสูงตึกอื่นบดบังรัศมี ทำให้มันดูยิ่งใหญ่เมื่อมองจากไกล ๆ
    จะว่าไปแล้วตึกมันคงเหงาเนอะ
    เป็นคนเตี้ย ๆ แบบเรา ก้อดีแล้วหละ ไม่เหงาดี
    ไปปราสาทชิบะต่อ แต่คนญี่ปุ่นนี่มันจิง ๆ เลย
    คือถ้าเป็นชาติอื่น ๆ ในโลกเขาก้อคงพยายามรักษาของเก่าให้มันอยู่ในสภาพดีนาน ๆ ที่สุด
    แต่คนญี่ปุ่นนี่........รื้อทิ้งทำใหม่ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ -_-"
    คราวที่แล้วไปปราสาทโอซาก้าก้อเป็นเงี้ย............รื้อทิ้งทำใหม่เหมือนกันเลย
    หรืออย่างตอนที่ไปโนกิริยามะ เงี้ยเขาก้อไปอัญเชิญพระพุทธรูปจากที่อื่นมาวางไว้รวมกันเพื่อให้คนบูชา
    จากหนังสือโพสต์โมเดิร์นที่เพิ่งมีโอกาสได้อ่านไป เขาว่ากันว่า คนญี่ปุ่นเนี่ยมีความเป็นโมเดิร์นสูงเหมือนกันนะเนี่ย
    ความเป็นโมเดิร์นสำหรับเราแล้วก็คือความเชื่อในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    เชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถสร้างสรรค์ทุกอย่างที่เป็นความสุขในชีวิตของเราได้
    เพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์ที่เราจะต้องไปพึงอาลัยอาวรณ์กับของที่เป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์
    แค่ทำใช้วิทยาศาสตร์ทำให้คนที่เข้ามาดูรู้สึกว่ามันเป็นประวัติศาสตร์ ได้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจที่ได้เจออะไรที่มันเป็นประวัติศาสตร์ แล้วก็อุ่นใจตามสไตล์คนหัวโบราณ แค่นั้นก้อพอแล้ว
    ก็ไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่ผิดหรือถูกยังไงนะ ไม่ฟันธงดีกว่า

    ก็ไปต่อโนกิริยามะกัน อย่างที่บอกไปข้างบน ขึ้นกระเช้า เดินเขา
    แต่ภูเขาที่โนกิริยามะก้อเป็นสไตล์ โมเดิ๊ร์น โมเดิร์นแบบชาวยุ่น นั่นคือถึงแม้ว่า ทางขึ้นเขาลงเขาจะสูงแค่ไหน
    ท่านก้อกรุณาสร้างบันไดเป็นอย่างดีให้พวกเราชาวกระเหรี่ยงได้เดินกัน
    จิง ๆ แล้วเดินขึ้นเดินลงนี่มันก้อเหนื่อยแหละ เล่นเอาคงที่ต้องทำพลังงานศักย์มาก (เนื่องจากน้ำหนักตัวมาก) ลิ้นห้อยจนถึงเท้า
    แต่วิวมันก้อสวยจิง ๆ นะพระเจ้าจอร์ช มันก้อสวยกว่าที่จะหาได้ในโตเกียวแล้วหละ

    เดือนลงมาจากเขากะจะไปพักที่โรงแรมที่อาโอโฮริ (ทางไปโยโรเคโคคุ) แต่เนื่องจากไปเห็นป้ายเรียวคัง (สถานที่พักแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น) อยู่ใกล้ ๆ โนกิริยามะ ว่างอยู่ ราคาแพงกว่านิดหน่อย แต่ก้อเอาหละ เพื่อบรรยากาศแบบญี่ปุ่น พักที่นี่ดีกว่าพักโรงแรมมันยังไง ๆ อยู่
    ตกลงว่าคืนนั้นเราก้อพักที่เรียวคังที่ดูเป็นญี่ปุ่น ๆ แล้วก้อลองเข้าไปมั่ว ๆ อนเซ็นกับเขาด้วยหละ (มั่วมาก ๆ เลยหละ)
    มันมีห้องซาวน่าอยู่ ก้อเลยลองของเดินเข้าไปแล้วก้อ อ๊าก..........
    คือมันตั้งเตาซึ่งมีขนาดใหญ่เท่ากับคูณห้าของขนาดคุณเตาที่ใช้ย่างคุณหมูเวลาไปกินยากินิคุ(เนื้อย่าง) ไว้ตรงหน้า จ๊ะนี่มันจะย่างสดเราเหรอเนี่ย
    ลองนั่งลงไปก้อไม่สามารถเพราะเก้าอี้มันร้อน พื้นก้อร้อนยืนนานไม่ได้ ต้องเต้นไปเต้นมา
    สรุปว่าก้อไปเต้นในซาวน่าได้ยี่สิบวินาทีแล้วก้อเดินออกมา
    หลังเข้าไปมีคุณน้องน่าจะประมาณเด็กประถม เข้าไปบ้างเข้าไปแล้วก้อออก เข้าไปแล้วก้อออก สองสามรอบ แล้วก้อร้องว่า "เป็นไปไม่ได้หรอกครับป๋า"
    แต่คุณป๋าของคุณน้องผู้นั้นก้อสามารถเข้าไปได้นานมากอย่างน่าทึ่งทีเดียว

    คนญี่ปุ่นเนี่ยจะว่าไปแล้วก้อมีความอดทนสูงจนน่ากลัวทีเดียวนะ
    ที่หอจะมีคุณแม่บ้านแถวนี้มาสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับกระเหรี่ยงอย่างพวกเรา
    แล้วก็จะพาน้อง ๆ มาเที่ยวเล่นที่หอด้วย
    คุณน้องบางคนก็เลือกที่จะใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือที่ห้องอ่านหนังสือ
    ไม่อยากจะเชื่อเลยคุณน้องประถมสามารถมีสมาธิกับหนังสือศัพท์ภาษาอังกฤษนานมาก (แน่นอนนานกว่าที่ต้นมีสมาธิกับหนังสือศัพท์ภาษาอังกฤษตอนอายุเท่าคุณน้องหลายร้อยเท่าพันทวี)
    จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ คุณพ่อพาเข้าห้องสมุดประชาชนประจำจังหวัด แล้วก็อ่านหนังสือการ์ตูนได้ประมาณสิบห้านาที แล้วก็อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแล้วไม่มีสมาธิ
    เป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว อาจจะเป็นเรื่องที่คนไทยกับคนญี่ปุ่นต่างกันก้อได้นะ
    เราไม่มีสมาธิมากขนาดนั้น ก็เลยอาจจะไม่สามารถลงลึกในเรื่องต่าง ๆ ได้มากเท่ากับคนญี่ปุ่น
    แต่ก็นั่นแหละ เพราะว่าคนญี่ปุ่นเป็นพวกอนุรักษ์นิยม เขาก็เลยไม่สามารถที่จะทำอะไรกว้าง ๆ ได้เท่ากับคนไทย
    (เป็นสมมติฐาน ที่ยังไม่ได้ผ่านการทดลองนะครับผม)

    วันรุ่งขึ้นเราก้อมีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อย เนื่องจากโยโรเคโคคุ ทั้งไกล แพง และดูเหมือนว่าจะเหนื่อย
    ก็เลยเปลี่ยนแผนนั่งเฟอร์รี่ข้ามมาที่เมืองมิอุระ
    เหมือนว่ามันจะอยู่ในโตเกียวนะ แต่มันก็ดูไม่เหมือนโตเกียวเลย
    คือที่นี่บรรยากาศมันจะดูชิว ๆ กว่า และแน่นอนไม่มีคน
    หลังจากนั้นก้อไปเที่ยวใต้สุดของโตเกียว ชื่อเกาะอะไรไม่รู้จำไม่ได้แล้ว
    ไปเดินเล่นบนเกาะ ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นชายหาดแต่ว่าเป็นโขดหิน เหมือนสิมิลัน (แต่คนญี่ปุ่นก็ประพฤติต่อมันเฉกเช่นเดียวกับมันเป็นชายหาด เนื่องจากญี่ปุ่นไม่ค่อยมีชายหาด)
    เดิน ๆ ไปเนี่ย บรรยากาศเหมือนเป็นจอมยุทธในหนังจีนเลย มีแบบโขดหินเยอะ ๆ มีคุณเหยี่ยวบินไปบินมา แล้วก็มีป่าไม้ไผ่

    สุดท้ายแล้วก็กลับหอด้วยความลากเลือดในที่สุด

    แปะเพลงก่อนจบครับ

    อ้อ ก่อนจบ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะเข้ามาอ่านรึเปล่า แต่ว่า
    ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้เราสอบได้นะคร้าบบบบบบบ

    Thank you Fernando san for many advise on Linear Algebra and Computer Graphics.
    ขอบคุณ แน็ค สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับ Genome informatic
    ขอบคุณ พี่เป็ด พี่แผ่น พี่มิ้ว สำหรับ คำแนะนำเรื่องโจทย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ Linear Algebra, Analysis, Calculus, Differential Equation
    ขอบคุณ รพี ที่ช่วยติวคอมพิวเตอร์ กราฟฟิกให้
    小島さん、ロジクの事を教えて本当にありがとごさいました。
    松本さん、いろいろな事を教えてたとえば Algorithm, Linear Algebra, Differential Equation, Statistic, Discrete Mathematic, 日本の生活、試験のし方。
    พี่บุ๋ม พี่โจ้ สำหรับการวางแผนเตรียมตัวสอบ ขอบคุณพี่บุ๋มมาก ๆ เรื่องเฉลยข้อสอบเก่าครับ และขอบคุณพี่โจ้มาก ๆ เรื่อง Study Plan ครับ
    今井先生、私の試験の事を心配させて、もしわけごさいません。インタビュウのことを教えになって、どもありがとございました。今から、よくがんばります。お願いいたします。

    สุดท้ายแล้วขอขอบคุณ กำลังใจทั้งจากครอบครัว จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่หอ ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ ต้องขอพึ่งพาอีกเยอะมาก ๆ เลยครับ

    เพลงจากสยามโซนครับ

     

    ชื่อเพลง ::คนแปลกหน้า

    ศิลปิน ::Portrait

    อัลบั้ม ::คนแปลกหน้า

    .:: เนื้อเพลง ::.

    น้อยลง ความรู้สึกดีๆดูน้อยลง
    ทุกที ไม่รู้ว่าเหลือเท่าไหร่
    น้อยใจ ต่อให้พยายามสักแค่ไหน
    แต่ดูเหมือนว่าความเข้าใจก็ยิ่งน้อยลง ไป
    * มีอะไรอยู่ในใจเธอ ไม่รู้
    สิ่งใดที่เธอนั้นคิดอยู่
    สายตาเธอเหมือนไม่รู้จักกัน แล้ว
    ** เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอแกล้งทำ
    ฉันเป็นคนแปลกหน้าของเธอเมื่อไหร่ ช่วยบอกให้เข้าใจ
    เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอลืมไป
    เธอลืมไปแล้วว่าเรารักกัน ใช่ไหม
    คนแปลกหน้าคนนี้ ยังรักเธออยู่ จำไว้
    (เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอแกล้งทำ ฉันเป็นคนแปลกหน้าของเธอเมื่อไหร่)
    เธอจึงไม่สนใจ เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอลืมไป
    เธอลืมไปแล้วว่าเรารักกัน ใช่ไหม
    คนแปลกหน้าคนนี้ ยังรักเธออยู่ จำไว้
    น้อยลง ความรู้สึกดีๆดูน้อยลง
    ทุกที ไม่รู้ว่าเหลือเท่าไหร่

    August 13

    A week to go.....

     

    ทำไมเราชิวได้ขนาดนี้เนี่ย

    ได้ข่าวว่าจะสอบอาทิตย์หน้าอยู่แล้ว
    วันนี้ยังมานั่งเขียน(ไม่ใช่สิ) พิมพ์บล๊อกได้อีก
    ไม่รู้จะมีใครเคยเป็นรึเปล่า เวลาอ่านหนังสือไปพักนึงแล้วจะเกิดอาการช๊อตแปลก ๆ
    ประมาณว่าคิดอะไรไม่ออกอ่านอะไรไม่เข้าหัว
    เมื่อวานมันเกิดตอนทุ่มกว่า ๆ หละ
    ก็เลยไปกินข้าว แล้วก็ปวดหัวเข้านอนเลย ตื่นมาอีกทีตีสี่ครึ่ง
    แต่ตอนตีสี่ครึ่ง พี่วิน พี่บอล และ เพื่อนชาวเกาหลีสองท่าน ก็ยังอ่านหนังสือกันอย่างขมักเขม้นกันอยู่เลย
    คิดแล้วอาการเหนื่อยก้อกลับมาทันที :):):):):):)

    วันนี้ก็คงจะอัพไม่ยาวหรอก เพราะว่าตอนนี้รอไปรษณีย์เปิด จะไปถอนเงิน
    บริษัทไปรษณีย์ญี่ปุ่น เขาจะรับฝากเงินเหมือนธนาคารด้วย ที่สำคัญ ไปรษณีย์ของที่นี่ยังเป็นธนาคารที่มีเงินฝากมากที่สุดของญี่ปุ่นทีเดียวหละ และเราก็ถูกบังคับให้ฝากเงินกับธนาคารนี้หละ เพราะว่าเงินเดือนของเราจะโอนผ่านธนาคารนี้ ธนาคารไปรษณีย์ ตู้เอทีเอ็มมันจะเปิดเจ็ดโมงเช้าหละ และตอนนี้ถ้าไม่ไปหาตู้เอทีเอ็มเราจะกินข้าวไม่ได้เพราะไม่มีตังค์ (หวังว่ามันจะเปิดเจ็ดโมงเช้าจริง ๆ นะจ๊อจ)

    ช่วงนี้มีได้อ่านหนังสือปรัชญาการเมืองชื่อ โพสต์โมเดิร์น เห็นรัดจิสนใจเรื่องนี้อยู่พักนึง
    มันมืออยากจะเขียนอะไรเกี่ยวกับมันอยู่บ้างเหมือนกัน
    แต่ไม่ใช่เวลานี้ เอาเป็นบล๊อกเอ็นทรี่เร็ว ๆ นี้ละกันนะ
    ถามว่าชอบไหม ไม่ค่อยชอบมาก
    ทำไมแทนที่เราจะเอาทุกอย่างออก เพื่อจะได้ใส่ของใหม่เข้าไป
    ทำไมเราไม่ใส่ของใหม่เข้าไปก่อน แล้วพยายามผสมผสานเพื่อหาสิ่งที่ดีขึ้น (เฮเกล)
    แทนที่เราจะปิดตัวจากทุกอย่าง ทั้งของใหม่และของเก่า แล้วทำตามใจตัวเอง
    ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ทุกคนจะทำตามใจตัวเองแล้วเราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้
    ความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด ในขณะที่ทรัพยากรมีจำกัด
    แล้วเอาจริง ๆ โพสต์โมเดิร์นมันก็ไม่ได้เหมือนพุทธศาสนาซะทีเดียว เหมือนอย่างที่ตัวนิชเช่เขียนเอาไว้ในหนังสือของเขา
    เพราะ เรารู้สึกว่าโพสต์โมเดิร์นมันคือการรื้อทุกอย่าง เพื่อทำตามใจตัวเอง เพื่อคิดอะไรที่เป็นปัจเจกชน ปัจเจกบุคคล
    แต่ พุทธศาสนาให้เรารื้อทุกอย่าง รวมทั้งความเป็นตัวตน ความเป็นตัวผมของผม ด้วย และใช้ชีวิตอยู่ด้วยการละกิเลส ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นไปตามกิเลส เมื่อทุกคนไม่มีกิเลสไม่มีความอยาก เราถึงจะมีชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้
    แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายแล้ว โพสต์โมเดิร์นก็อาจจะมีหลายสาย อาจจะมีสายที่เรายังไม่ได้ศึกษา และ อาจจะทำให้เราเห็นด้วยก็ได้นะ

    เอาหละ เรารู้ว่าคนอ่านเริ่มจะเบื่อที่เราเริ่มพูดเรื่องปรัชญา ที่จริง ๆ แล้ว เราก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมันนักหรอก
    เราชอบศึกษาปรัชญานะ เพราะเราสงสัยสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ว่าเป็นยังไงมายังไง มีคนคิดมายังไง คนที่อยู่ในบริบทที่ต่างกันกับเราเขาคิดขึ้นมาได้ยังไง
    แล้วก็มักจะสงสัยมาก ๆ ว่านักปรัชญาหลายท่าน (รวมทั้งนิชเช่ด้วย) มักจะไม่สนใจจะศึกษาด้านอื่น ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ หรือ เอาจริง ๆ บางคนก็ไม่ได้ศึกษาสังคมศาสตร์อย่างลึกซึ้ง
    บ้างก็ว่าไม่มีความสำคัญต่อชีวิตเป็นแค่เครื่องหลอกลวง
    บ้างก็ว่าไม่ใช่หน้าที่ของนักปรัชญาเป็นหน้าที่ของคนอื่นทำไมเขาจะต้องมีศึกษาเรื่องพวกนี้อย่างลึกซึ้งด้วย
    ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่เคยศึกษาอย่างละเอียดว่าเอาจริง ๆ แล้วถ้าเราตามศาสตร์พวกนี้ไปเรื่อย ๆ อาจจะพบสิ่งที่ลึกซึ่งสิ่งที่เป็นแนวคิดของคนอีกกลุ่มหนึ่ง และ อาจจะทำให้ได้ปรัชญา แนวคิดใหม่ ๆ ที่แปลกไปก็ได้
    ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพยายามแยกปรัชญาออกจาก วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ หรือ สังคมศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว คนที่เป็นนักปรัชญาในฐานะศาสตร์ที่เป็นพ่อของสิ่งเหล่านี้ก็ควรจะมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้อย่างแจ่มแจ้ง
    แต่น่าแปลกใจที่นักปรัชญาหลายคนมักจะเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านั้น โดยอ้างว่าไม่ใช่หน้าที่
    จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้มันยากเกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าใจรึเปล่า

    ปกติแล้วบล๊อกเราจะมีเรื่องการเมืองมาใส่ไว้ในทุกบล๊อกเพราะว่าสนใจติดตามการเมืองมาตั้งแต่ยังเด็ก
    แต่ช่วงนี้ขอยอมรับเลยว่าตั้งแต่ติดตามข่าวเรื่องการชุมนุมที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์แล้ว ก็ไม่ได้ติดตามการเมืองต่อเลย จะอ้างว่ายุ่งกับการสอบเข้าก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะเวลาส่วนตัวก็มีมาก
    แต่ยังไงดีหละ การเมืองช่วงนี้สำหรับหลาย ๆ คนมันไม่สนุกเท่ากับตอน "ทักษิณออกไป"
    บรรยากาศมันดูอึมครึมแล้วก็ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ใครเป็นพวกใคร ใครหนุนหลังใคร
    ถ้าเทียบกับเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งการเมืองดูเหมือนจะเป็นหนังฮีโร่ที่มีพระเอกรูปร่างอ้วนตุ้ยใส่แว่นขี่ม้าขาวผอมโซ แล้วการเมืองตอนนี้ก็คงเป็นหนังเจ้าพ่อหักเหลี่ยมเฉือนคม ปัญหาก็คือเวลาที่ดูหนังเจ้าพ่อก็มักจะมีคนที่ตามหนังทัน เพราะว่าฉลาดพอ แต่การเมืองตอนนี้หลักจากที่เรามาอยู่ญี่ปุ่นแล้วก็ได้รับข่าวสารน้อยลงกว่าแต่ก่อน
    ก็ชักจะเริ่มตามหนังไม่ทันแล้วหละ (จริง ๆ ก็ตามไม่ทันมาตั้งนานแล้ว) แล้วก็คิดว่าคนหลาย ๆ คนก็ตามไม่ทันเหมือนเรา พอตามไม่ทันมันก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย
    ซึ่งความน่าเบื่อหน่ายนี่แหละ อันตรายต่อการเมืองไทยมาก ๆ เลย ถ้าคนไทยไม่สนใจการเมืองมันก็จะนำมาสู่ผลเสียอะไรหลาย ๆ อย่าง

    คงจะพูดบ่อยแล้วหละ แต่ว่าก็อยากจะพูดอีกรอบว่า
    ไม่อยากให้ใครเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยหวังผลชนะ แพ้
    สำหรับเราแล้วการเมืองไม่ใช่เรื่องของอำนาจ(จริง ๆ แล้วก็ใช่แหละ เอาเป็นว่าไม่ใช่ประเด็นหลักละกัน)
    ประเด็นหลักคือการที่เราจะทำประโยชน์ให้กับคนอื่นยังไงแค่ไหนต่างหาก
    อยากให้คนที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นม๊อบกู้ชาติ ม๊อบต่อต้านกบฏ กลุ่มนายทุน กลุ่มคนมีสี คิดเรื่องพวกนี้บ้างจัง
    เพราะถ้าคิดถึงเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา สุดท้ายแล้วทุกคนจะคุยกันได้ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่ต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มันก็จะไปหาเป้าหมายที่ดีเดียวกันได้
    เราไม่รู้ข้อเท็จจริงเป็นยังไงนะ แต่สำหรับกรณีที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ ถ้าทั้งทหารตำรวจ รวมทั้งกลุ่มม๊อบ ทั้งคู่ต่างคิดถึงคนอื่น คิดถึงประชาชน มากกว่าเรื่องชนะหรือแพ้ เหตุการณ์นั้นคงไม่เกิด
    แต่เรากลับคิดว่า เราต้องประท้วงเพื่อชัยชนะของประชาธิปไตย(นปก.) เราต้องประท้วงเพื่อชัยชนะของการขับไล่คนโกงชาติคนขายชาติ (ม๊อบกู้ชาติ)
    เป็นอย่างงั้นไปปัญหามันก็ไม่จบ ไม่หยุดไม่หย่อนซะที
    เวลาคนในพันธ์ทิพย์ หรือ คนในเว็บบอร์ดอะไรก็แล้วแต่อภิปราย (ใช้คำว่าเถียงแล้วลบทิ้ง) กันเรื่องการเมืองก็ด้วย
    ก็ต้องถามว่าสุดท้ายแล้ว เถียงไปเพราะต้องการให้เกิดประโยชน์อะไร
    เพื่อให้เกิดชัยชนะ และทำให้คนที่อภิปรายแพ้เห็นดีเห็นงามด้วย
    เพื่อความสะใจ ที่ในที่สุดก็มีชัยชนะทางด้านการเมืองเหนือคนอื่นแม้จะเป็นในเว็บบอร์ด
    เพื่อให้คนที่ยังไม่ตัดสินใจมาเข้าพวกตน เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ
    หรือเพื่อหาข้อสรุปที่ดี กว่าเพื่อนำไปสู่ข้อมูลที่ดีกว่า ที่สามารถจะทำให้คนทุกคนที่ต้องการจะทำเพื่อคนอื่นผ่านทางการเมืองมีทางออกที่ดี ที่นำไปสู่สภาวะอันดีของสังคมผ่านทางการเมือง
    อยากให้ทุกคนได้คิดถึงตรงนี้กันด้วยนะครับผม

    เอาหละจะสอบวันจันทร์และอังคารหน้าแล้วครับ

    สถานะตอนนี้ (ลงเทคนิค)

    - Compiler + OS + Computer Architecture => อ่านจบแล้วแต่ก็ยังจำได้ไม่หมด ข้อสอบถามจี้ละเอียดมาก เช่นมีปีนึงถามว่า จงอธิบายวิธีทำ Memory Protection การทำ Memory Protection สัมพันธ์กับ Access Control List Capability List อย่างไร มีอีกปีนึงถามว่า Monitor (ที่ไม่ใช่จอภาพ) สำคัญอย่างไรและเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา Deadlock อย่างไร ซึ่งพวกนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้เรียนมาเพราะมันละเอียดเกินไปอาจารย์ไม่ได้สอนหงะ
    ส่วนคอมไพเลอร์เนี่ยมาเรียนใหม่หมดที่นี่ แล้วก็พบว่ามันช่างรายละเอียดเยอะมาก อัลกอริทึมเป็นร้อยต้องจำให้ได้ทั้งหมด เพราะมีปีนึงข้อสอบถามว่า จงอธิบายอัลกอริทึมการสร้าง Intermediate Code ในคอมพิวเตอร์แบบ RISC หละ ฮ่วย......

    - Linear Algebra + Analysis + Prob. + Stat. => Linear Algebra หลังจากอุทิศตัวให้มันนั่งคิดโจทย์ไปสี่วันก็รู้สึกท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นละ ส่วนอันอื่นก็คงถู ๆ ไถ ๆ ไป แต่กลัวลนจนคิดเลขผิดจังเลย
    ปล. อยากเสนอให้เอาลีเนียร์แอลจีบรา กลับมาในหลักสูตรจัง เพราะมันสำคัญสำหรับคนที่ทำงานวิจัยด้านซีจี และ โรบอตมาก (ตอนทำโรบอต รู้เลยว่ามันเป็นปัญหาจริง ๆ ภาคคอมอ่านหนังสือคอนโทรลไม่ค่อยออกเพราะว่าไม่มีตัวนี้แหละ) โจทย์ที่ออกมันถึกหละ คิดไม่เคยทันเลย หลายข้อขนาดคิดออกแล้ว เขียนพิสูจน์ 2 หน้า

    - CG + Logic => อื่ม วิชาหน้าใหม่ไม่เคยเรียนมา Logic เนี่ยได้โคจิม่าซัง (รุ่นพี่ที่แล็บ) มาติวให้แล้วหละ แต่ก็ต้องอ่านเพิ่มอีกเยอะทีเดียว CG ก็ได้ความกรุณาของรพีมาติวให้แล้วหละ ตอนนี้ก็ต้องเน้นสองวิชานี้เป็นหลักหละ หวังเก็บให้ได้..............

    - Algorithm + Data Structure + Discrete Structure + Formal Language and Automaton พวกนี้ยังไงก็ต้องเก็บคะแนนจากพวกนี้ให้ได้อะ หวังให้เป็นวิชาชูโรง แต่บางปีออกยากคิดไม่ออก คิดไปไม่รู้ครอบคลุมทุกเคสรึเปล่าก็มี

    - Digital Logic Circuit เป็นวิชาเดียวที่คิดว่าเด็กกระเหรี่ยงอย่างเรามีความรู้มากกว่าคนญี่ปุ่น (ก็แหงหละ แกจบคอมเอ็นมาสอบคอมซายน์นี่นา ) รู้สึกว่าข้อนี้มักจะทำได้เสมอแม้ว่าบางปีต้องใช้แรงไปหน่อย

    - Computer Network + AI + Genome Informatics + Programming Methodology + Programming Language Principle + Numerical Method + Distributed System + Computer Security วิชาพวกนี้ไม่มาทุกปีอะ แต่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา คงไม่มีแรงเก็บอะหมดแรง 

    แปะเพลงแล้วไปมหาลัยดีกว่า

    เห็นในบล๊อกพี่บิ๊กเลยขอหยิบมาใช้มั่ง

     

    Utada Hikaru - Boku wa kuma
    Title : Boku wa kuma

    Artist : Utada Hikaru

    Boku wa kuma kuma kuma kuma
    Kuruma ja nai yo kuma kuma kuma
    Arukenai kedo odoreru yo
    Shaberenai kedo utaeru yo
    Boku wa kuma kuma kuma kuma

    Boku wa kuma kuma kuma kuma
    Kenka wa yada yo kuma kuma kuma
    Raibaru wa ebi Furai da yo
    Sensei wa kitto Chokore-to
    Boku wa kuma kuma kuma kuma

    Bonjour! Je m' appelle kuma.
    Comment ca va?

    Boku wa kuma kuma kuma kuma
    Fuyu wa nemui yo kuma kuma kuma
    Yoru wa "oyasumi, makura-san"
    Asa wa "ohayou, makura-san"
    Boku wa kuma kuma kuma kuma

    Yoru wa "oyasumi, makura-san"
    Asa wa "ohayou, makura-san"
    Boku wa kuma kuku kuma
    Mama kuma kuma

    July 01

    คันจิ.......จุดเริ่มต้นของความรุนแรงในภูมิภาคเอเซียตะวันออก

    ขอบคุณน้องตั้ม, ป๊อก, รัดจิ, ฝ้าย, กวาง, พี่หมี และ พี่บิ๊ก สำหรับการคอมเมนต์นะครับ
    เอาหละหลังจากนี้ต่อไปจะไม่ปล่อยให้บล๊อกร้างนาน ๆ อีกละ
    (เป็นข้ออ้างจริง ๆ แล้วขี้เกียจตะหาก)
    จริง ๆ แล้วตอนนี้ต้องนั่งคัดอะไรซักอย่างที่มันเป็นชื่อของบล๊อกเอนทรี่นี้หละ
    ก้อคือคันจินั่นแหละ
    แต่มันก็เป็นเรื่องปกติของบล๊อกนี้ไปแล้ว
    ที่หัวข้อเรื่องกับเนื้อความในบล๊อกมักจะต่างกันโดยสิ้นเชิง
    (ความเพ้อเจ้อเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจซักกะหน่อย)

    จิง ๆ แล้วชีวิตตอนนี้จืดชืดไร้รสชาติสุด ๆ
    ไปเรียน นั่งอ่านญี่ปุ่น นั่งอ่านหนังสือสอบเข้าที่แล็บ ไปเที่ยว
    แต่อาทิตย์หน้าจะกลับไทยหละ
    หวังว่าจะมีเรื่องให้เราได้ออกจากเรื่องซ้ำ ๆ เดิม ๆ บ้าง ตอนที่กลับไปที่ไทยอาทิตย์หน้าเนอะ
    แต่จะว่าไปแล้ว
    เราก็เป็นคนที่ชอบอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ เหมือนกันเนอะ
    พี่วิน (พี่ที่หอ) เขาสังเกตแล้วก็บอกเราว่า..........เราเป็นคนชอบทำอะไรมีโปรแกรมแล้วก็ทำตามโปรแกรม
    ก็อาจจะจิงมากถึงจิงที่สุดแม้แต่เราเองก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นอย่างงั้นเหมือนกัน
    แต่ให้ทำตามโปรแกรมตอนนี้รู้สึกเบื่อ ๆ ไร้รสชาติแปลก ๆ
    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแฮะ สุดท้ายอำนาจเงินก็บังคับให้เรานั่งเรียนภาษาได้อย่างเริ่มมีความสุขแล้ว
    ก็ไม่คิดมาก่อนว่าจะสามารถเรียนภาษาได้เป็นเรื่องเป็นราวเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้
    แต่เป้าหมายสอบระดับสองปีนี้ก็คงยังอยู่ไกลอยู่ ยังไงก็จะพยายามหละ

    อยู่ทางนี้ไม่ได้ข่าวเพื่อน ๆ ที่ไทยเลย
    ไม่รู้ว่ากลับไทยคราวนี้โลกของเรา โลกของเพื่อน ๆ ยังเหมือนเดิมรึเปล่า
    3 เดือน จะบอกว่าแป๊ปเดียว ก็แป๊ปเดียว
    แต่จะบอกว่านานมันก็นานมากเลยนะ
    จะว่าไปแล้ว 3 เดือนเนี่ย
    ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในชีวิตเรามันก็ตั้ง 0.36 % แหนะ
    3 เดือนเนี่ย.......สามารถทำให้คนคุยกันรู้เรื่องกลายเป็นคนที่คุยกันไม่รู้เรื่อง
    สามารถทำให้ของดี ๆ กลายเป็นของแตกหักได้
    สามารถทำให้อะไร ๆ ที่ไม่น่าจะพังก็พังได้
    ทำให้คนธรรมดากลายเป็น Superman ก็ได้ 555
    เขียนถึงตรงนี้กลับไปคราวนี้อยากไปพูดขอโทษกับหลาย ๆ คนที่เราเคยทำผิดด้วยจัง
    แต่ก็อย่างว่าแหละ เราขอโทษรู้สึกผิด แต่ก็ไม่เคยพยายามจะแก้ไข ให้ไม่ต้องพูดขอโทษอีกครั้งซะที

    ไม่รู้อย่างไหนจะดีกว่ากันนะ
    คนสองคน คนนึงไม่เคยได้ยินคำว่าขอโทษหลุดออกมาจากปากเลย
    ไม่ว่าเขาจะทำอะไรเขาจะไม่พูดคำว่าขอโทษแต่จะพยายามแก้ไขจนได้ผลสำเร็จ การกระทำความผิดอันนั้นไม่ได้ส่งผลเสียหายอะไร
    กับอีกคนหนึ่งพูดขอโทษตลอดเวลา พยายามแก้แต่ด้วยความที่งี่เง่า ด้วยความที่กิเลสจัด มันก็แก้ไม่ได้ซักที
    เฮ้ย ไม่มีแก่นสารแล้วบล๊อกนี้ เขียนหลุดโลกไปเยอะ
    โอเคเราจะเขียนให้มีประเด็นแล้วนะ

    วันนี้ตั้งใจจะเขียนสามประเด็น (นี่ดู.......มุ่งมั่นแค่ไหนเพื่อที่จะทำให้บล๊อกมีสาระ)
    ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องที่ไปได้ยินได้ฟัง Podcast เรื่อง สอนนักศึกษาให้เป็นนักศึกษา
    http://www.thaimacdev.com/node/470
    ประเด็นที่พูดเกี่ยวกับการศึกษาคอมพิวเตอร์บ้านเราครับ
    แต่คนที่มาจากสาขาวิชาอื่นก็ฟังได้นะครับ
    มีประเด็นน่าสนใจหลายประเด็นทีเดียวครับ
    บรรยายโดยอ.อภิรักษ์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากรครับ (น่าคิดจริง ๆ ว่าเป็นคนเดียวกับคุณ WeeKeN รึเปล่าเนี่ย)
    ไม่อยากโพสในบอร์ดครับเพราะว่าเกรงใจทั้งสองฝ่าย เป็นเรื่องของอาจารย์ทะเลาะกับอาจารย์ครับ
    แต่สิ่งที่พูดลงใน Podcast เนี่ย สำหรับผมมันดูจะอุดมคติเกินไปครับ
    ที่ว่าอุดมคติเกินไปเพราะว่า เมื่อพิจารณาจากหลักสูตรที่ผมเพิ่งจบมาเนี่ย
    นักศึกษาก็ไม่มีเวลาว่างสำหรับทำจริงอะไรมากมายครับ
    เนื่องจากปัจจุบันคอมพิวเตอร์มันกว๊างกว้างแล้วก็กำลังกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
    จะให้มาทำจริงปฏิบัติจริงทุกวิชามันเป็นไปไม่ได้ครับ
    สิ่งที่ต้องทำคือทำให้สามารถมองภาพกว้าง ๆ แล้วไปเริ่มต้นในจุดที่ควรเริ่มครับ จุดที่เขาชอบที่สุด
    แต่สิ่งที่ทำให้ฉุนกึ๊กอย่างบอกไม่ถูกครับ
    คือการที่บอกว่าการศึกษาไม่สนองตลาดครับ
    แล้วก็หัวเราะเยาะมหาลัยตัวเองที่เลือกภาษา C และ C++ มาสอนครับ ประมาณว่า สอนทำไม สอนเพื่ออะไร
    เรียนไปก็ไม่เห็นใช้ ไม่เห็นตลาดเหรอ ตอนนี้เขาจาว่ากันนะ python กันนะ
    ผมฟังเรื่องทำนองนี้มาหลายสิบรอบ จากเพื่อนบ้างจากคนที่ทำงานแล้วบ้าง
    สิ่งที่ผมสงสัย เมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่ได้ฟัง Podcast อันดังกล่าวก็คือ
    ทำไมทุกคนต้องคิดให้ภาคการศึกษาปรับตามภาคการตลาด
    ทำไมไม่คิดให้ภาคการตลาด ปรับตามภาคการศึกษาซะบ้าง
    เมื่อสองฝ่ายไม่ตรงกัน
    ทุกคนเลือกที่จะโอ๋ภาคการตลาด และ ประณามภาคการศึกษา
    ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วภาคการศึกษาก็เดินรุดหน้า เพียงแต่เดินไปคนละทิศกับภาคการตลาด
    ทั้ง ๆ ที่ภาคการตลาดโดยเฉพาะในเมืองไทย
    คนที่จบคอมพิวเตอร์มันก็แค่กรรมกร ทำงานซ้ำ ๆ (เหมือนกับเครื่องถ่ายเอกสารที่อาจารย์บอกหละครับ เพียงแต่อาจจะเป็นเครื่องถ่ายเอกสารที่ฉลาดขึ้นมาอีกนิดแค่นั้นเอง)
    สนองนายทุนแค่ไม่กี่คน.........ก็แค่นั้น
    เอ๋ พิมพ์ถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าแรงไปหละ แล้วก็รู้สึกด้วยว่ายึดตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไปนิดนึง
    ไม่ลบนะครับ แต่ว่าถ้าทำให้เพื่อน ๆ โกรธ ต้องขอโทษเพื่อน ๆ มานะที่นี้ด้วยครับ (นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่เป็นการขอโทษที่ไม่ปรับปรุงตัวซะที เรื่องด่าชาวบ้านในบล๊อกเนี่ย)
    ในขณะที่ภาคการศึกษา
    โอเคไม่เถียง ธุรกิจเหมือนกัน
    แต่ความที่ต้องการจะทำอะไรให้โลกมันรุดหน้า ก็คงมากกว่าภาคธุรกิจนิดหน่อย
    มาถึงตอนนี้เพื่อน ๆ ก็คงเริ่มคิดแล้วหละว่า..........
    งั้นแกก้อเชิญ...........
    จนต่อไปทั้งชาติละกัน...................
    เออ เออ โอเคคร้าบ ก้อไม่ได้ว่าเพื่อน ๆ ที่ทำงานอยู่ในภาคธุรกิจหรอกนะ
    มันก็เป็นงานและมันก็เป็นโลกของความจริง
    แต่หงุดหงิดทุกครั้งที่ได้ยินคำว่าภาคการศึกษาไม่ตอบสนองธุรกิจหละครับ
    ลองนึกสภาพคนสองคน
    คนนึงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้มนุษยชาติมีความสุขสบาย
    ในขณะที่อีกคนนึงเน้นสร้างเงิน สร้างความร่ำรวย สนองนายทุน
    แต่ทุกคนกลับเลือกที่จะบอกไอ้คนแรก ว่า ไอ้โง่ หัดทำตามแบบไอ้คนที่สองซะมั่งจะได้รวย ๆ ซะที
    จะว่าไปแล้วมันก็น่าหดหู่เหมือนกันนะครับ ปกครองเผด็จการ แต่เศรษฐกิจเนี่ย ทุนนิยมอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้นทุกที ๆ

    โอเค เรื่องที่สอง หละครับ
    เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตที่นี่หละครับ
    มิตรภาพที่นี่ดีมาก ๆ เลยครับ พี่ ๆ ที่นี่ใจดีทุกคน (แต่แย่จังไม่มีรุ่นเราเลย.........มีแต่ลุง ๆ ป้า ๆ เพ่นพ่านเต็มหอไปหมด)
    แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่คนแข็งแบบเราจะต้องมีเรื่องให้ทุกคนหงุดหงิดหุดหิดอยู่เสมอ
    ด้วยความที่ตั้งใจว่าจะเป็นพวก Objective สุด ๆ คือจะไม่ฟังใครไม่เปลี่ยนเพราะใครในเรื่องที่ตัวเองเห็นว่าผิด
    อารมณ์ประมาณว่ายอมหัก ไม่ยอมงอ
    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่เมื่อใช้ชีวิตกับต้นไซโคมาก ๆ เข้าก็จะรู้สึกว่า
    "ทำไมหมอนี่มันเรื่องมากจังวุ้ย" ------"พี่"แน็ค
    เออจิง ๆ จะบอกว่าไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่โดนคอมเมนต์ว่าเรื่องมาก
    คือยังไงดี เราไม่ใช่ Perfectionist หละ
    คือไม่จำเป็นต้องทำทุกเรื่องให้มันสมบูรณ์แค่ทำให้มันถูกให้มันใช้งานได้ให้มันผ่านเกณฑ์ก็พอ

    แต่เรื่องที่ตั้งเกณฑ์เอาไว้ยังไงก็ไม่อยากผิด
    แล้วเผอิญว่าเป็นพวกชอบตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองเสมอ
    เอาเป็นว่าจะใช้ทฤษฎีบอลลูนของพี่แผ่นให้มากที่สุดละกันครับ
    คือจะไม่เอาบรรทัดฐานตัวเองไปใช้ตัดสินใคร
    จะใช้บรรทัดฐานของเราเพื่อตัดสินเราเท่านั้น
    ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้คนอื่นมาบังคับทำเรื่องนู่นเรื่องนี่ที่ไม่อยากทำ
    ก็ถ้าเผอิญต้องบังคับกัน แล้วเผอิญเผลอทำหน้ายักษ์(ยักษ์ที่น่ารักที่สุดในโลก...........)ใส่ก็อย่าว่ากันน้าคร้าบบบบบบบ
    แต่สุดท้ายแล้วผมก็เป็นผม
    ไม่ใช่ไม่เชื่อคนอื่น แต่ถ้าคนอื่นมาพยายามบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
    ก็จะไม่ทำ และไม่พอใจที่มาบังคับกัน

    อ่านถึงตรงนี้(มีคนอ่านถึงตรงนี้ด้วยเหยอ...........คน ๆ นั้นต้องมีความอดทนสูงจริง ๆ นะเนี่ย)ก็คงเริ่มคิดแล้วว่า มันจะตั้งชื่อหัวข้อให้เป็นอย่างงั้นทำไม ถ้าไม่ใช่เพื่อเรียกเรตติ้ง
    แน่นอนครับ จริง ๆ แล้วก็เพื่อเรียกเรตติ้งจริง ๆ นั่นแหละ เพราะเนื่องจากช่วงนี้คนที่ผ่านไปผ่านมาบล๊อกนี้ส่วนใหญ่กำลังสนใจภาษาญี่ปุ่นอยู่

    งั้นเราจะขอจบบล๊อกวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้หละกันนะครับ....................อย่าเพิ่งทำหน้าหงิกสิ

    แปะเพลง

    http://baifern.imeem.com/music/W2nrZD7V//

    เพลง กฎของแฟนเก่า.........ลิเดีย

     

    นั่งในร้านประจำของเรา ตั้งแต่เช้าถึงเย็นเฝ้ารอเธอ

    เผื่อเจอกันสักวัน ตรงที่นัดเจอกันทุกที

    มาวันนี้ก็ไปเหมือนเมื่อวาน ต่อให้ไม่เคยได้พบเธอ

    ได้ยินเสียงฟ้าร้องทุกๆ ที ก็ยังห่วงเธออยู่ดีหรือเปล่า

    ข้อความข้างในมือถือก็ยังคงเก็บไว้

    ได้ยินเพลงที่เธอนั้นชอบฟัง

    มันก็ยังคงคิดถึงทุกครั้งไป

    ต้องเตือนตัวเองซ้ำๆ ทำเอาไว้

    *อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ

    อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า

    ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา

    บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่าที่ต้องจำ

    จริงๆ แล้วฉันเองก็รู้ดี ในวันนี้อะไรที่ต้องจำ

    ก็คือต้องห้ามใจ ต้องยอมรับความจริงที่เป็นอยู่

    แต่ไม่รู้จะทำได้เมื่อไหร่ ก็ในเมื่อใจมีแค่เธอ

    ได้ยินเสียงฟ้าร้องทุกๆ ทีก็ยังห่วงเธออยู่ดีหรือเปล่า

    ข้อความข้างในมือถือก็ยังคงเก็บไว้

    ได้ยินเพลงที่เธอนั้นชอบฟัง

    มันก็ยังคงคิดถึงทุกครั้งไป

    ต้องเตือนตัวเองซ้ำๆ จำเอาไว้

    *อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ

    อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า

    ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา

    บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่าที่ต้องจำ

    *อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ

    อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า

    ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา

    บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่า

    *อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ

    อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า

    ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา

    บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่าที่ต้องจำ

    ต้องขอโทษด้วยนะครับ สำหรับคนที่กำลังหาที่คอมเมนต์เหมาะ ๆ เพราะว่าถูกบังคับมา
    เขียนดีกว่า (ไม่ค่อยมีความรู้นะครับ แต่ว่าก็อยากเขียนเรื่องที่คิดเพราะว่ามันเป็นบล๊อกของต้นนี่นา)
    ตอนนี้มาเริ่มเรียนภาษานั่งคัดคันจิ
    รู้สึกเลยว่าช่วงนี้ความรุนแรงในหัวมันมากทวีขึ้นเรื่อย ๆ
    เพราะคันจิเนี่ยมันกำเนิดขึ้นมาในจีนในยุคทีคนจีนใช้กำลังกันเป็นส่วนใหญ่เป็นยุคที่ความรุนแรงมีบทบาทมากในสังคมจีน(ราชวงศ์ฉาง)
    รู้สึกว่าตัวคันจิเนี่ยจะว่าไปแล้วมันแฝงความรุนแรงมาด้วยเยอะมาก ๆ เลย
    เช่นว่า ตัวคันจิที่แปลว่าตัวเลขหรือการนับเนี่ย จะเห็น ผู้หญิงอยู่ใต้ข้าวแล้วก็มีแส้ (นับเวลาตีผู้หญิงที่นับข้าวอยู่)
    ตัวที่แปลว่าการสอน เนี่ย ก็จะมีเด็กอยู่ใต้ดินแล้วก็มีแส้ (เอาเด็กไปฝังได้ดินแล้วก็ตี ๆ ) 
    อะไรประมาณนี้ คนที่เรียนคนที่ท่อง โดยเฉพาะ เด็ก ๆ ถ้าท่องไปนึกภาพไปด้วย
    ภาพเหล่านี้ก็จะกลายเป็นความรุนแรงที่เขานับถือ
    ประเทศเพื่อนบ้านแถวนี้เลยมีปัญหาความรุนแรงไม่รู้จักจบจักสิ้นซะที
    (เราคิดมากเกินไปมะเนี่ย)

    June 17

    บล๊อกแรกที่ญี่ปุ่น

     

    ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ แน็ค ดรีม ฝ้าย กิศ และ พี่หมี สำหรับการคอมเมนต์นะครับ
    ตั้งแต่เปิดบล๊อกมาก็เป็นครั้งแรกหละครับที่เว้นว่างไม่ได้เขียนบล๊อกติดกันเป็นเวลานานเกือบ 3 เดือน
    ทุกทีไม่ได้เขียนแค่ 3 อาทิตย์ก็เริ่มรู้สึกว่าทิ้งนานเกินไปหน่อยแล้ว
    ไม่ใช่ว่าเรียนหนักหรือว่ายุ่งอะไรนะครับ
    แค่ไม่มีอารมณ์เขียน แล้ว ก็ไม่มีความกระหายจะเขียน
    ไม่รู้สิ
    อยู่นี่ก่อนจะมาใคร ๆ ก็บอกว่ามันจะเหงาแต่พอได้มาถึงจริง ๆ ก็ไม่ได้เหงาอย่างที่ว่า
    เพื่อน ๆ สนุก ๆ อยู่กันเยอะมาก ๆ แล้วก็ไม่เคยได้รู้สึกเหงาเลย
    แต่ก็เหมือนกับว่าขาดอะไรไปเยอะเหมือนกันท่ามกลางความไม่เหงา
    มีคนคุยด้วยมากมายเรียกว่าอยากคุยเมื่อไหร่ก็มีคนคุยด้วยตลอดเวลา (คุยสนุกมาก ๆ ด้วย ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่นี่ทุกคนที่ถึงแม้ว่าเราจะแอบเก็บตัวแยกออกจากสังคม ก็ยังดึงเราไปคุยสนุกด้วยได้)
    แต่การขาดคนที่เรียกว่าครอบครัวไปเนี่ย..........สำหรับเราแล้วถึงแม้ไม่ได้โวยวาย ไม่ได้ร้องไห้ homesick แต่ก็ทำให้รู้สึกโล่งโหวง ๆ เหมือนกับขาดอวัยวะอะไรไปบางอย่างเหมือนกันนะครับ
    แต่เรื่องพวกนี้เดี๋ยวก็คงชินหละครับ

    อ้อ ขอแจ้งสถานการณ์ตอนนี้ก่อนนะครับ
    สถานการณ์ตอนนี้ต้นมาเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น
    โดยมีความหวังว่าจะได้เรียนป.โท และ ป.เอกที่นี่ (ยังเลือนลางอยู่ แต่พยายามให้จงได้คอยดูสิ)........ต้องสอบเข้าเดือนสิงหานี้ครับ ส่วนหลังสอบเข้าจะวิจัยเรื่อง..............อุ๊บเกือบหลุด
    ตอนนี้อยู่ในช่วงเรียนภาษาอยู่ครับเรียนไปได้ครึ่งเทอมแล้ว เพิ่งสอบมิดเทอมเสร็จไปเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาเองครับ
    อย่าไปพูดถึงผลสอบเลยครับ ช่างมานนนนเทอะขอร้องหละ
    เราอาจจะเป็นพวกไม่ถนัดกับการเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ เช่นการเรียนภาษาใหม่ ๆ จริง ๆ ด้วยเนอะ
    เราสนุกกับการเรียนภาษาไทยให้ลึก สนุกกับการเรียนราชาศัพท์ยาก ๆ สนุกกับการอ่านวรรณคดียาก ๆ วิเคราะห์รูปประโยค วิเคราะห์ความเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรม(เป็นเรื่องที่ชอบนะ ให้ทำก็ไม่ได้เรื่องหรอก)
    แต่ให้มาเริ่มเรียนภาษาให้มาท่องตัวอักษร ท่องศัพท์ ท่องแกรมม่า เนี่ย ไม่ค่อยสนุกเลยจริง ๆ นะ

    การเริ่มต้นไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่
    มันก็คงต้องใช้ความจำหละเนอะ อาจจะเป็นเพราะอย่างงี้ถึงไม่ชอบการเริ่มต้นใหม่กับอะไรก็ตามเหอะ
    แต่ชอบที่จะยึดมั่น ยึดติดกับสิ่งเดิมนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
    ไม่รู้ว่าความดื้อด้านแบบนี้ สุดท้ายแล้วจะนำเราไปที่ไหนเนอะ
    ไม่รู้สิ ตอนนี้รู้สึกว่าการเรียนภาษาทำให้เรามีโอกาสได้ใช้ความคิดน้อยลงเล็กน้อย
    มีโอกาสจะนั่งคิดอะไรสนุก ๆ ใส่ลงบล๊อกตัวเองน้อยลงด้วยมั๊งเลยทำให้ทิ้งเขียนบล๊อกไปนาน
    เมื่อกี๊ไปนั่งอ่านบล๊อกรัดจิเขียนเรื่อง existentialism (ใช่เปล่าหว่าลืมไปแล้ว)
    ก็เลยมีไฟทำให้อยากเขียนบล๊อกขึ้นมา
    บวกกับตอนนี้ง่วง ๆ มึน ๆ (จากการนอนมากเกินไป)
    เลย.............เขียนบล๊อกดีกว่า

    ตอนนี้ชีวิตที่ญี่ปุ่นยังมีความสุขอยู่ครับ
    มีความสุขกับชีวิตคนที่นี่ ที่ใครใครก็บอกว่าชีวิตที่นี่เครียดสังคมที่นี่เครียด
    แต่ตอนนี้ก็กลับชอบความเครียดนี้
    ชอบที่จะได้อยู่ในกฎเกณฑ์ที่คนส่วนใหญ่พร้อมจะปฏิบัติตามนั้นโดยไม่มีบิดพริ้ว
    ชอบที่จะทำอะไรซ้ำ ๆ ในสิ่งที่ทุกคนคิดว่าดี
    ชอบที่จะได้ทำงานกับคนขยัน คนเก่ง และคนดี ซักวันมันต้องดีดเราไปที่ที่เก่งกว่านี้สินะ

    อยู่นี่จิง ๆ แล้วก็มีเวลาว่างเท่า ๆ กับที่ไทยหละนะ
    แต่เวลาเล่นเน็ตมีมากขึ้น
    เนื่องจากว่าทีวีไม่มีแล้วก็ยังไม่ได้ซื้อ (พี่ที่อยู่นี่บอกว่าซื้อไปก็ไม่ได้ดู เพราะว่าฟังไม่รู้เรื่อง แล้วคนญี่ปุ่นบางคนก็ไม่แนะนำให้ดูเพราะว่าภาษาในทีวีมันสกปรก)
    การ์ตูนไม่มีอ่าน (อ่านไม่รู้เรื่องนอกจากเล่มที่หยิบมาจากไทยแค่ 4 เล่ม)
    ก็เลยอยู่กับคอมพิวเตอร์นี่แหละทั้งวันทั้งคืน สายตาต้องสั้นขึ้นแน่นอนเลย
    แต่ก็มีเวลาได้อ่านทวนบล๊อกของตัวเอง(ไม่ค่อยหรอก) ที่ได้ทวนจริง ๆ ก็เป็นบล๊อกของเพื่อน ๆ มากกว่า (นิสัยสอดรู้สอดเห็นกำเริบ)
    อืม จะว่าไปแล้วพอมองกลับไปข้างหลัง
    เราพบว่าเราเนี่ยก็ทำอะไรผิดเยอะมาก ๆ อ่านไปหลายเรื่องก็รู้สึกสะดุ้งไปเลยว่าเราทำไปได้ยังไง
    ทั้ง ๆ ที่หลายเรื่องสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่ทำ
    แต่ก็ทำอย่างไม่ควรจะให้อภัย
    ก็ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ยังให้อภัยให้โอกาสเรามาเรื่อย ๆ แม้ว่าหลายครั้งจะเป็นการกัดฟันให้โอกาสมากกว่า (กัดฟันจนเลือดออกตามไรฟันกันเลยนะเนี่ย)
    หลายเรื่องพอเราอยู่ในวงใน มองไม่เห็นอะไร............แต่พอได้หลุดออกมามองนอกวงแล้ว............ก็เห็นความผิดของตัวเองมากมายมหาศาลจนแม้แต่ตัวเองก็ไม่อยากให้อภัยตัวเองเลยจริง ๆ

    ไม่รู้แล้ว ต่อไปนี้จะวางกฎให้ตัวเองไปเรื่อย ๆ แล้วจะพยายามไม่ละเมิดกฎของตัวเองที่สร้างขึ้นเพื่อไม่ให้ผิดพลาดอะไรอย่างที่มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก

    อืมเขียนถึงตรงนี้แล้วกลับแปลกตรงที่ไม่มีอะไรให้เขียนแล้วหละ
    ความจริงมีเรื่องให้เขียนเยอะไปหมดแต่ว่าไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดี เอาเป็นข้อ ๆ ดีมะ


    1. จะกลับไทยวันที่ 6 ก.ค. นะครับ กลับญี่ปุ่นวันที่ 14 ก.ค. เพื่อไปซ้อมรับปริญญารอบซ่อมวันที่ 8 ก.ค. และรับปริญญาวันที่ 12 ก.ค. ตอนนี้ก็กำลังทำเรื่องไปซ้อมรอบซ่อมอยู่ครับ ถ้าเรื่องไม่สำเร็จก็จะใส่ชุดครุยแล้วไปถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ วันที่ 12 ก.ค. หละครับ ส่วนเหตุผลที่ดื้อด้านกลับไปรับรอบซ่อมทั้ง ๆ ที่เพื่อน ๆ ที่อยู่ที่นี่ก็กลับตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. หมดก็เพราะว่ารู้สึกไม่ดีที่รับเงินเดือนเขามาแล้ว(แม้ว่าเงินเดือนมันจะน้อยมากก็เถอะ) แล้วโดดเรียนคอร์สที่เขาบังคับให้เรียน(ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากเรียน..........รู้สึกไปเองหละ แต่ก็นั่นแหละเป็นเพราะว่านิสัยไม่ชอบโดดเรียนตั้งแต่ตอนอยู่ไทย) ไปตั้งครึ่งเดือนครับ ก็เลยขอกลับแค่อาทิตย์เดียวและก็ไม่ยอมไปซ้อมและถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ครับ

    2. มาอยู่ญี่ปุ่นตอนนี้ก็สองเดือนครึ่งแล้วหละ เนื่องจากสตางค์ไม่อำนวย ก็เลยไม่ได้เที่ยวไหนเลยครับ ได้เที่ยวน้อยกว่าพวกที่มาเที่ยวที่นี่แว้บเดียวอีก แต่ก็แอบไปเก็บ path ที่รอบ ๆ กรุงโตเกียวมาเยอะแล้วเหมือนกันนะครับ ได้ไปตั้งแต่ ฮาราจุกุ(4-5 รอบแล้วแต่ไม่ได้ไปดู Cosplay นะครับ) อิมพีเรียลคอเรจ ชินจุกุ ชิบุย่า อุเอะโนะ คามาคุระ โอะโมะเตะซานโด กินซ่า(แว้บนึง) อะซากุสะ(แว้บนึง) อากิฮาบะร่า.......อันนี้ไปมาสามรอบแล้ว โปรดสุด ๆ ตามสไตล์พวกโอตากุแบบเรา :):):):):):)........ จะว่าไปแล้วเวลาอยู่ในภาคเนี่ยก็ไม่ค่อยรู้สึกหรอกว่าตัวเองเป็นพวกโอตากุ แต่พอต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับคนที่มีความถนัดหลากหลายที่หอนี้ก็รู้สึกเลยว่าเรานี่มันช่างโอตากุทีเดียวนะเนี่ย

    3. วิชาการหน่อยละกันข้อนี้ ตอนนี้เริ่มสนุกกับภาษาญี่ปุ่นแล้ว (ในขณะที่หัวก็ทื่อลงเรื่อย ๆ) แล้วก็เจอวิกฤตต้องสอบในวันที่ 20-21 สิงหานี้แล้วหละ ตอนนี้ถือว่าอ่านได้น้อยมาก ๆ ก็ต้องโฟกัสที่ภาษาญี่ปุ่นที่เราเรียนตามชาวบ้านเขาไม่ค่อยทันนี่นา เอาหละจากวันนี้ไปต้องเร่งสปีดอย่างสูงแล้ว เราจะไม่ใช่แค่สอบเข้าได้อย่างเดียว แต่ต้องทำคะแนนให้มากชนะคนญี่ปุ่น ให้เขารู้ซะบ้าง.....ว่าคนไทยก็มีดีนะเฟ้ย แม้ว่าหน้าจะขี้เลื่อยอย่างหนักก็ตามวิชาที่ต้องสอบมี Statistics + Propabilistic, Differential Equation + Calculus, Linear Algebra, Algorithm, Data Structure, Theory of Computational (Formal Language + Automaton), OS, Compiler, Computer Graphics, AI, Computer Architecture, Numerical Analysis, Discrete Mathematics, Digital Computer Logic รวมเป็น 14 วิชาหละ ว่าไปแล้วมีวิชาที่ไม่เคยเรียนอยู่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย............หลายวิชาเพิ่งเอาออกจากหลักสูตรภาคก่อนหน้ารุ่นเรานิดเดียวเองเนอะ............จะบอกว่าใครคิดว่าภาคเราเรียน Math เยอะอยากให้เอา Math ออกอยากให้มาดูหลักสูตรของพี่น้องชาวญี่ปุ่นมาก ๆ จะพบว่าหลักสูตรมีแต่ Math ช่วยไม่ได้นี่เนอะ..........คนที่เรียนที่นี่ 100 คนไม่ได้จบไปทำ Software House 90 คนนี่นา ของเดี๋ยวนี้อะไรมันก็ต้อง Support ธุรกิจ ทำเงินได้ ทำแล้วรวยทั้งนั้นหละมั๊งเนอะ

    4. การที่คนญี่ปุ่นเอาเรามากักตัวรวม ๆ กันกับคนหลาย ๆ ชาติเนี่ยจะว่าไปก็เป็นโอกาสอันดีมาก ๆ ที่จะทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมอันหลากหลายของโลกไปนี้ที่เต็มไปด้วยพวกเขาและพวกเราหละเนอะ คิดไปคิดมาคนเราคงรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยที่ได้มี "พวกเรา" และคำว่า "ไม่ใช่พวกเรา" แม้ว่าจะไม่มีอะไรมาแบ่งกันก็จะพยายามสร้าง "พวกเรา" แล้วก็สร้างกำแพงให้ "พวกเขา" อยู่ห่างจากพวกเรามากขึ้นเรื่อย ๆ หละเนอะ
    เราก็เป็นเหมือนกันหละ...........ไม่รู้ว่าไอ้อารมณ์พวกเขาพวกเรา (Partial Will) เนี่ยมันเกิดขึ้นมาได้ไง...........แต่ถ้ามนุษย์ไม่มีมัน โลกนี้อาจจะน่าอยู่ขึ้นเยอะ หรืออาจจะไม่น่าอยู่เลยก็ได้เนอะ :):):):):):)

    5. อ้อ เกือบลืมไป ต้องพูดถึงการเมืองไทยให้บล๊อกหมิ่นเหม่สั่งถูกปิดซักหน่อย :):):):):):)
    สำหรับเราแล้ว เรื่องที่ทหารเข้ามาทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ ภาพพจน์ของไทยในสายตาชาวต่างชาติได้ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง เพราะต่างฝ่ายก็พยายามออกข่าวสาดโคลนตอบโต้กันไปมา ก็เป็นเรื่องสำคัญ
    เรื่องกลุ่มการเมืองที่อยู่ภายใต้การรัฐประหารก็เป็นเรื่องสำคัญ
    เรื่องความสถานการณ์ความรุนแรงที่ดูเหมือนจะมากขึ้นทุกวันทั้งในกรุงและนอกกรุงทั้งในรัฐและระหว่างรัฐก็สำคัญมาก
    แต่เรื่องที่สำคัญที่สุด คือค่านิยมของประชาชนทุกคนบนสังคมไทย
    การรัฐประหารจะสำเร็จไม่ได้........ถ้าประชาชนไทยไม่ยอมรับการรัฐประหารให้เกิดขึ้นโดยดุษฎีตั้งแต่เมื่อ 9 เดือนที่แล้ว
    แต่เพราะประชาชนไทยหลายคนก็ชอบวิธีการนี้อยู่เหมือนกัน........แนวทางการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง
    แนวทางการแก้ปัญหาอาการคันด้วยการเกา...........แก้ปัญหาจิ๊กโก๋กวนประสาทด้วยการชกหน้ามันซัก 2 ที
    คิดว่าที่ประเทศเราไม่สามารถมีประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ซักครั้ง เพราะว่ามักจะใช้แนวคิดนี้มาตัดสินการเมืองหละ
    ถ้าคนไทยไม่คิดแบบนั้น.........รัฐประหารไม่เกิดง่าย ๆ หรอก...........ไม่มีใครกล้าทำรัฐประหารที่เกิดเสียงวิจารณ์ทันทีที่ทำหรอก
    แต่เป็นเพราะหลังจากรัฐประหารทุกคนเห็นว่าดี..........กลายเป็นเรื่องสนุกมีไปถ่ายรูปกับรถถังเอาดอกไม้ไปให้สนุกสนาน.........แม้สิ่งที่ทำเกิดจากการที่สื่อสร้างให้เป็นอย่างงั้นก็เถอะ
    กลัวว่ายิ่งรัฐบาลชุดนี้อยู่นาน..........ประชาชนจะเกิดความเคยชินกลายเป็นค่านิยมที่ถูกต้องที่ควรของสังคมไทย
    ถ้าสังคมไหนมีค่านิยมที่จะเลือกวิธีแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง สังคมนั้นจะเป็นสังคมที่ไม่น่าอยู่ เป็นสังคมอนารยชน เป็นสังคมอนาธิปไตย
    คนไม่มีกฎไม่มีเกณฑ์ ตัดสินไปตามความชอบความต้องการของตน นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ เหมือนกับที่คมช.ทำแล้วพยายามสร้างให้คนไทยมองว่ามันเป็นเรื่องที่ถูก
    ใครไม่พอใจนิด ๆ หน่อย ๆ ก็โวยวาย ๆ ประท้วง ๆ แล้วก็มีคนมากล่าวหาว่าไอ้ที่ประท้วง ๆ เนี่ยจ้างกันมา............นี่ก็ทำร้ายสังคมอย่างรุนแรง..........แทนที่จะช่วยกันแก้ปัญหาตามระบบระบอบ.........กับใช้วิธีข่มขู่ และพูดจาชวนเชื่อ
    นี่ต่างหากผลเสียที่รุนแรงกว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และ การเมืองหลายเท่า..............เสียหายพอ ๆ กับที่รัฐบาลทักษิณได้เปลี่ยนให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งธุรกิจนั่นหละครับ
    ของแบบนี้เสียหายไปแล้วแก้ไขไม่ได้ง่าย ๆ ค่านิยมที่ดีต้องใช้เวลาสร้าง บางทีก็นับร้อย ๆ ปี.........เสียดายจัง

    เอาหละเรื่องที่อยากเล่าก็เล่าไปหมดแล้วครับ

    แต่ว่าเรายังมีภารกิจอีกอย่างนึงในบล๊อกนี้ครับ
    เนื่องจากที่ http://onni-fai.spaces.live.com ได้รับความกรุณาเป็นอย่างสูงจากคุณฝ้าย
    นอกจากท่านจะไม่ปฏิบัติตามการ Tag ของเราแล้ว ยัง Tag เรากลับมาอีก แต่ยังไงก็ขอบคุณน้าครับ ที่อุตส่าห์ Tag มา วันหลังมีอะไร Tag ก็ Tag อีกบ่อย ๆ น้า.......สนุกดี

    กติกาอันนี้ ให้เขียนเพลงที่ชอบ 15 เพลงแล้วก็ Tag ต่อไปอีก 5 คน หละ
    อ่าเอาเป็นว่า 15 เพลงเราไม่เรียงลำดับละกันนะเอาเป็นว่าพวกนี้เราชอบเหมือนกันพอ ๆ กันทุกเพลง
    ไม่ได้หูสูงหละส่วนใหญ่ก็แบบฟังแบบ Easy-Listening ซะมากกว่าเริ่มเลยละกันครับ

    15. รักเธอนิรันดร์..........ศิริศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์
    http://www.imeem.com/tag/%u0E23%u0E31%u0E01%u0E40%u0E18%u0E2D%u0E19%u0E34%u0E23%u0E31%u0E19%u0E14%u0E23%u0E4C/
    "ได้ยินเสมอนี่เธอใช่ไหม..........หรือเสียงใบไม้ที่ไหวต้องลมเท่านั้น...........แม้ว่าเราไม่ได้เจอกัน..........แต่ในใจนั้นยังคิดถึงกันเสมอ"
    เหอ ๆ เพลงแรกนี่ก็ Easy-Listening กันสุด ๆ น่าจะเคยฟังกันแล้วนะส่วนใหญ่

    14. แค่มีเธอ............ปนัดดา เรืองวุฒิ
    http://pinsama.imeem.com/music/SBCc8x26//
    "เป็นแค่คนหนึ่งในโลกใบเก่า ชีวิตช่างเงียบเหงาไม่เคยได้เห็นความจริง มีพร้อมทุกอย่างและมีในทุกสิ่งอยากบอกว่าความจริงฉันเดียวดาย"
    เพลงนี้จะบอกว่าโดน.......มาก เพียงแต่ตอนนี้เรายังอยู่ในโลกใบเก่าอยู่มั๊ง :):):):):):)

    13. Do you really miss me? ..........Sleeper One
    http://himichan.imeem.com/music/GX3wyzU5/do_you_really_miss_me/
    "รู้ฉันรู้ว่าดาวอังคารอยู่ตรงไหน รู้ฉันรู้ว่าวาเลนไทน์นะเมื่อไหร่ รู้ทั้งรู้ว่าตัวละครในหนังทุกตัวมีชื่อว่าอะไร...........
    สิ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยจะรู้ไม่รู้.........วันเดิม ๆ ที่ยังไม่รู้ นั้นคือใจของเธอ........ไม่แน่ใจ.........ไม่มั่นใจ............"
    ตกใจหละซี่.......เราฟังอินดี้ด้วยน้า.........แต่อาจจะไม่หนักเท่ากับคนอื่น
    จะบอกว่าเพลงนี้ชอบมาก...........มิวสิกก็สวยมาก ๆ ด้วย.........ดูเสร็จนั่งตบมืออยู่หน้าทีวีคนเดียว

    12. ซักนาที (ช่วยเป็นคนเดิม)...............โมเม นภัสสร บูรณะสิริ
    http://www.siamzone.com/music/thailyric/index.php?mode=view&artist=!!e2c1e0c120b9c0d1cacac320bad9c3b3d0c8d4c3d4&song=!!cad1a1b9d2b7d52028aae8c7c2e0bbe7b9a4b9e0b4d4c129
    เหอ เพลงนี้ไม่ดังเลยไม่สามารถหาที่เป็นเสียงได้ แต่เอาเป็นเนื้อร้องไปละกัน จะบอกว่าเพลงนี้โมเมร้องดีมาก ๆ (ดีกว่ากระดุ๊กกระดิ๊กแน่นอน)

    11. เหตุเกิดจากความเหงา..........Emotion Town
    http://juzzzt.imeem.com/music/LMnKsFdn//
    "เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้เธอสำคัญเท่าไหร่ ความห่างไกลมันทำให้ชั้นได้ค้นจน..........ความอ้างว้างเดียวดายคอยตอกย้ำ.......อยู่เสมอ"
    เพลงใหม่นะเนี่ย ได้ข่าวว่าที่เมืองไทยดังมาก เลยขอฟังบ้างโดนพอดีเลยเอามาใส่ซะหน่อย

    10. หนึ่งในล้าน...........Sniper
    http://islandout.imeem.com/music/yed0E0Rg//
    "ไม่รู้จะทนได้นานเท่าไหร่ อ้างว้างเดียวดายมานานนับปี..........ต้องทนเหงาอยู่อย่างนี้อีกนานซักเท่าไร"
    อารมณ์คล้ายกับข้อที่แล้วหละ........ประทับใจตรงคำว่า.........ต้องทนเหงา ได้ยินแล้วมันเหงามากจริง ๆ นะ

    9. When I fall in love...........แมทธิว ดีน
    http://profile.imeem.com/z_A2e/music/BXEbuzV5/when_i_fall_in_love/
    "Painful memories, lonely places
    I had been there a long time
    Now I found you, where I belong
    My whole life will never be the same"
    ชอบเพลงนี้เหมือนฝ้าย(คนที่แท็กเรามา) เลย ขอเอามาใส่ไว้เป็นอันดับ 9 ละกันครับ

    8. รักไม่มีคำตอบ............เชษฐา ยารสเอก
    http://naraif.imeem.com/music/0JIy-jlb//
    "ไม่อยากรู้คำตอบ ไม่อยากหาคำตอบ ให้วันพรุ่งนี้...........จากวันนี้ที่มีด้วยชีวิตที่มีขอทำเพื่อเธอ"
    ชอบเนื้อหาและชอบดนตรีเพลงนี้มาก ๆ เลยมิวสิกก็สวยมาก ๆ แล้วก็ร้องยากมาก ๆ ด้วย

    7. จดหมายจากพระจันทร์..........แอน ธิติมา ประทุมทิพย์
    http://profile.imeem.com/TpYMWW/music/Jgj3WtNA//
    "สุขสบายไหมตะวัน........เราไม่ค่อยได้เจอกันเลยใช่ไหม............ทั้ง ๆ ที่ฟ้าเดียวกันเหมือนใกล้..........แต่เพราะภาระของเราต่างกัน"
    โดนหละเพลงนี้........มิวสิกไม่สวยดนตรีไม่เพราะ.........แต่เนื้อมันเจ๋งมากหละ

    6. เพลงรักเพลงหนึ่ง............Monotone
    http://calabur.imeem.com/music/yAv1eN27//
    "ฉันอยากให้เธอได้พบกับความรัก........เป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากรู้จักในเธอ..........ลองอยู่ในใจฉันแล้วเธอก็จะเจอ.........กับรักแท้ที่จริงใจ"
    เป็นเพลงที่ชอบที่สุดของค่ายนี้แล้วหละ...........ฟังอะไรก็ดูเนียนไปหมดเลยเนอะเพลงนี้.........ห้ามร้องตามนะเดี๋ยวจะปอดรั่วได้

    5. ผ่านมา...พ้นไป..........พลอย ณัฐชา สวัสดิ์รักเกียรติ
    "เธอมีลูกหมาซุกซน........ที่ขนนุ่มยาว........เธอเลี้ยงเขาด้วยหัวใจ.............อยากให้เขาไม่ต้องโต..........น่ารักตลอดไป..........ลูกหมาเป็นได้คงดี"
    จริง ๆ แล้วเราชอบเพลงสไตล์นี้หละฟังง่าย ๆ สบาย ๆ ดี จริง ๆ แล้วชอบเพลงน้องพลอยอยู่หลายเพลงเลย เช่น เพลงของหนอน, เพลงใบไม้, อยากรู้ว่า, ดีเหมือนกัน, กว่าจะรัก แต่ว่าเพลงนี้หละ ชอบสุดละ(ปล. เพลงนี้ในเครื่องหายไปแล้วหาฟังไม่ได้ด้วย ใครมีขอด้วยนะครับ)

    4. คือฉัน..........พลพล พลกองเส็ง
    http://www.siamzone.com/music/thailyric/index.php?mode=view&artist=!!bec5bec5&song=!!a4d7cda9d1b9
    "และจะยอม ยอมให้เธอดูถูก ให้เธอรู้ว่าฉันรักเธอขนาดไหน
    สักวันหนึ่งเธอจะรู้เอง ว่าคนที่รักเธอมากมาย
    คนที่รักเธอด้วยหัวใจ คือฉันคนนี้คนเดียว"
    อื่ม ปกติแล้วไม่ได้ชอบเพลงพลพลอะไรมากมายแต่ว่าเพลงนี้โอเคเลยเอามาแปะไว้ จำได้เลยว่าเคยฟังตอนไปเข้าค่ายคอมที่เกษตรตอนม.ปลาย

    3. วันนี้ฉันมีเธอ.........สุเมธ แอนด์ เดอะปั๋ง
    http://profile.imeem.com/URXr1O/music/CQrZpWpI//
    "ก็ไม่รู้ว่าอะไร ทำให้เราได้พบกัน
    ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้
    เธอก็มีโลกของเธอ ต่างกับฉันมากมาย
    เหมือนไม่มีอะไรเลยที่คล้ายกัน"
    ชอบสไตล์ของสุเมธแอนด์เดอะปั๋งหละ เสียดายออกมาพักหลัง ๆ ไม่ค่อยดังหาฟังยาก เพลงนี้อะดังสุดแล้ว

    2. ฉันจะพาเธอบินไปกับฉัน..........โจ้ ธนรัฐ ปิ่นเวหา
    http://music.thaicool.com/musicget.asp?id=1372
    "ฉันจะพาเธอบินไปกับฉัน ฉันจะพาเธอบินล่องลอยไป
    จะพาเธอบินสูงขึ้นไป ข้ามขอบฟ้าทะเลที่สวยงาม"
    เป็นเพลงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกดีมากไม่ว่าเมื่อไหร่จริง ๆ นะ

    1. ขอใครซักคน...........ลีโอ พุฒ
    http://jaahjaah.imeem.com/music/IOIGzcGR//
    "แต่มันเหมือนทั้งโลกว่างเปล่า.......ไม่มีคนเข้าใจ.........เหมือนไม่เคยเจอใครซักคน"
    เป็นเพลงที่ชอบที่สุดตั้งแต่มันออกมา จนถึงตอนนี้สิบกว่าปีแล้วก็ยังเป็นเพลงที่ชอบที่สุดอยู่ แสดงว่าอารมณ์เราไม่พัฒนาเลยนะเนี่ย

    เอาหละ Tag คนอื่นต่อ เอาเป็นว่ายึดตามของอันที่แล้วละกัน
    คราวที่แล้วมี น้องตั้ม, รัดจิ, ฝ้าย , แหวน , พี่เอ็ก ก็เอาเป็นว่าฝ้ายเป็นคน Tag เรามาก็ไม่รู้จะ Tag กลับทำไมเอาเป็นว่าเป็นฝ้ายเป็นบอย และ แบงค์ละกัน ขอเกินโควต้า........แบบฝ้ายบ้างละกัน :):):):):):)

    March 22

    Blog tag ครับ

    ขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ ฝ้าย เต้ และ พี่เอ็ก ที่มา comment ใน entry ที่แล้วนะครับ
     
    บล๊อกวันนี้จะไม่เหมือนทุกทีหละคับคือ
    เพราะว่ามีเรื่องน่ายินดีนั่นคือ
    ต้นไซโคโดน tag !!!!!!!!!!
    น่ายินดีตรงไหน ตอนแรกก้อไม่อยากโดน tag อยู่อะนะ
    แต่ไป ๆ มา ๆ ทำไมทุกคนโดน tag กันหมดแล้วต้นไม่โดน tag อยู่คนเดียวหละ
    เรื่องคิดมากทำตัวแบบเด็กมีปัญหานี่เก่งที่สุดในโลกเลย (อีกแล้ว)
    ตอนนี้ก้อมีคน tag แล้วหละ 2 ที่ในวันติด ๆ กันเลย
    ก้อคือแบงค์ http://natbank.spaces.live.com/
    และบอย http://www.bundit.net/blog
    อยากบอกว่ารู้สึกขอบคุณมาก ๆ ที่เลือกเราไปอยู่ใน list น้า
     
    เอาหละ
    "Blog Tag ก็คือ การบอกสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง 5 อย่าง แล้ว Tag ต่อให้คนอื่นทำบ้าง แบบนี้ไปเรื่อยๆ"
    เอาเวอร์ชั่นนี้ละกัน สั้น ง่าย ได้ใจความ สวนทางกับ blog เราดี :):):):):):)
     
    ว่าแต่โดน tag สองครั้งเนี่ย เราสามารถเขียน 10 ข้อ แล้ว tag 10 คนได้เปล่าเนี่ย (ถ้าทางแกจะมีเรื่องชอบเปิดเผยเยอะมาก เลยนะไอ้ต้น)
    เอาหละเริ่มเลยดีกว่า
     
    1. เหอ ๆ เห็นเรางง ๆ อยู่ทุกวันนี้เนี่ย ความจิงแล้วมันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้วหละ
    ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้เราเป็นคนทึ่มมาก ๆ เลยอะ เคยได้รับฉายาที่แสดงความทึ่มมากมายเช่น
    ไอ้เฉื่อย โบโบ้(เป็นตัวละครใน dragonball Z หนะ) จนมาถึงฉายาที่หลาย ๆ คนรู้ก้อคือ หมีพูห์ ก็มีที่มาจากความเชื่องช้าหละ
    ประมาณว่าเริ่มพูดได้ก็ช้ามาก(แม่บอก)
    และที่สำคัญ
    "เราเขียนหนังสือไม่ได้จนเรียนถึงป.3" เลยหละ
    ตอนนั้นเนี่ย ครูอ้อ (ครูประจำชั้นตอนนั้น) ต้องเรียกไปนั่งที่โต๊ะครูตัวต่อตัว แล้วก้อจับมือให้เขียนหนังสือให้เป็นเลยหละ
    แต่เราก้อยังดักดานเขียนไม่เป็นอยู่ดี
    ตัวหนังสือเราตอนเด็ก ๆ เนี่ย ถ้ามีหัวเมื่อไรมันจะใหญ่ครึ่งบรรทัดเพราะว่าตรงครึ่งบรรทัดมีเส้นบาง ๆ ลากไว้อยู่
    (สมัยเด็ก ๆ เราเขียนเต็มบรรทัดกันนี่เนาะ)
    มันก้อจะหัวโตอย่างผิดธรรมชาติ
    อาจจะส่งผลต่อขนาดหัวปัจจุบันของเรามั๊ง
    อ้อ แล้วเรื่องสำคัญ เราจับดินสอและตะเกียบไม่เหมือนชาวบ้านนะ
    คือหลักการจับตะเกียบที่ถูกต้องนิ้วกลางต้องเป็นจุดหมุนใช่มะ
    ทีนี้ตอนเด็ก ๆ ใช้นิ้วกลางเป็นจุดหมุนยังไงมันก็ไม่ work ซะที
    ก็เลยใช้นิ้วนางเป็นจุดหมุนแทน
    แล้วก็ติดเป็นนิสัยจนถึงบัด now
    เวลากินข้าวกับญาติผู้ใหญ่ ก็มักจะโดนตำหนิเรื่องจับตะเกียบทุกที
     
    2. เราไม่มี sense ด้าน ศิลปะ ดนตรี และ กีฬาเลยแม้แต่น้อย
    เคยสอบตกปิงปอง ด้วยหละ ได้ 14 จาก 30 ตอนมิดเทอม ต้องทำเรื่องขอซ่อม สุดท้ายเทอมนั้นได้ปิงปองเกรด 1
    เคยได้ศิลปะ 52 คะแนน ได้เกรด 1 (ประมาณว่าเกือบได้ 0 อย่างหวุดหวิด)
    ความจิงแล้วเราไม่เคยได้อะไรพวกนี้ดีกว่าที่รองสุดท้ายเลยอะ รางวัลบู้บี้อวอร์ดเต็มบ้านแล้ว
    มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับศิลปะเล็กน้อย คือตอนม.3 ครูให้วาดมือที่กำลังกำอยู่หละ
    เป็นครั้งแรกน้า ที่แบบรู้สึกภูมิใจกับงานศิลปะ วาดได้เหมือนมาก ๆ
    แต่ครูเขาให้ 1 จาก 3 คะแนนหละ เขียนมาว่า "สัดส่วนผิด"
    ก็เลยไปหาครูแล้วกำมือให้ดู.......ครูเขาก็อื้มแล้วก็แก้คะแนนให้
    สัดส่วนมันไม่ผิดจริง ๆ ด้วย ถ้าเทียบกับมือของคนวาด
    แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่า sense พวกนี้มันสร้างได้หละ
    กำลังฝึกฝนอยู่น้า
     
    3. เราสอบได้ทุน Monbusho โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองกำลังสอบทุน Monbusho อยู่
    เหอ ๆ อันนี้เรื่องแปลกสุด ๆ
    คือเนื่องจากตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเขาจัดระเบียบกระทรวงใหม่ไงแล้วก็เปลี่ยนชื่อกระทรวงเป็น Monbukagakusho
    แล้วเราก็เลยเข้าใจมาตลอดว่ามันเป็นคนละทุนกัน
    ประมาณว่าเข้าใจไปว่าทุนนี้มันเป็นทุนที่เล็กกว่า Monbusho
    ก็เลยสอบอย่างสนุกสนานไร้ความกดดัน ประมาณว่า ใช้เป็นที่ลับฝีมือก่อนสอบทุน Monbusho
    กว่าจะรู้ว่ามันเป็นทุนเดียวกัน
     
    ก็สอบสัมภาษณ์ผ่านไปแล้วหละ เขาให้ไปกรอกใบสมัครที่สถานฑูตนู่นแหละถึงจะรู้
     
    4. เราเป็นโรคกลัวผู้หญิงขั้นเริ่มต้นหละ
    ประมาณว่าเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่าญาติเราเป็นผู้หญิงน้อยมาก ๆ อะ
    มีพี่น้องก็เป็นผู้ชายหมด.........แล้วก็แบบลูกพี่ลูกน้องก็มีผู้หญิงเหมือนกันนะ
    แต่ก็อายุห่าง 14 - 15 ปี (มีที่ทั้งแบบมากกว่าแล้วก็น้อยกว่า)
    แล้วก็แบบ.......ตอนม.ต้นอยู่โรงเรียนชายล้วนอะ
    ไม่รู้ทำไมคนอื่นที่อยู่โรงเรียนชายล้วนเขาไม่ได้เป็นโรคนี้อะ
    แต่เราเป็นนะ
    ประมาณว่าตอนที่มาอยู่เตรียมตอนม. 4 ต้องพูดกับแวนตอนที่ทำ project powerpoint อะ
    แล้วก็พูดแบบงง ๆ ไปได้ซักพัก แล้วพอจะเรียกก็นึกไม่ออกอะ
    ว่าจะใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 ว่าอะไรดี เพราะว่าไม่ได้ใช้มานานแล้ว ปกติเรียกเพื่อนว่า "นาย" อะแต่มันคงใช้ไม่ได้ใน case นี้
    แล้วก็นิ่งไปแบบนานมาก จนแวนต้องเตือนสติว่า ใช้ว่า "เธอ" ก็ได้มั๊ง อ้าวเหรอ เหรอ เหรอ ปกตินี่ใช้ เธอกันเหรอไม่รู้ ไม่เคยใช้
    เหอ ๆ อันนั้นมันตอนเริ่มแรก แต่ตอนหลัง ๆ นี่ก็เริ่มดีขึ้นแล้วนะ
    ประมาณว่าพอพูดได้แล้วอะ แม้จะไม่ค่อยรู้เรื่อง
    แต่ก็พูดกับทุกคนไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว พูดกับผู้หญิงไม่รู้เรื่องกว่ามันก็ยังแปลว่าไม่รู้เรื่องอยู่ดี
    แล้วก็จะแบบกลัว ๆ ไม่กล้ามองหน้าอะไรแบบนี้อะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไม่รู้จัก
     
    5. ตอนเด็ก ๆ เราเคยฝันร้ายติดกันหลายคืนมาก ๆ
    ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นตอน 9 ขวบมั๊ง
    ฝันประมาณว่าตัวเองตายไปแล้ว
    แล้วก็เห็นภาพตัวเองตายแล้วก็สภาพคนที่ยังอยู่
    ฝันว่าลอยล่องไปที่นั่นที่นี่ แล้วก็ไปเจอนู่นเจอนี่หลังจากที่ตายแล้ว
    ฝันอยู่ติด ๆ กันหลายสิบคืนจนไม่อยากจะนอน
    แล้วคืนสุดท้ายก็มีคนเดินมาบอกว่า ความจริงแล้วเราต้องเจอสภาพพวกนี้แล้ว
    แต่เขาจะต่อเวลาให้อยู่อีก 30 ปี ฉะนั้นเราจะเจอสภาพนี้ตอนอายุ 39 ปี
     
    เหอ ๆ อาจเป็นเรื่องที่เราอุปาทานคิดมากอะไรไปเอง
    หรือเป็นเพราะว่าพ่อเปิดละครหลังข่าวตอนที่เรานอนก็เลยฝันเหมือนละครหลังข่าว
    แต่ก็เป็นเหตุการณ์ลับ (แต่ไม่ลึก) ที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เลย
     
    เอาหละ ได้เวลา tag คนอื่นแล้วหละ
    1. น้องตั้ม บังคับเปิด space ณบัด now ไปอยู่เมกามีเรื่องให้เล่าตั้งเยอะแยะ ไม่ยอมมาเล่ากันมั่ง
    2. รัดจิ http://archangle-ion.spaces.live.com อื่ม แม้ว่าจะเอาอัตชีวประวัติมาลงแล้วแต่ก็ยังอยากรู้เรื่องอื่นอีก เปิดเผยซะดี ๆ
    3. ฝ้าย http://onni-fai.spaces.live.com 555 ไม่รู้ที่ทันตะเขาจะมีเล่น blog tag กันบ้างไหม แต่ก็ถือโอกาสกระจายเกมนี้ไปที่ต่างคณะละกันนะ
    4. แหวน http://wrn.bloggang.com เหอ ๆ แข่งเสร็จแล้วหนิ คงมีเวลา up blog แล้ว จิง ๆ อยาก tag หมูกับเล่ยด้วยอะแต่เห็นไม่ค่อยอัพ blog แล้ว กลัวเสียฟรี
    5. พี่เอ็ก http://ekdaily.blogspot.com ชื่อเอ็กเดลลี่ แต่ อัพบล๊อกครั้งสุดท้าย 19 กุมภาพันธ์ ควรจะเปลี่ยนชื่อ blog เป็น ekmonthly หรือ ekannually น่าจะดีกว่านะครับ
     
    March 15

    Top-Down Approach = An Idiot Method

    เหอ ๆ จ่าหัวแรงเกินไปรึเปล่าน้า
    ขอบคุณ แน็ค ฝ้าย รัดจิ และ เต้ สำหรับการคอมเมนต์นะครับ


    blog วันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก blog ที่เคยเขียนเมื่อ 2 ครั้งที่แล้ว
    แต่โดนลบทิ้งไปแล้ว
    ตอนแรกก้อกะว่าจะเหลือส่วนที่เป็นสาระไว้
    แต่คิดไปคิดมา
    อยาก Rewrite ใหม่ให้ได้แง่ได้มุมมากขึ้น

    ก่อนอื่นก็คงต้องแอบเศร้าเล็กน้อย
    blog ครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เขียนก่อนที่จะเดินทางไปที่ดินแดนป๊อกกี้ (ยืมคำนี้มาจากพี่ซือ)
    ก็ไม่รู้ว่าพอได้เหยียบ เมืองป๊อกกี้แล้วจะได้มีโอกาสเขียนมากน้อยแค่ไหน
    แต่เท่าที่สังเกต
    คนที่ไปก็จะมีโอกาสได้อัพ blog น้อยลง
    ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันมีเรื่องให้ตื่นเต้นมากจนไม่เหงามาอัพ blog
    หรือว่าเครียดจัดเรียนเหนื่อยจนไม่มีเวลาอัพ blog กันแน่

    เอาเป็นว่าการจะอัพบล๊อกกี่ครั้ง ไม่ใช่ประเด็นสำหรับการอัพบล๊อกวันนี้
    ประเด็นสำคัญวันนี้คือ แน่ใจแล้วเหรอว่าระเบียบวิธีที่เราใช้อยู่ในการแก้ปัญหาบนโลกนี้

    นั่นก็คือการแก้ปัญหาแบบ Top-Down เป็นระเบียบวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
    สำหรับคนที่ไม่ได้จบทางคอมพิวเตอร์อาจจะยังงง ๆ อยู่

    ว่าไอ้ระเบียบวิธีการแก้ปัญหาแบบ Top-Down เนี่ย มันคืออะไร
    ลองนึกดูนะครับ
    เวลาเราจะแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง หรือจะคิดอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา
    สิ่งที่เราจะเริ่มก่อน ก็คือถามว่า "ปัญหาคืออะไร"
    ไอ้ปัญหา หรือ สิ่งที่เราต้องการจะแก้ หรือ สิ่งที่เราต้องการจะให้เกิดเนี่ย
    ถ้าจะคิดให้ดีมันเป็นส่วนบนสุดของงานทุกอย่างที่เราต้องการจะแก้
    หลังจากนั้นเราก็จะ เริ่มไล่ลงไปเรื่อย ๆ เพื่อหาว่าเราจะไปทางไหนกันต่อเพื่อแก้ปัญหานี้
    มีการใช้แผนภูมิก้างปลา, Mind mapping อะไรสารพัด (ซึ่งก้อหาข้อแตกต่างไม่เจอ) เพื่อให้เราไปสู่จุดล่างสุดของปัญหา
    หลังจากนั้นก็เริ่มแก้ปัญหาจากจุดล่างสุดทีละปัญหาจนในที่สุด
    ปัญหาที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาอันแสนยิ่งใหญ่ก็ถูกแก้ลงได้อย่างง่ายดาย
    ระเบียบวิธีนี้เป็นระเบียบวิธีที่อยู่ภายใต้การทำงานของคน
    มาหลายศตวรรษแล้ว
    ด้วยเหตุผลก็คือ มันง่าย และ มันเป็นไปตาม common sense ของความคิดมนุษย์

    เวลาเราจะแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ซักอัน
    เราก็ต้องสร้างปัญหา วางสมมุติฐานก่อน แล้ว ถึงจะค่อยแก้ปัญหา
    เวลาเราจะวิจัยเราต้องหาหัวข้อ ว่างานเราจะทำแล้วได้อะไรก่อน
    แล้วหลังจากนั้นค่อยลงมือทำ

    ปัญหาของผมก็คือว่า
    ไอ้ระเบียบวิธีแบบนี้เนี่ยมันใช้แก้ปัญหาได้จริง ๆ เหรอ
    ขอยกตัวอย่างเรื่องใกล้ ๆ ตัว เลยละกัน (ออกแนวเทคนิคนิดนึงนะ)

    มันมีวิชาแปลก ๆ อยู่ในหลักสูตรที่เพิ่งเราเสร็จอยู่วิชานึง
    ชื่อว่า Software Engineering
    ซึ่งมองเป็นระเบียบวิธีการเพื่อจะพัฒนา Software โดยเริ่มมาจากมองว่างานซอร์ฟแวร์ที่เราจะเขียนคืออะไร จากนั้นก็วางแผนแยกปัญหาออกเป็นปัญหาย่อย ๆ วางแผนแก้ปัญหาระบบทีละส่วน แล้วค่อยลงมือเขียนโปรแกรมจริง ๆ

    หลักการเหมือนจะดีนะ
    แต่สิ่งที่เห็นก็คือ คนที่ไม่เคยเขียนโปรแกรม ไม่เคยเขียนโปรแกรมในส่วนเล็ก ๆ มา.....ก่อนที่จะเขียนโปรแกรมใหญ่ ๆ
    ไม่มีสิทธ์ทำงานด้านนี้
    ออกแบบอะไรมาก็ทำต่อไม่ได้ งานที่อุตส่าห์ย่อยเป็นส่วน ๆ ซะสวยงาม.........สุดท้ายก็เป็นงานที่ไม่เหมาะจะเอาไปเขียนโปรแกรม หรือพอเขียนโปรแกรมออกมา ก็กลายเป็นโปรแกรมที่ดูไม่ได้ไร้ระบบไปซะงั้น
    ความจิงแล้วไอ้นักวิเคราะห์ระบบ จิง ๆ แล้วก็คือว่า.......คุ้น ๆ นะ เคยเขียนโปรแกรมที่ใกล้ ๆ นั้น.......เออ รู้สึกว่าเคยทำอะไรคล้าย ๆ แบบนั้น.........โปรแกรมอันใหม่มาก็ออกแบบคล้าย ๆ เดิม จากประสบการณ์เดิมจากโปรแกรมใกล้ ๆ เดิมที่เคยเขียนไว้

    สรุปแล้วไอ้วิธีแบบ Top-Down เนี่ยมันก็ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่เลยเป็นแค่การจำคำตอบเดิมมาปะนู่นนิดปะนี่หน่อย แล้วก็จบ
    จึงไม่แปลกอะไรที่งาน Software Engineering จำเป็นต้องอาศัยคนที่เคยเขียนโปรแกรมที่เป็นระบบมาก ๆ มาจัดงานในเรื่องพวกนี้

    ระเบียบวิธีวิจัยก็เหมือนกันเรามีความเห็นว่า
    ไอ้ระเบียบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
    มีการหาหัวข้อนำเสนอหัวข้อ แล้วก็ค่อยทำเนี่ย
    มันก็เหมือนเอาแผ่นทองคำไปปิดที่เจดีย์หละ
    ก็โอเคนะ ถ้าคนติดมาก ๆ เนื้อทองบนเจดีย์มันก็พอกพูนงอกเงยขึ้นมา
    แต่ตอนนี้เจดีย์ในทุกศาสตร์มันกลายเป็นรูปทรงกระบอกแล้วหละ
    เพราะว่าคนที่จะจบป.โท ป.เอก มันมีมากมาย คนนึงก็เอาแผ่นทองไปติดอยู่อันนึง

    แต่การใช้ระเบียบวิธีแบบ Top-Down นี้ สุดท้ายแล้วมันก็แค่การเอาทองไปติดหละ
    มันไม่ได้ช่วยขยายฐานเจดีย์ให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น จนกลายเป็นเจดีย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้

    จะว่าไปแล้วมันก็ตลกดีนะเราแปะทองบนเจดีย์ ซะจนเจอ Road Block กันแล้ว
    พักหลัง ๆ คนต่าง ๆ ในมหาลัยในประเทศต่าง ๆ
    ก็เริ่มหมุดมุขที่จะหาที่ปิดทอง
    ถึงขนาดมีโปรแกรม Topic Generator มาช่วย Generate หัวข้อการทำวิจัยเลยทีเดียว
    (ขออ้างถึงเว็บที่เคี้ยงโพสในบอร์ด cp30 นะ ฮาและได้ข้อคิดสอนใจ)

    ลองคิดดู ถ้าเกิดว่าเราเลิกไอ้ระบบแนวคิดที่ว่าเราจะทำอะไรก่อน
    แล้วมานั่งอยู่กับสิ่งที่สนใจ
    พยายามทำสิ่งที่เราสนใจและคิดว่าสวยงาม
    ให้มันงอกเงยออกมา โดยที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อย่างงั้นอย่างงี้
    ตามปัญหาที่เราต้องการจะแก้
    ตามหัวข้อที่เราเสนอ
    ตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ
    เหมือนนักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนที่เขาคิดไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิตโดยที่ไม่ได้มีใบปริญญาเป็นเป้าหมายในการจบ
    ไม่ได้มีเงินทุนวิจัย เป็นเป้าหมายในการทำงานวิจัย
    ไม่ได้มีลูกค้าเป็นเป้าหมายในการผลิต Software ดี ๆ มาขาย
    เราน่าจะได้อะไรจากการทำงานครั้งนั้นมากกว่า Top-Down เยอะเลย

    ขอเรียกระเบียบวิธีแบบนี้ว่า Bottom-Up ละกัน

    คนที่ได้สนุกกับการแก้ปัญหาแบบ Dynamic Programming จะรู้ว่า
    การแก้ปัญหาแบบ Top-Down เนี่ย มันมักจะแย่กว่า Bottom-Up แม้ว่าจะมองเห็นง่ายกว่าเพราะว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ Bottom-up เนี่ย หลักการดีก็จิงแต่หาวิธียากมาก ๆ บางทีอัลกอริทึมบางตัว
    ต้องมองกลับซ้ายกลับขวา พลิกไปพลิกมา ถึงจะมองออก

    เรื่องการเมืองก็เหมือนกันนะ
    เราพบว่าพวกเราทุกคน
    มักจะต้องการแก้ปัญหาจากจุดที่อยู่บนที่สุดของประเทศนั่นคือ
    นายกรัฐมนตรี ส.ส. และ รัฐสภา
    ร้านกาแฟทุกร้านที่มีชายสูงอายุมาคุยกัน
    ก็จะคุยกันว่า ทักษิณดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้ คมช.ดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้
    วินมอเตอร์ไซค์ หรือ แท๊กซี่ที่โกงค่าโดยสารว่างทีไร
    ก็จะคุยกันว่า ทักษิณดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้ คมช.ดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้
    คนเลวที่ไม่ทำอะไรวันวันกินเงินหลวงไปวัน ๆ
    ก็จะคุยกันว่า ทักษิณดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้ คมช.ดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้
    แม้แต่นักศึกษามหาลัยอย่างเรา
    ก็มักจะต้องการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไร้ระบบในวงราชการ, ปัญหาคอรัปชั่น, ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม หรือคุณภาพชีวิต
    จากส่วนที่อยู่สูงที่สุดที่เขาจะวิจารณ์ได้นั่นคือนายกรัฐมนตรี

    เชื่อไหมครับว่า ตัวเลขคอรัปชั่นของประเทศเราที่สูงมากถึงปีละหลายแสนล้านบาท
    ประมาณ 80% มาจากข้าราชการระดับชั้นที่ต่ำกว่าอธิบดีลงไป
    ซึ่งข้าราชการเหล่านั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ
    เป็นคนที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวคุณนั่นแหละคับ บางคนก็เลวเพราะเป็นคนที่คุณรังเกียจ แต่บางคนก็เป็นคนดีเพราะคุณมองว่าการคอรัปชั่นของเขาเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
    นั่นก็หมายความว่า ต่อให้เราได้รัฐบาลที่แสนจะเซื่องซึม ซื่อสัตย์บริสุทธ์แค่ไหน
    ก็สามารถลดการคอรัปชั่นได้เพียง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
    รัฐบาลจะทำได้ก็แค่สร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับข้าราชการ ด้วยการเสนอข่าวสารที่ดี และการปราบปรามอย่างจิงจัง
    แต่มันก็แก้ปัญหาได้เพียงผิวเผินเหมือนกับการแปะทองบนเจดีย์นั่นแหละคับ

    และที่สำคัญถ้าข้าราชการยังโกงอยู่อย่างนี้
    ผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน ที่ประชาชนให้ความเชื่อถือยังรับเงินจากนักการเมืองที่โกงกินเพื่อโปรโมตให้ประชาชนเลือกพรรคนั้นพรรคนี้
    ฮิตเลอร์บอกว่า "ความคิดเห็นทางด้านการเมืองของประชาชนส่วนใหญ่เป็นความคิดเห็นที่ยืมคนอื่นเขามา"
    นั่นก็หมายความว่าชาวบ้านก็ยังผงกหัวตามการปกครองท้องถิ่นที่อ่อนแอเกินกว่าจะยุติอำนาจเงิน
    กลายเป็นว่า มันก็วนอยู่อย่างนี้ไม่ไปไหนซะที

    แทนที่เราจะแก้ปัญหาของประเทศนี้แบบ Top-Down
    เรามาลองแก้ปัญหาแบบ Bottom-Up อาจจะดีกว่า
    แทนที่เราจะเฟ้นหานักการเมืองที่ดี
    เราเริ่มจากการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งไม่ได้แปลความหมายถึงการเพิ่มอำนาจให้กับการปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐบาลทักษิณทำ
    แต่สร้างให้มีการปกครองที่มีประสิทธิภาพ มีคนมีความรู้ดีมีคุณธรรมไปปกครอง ผมคิดว่าถ้าเราเริ่มจากท้องถิ่นที่ดีได้ การที่จะได้รัฐบาลส่วนกลางที่ซื่อสัตย์สุจริตมันไม่ใช่เรื่องยากเลย

    แล้วเราจะทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ยังไง...........

    นั่นสิ นี่แหละปัญหา เพราะอย่างที่บอก.......Bottom-Up เนี่ยมีประสิทธิภาพแต่หาวิธีที่ใช้ได้ผลยากพอสมควร

    จะขอลองหาวิธีเล่น ๆ ซักหนึ่งวิธีที่คิดว่าปฏิบัติได้ยากมาก ๆ มาหนึ่งวิธี

    ที่หมู่บ้านที่เราอยู่ปัจจุบันเนี่ยมันมี "คณะกรรมการควบคุมดูแลหมู่บ้านหละ" ก็คงอารมณ์คล้ายกับหมู่บ้านของต่างจังหวัดหละนะ
    ตอนแรกก็มีประธานกรรมการอยู่คนนึงซึ่งทำงานด้วยความตั้งใจ แต่ก็มีปัญหากับกรรมการคนอื่นอยู่เรื่อย
    จนในที่สุดถูกกดดันจนลาออกแล้วก็มีประธานกรรมการ เสนอตัวเองขึ้นมาเป็นประธานกรรมการ
    เป็นนายทหารยศพันตรี ซึ่งทุกคนก็รู้สันดานว่าเป็นคนโกงโดยกำเนิด
    แต่ก็ไม่มีใครคัดค้านเพราะว่าถูกขู่ต่าง ๆ นานา ด้วยนายทหารคนนี้นั่นแหละ
    ตั้งแต่นายทหารคนนี้ขึ้นเป็นประธาน ก็เห็นได้ชัดว่ามีการยักยอกเงินของหมู่บ้านเดินละหลายแสนบาท
    รวมทั้งมีการใช้พื้นที่ส่วนรวมเพื่อธุรกิจส่วนตัวของประธานเกือบจะทุกที่
    ทั้ง ๆ ที่มีคนที่สามารถที่จะทักท้วงตั้งเยอะ
    แต่ด้วยความที่กลัวเพราะว่าประธานคนนี้เป็นทหารมีอำนาจ
    และความที่ไม่อยากขัดแย้งกับประธานเพราะกลัวจะเสียผลประโยชน์ส่วนตัวไป
    ก็ทำให้พวกเขาเหล่านั้น เลือกที่จะไม่ทำอะไร

    ที่ยกเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังก็เพราะว่า
    เรามองว่า พวกเรายังมักจะแก้ปัญหาโดยการที่เรามักจะ "เลือกที่จะไม่ทำอะไร" ทั้ง ๆ ที่ความจิงแล้วเราอาจจะเป็นคนกลุ่มเล็กเพียงแค่ไม่กี่คนที่จะทำเรื่องเหล่านั้นได้ ด้วยเหตุผลอะไรหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเกรงใจ, กลัวจะเสียผลประโยชน์,กลัวจะถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เมื่อเราเป็นกลุ่มคนที่ทำอะไรได้แต่ไม่ทำ สุดท้ายก็เลยไม่มีใครทำ
    เราเองก็เป็นอย่างงั้นเหมือนกัน แล้วก็ยอมรับว่าถ้าจะให้เราปรับก็คงเป็นเรื่องที่ยาก
    เราก็ยังทนเห็นเพื่อน ๆ เห็นรุ่นน้อง กรอกเหล้ารุ่นน้องในวันรับน้องที่คณะ ทุกปี โดยที่ "เลือกที่จะไม่ทำอะไร"
    เราก็ยังทนเห็นเพื่อน ๆ ลอกการบ้าน ลอกข้อสอบทุกครั้งที่มีการสอบโดยที่ "เลือกที่จะไม่ทำอะไร"

    โอเคหละ เห็นเจ้านายหรือครอบครัวผู้มีอุปการะเราโกงเนี่ย.........ก็คงไปตักเตือนลำบากด้วยสภาพสังคมไทย
    แต่ว่าเพื่อนกันหรือว่าคนที่อยู่ด้านล่างเห็น ๆ เนี่ย.........ควรจะทำได้แต่ทุกคนก็เลือกที่จะไม่ทำอะไร

    ความจริงแล้วการจะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเนี่ย มันเริ่มที่จุดเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ตัวเรานี่เองนะ
    การที่เราเลือกคนดีเข้าสภา ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งแต่ก็เป็นส่วนน้อยกว่าเยอะ
    ถ้าทุกคนไม่ "เลือกที่จะไม่ทำอะไร" เลือกที่จะอยู่ข้างความดีเท่าที่โอกาสจะมีให้
    สังคมไทยก็คงดีขึ้น

    แต่ก็นั่นแหละ ทำได้ยากมาก ๆ
    เราฝันเห็นระบบที่ดีขึ้นในประเทศไทยนะ
    ในฐานะที่บล๊อกนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในรอบหลายเดือนที่ได้โพสในประเทศนี้
    แม้ว่าประเทศนี้จะทำให้เราเจ็บช้ำหลาย ๆ ครั้ง แต่คนที่เรารัก คนที่สร้างเรามา คนที่มีบุญคุณกับเรา ในตอนนี้ก็อยู่ในประเทศนี้กันทุกคน
    สัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างประเทศนี้ ไม่ทอดทิ้งไปไหน

    อย่างแท้จริง (เห็นเขาใช้กันบ่อย ๆ หนะ เลยขอใช้ด้วยคน........ไม่รู้ว่าใช้ถูกที่รึเปล่า)

    อ้อ ก่อนจบ (บล๊อกเราเนี่ยมีก่อนจบบ่อยจริง ๆ)
    ตอนนี้ถ้ารุ่นน้องมาถามว่า Senior Project ควรจะทำเดี่ยวหรือทำกลุ่ม
    เราเคยอยากตอบว่าทำเดี่ยวนะ เพราะว่าเป็นอิสระดี
    แต่หลังจากวันก่อนเจอเอกับแปม รู้สึกว่าเข้าขากันดีมาก ๆ
    ก็รู้สึกว่าเราตัดสินใจผิดจริง ๆ ที่เลือกที่จะทำ Senior Project คนเดียว
    รู้สึกว่าการที่มีคู่หูที่ดีซักคนนึงมันมีค่ามาก
    มีค่ามากกว่าความมีอิสระ มีค่ามากกว่า Project เสร็จ
    อาจจะเป็นโชคดีของเราก็ได้นะ ที่ได้เหงาหลอก ก่อนจะไปเหงาจริงที่ดินแดนป๊อกกี้

    เนื้อเพลง: คนไม่สำคัญ
    อัลบั้ม: คนเดินถนน
    Source: www.siamzone.com

    แม้ไม่ใช่คนโปรดอย่างคนอื่นเขา แม้จะดูว่างเปล่าในสายตาเธอ
    ไม่เคยทำให้คำว่าฉันรักเธอ ลดน้อยลงได้เลยสักวัน

    ขอเพียงเธอไม่ลืมว่าใครอยู่ตรงนี้ ขอเพียงมีสักคำว่าคิดถึงกัน
    แค่นั้นก็เกินพอให้คนอย่างฉัน ฝันดียิ่งกว่าคืนไหน

    ไม่ว่าเป็นที่เท่าไหร่ของเธอ เธอก็คือที่สุดเสมอไป
    ถ้าเผื่อเธอพอมีเหลือแม้เพียงเสี้ยวใจ จะแบ่งปันให้ฉันบ้างหรือเปล่า

    และคนๆหนึ่งซึ่งไม่สำคัญ ก็ยังเฝ้ารอสักวันของเรา
    แค่อยากได้ยินว่ารักซักคำเบาๆ ให้ฉันได้หรือเปล่าคนดี

    ขอเพียงเธอไม่ลืมว่าใครอยู่ตรงนี้ ขอเพียงมีสักคำว่าคิดถึงกัน
    แค่นั้นก็เกินพอให้คนอย่างฉัน ฝันดียิ่งกว่าคืนไหน

    ไม่ว่าเป็นที่เท่าไหร่ของเธอ เธอก็คือที่สุดเสมอไป
    ถ้าเผื่อเธอพอมีเหลือแม้เพียงเสี้ยวใจ จะแบ่งปันให้ฉันบ้างหรือเปล่า

    และคนๆหนึ่งซึ่งไม่สำคัญ ก็ยังเฝ้ารอสักวันของเรา
    แค่อยากได้ยินว่ารักซักคำเบาๆ ให้ฉันได้หรือเปล่าคนดี

    รักฉันบ้างหรือเปล่าคนดี

    March 08

    เรื่องเล่าชาว "อินทาเนีย"

    "สวัสดีชาวอินทาเนีย วันนี้ได้เอรึเปล่า"
     
    ไม่รู้ว่าคนที่อ่านบล๊อกเราจะมีซักคนรึเปล่าที่คุ้นเคยกับวลีข้างบน
    ถ้ายังไม่คุ้นลองอีกซักประโยคนะ
     
    "ขยันจังเลยน้า...... เห็นขยันอย่างงี้เดี๋ยวตอนสายนะก็จะเป็นไปเล่นเกม........."
    นึกออกยัง
    มันเป็นคำพูดของคุณพี่ยามกะตอนเช้าหละ ใครที่ผ่านไปผ่านมาที่ตึก 4 ราว ๆ 6-7 โมงเช้าก็คงได้ยินคำทักทายอย่างนี้หละ
    เราว่าเขาเป็นคนที่ดู Active มาก ๆ เลย
    พยายามจะเรียนรู้สังคมของเราที่คิดว่าน่าจะแปลกจากสิ่งที่เขาเห็นทั่วไปหละ
    แม้ว่าหลายครั้งมันจะอดทำให้เราคิดไม่ได้ว่า
    ภาพพจน์ของคนนอกที่มอง "ชาวอินทาเนีย" เราเนี่ย
    แย่อยู่ทีเดียวเนาะ วัน ๆ ก็ได้ เอ วัน ๆ ก็ได้ เอฟ วัน ๆ ก็พยายามพูดไทยคำอังกฤษคำให้ยามล้อเล่น
     
    อย่างไรก็ดีพักหลัง ๆ พี่ยามคนนั้นก็เหมือน ๆ จะงอน ๆ เรายังไงไม่รู้แล้วก็ไม่ได้ทักเราด้วยประโยคข้างบนแล้ว
    เหมือนกับคุณอาที่ร้านขายโจ๊กที่พูดเป็นกันเองกับทุกคน แต่พอจะขายเรามักจะให้คุณอาผู้หญิงมาขายแทน
    (เห็นมะว่าพอเราเริ่มไม่มีใครคบ ก็เริ่มหาเรื่องได้แม้กระทั่ง ยามหรือคนขายโจ๊ก)
     
    เกริ่นซะตั้งนาน ในฐานะที่วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย 2 วิชาสุดท้ายของเรา
    ก็ถือว่าเป็นวันดีอยากจะเล่าเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่ไม่ค่อยมี
    เล่าชีวิตของเด็กเนิร์ด ๆ ว่า
    เผื่อใครจะอยากรู้ว่า วัน ๆ นึง ไอ้เด็กเนิร์ดชั้นสูงเนี่ยมันทำอะไรกันบ้าง
    (ไม่น่าจะมีใครอยากรู้เนาะ สังเกตจากเรตติ้งของบล๊อกนี้)
     
    ขอบคุณ รัดจิ ภูมิ และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเมนต์ใน entry ซึ่งไม่มีอะไรเลย
     
    ข้างบนสุดของบล๊อก เราเล่าอะไรบางอย่างที่มักจะได้เห็นทุกเช้าที่มามหาลัย
    ตลอด 4 ปี เราก็พยายามมามหาลัยให้เช้า ๆ หละ
    เหตุผลที่มาเช้า นอกจากไม่ชอบรถติด แล้ว เหตุผลใหญ่สุด คือขี้เกียจจะเปลี่ยนตัวเอง
    ขี้เกียจเปลี่ยนนิสัยจากที่ต้องมีเช้าตอนม.ปลาย
    มาตอนเช้า ๆ เนี่ยก็ไม่ค่อยเจอใครเท่าไหร่หรอก
    ก็เจอคนที่มาตอนเช้า ๆ เหมือนกันซะมาก คุยกันจนคนที่มาเช้า ๆ เหล่านั้นหลายคนก็เบื่อที่จะคุยกับเราหลบหน้ากันไปเลย :):):):):):):)
    เจอพี่ยาม เจออาขายโจ๊ก เจออาจารย์ผู้ใหญ่ หรืออาจารย์ที่มาตอนเช้า ๆ
    เจอครูสมบูรณ์ที่มาเปิดห้องคอมให้ใช้ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง (เป็นที่อยู่เราได้ดีทีเดียว)
    นอกจากที่พูดถึงแล้วเนี่ย
    ตอนเช้าที่จุฬามีอะไรดี ๆ อีกเยอะเลยหละ
    อากาศดี วิวดี ก็ถือว่าเราโชคดี ที่ได้มีโอกาสได้มาตอนเช้า ๆ อะนะ
    แม้ว่าการที่ต้องนอนเร็ว ๆ เพื่อให้ตื่นเช้าไหวเนี่ย ก็ทำให้เสียโอกาสไปหลาย ๆ อย่างมาก ๆ
    แต่เราก็ยังเลือกตื่นเช้ามาจนถึงตอนนี้
    มาเช้าเนี่ยมันไม่มีอะไรทำหรอก เพื่อนก็หนีหน้า
    เอางานที่ค้างหมักหมมมาจากตอนกลางคืน หาที่ทำเหมาะ ๆ
    ไอ้ที่ทำงานเหมาะ ๆ เนี่ย เปลี่ยนที่บ่อยมากเลย
    ตอนปี 1 ชอบนั่งทำงานที่ตึก Sci หละ รู้สึกว่าลมเย็นดี
    ตอนปี 2 ปี 3 ก็ย้ายมาเป็นตึก 4 เพราะว่าไม่ค่อยได้เรียนที่วิดยา
    แล้วก็ย้ายมาอยู่ชั้น 17 ด้วยเหตุผลก็คือเริ่มเบื่อคนเดินไปเดินมาที่ชั้นล่างตึก 4
    อยู่ชั้น 17 ดีตรงที่ถ้านึกอยากจะทำอะไรกับคอมก็ย้ายไปเปิดสวิทซ์ที่ห้องคอมชั้น 17 ได้เลย
     
    อ๊ะ ได้เวลาเรียนแล้วหละ
    พัฒนาการการเข้าห้องเรียนดีขึ้นตามลำดับนะ
    ตอนปี 1-2 เนี่ยถ้าไม่มีคาบเรียนก่อนหน้าจะเข้าไปนั่งเล่นก่อน 20 นาที
    อยู่กับพวกบันโดะแล้วทำให้เราต้องขยันตามกลุ่มนั้นไปด้วยหละ
    แต่พอคาบเรียนไม่ค่อยตรงกัน ไม่ค่อยได้ไปทานข้าวกับกลุ่มบันโดะ ไปไหนมาไหนคนเดียวบ่อยขึ้น
    ก็เลยติดโรคเข้าห้องเรียนตรงเวลาเป๊ะ
    และ Delay ถ้าคาบไหนอาจารย์ชอบมาช้า
    หลัง ๆ นี่ก็เลยกลายเป็น Delay เล็กน้อยมันแทบทุกวิชาเลย
    วิชาช่วงหลัง ๆ ที่ Delay ไม่ได้เนี่ยก็เห็นจะเป็นวิชาที่ไปมั่วเรียนกับเด็กวิดยาหละ (Abstract Algebra, Adv. Data Structure, Set Theory)
    เราพบว่าคณะวิดยาเป็นคณะที่มีความตรงต่อเวลาสูงมาก
    หากคุณเข้าเรียนสาย 10 นาที คุณจะนั่งใบ้กินในอีกเวลาที่เหลือ
    เริ่มและเลิกตรงเวลา แม้ว่าจะไม่เป็นวินาทีเหมือนอาจารย์ฟิสิกส์ที่ติ๊งต๊องหน่อย แต่ก็มีรถไฟเป็นเจ้าของหลายขบวนทีเดียว (เราว่าแค่นี้ก็พอจะบอกว่าได้แล้วหละว่าใครผิด........ไม่ว่าปัญหาจะมีปลายเหตุที่ใครการที่เขามีมากกว่าคนเดียวนี่แหละเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดนะ)
     
    เรามักจะกระวนกระวายเมื่อมีเหตุผลที่ทำให้ต้องโดดเรียน
    ไม่ใช่อะไรหรอก.........ขี้เกียจอ่านเองอะ
    มีคนมาป้อนให้ถึงปาก.......มันสะดวกกว่าอ่านเองเป็นไหน ๆ
    เราแอบรู้สึกว่าต่อให้วิชาท่องถึก หรือ วิชาที่เราไม่มีความรู้เพียงพอจะฟังจากอาจารย์รู้เรื่อง
    อย่างน้อยให้มันผ่านหูไปซักรอบนึง
    ทำให้ชีวิตเวลาอ่านหนังสือไหลลื่นมากกว่าเยอะเลยหละ
    อย่างน้อยก็มีความสุขที่อ่านไปแล้วก็อ๊ะ ไอ้นี่ก็เคยเจอ ไอ้นี่ก็เคยเห็น ไอ้นี่ก็ดี
    ดีกว่า........อะไรฟะ.........งม ๆ ๆ ๆ ๆ มืดมิด.........
    เพราะฉะนั้นการเข้าห้องให้ครบทุกคาบจึงเป็นเป้าหมายสำคัญหนึ่งเลยหละ
    ย้ำอีกครั้งไม่ใช่เพราะขยัน แต่เพราะขี้เกียจอ่านเอง
     
    เวลาเรียนเราตลอด 4 ปี มักจะกระจุกตัวอยู่ไม่ค่อยเกินเที่ยง ด้วยความจงใจ
    ไหน ๆ ก็มาเช้าอยู่แล้วก็หาเรื่องกลับให้มันเร็ว ๆ
    หรือไม่ก็หากิจกรรมอะไรทำตอนบ่าย ซึ่งมันมีอะไรให้ทำมากกว่าตอนเช้า
    (ข้อหลังเนี่ยเมื่อเวลาผ่านไปเราพบว่าเราคิดผิดหนะ)
    สุดท้ายวันไหนที่มีเรียนเฉพาะตอนเช้าแล้ว
    โดยมากแล้วตอนบ่ายจะได้กลับบ้านเร็วมานอนกลิ้งไปกลิ้งมาที่บ้านตอนบ่าย
    แล้วก็ไปเริ่มทำอะไรที่มีสาระตอนเย็น ๆ นู่นเลย
     
    ตลอด 7 ปีที่ผ่านมานอกจากบ้าน,จุฬา และ เตรียมอุดมแล้ว
    สถานที่ที่เราใช้ชีวิตอยู่มากที่สุดก็คือ........
    ห้าแยกลาดพร้าว สี่แยกเกษตร และ แยกรัชโยธิน
    จะติดอะไรนักหนาก็ไม่รู้
    โดยเฉลี่ยเราจะใช้เวลาบนรถ 3 ชั่วโมงนิด ๆ ทุกวันที่ไปมหาลัย
    ซึ่งแน่นอนเราคาดหวังว่า
    เมื่อไปญี่ปุ่นเราจะได้เดินลงจากหอถึงแล็บประดุจดั่งมีประตูเชื่อมกัน(คำพูดใครน้า.......และชอบคำพูดนี้มาก)
    คิดว่าถ้าได้อยู่ใกล้ ๆ มหาลัยก็คงจะได้ทำอะไรมากขึ้นกว่าตะก่อนเล็กน้อย
    ทีนี้หละต้นจะได้มีเวลาไปเป็นเชียร์ลีดเดอร์กับเขาซะที
    แต่ ๆ ๆ ๆ ๆ ในความจิงแล้วเราพบว่า
    หอเรากับแล็บเรามันต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับวันละ 2 ชั่วโมง 20 นาที -_-"
    ไม่ได้ต่างจากเดิมเลย -_-" เร็วกว่าเดิม 40 นาที
    แอบผิดหวังเล็กน้อย
    ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า
    รถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นมันจะนั่งแล้วรู้สึกสบายใจ
    ไม่ใช่นั่งแล้วรู้สึกหุดหิดหงุดหงิดหัวใจเหมือนกับรถเมล์ที่บ้านเรา เวลาที่ต้องติดที่แยกไหนแยกหนึ่งต่อกันเกินครึ่งชั่วโมง
    ความจิงแล้วเนี่ย
    บางทีความคิดดี ๆ ไอเดียดี ๆ หรือแรงกระตุ้นการทำงานดี ๆ มันโผล่ขึ้นมาตอนนั่งรถ
    แล้วก็ดับวูบไปเพราะความหงุดหงิดบนถนนนี่แหละ
    วันไหนเจอรถติดมาก ๆ ท่ามกลางอากาศร้อน ๆ เนี่ย
    กลับมาถึงบ้านแล้วไม่อยากทำอะไรเลยให้ตายสิ
     
    เหอ ๆ คนหลาย ๆ คนมักจะมีแรงทำงานมีแรงคิดมีแรงออกไอเดียตอนกลางคืน
    แต่สำหรับเราแล้วเราชอบนั่งคิดนั่งทำงานตอนกลางวันมากกว่า
    ตอนกลางคืนหนะเอาไว้คุย msn เล่นเกม เล่นเน็ต
    กว่าจะเริ่มทำงานจริงจังเนี่ยก็เลยไปทุ่มครึ่ง
    สี่ทุ่มครึ่งถ้าไม่มีงานติดพันจริง ๆ ก็เข้านอนแล้วหละ
     
    ไอ้นิสัยแบบนี้เนี่ย
    มันก็ทำให้ชีวิตลำบากเหมือนกัน
    เวลาต้องไปทำงานกับคนอื่น
    เพราะชาวบ้านที่ชอบทำงานเกี่ยวกับคอมเนี่ย
    ไม่รู้ทำไมชอบทำงานตอนกลางคืน
    ทำงานตอบกลางคืนจนเป็น Trend ไปซะแล้ว
    เห็นคนที่ทำงานบริษัทก็เข้าสาย ๆ แล้วก็เลิกดึก ๆ
    รู้สึกไม่ค่อยชอบยังไงก็ไม่รู้
     
    พูดถึงเรื่องกิจกรรม
    ในมหาลัยเราให้เกรดกิจกรรมตัวเองได้ F นะ
    ไม่รู้ทำไม ไม่มีจังหวะเหมาะ
    พอมีจังหวะเหมาะก็ขี้เกียจทำทุกที
    การที่ทำกิจกรรมน้อยเนี่ย
    ก็รู้ตัวว่าทำให้เราจูนกับคนอื่นยากทีเดียวเลย
    พยายามจะทำให้มากขึ้นนะ
    ไม่รู้จะมีคนโชคร้ายให้โอกาสอีกเมื่อไหร่
    แต่ได้ทำกิจกรรมอยู่บ้างก็ได้กินอะไรที่เขาเรียกว่า Corner หรือได้อยู่มหาลัยตอนดึก ๆ กับเขาบ้าง
    มหาลัยตอนดึกเนี่ยก็น่าอยู่ไปอีกแบบนะ
    บรรยากาศน่านอนดีถ้าไม่นับเจ้าคุณตูบ
    เกือบเคยโดนกัดไปทีนึงยกเท้าหลบทันมันเลยกัดโดนรองเท้าแตะ
     
    จิง ๆ แล้วเราไม่ได้รังเกียจคุณตูบนะ
    ชอบมากด้วยซ้ำ
    แต่มาเป็นแก๊งค์ทีละโหลเนี่ย มันก็ดูไม่น่าเข้าใกล้อยู่เหมือนกัน
     
    วันนี้มันไม่รู้จะบ่นอะไรอะ
    มีแต่แบบเล่า ๆ ก็โพสได้แค่นี้แหละ
     
    เพลง: การจางหายของรอยน้ำตา
    ศิลปิน: ฝน วิฬุหกานต์
     
    ลองทำดูหมดแล้วตั้งแต่เธอไป
    ลองกินข้าวดูหนังฟังเพลงคนเดียว
    ลองเดินบนถนนที่มากแต่คนรอบๆ กาย
    แต่ยังไงสุดท้ายก็ยังเหงาใจ
    ขาดเธอไปคนเดียวเท่านั้น
    ชีวิตฉันเคยเต็มกลับว่างเปล่า
    ข่าวว่าเธอก็ออกอาการเช่นกัน
    ถ้าเป็นอย่างนั้นวันนี้
    ฉันและเธอมาลองทบทวน
    ลึกๆ แล้วเรายังรัก ยังมีใจให้กันใช่ไหม
    ถ้าคำตอบตรงกันทั้งสองคน
    และต่างคนก็ยังไม่มีใคร
    รักกันใหม่มาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง
    จะได้ไหมเธอ
    เรื่องเก่าในวันนั้นให้ผ่านมันไป
    เรื่องที่เอาแต่ใจไม่ยอมให้กัน
    กลับมาใช้ชีวิตที่เราได้เคยใช้คู่กัน
    กลับมารวมความฝันด้วยความเข้าใจ
    ขาดเธอไปคนเดียวเท่านั้น
    ชีวิตฉันเคยเต็มกลับว่างเปล่า
    ข่าวว่าเธอก็ออกอาการเช่นกัน
    ถ้าเป็นอย่างนั้นวันนี้
    ฉันและเธอมาลองทบทวน
    ลึกๆ แล้วเรายังรัก ยังมีใจให้กันใช่ไหม
    ถ้าคำตอบตรงกันทั้งสองคน
    และต่างคนก็ยังไม่มีใคร
    รักกันใหม่มาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง
    จะได้ไหมเธอ
    ปล่อยให้น้ำตาจางและหาย
    รักกันใหม่จะไม่เป็นดังเดิม
    ถ้าเป็นอย่างนั้นวันนี้
    ฉันและเธอมาลองทบทวน
    ลึกๆ แล้วเรายังรัก ยังมีใจให้กันใช่ไหม
    ถ้าคำตอบตรงกันทั้งสองคน
    และต่างคนก็ยังไม่มีใคร
    รักกันใหม่มาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง
    จะได้ไหมเธอ
     
    February 18

    แล้วมันมีประโยชน์ยังไง

    แฮะ ๆ
    เล่าเรื่องประสบการณ์การบวชซะ 4 เดือน
    เลยไม่ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองที่เกิดขึ้นในเทอมนี้เท่าไร
     
    ขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ เต้ และ ฝ้าย ที่คอมเมนต์ให้ใน entry ที่แล้ว
     
    ขออนุญาตแก้ไขบล๊อก entry นี้นะครับ
    เนื่องด้วยเป็นด้วยติฉินนินทาอาจารย์
    ซึ่งผิดต่อคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมรูป 2 รัชกาลตอนที่ปฐมนิเทศ
    และผิดต่อคำสัญญาต่ออาจารย์ในวันไหว้ครูปีพุทธศักราช 2546
     
    รวมทั้งทำให้ภาควิชา คณะ และมหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียง
    ศิษย์กราบขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
     

    เนื้อเพลง: จนกว่าฟ้าจะมีเวลา
    อัลบั้ม: พีซเมกเกอร์
    ดู เนื้อเพลง ทุกเพลงของ พีซเมกเกอร์

    Source : www.siamzone.com

    ใครๆว่าฟ้าให้คนได้รักกัน
    ก็น่าให้ฉันกับเธอชิดใกล้
    ทำไมล่ะใจที่ให้เธอไป
    ไม่เคยถึงเธอซักที

    ไม่โทษว่าฟ้าไม่ให้เรารักกัน
    ไม่โทษอย่างนั้นเพราะว่ามันไม่ดี
    คงเพราะว่าฟ้าไม่ค่อยจะมี
    เวลาให้เราผูกพัน

    แต่จะนานแค่ไหน
    และเท่าไร ในหัวใจไม่ท้อ


    จะเก็บใจไว้ เก็บเพื่อรอ
    ขอรอ รอจนกว่า
    จนกว่าที่ฟ้าจะมีเวลาให้เรารักกัน

    (ให้เราได้รักกัน)
    เก็บคำว่ารักที่ฉันมี
    ไม่ให้ใครตราบนานเท่านาน
    ไม่เคยหยุดหวัง
    วันไหนสักวันจะให้กับเธอ

    ในความอดทน ไม่เคยลดไป
    ในความตั้งใจ ไม่เคยสิ้นสุด
    ในความห่วงใยไม่เคยจะหยุด
    ในใจที่มีแต่รัก


    แต่จะนานแค่ไหน
    และเท่าไร ในหัวใจไม่ท้อ

    จะเก็บใจไว้ เก็บเพื่อรอ
    ขอรอ รอจนกว่า
    จนกว่าที่ฟ้าจะมีเวลาให้เรารักกัน
    (ให้เราได้รักกัน)
    เก็บคำว่ารักที่ฉันมี
    ไม่ให้ใครตราบนานเท่านาน
    ไม่เคยหยุดหวัง
    วันไหนสักวันจะให้กับเธอ

    จะเก็บใจไว้ เก็บเพื่อรอ
    ขอรอ รอจนกว่า
    จนกว่าที่ฟ้าจะมีเวลาให้เรารักกัน
    (ให้เราได้รักกัน)
    เก็บคำว่ารักที่ฉันมี
    ไม่ให้ใครตราบนานเท่านาน
    ไม่เคยหยุดหวัง
    วันไหนสักวันจะให้กับเธอ
     
     
     
    February 10

    ประสบการณ์การบวช (บทตาม)

    ขอบคุณ รัดจิ และ ฝ้าย ที่คอมเมนต์ให้ใน entry ที่แล้ว
    หะ ๆ
    ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าการโพสอะไรยาว ๆ การเขียนอะไรยาว ๆ 15 ตอน
    ขนาดตอนแรกมีกำลังใจอยากเขียนมาก
    มีไฟอยากเขียนเต็มที่
    แต่พอเขียนไป เขียนไป ไฟเริ่มหมด ความสนใจในการเขียนก็เริ่มน้อยลง
    กลายเป็นว่าเราเว้นว่างจากการเขียน series นี้ไปนานหลายเดือนเลย
    หลายครั้งเวลาเขียน blog series นี้รู้สึกเหมือนกำลังทำงานอะไรซักอย่างอยู่
    เป็นงานที่ต้องทำให้เสร็จ
    มากกว่าสิ่งที่อยากเขียน สิ่งที่อยากทำ
     
    หรือว่าเป็นนิสัยของเรา
    สมาธิสั้น
    แต่สุดท้ายเราก็เขียนจนจบจนได้อะเนาะ
    ขอบคุณทุกคอมเมนต์ในทั้ง 15 บท
    ถ้าไม่มีคอมเมนต์ก็คงโพสไม่จบหละ
     
    บทตาม : เรื่องเล่าหลังบวช
     
    เป็นเรื่องที่เราคิดอยู่เสมอเลยนะ
    ว่าเราอยู่ไกลพระพุทธศาสนาไปรึเปล่า
    การอยู่ในสังคมมหาวิทยาลัย
    ไม่ทำให้เราสะกิดใจเรื่องการบวชมาเลย
     
    มันก็เป็นไปได้หลาย ๆ อย่างนะ
    อาจจะเป็นเพราะใจเรา อยากจะพาเราให้ไปอยู่ห่าง ๆ การบวชรึเปล่า
    เป็นเพราะว่าเวลาเรื่องอะไรก็ตามเกี่ยวกับการบวชผ่านหูเข้ามา
    ใจเรามักจะกรองทิ้ง แล้วก็หลีกเลี่ยงที่จะให้ความสนใจกับมัน
    มันก็เลยดูเหมือนกับว่า พระพุทธศาสนากับเรา
    อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน
     
    จริง ๆ แล้วพอเราบวชกลับมา
    เราก็พบว่าถ้าเราสนใจพระพุทธศาสนากับเราไม่ได้อยู่ไกลกันเลย
    เรายังได้ยินได้ฟังธรรมะดี ๆ ทางโทรทัศน์อยู่ทุก ๆ อาทิตย์เพียงแต่ไม่เคยสนใจจะทำ
    ชมรมพุทธศาสตร์และประเพณีก็ยังมีกิจกรรมพระพุทธศาสนาดี ๆ มาให้ชาวจุฬามากมายแต่เราก็ไม่เคยที่จะสนใจ
    ใกล้ ๆ บ้านก็ยังมีวัดดี ๆ อยู่มาก แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปฟังเทศน์ฟังธรรม
    การบังคับจิตให้อยู่ใกล้กับพระพุทธศาสนา เนี่ยเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ทีเดียวเลยหละ
     
    นอกจากการบังคับจิตให้อยู่ใกล้กับพระพุทธศาสนาจะเป็นเรื่องยากแล้ว
    เรื่องยากอีกอย่างหนึ่งที่เราจะต้องทำให้ได้หลังบวชก็คือ
    การใช้พระธรรมให้เป็น
     
    มีคนรู้จักอยู่คนนึง เป็นคนที่สนิทกับแม่มาตั้งแต่เล็ก
    เป็นคนดีมาก ๆ เลย
    เข้าวัดฟังธรรมบ่อย ๆ วันไหนว่าง ๆ ก็นุ่งชุดขาวเป็นอุบาสิกามาช่วยพระท่านทำกิจที่วัด
    แต่เวลาทำงานกลับทำงานกับคนอื่นไม่ได้
    มีปัญหาทะเลาะกับคนนู้นคนนี้อยู่เรื่อย ๆ
    เราเคยสงสัยนะเมื่อตอนเด็ก ๆ
    เคยถามคุณพ่อหละ
    เด(เราเรียกคุณพ่อว่าเดเป็นภาษาไหหลำ) ก็ตอบว่า
    คนคนนั้นยังใช้พระพุทธศาสนาไม่เป็น
    การที่เขาเข้าวัดบ่อย ๆ ทำให้เขาสำคัญตนผิดว่า
    ตนเองเป็นคนที่มีธรรมะสูงกว่าคนอื่น
    และไม่ยินดีที่จะรับฟังธรรมะของคนอื่น
     
    เราเห็นปรากฏการณ์นี้เกิดกับใครหลาย ๆ คนเลย
    และก็ค่อนข้างแน่ใจว่าบางครั้งปรากฏการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับเรา
    เมื่อมองใจแล้วก็เห็นได้ชัดเลยว่า
    บางครั้งเราเกิดอาการถือตัวไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
    เพราะมีทิฏฐิว่าเขาเป็นคนที่มีความรู้ต่ำกว่าเรา
    เพราะถือทิฏฐิว่าเขาคนนั้นเป็นผู้ที่มีธรรมะต่ำกว่าเรา
    อื้มแสดงว่าเราเองเนี่ยก็ใช้พระธรรมไม่เป็นเหมือนกันนะเนี่ย
     
    บางทีของดี ๆ หรือเจตนาที่ดี ถ้าเกิดไม่ตั้งใจทำให้ถึงที่สุดแล้ว
    มันก็อาจจะเป็นผมเสียมากกว่าผลดีก็ได้นะ
    เช่นว่าเวลาเรากวาดพื้น
    ถ้าเกิดเราไม่ตั้งใจกวาด กวาดส่ง ๆ ไปเนี่ย
    แทนที่จะลดฝุ่นที่อยู่บนพื้น
    อาจจะกลายเป็นการทิ้งเศษไม้กวาดลงบนพื้นแทนก็ได้นะ
     
    พูดถึงตรงนี้ ขอนอกเรื่องการบวชแป๊ป
    เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นิดหน่อย
    เป็นเมล์จากแน็ค (จะได้อ่านมะเนี่ย)
    ส่งมาให้เราเมื่อไม่นานนี้ มีใจความ (หลังจากที่เราใส่ไข่แล้ว ดังนี้)
     
    "เออ เราลองหาข้อผิดพลาดในงานของพวกเราแล้ว
    พบว่าความผิดพลาดเป็นความผิดของนายอะ
    รู้สึกจะเป็นเรื่องที่แก้กันมาตั้งนานแล้วหละ แต่ก็ไม่หายซะที
     
    ฝากด้วยนะ อิอิ
    แน็ค"
     
    เออ เราเอาเมล์ฉบับนี้ไปเทียบกับเมล์ที่นายส่งมาให้เราเมื่อเทอมที่แล้ว (หลังจากใส่ไข่เหมือนกัน)
    ซึ่งมีใจความดังนี้
     
    "อะโน..... เอ่อ ต้น คือ เราไม่เข้าใจโปรแกรมที่นายเขียนมาหลายจุดเลยหละ
    คืออยากให้นายลองพิจารณาโปรแกรมส่วนนี้หละ...... ว่ามันมีหลักการทำงานยังไง
    ถ้ามีเวลา
     
    ด้วยความเคารพอย่างสูง
    แน็ค"
     
    สังเกตุดูดี ๆ นะ ความจริงแล้วเมล์ 2 อันนี้หนะ ใจความที่ซ่อนอยู่คล้าย ๆ กันเลยนะ
    แต่ไม่รู้ทำไมเวลาที่ได้เมล์แบบ 2 มันดูทำให้ชีวิตหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
    ความจริงแล้วแบบหลังเนี่ยมันดูเป็นทางการมากกว่า แล้วมันก็ดูน่าจะดีกว่าถ้าเขียนแบบ 2 เวลาจะบอกเพื่อนว่า "เฮ้ย ผมนั่งหาบั๊กอยู่ตั้งนาน เนี่ยเป็นของคุณเห็นเปล่า เอาไปแก้เร้ว ๆ ๆ"
    คือมันเป็นภาษาสุภาพมากกว่า แล้วมันก็เป็นของที่ดีกว่าหละ
    แต่ว่าของที่ดีกว่า ถ้าเราใช้ได้อย่างไม่ถนัด หรือในที่นี้คือใช้เพื่อซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ในคำพูด
    มันก็ทำให้ของที่ดี มีประสิทธิภาพสู้ของที่ไม่ดีไม่ได้หละ
     
    เออคิดถึงเราตอน Robocup เลยหละ
    ตอนทำ Robocup เมื่อตอนประมาณมีนา
    เวลาเราเจออะไรที่คิดว่าน่าจะเป็นบั๊กแหวน หรือ บั๊กอั๋น
    เราพูดกับ 2 คนนั้นด้วยภาษาแบบ 2 หละ
    แน่นอนเวลาพูดกับ 2 คนนั้นทีไร ก็จะโดนโมโห โมโห กลับมาหละ
    เราเคยคุยกับอั๋นนะว่าทำไมแหวนถึงได้โมโหขนาดนั้น
    อั๋นมันก็ตอบว่า "ก็แกสุภาพเกินไป"
    หงุดหงิดกับคำตอบมันเล็กน้อย สุภาพเกินไปแล้วไงฟะ ??????????
    แหะ ๆ สุดท้ายหาวิธีแก้ด้วยการไปนั่งพยายามพูดหน้ากระจก
    ประมาณว่าซ้อมให้ดูเนียนเต็มที่ และไม่ทำให้ดูหน้าโมโห
    ซ้อมหลายสิบรอบพูดให้มันดูไม่ fake
     
    "อั๋น เราเกิดข้อสงสัยใน Parameter ที่ใส่เข้าไปในโปรแกรมนายเล็กน้อย"
    แล้วก็ทำหน้าให้ใสซื่อบริสุทธิ์แบบเด็กน้อยน่ารักเกิดข้อสงกะสัยจริง ๆ
    "แหวน เราสงสัยตัวอย่างที่แหวนเขียนเพื่อเอาใช้ในโค้ดส่วนนั้นหน่อยอะ อธิบายเรานิดนึงได้เปล่า"
    แล้วก็ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ แบบว่าสงสัยจริง ๆ
     
    จะยังไงก็ตามหละ แม้ว่าพยายามซ้อมแค่ไหน
    เราก็เพิ่งมารู้ตอนที่ต้องเจอกับตัวเองหละ
    ว่ามันไม่มีประโยชน์
    เรื่อง fake มันก็คือเรื่อง fake จะทำให้มันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่นได้ยังไง
    ของดี ๆ คำพูดดี ๆ
    ถ้าไม่ได้เอามาใช้ในความหมายของมัน
    ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่
    แต่ใช้ในความหมายที่ซ่อนเร้นความหมายอื่นอยู่
    มันก็กลายเป็นของที่เลวร้ายอย่างเหลือเชื่อ
     
    เมื่อไม่นานมานี้นั่งฟังการ Present โปรเจ็กของบางวิชาหละ
    สนใจและก็ตั้งใจฟังการ Present เกือบจะทุกกลุ่มเลยนะ
    มันน่าสนใจออก
    นาน ๆ ทีจะมีการ Present ที่แต่ละกลุ่มก็คิดไม่เหมือนกัน
    แต่ก็มีอยู่ซัก 2-3 กลุ่มนะที่ทำงานออกมาได้ไม่ค่อยน่าสนใจหละ
     
    กลุ่มนึงก็ Present ง่าย ๆ เหมือนรีบ ๆ พูดให้จบ Present ก็ทำแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ
    ฟังแล้วก็อืม ๆ ไม่มีอะไรเนาะง่าย ๆ ดี
     
    แต่ว่ามีอีกกลุ่มนึงที่ใคร ๆ เขาว่าเป็นเทพหละ
    ทำ Slide Presentation หรูหราไฮโซ พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกับว่า นี่แหละคือโปรเจ็กสุดยอด
    ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกเลยเห็นไหม
    โอ้โห ข้อมูลมากมายเนี่ย ถ้าใช้โปรเจ็กนี้แล้วจะสามารถทำงานได้หลากหลายมากมายทีเดียวเลยเห็นไหม 
    ซึ่งเขาก็ทำถูกนะ คือทุกคนก็ไม่มีเวลาสำหรับหลาย ๆ Project บาง Project เวลาจวนตัวก็ต้องรีบ ๆ ทำอะ
    แต่ว่าคือในมุมมองของคนฟังอะ
    มันก็ฟังแล้วหงุดหงิด ๆ
    แล้วก็รู้สึกแย่ที่ต้องรับฟังมากกว่าการรับฟังงานจากกลุ่มด้านบนหละ
    (แต่หลังจากนั้นก็ได้ยินใครซักคนพูดประมาณว่า โอ้กลุ่มนี้ทำได้หรูเลิด เทพทำอะไรก็ดูดีไปหมดเลย ดีจริง ๆ ซึ่งก็ทำให้หงุดหงิดหุดหิดอีกรอบนึง)
     
    ออกนอกเรื่องอีกแล้วหละ กล่าวโดยสรุปก็คือ
    บางทีของดีมาก ๆ แต่ว่าใช้ผิดกาลเทศะ
    บางครั้งใช้ของที่แย่ลงมาหน่อยอาจจะดีกว่า
     
    อื้ม เนื้อที่หมด และ เริ่มขี้เกียจเขียนแล้วเนาะ
    คนอ่านก็คงขี้เกียจอ่านเหมือนกันใช่มะ(ทึกทักเอาเอง)
     
    โอเคเราสรุปเลย สำหรับเรื่องทั้งหมดที่เราโพสมาทั้ง 15 ตอนรวมตอนนี้ด้วย
    ทีแรกตั้งใจจะเขียน
    เพราะอยากให้คนอ่านได้รู้สึกว่า
    พระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่ห่างจากเรามากนะ
    นี่ไง อยู่แค่นี้เอง ใกล้ ๆ เรา
     
    แล้วก็มีอีกหลาย ๆ อย่างที่อยากจะบอกทุกคนที่อ่าน
    ผ่านตัวเราเองในช่วงที่บวชอยู่
    การได้หยุดงานตั้ง 22 วัน โดยที่ไม่ทำอะไรเลย
    ดูเหมือนจะว่าง
    แต่ความจริงแล้ว 22 วันนี้เป็นช่วงที่ใจเรายุ่ง
    ยุ่งเพราะต้องต่อสู้กับกิเลส ในสภาวะแวดล้อมที่สนับสนุนให้เราสามารถต่อสู้กับกิเลสได้
    แต่ก็ยุ่งทั้ง ๆ ที่สบายใจ
     
    ส่วนนึงที่เขียนก็อยากจะบูชาคุณครูบาอาจารย์
    ตั้งแต่พระมหาเถระ, พระเถระ, พระอนุเถระ, พระมัชฌิมะ, พระนวกะ
    รวมไปถึงอุบาสก อุบาสิกา ญาติโยม
    ที่ได้ช่วยให้เราดูเป็นผู้เป็นคนมากยิ่งขึ้นอย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
     
    เราไม่รู้ว่าสำหรับคนอื่นเป็นยังไง
    แต่สำหรับเราแล้ว
    สภาพแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ
    เรามักจะเปลี่ยนแปลงตัวเราให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเสมอ ๆ
    โอเคหละ
    ถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของสังคมที่ฟุ้งเฟ้อ วัตถุนิยม
    เราก็มีแนวโน้มจะฟุ้งเฟ้อขึ้นเรื่อย ๆ
    ถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของที่มีเด็กเนิร์ดเดินไปเดินมาอยู่เต็มไปหมด
    เราก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นเด็กเนิร์ดพูดจาไม่รู้เรื่อง
    ถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เรียบง่าย รอบตัวมีแต่ผู้ที่กำลังฝึกฝนที่จะก้าวเข้าไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือนิพพาน
    เราก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นผู้ที่ฝึกฝนตนอยู่เสมอ เพื่อไปสู่นิพพานเช่นเดียวกัน
     
    อื้ม
    เราเคยเขียนไว้ในหลาย entries ก่อน ตั้งแต่ยังไม่ได้เขียนเรื่องบวชหละ
    เราเรียกมันว่า "การแพร่ของวัฒนธรรม"
    คนเราเนี่ยมันเหมือนมี 2 อย่างขัดแย้งกันอยู่นะ
    คนที่อยู่ห่างจากสังคมมาก ๆ มีแน้วโน้มที่จะถูกวัฒนธรรมภายในสังคมแพร่เข้าหา
    ในขณะเดียวกันคนที่อยู่ใกล้กับสังคมมักจะพยายามสร้างความแตกต่างระหว่างตัวเองกับสังคมนั้น
    โดยการให้วัฒนธรรมของสังคมอื่น แพร่เข้าใส่ตนเอง
    ด้วยเหตุนี้หละมั๊ง
    ชีวิตทางโลก ถึงไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ว่าเพิ่มความวุ่นวายมากขึ้น มากขึ้นทุกที
     
    เราเลยเห็นว่าการที่จะเข้าถึงพระธรรม ปรัชญาที่ลึกล้ำ อย่างที่ไม่มีนักปรัชญาคนใดสามารถไปถึง
    การที่จะเข้าถึงนิพพาน จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการพ้นทุกข์หนึ่งเดียว ที่ไม่สร้างข้อขัดแย้งใด ๆ ให้กับคนฟัง
    นอกเหนือจากการบวชแล้ว
    ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าเรายังอยู่ในทางโลก ใช้ชีวิตทางโลก เราคงต้องโดนวัฒนธรรมทางโลก แพร่เขาหาตัว เรื่อยไป ไม่รู้จักจบจักสิ้น
    แล้วเราก็คงต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารไปอีกนาน
     
    ต้น MR.T
    ....
     
    เย่จบแล้วครับ
    ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนถึงตอนนี้นะครับ
    แล้วพบกันใหม่คราวหน้าครับ
     
    อ้อช่วงนี้ทำรายงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น
    ที่มีผลสืบเนื่องจากฟุตบอลโลกปี 2002
     
    เลยได้กลับไปดูมิวสิกวีดิโอเพลง "Let's Get Together Now"
    ได้ดูหลายเวอร์ชั่น
    แต่มีอยู่เวอร์ชั่นนึงดูแล้วก็รู้สึกดีมากเลย เป็นเวอร์ชั่นที่มีทั้งภาษาเกาหลีและภาษาญี่ปุ่น
     
    เราว่าเกาหลีกับญี่ปุ่นเนี่ยก็แปลกดีนะ
    อยู่ใกล้ ๆ กัน วัฒนธรรมก็คล้าย ๆ กัน ความคิด วัฒนธรรม ของคนก็ไม่ต่างกันมาก
    แต่ว่าใช้คนละภาษากันเลยไม่ค่อยได้คุยกัน
    คนเราเนี่ยถ้าไม่ค่อยได้คุยกับใคร
    มักจะระวังระแวง และ มองคนที่ไม่ได้คุยด้วยในทางที่เลวร้ายเสมอเลยเนาะ
    สุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่าสองชาตินี้ก็ต้องมาทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นซะที
    เวอร์ชั่นที่ copy มาแปะเป็นเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นล้วนนะ
     
    เพลง : Let's Get Together Now
    ผู้แต่ง : Daisuke Kawaguchi & Mika Nakashima
    Source :
    www.animelyrics.com

    Mmmh sure chigai  sonna hi mo atta
    Majiwaranu nagare no you oka wo hasamu
    Mmmh demo ima no ai ga tsunagu
    Futari de tsukamenai mono nante nai yo

    Moshimo kotoba sekai ni hitotsu to shite nakatta to shite mo
    Musubareru
    (let's get together now)

    *Kazarareta sono kotoba wa iranai "aishiteru" kimochi de ii
    Oikakeru korogaru futari no yume wo
    (let's get together now)

    **Tsukurareta sono egao wa iranai  tsunagu te no katasa de ii
    Boku-tachi ga michi wo tsukutte yuku
    (let's get together now)

    La la la la...
    (let's get together now)

    Mmmh yume miteta  kimi to itsuno hi ka
    Hitotsu no monogatari wo hanasu toki
    Kimi no kataru koi no tsudzuki wo
    Boku no kono omoi ga tsudzutte yuku kara

    Moshimo dareka bokura no monogatari habanda to shite mo tomaranai
    (let's get together now)

    ***Mitasareta sono shiawase wa iranai
    GAMUSHARA na risou de ii
    Kidzuku no sa jibun-tachi no chikara
    (let's get together now)

    ****Okurareta sono hakushu wa iranai mukidashi no kotoba ga hoshii
    Kizukitai futari no hontou no sekai
    (let's get together now)

    Kazarareta sono kotoba wa iranai
    "Aishiteru"
    Kimochi de ii
    Oikakeru koro ga futari no yume wo
    (let's get together now)

    Onaji hohaba kizan de aruku
    Miteru keshiki wa hitotsu
    Oh, baby love
    Tada chigau no wa umarete kara
    Deau made mita fuukei dake sa Oh...
    (let's get together now)

    *repeat
    **repeat
    ***repeat
    ****repeat

     
     
     

    February 09

    ประสบการณ์การบวช (บทที่ 13)

    ขอบคุณน้องตั้ม มากี้ รัดจิ ฝ้าย พี่หมี และ พี่เอ็ก ที่มาคอมเมนต์ให้ใน ทั้ง 4 blog ที่แล้ว
    ถึงมากี้ ขอโทษนะที่เข้าใจผิด คือเราดูจากชื่อหนะ เห็นเป็นปี 1973 เลยคิดว่าเป็นปีเกิด (หลาย ๆ คนมักเอาปีเกิดของตัวเองมาต่อท้ายชื่อ m ชื่อ เมล์ รวมทั้งชื่อ space เนาะ)
    เราอายุ 20 หละ คือ 20 ปุ๊ป ก็ไปบวชเลย
    แต่ก็ไม่ขอเรียกว่าพี่มากี้ละกัน แก่กว่าแค่ปีเดียว
    ส่วนใหญ่เพื่อนเราที่เรียนปีเดียวกันที่มหาลัยก็จะแก่กว่าปีนึง หรือ สองปี ทั้งนั้น แต่ก้อไม่อยากเรียกว่าพี่
     
    เฮ้อ จะว่าไปนี่เราก็ใกล้จะจบแล้ว
    วิชาต่าง ๆ อาจารย์เขาก้อเริ่มปิด course กันไปได้หลาย course แล้ว
    ยังไม่ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่เคยคิดอยากจะทำ
    ในช่วงที่เขาว่ากันว่า สนุกที่สุดในชีวิตเลย
    สนุกตรงไหนเนี่ย เราว่า ชีวิต ม.ต้น ม.ปลาย ดูจะมีความสุขกว่าเยอะเลย
    ไม่รู้สิ เรารู้สึกว่าตอนอยู่มหาลัย
    เราถูกพิจารณาในฐานะที่เป็นเด็กเนิร์ดซะมาก
    งานก็เลยหลากหลายน้อยลง
    หรือว่าเรามีไฟในการมองหางานสนุก ๆ น้อยลง
    หรือว่าเราเก็บตัวมากขึ้น
    มีปัญหาต้องหาสาเหตุสิเนอะ :):):):):):)
     
    http://mr-t-dtone.spaces.live.com/blog/cns!B49DF3F95FAA5B01!268.entry?_c=BlogPart อ่านตอนแรกที่นี่เลยครับ
     
    บทที่ 13 : ลาสิกขาที่วัดสันป่าสักวรอุไรธรรมาราม
     
    วันก่อนสึก ไปช่วยพระอาจารย์สมปองทำความสะอาดพัดลม
    ทำพลาดแบบไร้สติ ไปหลายที
    เลยบ่นให้พระอาจารย์ฟังว่า
    พระอาจารย์ครับ
    วันนี้ผมไม่มีสติเลย
    พระอาจารย์ก็เลยเทศน์ว่า
    สงสัยใจไปอยู่กับการลาสิกขาหมดแล้วมั๊ง
     
    เออจิงด้วยหละ
    วันพรุ่งนี้เราจะลาสิกขาแล้ว
    มาถึงตอนนี้ใจเราเริ่มโลเลแล้วหละ
    ว่าจะลาสิกขาดีรึเปล่า
    แต่ก็ยังอยากลาสิกขาอยู่เพราะว่า คิดถึงพ่อแม่
    คิดว่าถ้าอยู่นาน ๆ บวชนาน ๆ คุณพ่อ คุณแม่จะไม่สบายใจ
     
    หลวงอาทั้งสองท่านตัดสินใจสึกก่อนกำหนด 1 วันเนื่องจากมีกิจมาก
    จึงลาสิกขาไปแล้วตั้งแต่เช้าวันนั้น
    หลังจากลาสิกขาไปแล้วท่านก็ดีใจว่า
    ได้ทำงานสำคัญของชีวิตชิ้นหนึ่งสำเร็จไปแล้ว
     
    เรามานั่งคิดว่า การลาสิกขา ได้ออกไปเป็นฆราวาสอีกครั้งเนี่ย
    มันถือว่าเป็นความสำเร็จจริง ๆ เหรอ
     
    ตอนเย็น ๆ พระอาจารย์ใหญ่ (เจ้าอาวาส) ซึ่งสังเกตเห็นขาที่เหวอะหวะเพราะโดนยุงกัดตั้งแต่ตอนที่เป็นนาคอยู่ที่วัดแพร่มานานแล้ว
    (ถ้าเราจำไม่ผิด น่าจะเป็นองค์แรก ๆ ที่สังเกตเห็น)
    สั่งให้คนหายาทามาเตรียมไว้
    แล้วพอเราเดินผ่านท่าน
    ท่านก็ให้หยุด แล้วให้พระต้นทาให้
    ก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก ๆ เลยหละ
    ที่ท่านเมตตาเราขนาดนี้
     
    ยังจำได้เลย
    ครั้งแรกที่เจอท่าน
    ท่านจำเราแล้วก็คุณพ่อคุณแม่เราได้ด้วยหละ
    ท่านถามว่าเดี๋ยวนี้คุณแม่ยังทำงานโรงงานน้ำตาลอยู่ไหม
    ทั้ง ๆ ที่คุณแม่เราไม่ได้ทำโรงงานน้ำตาลตั้ง 7 ปีแล้ว
    แต่ท่านยังจำที่คุณพ่อ คุณแม่ และ เรา เคยไปกราบท่านที่วัดแพร่ เมื่อหลายปีที่แล้วได้
    ถือว่าท่านความจำเป็นเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่บวชมากถึง 35 พรรษาแล้ว
     
    วันนั้นตอนหัวค่ำได้มีโอกาสไปช่วยพระครูแต้กจัดซองกฐินหละ
    ระหว่างจัดซองกฐิน ก็มีฆราวาสญาติโยม
    จับกลุ่มคุยกันอยู่ข้าง ๆ
     
    ไอ้นิสัยชอบแอบฟังเนี่ย
    เอาไปติดตัวแม้กระทั่งตอนเป็นพระเลยหละ
    ได้ความมาว่า
    เห.....ใช้มือถือรุ่นไหนเนี่ย รุ่นนี้ไม่ดีนะมี Option น้อย เล่นนู่นเล่นนี่ก็ไม่ได้
    เนี่ยไอ้เพื่อนผมคนนี้มันแย่จิง ๆ ยืมเงินผมไปตั้งนานแล้วก็ไม่ได้ใช้ซักที
    ...
    และอย่างอื่นอีกเยอะแยะมากมาย
    ที่มันเป็นความวุ่นวายไร้สาระของเรื่องทางโลก
    ก็มานั่งคิดว่า
    เราต้องกลับไปอยู่ที่อย่างนั้นจริง ๆ เหรอ
    พอเราลาสิกขา เราก็ต้องกลับไปนั่งบ่น
    เรื่องการบ้าน เรื่องโปรเจ็ก เรื่องสอบ
    พอเรียนจบเราก็ต้องไปวุ่นวายเรียนต่อ
    มันจะดีกว่าตอนที่เราครองผ้าเหลืองอยู่ในเพศบรรพชิตจริง ๆ เหรอ
     
    วันนั้นในฐานะที่เป็นคืนสุดท้ายในเพศบรรพชิต
    จึงตั้งใจจะเดินจงกลมหน่อย
    ระหว่างทางที่จะเดินไปทางที่เดินจงกลม
    เจอพระต้น
    พระต้นบอกว่าไหน ๆ คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายแล้ว
    อยากให้เดินให้นานที่สุด
     
    ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำเนสัชชิก (ไม่นอน) เลยนะ
    แต่ก็ไม่ไหวหละ
    แม้ว่าจะตั้งใจเดินมาก ๆ
    เดินไปเรื่อย ๆ
    นับว่าเป็นการเดินขึ้นภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม
    เดินขึ้นไปให้สูงที่สุด ข้ามไม่ข้ามไม่เป็นไร
    เพราะนั่นอาจจะเป็นครั้งที่ใจของเรา
    อยู่ที่สูงที่สุดแล้ว
    เราคิดอยู่เสมอว่า
    หลังจากเดินวันนั้น
    หลังจากลาสิกขา
    เราคงต้องกลับลงสู่ที่ต่ำ
    และอาจจะไม่สามารถบังคับตัวเอง
    ให้ขึ้นไปสูงขนาดนั้นได้อีก
     
    วันลาสิกขา คุณพ่อ คุณแม่มาตั้งแต่เช้าเลยหละ ตี 4 ตี 5 เลยหละมั๊ง
    แต่ว่าก็ไปซื้อของเพื่อเตรียมตัวสำหรับบิณฑบาตก่อน
    วันนั้นขอโอกาสพระอาจารย์ให้พรคุณพ่อคุณแม่
    รวมทั้งคุณพ่อก็ถือบาตรให้ด้วย
     
    พิธีลาสิกขาของพระที่วัดแพร่
    ไม่ยุ่งยากอะไร
    พิธีการก็มีแค่
    ช่วงก่อนฉัน เข้าไปขอขมาต่อหมู่สงฆ์ (ซึ่งเราลืมทำอันนั้นไปหละ หลวงพี่ตี๋เห็นว่าไม่เหมาะ)
    หลังจากนั้นก็ปลงอาบัติเหมือนอย่างที่ปลงตอนวันพระ
    จากนั้นก็เข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ เพื่อลาสิกขา
     
    สรุปว่าเราก็ลาสิกขาเป็นฆราวาสธรรมดา
    ฆราวาสที่วุ่นวายมาก ๆ เหมือนเดิมหลังฉันวันนั้น
     
    หลังจากนั้นเราก็ซักอัฏฐบริขารเพื่อส่งคืนสงฆ์
    ซักไปก็ออกมาคุยกับคุณพ่อ คุณแม่ไป
    วันนั้นไม่ได้ช่วยกิจของคณะสงฆ์เลย
    ออกมาคุยกับคุณพ่อ คุณแม่ซะมาก
     
    พอซักอัฏฐบริขารเสร็จ (จริง ๆ ไม่เสร็จเหลือ หมวกไหมพรมยังไม่แห้ง แต่ก็ฝากน้องเฟิร์สเก็บ)
    ก็เดินทางออกจากวัด
    เพื่อไปนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพ
    ตอนออกจากวัดยังไม่รู้สึกอะไรหรอก
    เพราะว่ามันก็เป็นทางไปบิณฑบาตทุกวัน
    แต่ตอนไปกินข้าววันนั้น
    เลือกไปทานที่โรบินสันเชียงใหม่
    เพราะว่าอยู่ใกล้กับสนามบิน
     
    เข้าไปในโรบินสันแล้วก็.......
    ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างก็ประดังเข้ามา
    ตั้งแต่การจัดห้างที่มีหลายสีสัน หลาย ๆ สีก็ไม่ได้เจอไม่ได้เห็นมานานแล้ว 20 กว่าวัน
    เพลงที่เปิดอยู่ก็เป็นเพลงวัยรุ่น ที่ตอนเป็นนาครู้สึกอึดอัดมาก ๆ ที่ไม่ได้ฟัง แต่พออยู่นาน ๆ เข้าก็ไม่รู้สึกอะไร
    ข้าวเย็น ที่ก็ไม่ได้ทานมาหลายสัปดาห์แล้ว และก็เป็นเนื้อ
     
    ตอนนั้นสมองมันตื้อไปหมดเลย
    รู้สึกว่าสนุกนะ ที่ได้ถูกกลับมาหุ้มห่อด้วยรูป รส กลิ่น เสียง พวกนี้อีกครั้ง
    แต่ก็รู้สึกเหมือนว่า
    เราสูญเสียอะไรไปหลาย ๆ อย่างแล้วหละ
     
    กลับมาอยู่กรุงเทพ กลับมาเรียน 2 อาทิตย์
    ช่วงนี้เรากับคุณแม่มี topic มาคุยมากเป็นพิเศษ
    เกี่ยวกับวัด เกี่ยวกับพระ (ซึ่งตอนนี้ทำไมไม่รู้เราไม่คุย topic นี้กับแม่แล้วหละ)
    อย่างไรก็ดี
    เรารู้สึกได้เลยว่า
    บรรยากาศที่เราอยู่ทุกวันนี้
    บรรยากาศที่บ้าน
    บรรยากาศบนถนน
    บรรยากาศที่มหาลัย
    บรรยากาศที่ห้างสรรพสินค้า
    มันแย่เกินกว่าที่จะทำให้ใจของเรา
    ซึ่งได้มีโอกาสบวชช่วงสั้น ๆ และก็ยังไม่กล้าแข็งพอ
    สามารถทรงตัวอยู่ได้ไม่ตกจากภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม
    หรือว่า
    เราท้อเร็วเกินไปนะ
     
    อย่างไรก็ดีตามกฎของวัด
    เราต้องอยู่กรรมหลังบวช 3 วันหละ
    แต่ว่าได้อยู่แค่ 1 วันหลังจากที่ลาสิกขา
    เหตุผลมากมายแต่ความจริงแล้วก็คือ ไม่อยากอยู่ช่วงงานกฐิน
    ก็เลยคิดว่าอยู่แค่วันเดียวไปก่อน
    แล้วค่อยหาโอกาสอยู่อีก 2 วันทีหลัง
     
    ต่อมาได้ยินว่าพี่เขต รุ่นพี่ที่มางานบวชเรา
    กำลังจะบวช หลังจากที่เราลาสิกขาได้ 2 อาทิตย์
    ก็เลยตั้งใจจะไปร่วมงานบวชของพี่เขตแล้วก็ถือโอกาสอยู่กรรมอีก 2 วัน
    ก่อนไปได้ยินข่าวว่า
    รถที่กลับจากงานกฐินที่ร้องกวาง (กฐินที่ร้องกวาง หลังจากที่เราลาสิกขาแล้ว 1 อาทิตย์)
    เกิดอุบัติเหตุ ญาติโยมที่ไปร่วมงานกฐินเสียชีวิตรวม 3 ราย
    ได้ยินว่าบาดเจ็บอีก 1 ราย แต่ก็ไม่ได้ติดตามข่าวว่าสุดท้ายแล้วเป็นยังไง
    ทั้งหมดเป็นโยมผู้หญิงหละ ซึ่งเราไม่รู้จักเพราะว่าเป็นนาคเป็นพระ พระท่านไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับโยมผู้หญิง
    แต่การที่ญาติโยมที่ตั้งใจจะไปทำบุญโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานกฐิน
    มาเสียชีวิตพร้อมกันหลาย ๆ คนเนี่ย
    ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน
     
    เหลือเชื่อเลย
    ตอนที่เราไปถึงเราพบว่า
    หลวงพ่อใหญ่ท่านให้พระอาจารย์ พระเถระ ที่จำวัดอยู่ภาคเหนือ เกือบทุกรูป
    ให้กลับมาร่วมพิธีศพของคุณยายที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้
    เราจึงได้มีโอกาสกราบ หลวงพ่อใหญ่ พระอาจารย์ภู พระอาจารย์บุญมี พระอาจารย์เอกราช พระอาจารย์กบ พระอาจารย์ไพโรชน์ พระอาจารย์ต้อง พระอาจารย์อ๊อฟ หลวงพี่ต้น หลวงพี่ตี๋ หลวงพี่ยุทธ อีกครั้ง
    เราไม่ได้มีโอกาสเห็นพิธีศพมากนัก
    เพราะว่าไปรอแบกศพอยู่ด้านหลัง
    แต่เคยได้ยินว่า
    พิธีศพของวัดแพร่ ก็เป็นอีกพิธีหนึ่งที่จัดอย่างเรียบง่าย
     
    เหมือนกับพิธีบวช
    ซึ่งเราได้มีโอกาสร่วมอีกครั้ง หลังจากได้เข้าร่วมพิธีบวชของตัวเองไปเมื่อเดือนที่แล้ว
    พระอาจารย์กบท่านเมตตาเรามาก ๆ อยากให้เราได้บวชเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพักตร์อีกครั้ง
    ท่านถึงขนาดให้กล้องของท่านมาถ่าย
    เพื่อให้เราได้เห็นบรรยากาศพิธีโกนผม ซึ่งเคยทำให้เราร้องไห้จนขอขมาคุณพ่อ คุณแม่ ไม่จบซักที
    พิธีโกนผมเนี่ย ดูกี่ทีก็ทำให้ซาบซึ้งใจมาก ๆ เลย
     
    รวมทั้งพิธีบวชด้วย
    ได้เห็นคนท่องคำขออุปัชณาย์
    ได้เห็นคนบิณฑบาตดอกไม้ (พิธีหลังบวชเสร็จ)
    ได้เห็นหน้าพ่อแม่ ญาติพี่น้องของคนที่บวช
     
    ดูทีไรก็น่ายินดี
     
    อื้ม
    เรื่องประสบการณ์การบวชจริง ๆ ก็จบแล้วหละ
    ตอนที่นั่งเขียนอยู่เนี่ย
    ก็มีความคิดสองอัน
    ตีกันเองอยู่ในหัวตลอดเวลา
    ใจนึงก็รู้สึกขี้เกียจหละ
    ขี้เกียจจะต้องไปทำงานหนัก กวาดใบไม้ทั้งลาน ล้างห้องน้ำหลายห้อง
    ขี้เกียจตื่นเช้าตั้งแต่ตี 3 มานั่งสมาธิ สวดมนต์
    คือสภาพสังคมที่เราเป็นอยู่
    เรารู้สึกว่าเราจัดตัวเองไว้อยู่ที่สูง
    จนงานพวกนี้กับเรามันดูอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน
     
    อีกใจหนึ่งก็พบว่า
    เราเนี่ยมัน "จน" ตามความหมายของรัดจิเหลือเกินหละ
    บางครั้งก็รู้สึกหงุดหงิด
    หงุดหงิดทั้ง ๆ ที่ไม่มีสาเหตุ
    เปิดทีวีก็ไม่ทำให้หายหงุดหงิด
    เล่นคอม เล่นเกม เล่นเน็ต ก็ไม่หายหงุดหงิด
    ดึกแล้วจะออกกำลังกายอะไรก็ไม่ได้
    มันไม่มีอะไรทำให้ใจมันมีความสุขที่แท้จริงได้เลย
    ทั้ง ๆ ที่ตอนบวช ไม่มีทีวี ไม่มีเน็ต ไม่มีคอม
    ทำไมเราไม่เห็นจะหงุดหงิดแบบนี้
    บางทีการบวชอาจจะเป็นคำตอบของการค้นหาความสุขที่แท้จริงก็ได้นะ
     
    ยังเหลืออีกตอนนึงคือบทตามหละ
     

    เนื้อเพลง: คนมันรัก
    อัลบั้ม: First Stage Project
    Source : www.siamzone.com

     

    เธอไม่รักฉันไม่รู้ ที่เธอไม่รักฉันไม่รู้
    แต่ที่รู้ฉันนั้นรักเธอมาตั้งนาน
    เธอไม่คิดฉันจะคิด ว่าเธอคนนี้ใช่ในฝัน
    เข้ากันได้นะเท่าไหร่

    เธอจะร้อนฉันก็รัก จะยังเป็นน้ำฉันก็รัก
    เธอจะรั้งฉันจะรักเธอไว้ด้วยใจ
    ถ้าเธอหนีฉันจะตาม จะดำลงน้ำข้ามไปไหน
    จะไปให้ถึงใจเธอ

    ก็คนมันรอเธอมาตั้งนานข้างเดียว
    แค่อยากจะเกี่ยวเธอมาไว้
    กอดทั้งตัวและใจ
    ไม่ให้รักฉันจะรักไม่ให้สน
    ฉันจะสนก็เป็นเหตุผลของใจ

    ก็อย่าลำบากกับใจฉันเลยนะเธอ
    แค่อยากให้เธอเผื่อใจให้ฉันได้ไหม
    คนมันรักห้ามได้ไหม
    ใจมันรักห้ามไม่ไหวเปิดใจได้ไหมคนดี

    ถ้าไม่รักคงไม่ตื้อ ก็เธออย่าถือฉันเลยนะ
    เธอชนะฉันอยู่แล้วหมดทั้งหัวใจ
    ถ้าเธอพร้อมฉันก็พร้อม
    จะยอมอ่อนใจให้วันไหน
    จะไปคล้องแขนเลยเธอ

    ก็คนมันรอเธอมาตั้งนานข้างเดียว
    แค่อยากจะเกี่ยวเธอมาไว้
    กอดทั้งตัวและใจ
    ไม่ให้รักฉันจะรักไม่ให้สน
    ฉันจะสนก็เป็นเหตุผลของใจ

    ก็อย่าลำบากกับใจฉันเลยนะเธอ
    แค่อยากให้เธอเผื่อใจให้ฉันได้ไหม
    คนมันรักห้ามได้ไหม
    ใจมันรักห้ามไม่ไหวเปิดใจได้ไหมคนดี

    ก็คนมันรอเธอมาตั้งนานข้างเดียว
    แค่อยากจะเกี่ยวเธอมาไว้
    กอดทั้งตัวและใจ
    ไม่ให้รักฉันจะรักไม่ให้สน
    ฉันจะสนก็เป็นเหตุผลของใจ

    ก็อย่าลำบากกับใจฉันเลยนะเธอ
    แค่อยากให้เธอเผื่อใจให้ฉันได้ไหม
    คนมันรักห้ามได้ไหม
    ใจมันรักห้ามไม่ไหวเปิดใจได้ไหมคนดี
     
    January 28

    ประสบการณ์การบวช (บทที่ 12)

    แหะ ๆ
    วันนี้ขอโพสต่อกัน 3 entries เลยละกันนะ
     
    2 ตอนที่ผ่านมาเราลืมแปะไอ้นี่แหละ
    คนที่อ่านบ่อย ๆ คงพอได้แล้วหละ
    มันสำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน หลงเข้ามา (คงไม่มีแล้วมั๊ง) แล้วเผอิญอยากอ่านตั้งแต่ตอนแรกหละ
     
    อื่ม เพิ่งสังเกตว่า ตอนนี้ counter ที่ตั้งเอาไว้มันนับได้ 1000 แล้วหละ
    เย่ ๆ ดีใจจังเลย
    ตามการสังเกตของต้นน่าจะเป็นดังนี้
    900 ครั้ง เป็นการเข้ามาเองของต้น
    90 ครั้งเป็นคนที่ต้นลากเข้ามา
    10 ครั้งคลิ๊กพลาดหลงเข้ามา หรือเข้ามาจากการ search ของ google
     
    ไม่เป็นไรแค่นี้ก็ภูมิใจแล้วหละที่บล๊อกห่วย ๆ อย่างบล๊อกเรามีคนเข้าถึง 1000 คนได้
     
    บทที่ 12 : กลับมาอยู่ที่วัดป่าสันป่าสักวรอุไรธรรมาราม
     
    อื่ม เมื่อตอนที่แล้วลืมเขียนไป
    วัดหนองบัว อยู่จังหวัดกำแพงเพชรนะครับ
    ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต
    ที่ได้เหยียบแผ่นดินกำแพงเพชรหละ
    ตื่นเต้นอยู่เหมือนกันนะเนี่ย
     
    เอาเหอะเมื่อตะกี้เป็นสาระที่เขียนตกไปเมื่อตอนที่แล้ว
    แล้วเราก็เชื่อมั่นด้วยว่าคนที่อ่านตอนนี้น่าจะยังเพิ่งอ่านตอนที่ 11 ไปเมื่อไม่นานมานี้
     
    จากตอนที่แล้วเราก็นั่งรถกลับจากกำแพงเพชรไปจำวัดที่วัดสันป่าสักอีกทีนึง
    โดยที่ตอนนี้หลวงอาอีกสองท่าน ไม่ได้มาด้วยแล้ว
    กำแพงเพชร กับ เชียงใหม่เนี่ย
    มันอยู่ไกลกันกว่าที่คิดนะ
    เดือนทางตั้งแต่กฐินเสร็จ 11 โมงรถออก
    กว่าจะถึงเชียงใหม่เกือบ 6 โมงเย็นแนะ
    ความจริงแล้วคนขี้เกียจอย่างเรา ก็คิดอยู่ตลอดนะ
    ว่าไม่อยากให้รีบถึงเลย
    ถึงแล้วก็ต้องทำกิจอีก (ขี้เกียจได้ขนาดเลย) ไม่อยากทำ
    เชื่อมะ ว่าตอนบวชเนี่ย แทบจะนับวันสึกได้เลย
    (ก่อนบวชมีพี่มัคทายกบอกว่าเป็นธรรมดาของคนบวชสั้นและยังปรับตัวไม่ได้)
    ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำอาบน้ำ จะลดวันที่บวชที่เหลืออยู่ลงครึ่งวัน
    เฮ้อ ตอนนี้ก้อเหลือ 6 วันครึ่งแล้วหนอ ตอนนี้เหลือ 6 วันแล้วหนอ ตอนนี้เหลือ 5 วันครึ่งแล้วหนอ
    แต่ตอนที่กลับมาอยู่เชียงใหม่เหลืออีก 3 วันแล้ว มันทำให้เริ่มคิดแล้วหละ
    ว่า 3 วันแล้วไง ......
    3 วันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
    3 วันแล้วมันจะมีอะไรดีขึ้นกว่าตอนนี้แค่ไหน
    3 วันแล้วเราก็ต้องกลับไปทำ Senior Project เหมือนเดิม
    3 วันแล้วเราก็ต้องกลับไปลุยงาน Grid File กับแน็คเหมือนเดิม
    แล้วทำไมเราต้องนับวันด้วย
     
    แต่มันก็อดนับไม่ได้ ในช่วงที่อยู่เหงา ๆ
    หรือว่าช่วงที่โดนใช้งานหนัก ๆ ที่ไม่ค่อยจะอยากทำเท่าไหร่
    นาฬิกาที่ตั้งไว้ก็จะเริ่มกลับมาเดินอีกครั้ง
     
    พระอาจารย์บุญมีเคยเทศน์ให้ฟังว่า
    เวลาเราบวชเนี่ยมันดีตรงที่เราได้เห็นอาการ เห็นของเสียของร่างกาย เห็นของเสียของใจ
    เหมือนที่เราโดนยุงกัดซะเยอะแล้วก็ไม่หายซะทีเนี่ย เป็นแผลเหวอะหวะเต็มขาตอนนี้ก็ยังไม่หาย
    เห็นหลวงพี่แอร์ซึ่งตอนนั้นเป็นนาคอยู่ที่วัดสันป่าสัก ท่านดูอาการแล้วก็บอกว่าต่อมน้ำเหลืองน่าจะมีปัญหา
    จะว่าไปแล้วยุงก็มีพระคุณต่อเราเหมือนกันนะเนี่ย
    ถ้าไม่กัดเราจนเหวอะหวะขนาดนั้นก็คงไม่รู้หรอกว่ามีปัญหาต่อมน้ำเหลือง
    เรื่องใจก็เหมือนกัน
    ช่วงบวชเนี่ยทำให้รู้ตัวเลยว่า
    เราเนี่ยเป็นคนขี้เกียจ ขี้อิจฉา แล้วก็ ขี้โอ่ นอกจากนั้นแล้วก็ยังเป็นพวกไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ด้วย
     
    หลังจากกลับมาถึง พระอาจารย์ต่อท่านเมตตาให้ไปพักที่กุฏิหลังเดิม (กุฏิหญ้าคา 2)
    แต่ว่าต้องออกเมื่อพระผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานกฐินมาถึง
     
    Note:
    จะมีกฐินที่วันสันป่าสัก เมื่อ ประมาณอีก 6 วันหลังจากที่เรามาถึงที่วัดสันป่าสักหละ
    ซึ่งความขี้เกียจของเราบอกว่า
    เราจะไม่อยู่จนถึงตอนนั้น
    เนื่องด้วยความขี้เกียจทำกิจที่เยอะมากตอนช่วงกฐิน
    และเบื่อความวุ่นวายพลุกพล่าน คนเยอะ ในช่วงกฐินอะ
    เพราะเป็นที่คาดการณ์กันว่า ที่วัดสันป่าสัก ซึ่งหลวงพ่อใหญ่จำพรรษาอยู่ที่นี่
    น่าจะมีญาติโยมมาร่วมทำบุญ อย่างน้อย ๆ ก็ 2000 - 3000 คน
    ซึ่งวัดซึ่งยังอยู่ในช่วงก่อสร้างอย่างวัดสันป่าสัก
    ถ้าต้องรองรับคนตั้ง 2000 - 3000 คนเนี่ย
    บรื๋อ แค่คิดก็สยองแล้ว
     
    คิดได้ดังนี้แล้ว
    เราก็เลย ยืมมือถือ น้องเฟิร์ส (เด็กนครสวรรค์ ที่มาเป็นอุบาสก ในช่วงที่เราบวช)
    เพื่อโทรศัพท์หาคุณแม่ที่กรุงเทพฯ
    ต่อหน้า พระอาจารย์ต่อ กับ พระอาจารย์ธวัช เลย
    (นอกจากเป็นการขออนุญาตพระอาจารย์ทั้งสองไปในตัวแล้ว
    เรายังจะได้ไม่เผลอทำผิดศีลอะไรเพราะพระอาจารย์ทั้งสองมีข้อวัตรปฏิบัติครบถ้วนสมบูรณ์มาก)
    เราบอกแม่ว่าจะลาสิกขาวันพฤหัส (3 วันหลังจากวันที่คุยโทรศัพท์)
    โดยให้เหตุผลว่าอยากลงมากรุงเทพก่อน
    เผื่อว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการลงทะเบียน หรือ ต้องติดต่ออะไรที่ต้องติดต่อเฉพาะวันทำงานของราชการ
    จะได้ทำตั้งแต่วันศุกร์
    เพื่อให้วันจันทร์สามารถไปเรียนได้อย่างสบายใจ (ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเราไม่มีเรียนวันจันทร์)
    หลังจากคุยโทรศัพท์กับคุณแม่เสร็จ
    พระอาจารย์ต่อทัดทานว่า อยากให้บวชอยู่อีกนานหน่อย
    อย่างน้อยก็บวชถึงช่วงกฐิน
    อยากให้กลับไปคิดให้ดี ๆ ก่อน
    เพราะว่าการจะได้หาเวลามาบวช
    การจะได้บวช
    มันยาก
    แต่ว่าการที่จะลาสิกขา มันเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว
    แป๊ปเดียวก็ลาสิกขาได้แล้ว
     
    เชื่อไหมว่าเราไม่ฟังคำทัดทานของพระอาจารย์ต่อเลย
    สิ่งเดียวที่เราไม่อยากเจอ คือ ไม่อยากเจองานกฐิน
    ไม่อยากทำกิจหนัก ๆ
    ไม่อยากเจอความยุ่งยากจากการที่มีพระมามาก ๆ 
    ไม่อยากเจอพระอาจารย์กว่า 100 รูป ซึ่งน่าจะมากันแทบจะทุกรูป
     
    ก็เลยอยากลาสิกขาก่อนเพื่อหนีความวุ่นวายเหล่านั้น(แย่จริง ๆ เลย)
     
    วันรุ่งขึ้นก็ไปบิณฑบาตตามปกติ
    มาเชียงใหม่คราวนี้มีเรื่องที่ทำให้รู้สึกผิดปกติเล็กน้อย
    นั่นคือมีโยมจากมาเลเซียมาร่วมทำบุญอยู่ที่วัดด้วย
    โยมมาเลเซียนี้ได้ยินว่าส่วนหนึ่งเป็นญาติโยมของพระอาจารย์ยูบุน
    ซึ่งเป็นพระชาวมาเลเซีย ซึ่งพระอาจารย์แฟรงค์เคยเล่าให้ฟังว่าก่อนมาบวชเป็นทายาทของกลุ่มบริษัท Petronus
    เป็นเจ้าของแท่นขุดเจาะน้ำมัน ปั๊มน้ำมัน และก็ตึกคู่ที่สูงที่สุดในโลก
    แต่ว่าท่านเลือกมาบวชที่วัดสันป่าสักได้หลายพรรษาแล้วหละ
    จนตอนนี้ท่านพูดภาษาไทยได้คล่องมาก ๆ แล้ว
     
    โยมมาเลเซียที่มาเนี่ย มีประมาณ 30 - 40 คนได้มั๊ง
    ส่วนใหญ่น่าจะเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนซะมากมั๊ง
    มีตั้งแต่อายุน้อย ๆ ประมาณ 10 ขวบนิด ๆ จนถึงอายุ 40 เลย
    ทุกคนสนใจในพระธรรมวินัย และต้องการศึกษาพระพุทธศาสนามาก
    เรียกว่าตอนกลางคืนท่านเหล่านี้สนใจสนธนาธรรมกับหลวงพ่อใหญ่ โดยมีพระอาจารย์ยูบุนเป็นล่าม อยู่ถึงตี 1 ตี 2 หลาย ๆ คืนเลยหละ (ทั้ง ๆ ที่ตอนเช้าพวกเขาจะตื่นมาบิณฑบาตกันตอน 6 โมงเช้าด้วยนะ)
     
    ช่วงที่โยมมาเลเซียอยู่ พระอาจารย์ยูบุนจึงเมตตาให้พระอาจารย์ยูบุนเป็นคนเทศนาธรรม ก่อนฉันภัตตาหารด้วยหละ
    ไม่รู้ว่าพระอาจารย์ท่านเทศน์อะไรบ้าง เพราะว่าท่านเทศน์เป็นภาษาจีนหละ :):):):):)
    ตอนนำสวดก็ให้โยมมาเลเซียนำสวด
    คนมาเลฯ พูดภาษาบาลี
    น่าฟังไปอีกแบบนะ
     
    เชื่อไหมเรารู้สึกว่าคนมาเลเซียเหล่านั้น
    รู้เรื่องมากกว่าคนไทยบางคนที่อยู่ใกล้ ๆ กับวัดสันป่าสักอีก
    มีอยู่วันนึงขณะที่เราบิณฑบาตอยู่
    มีโยมทำหน้าจะบิณฑบาตอะ เราก็เลยยื่นฝาบาตรไปรับ
    มือเขายื่นมาจวนจะถึงบาตรเราอยู่แล้ว
    แหะ ๆ ปรากฎว่าเป็นธนบัตรใบละ 20 บาทอะ
    จะบอกว่าเราตกใจมาก ทำตัวไม่ถูก รีบชักฝาบาตรกลับอย่างรวดเร็ว
    โยมตกใจ สะดุ้ง
    แล้วเราก็เลยเดินไปเลย
    จะบอกว่าตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง
    ทำตัวไม่ถูกจริง ๆ
     
    อีกเหตุการณ์นึงก็คือตอนที่เรานั่งฉันข้าวอยู่
    นั่งกินอยู่คนเดียวด้วยเพราะว่าตอนนั้นพระส่วนหนึ่งออกไปกิจนิมนต์ เลยเหลือพระน้อย
    พระที่เหลือฉันด้านหน้า
    ฉันขนมปังแต่อ๊ะ
    เฉาะเข้าไป....นี่มันไส้หมูหยองนี่นา
    แหะ ๆ ทำไงดี
    โดยปกติเราจะไม่กินเหลือ เพราะการกินเหลือทำให้ชีวิตยุ่งยากจะต้องมาเททิ้ง
    แล้วก็จะไม่ตักอาหารที่ทำให้มีเศษเหลือ นอกจากพวกกล่องนมที่สามารถหยิบทิ้งได้เลย
    นอกจากนี้อาหารทุกอย่างที่ตัก
    จะต้องสามารถกินด้วยช้อนได้
    เรียกว่าทุกอย่างจะต้องตัดด้วยช้อนได้
     
    วันนั้นเป็นครั้งแรกเลยนะ
    ที่เราฉันเหลือ เหลือเยอะซะด้วย
    แต่พระอาจารย์สมปอง ท่านก็เมตตานะ
    ท่านให้ส้มมันทาน แต่ว่า ๆ ๆ ๆ เหมือนท่านจะรู้เลยว่าเราไม่ค่อยชอบฉันผลไม้หละ
    เลยเมตตาให้มาฉันซะบ้าง
    เราฉันไปได้ 2 ซีก แล้วก็
    ไม่ไหวแล้วคร้าบบบบบบบ ที่เหลือทิ้งดีกว่า :):):):):):)
     
    เออใช่ ขึ้นมาเชียงใหม่งวดนี้
    ได้มีโอกาสทำงานก่อสร้างด้วยหละ
    พอดีว่าไปดูพี่เต้ ซักผ้า (ด้วยวิธีย้อมตาด อย่างที่เคยเล่าไปหละ)
    พอดีมีพระมาตามพี่เต้ให้ไปช่วยงาน เลยขอโอกาสตามไปช่วยด้วย (กลัวจะได้บรรยากาศไม่ครบว่างั้น)
    ได้สร้างสะพานด้วย -o-
    แต่เป็นสะพานเล็ก ๆ เชื่อมระหว่างถนนใหญ่ไปยังห้องน้ำ :):):):):) ทำวันเดียวเสร็จ
     
    จิง ๆ แล้วการสร้างสะพานแค่นั้น process มันก็แค่
    1. เอาเหล็กยาว ๆ มาวางเป็นรูปกากบาท
    2. เชื่อมเหล็ก
    3. เทปูน
    แค่นั้นเอง :):):):):):)
     
    แต่แค่นั้นเนี่ยก็เหนื่อยเหมือนกันนะ
    แหะ ๆ พระอาจารย์ธวัชเวลาเชื่อมเหล็กท่านดูมืออาชีพมากเลย
    เวลาเชื่อมเหล็กในวิชา Machine Tool (วิชากรรมกรสอนตอนปี 1 วิดวะ)เนี่ย
    เราต้องมีหน้ากาก แล้วก็แขนหนังใช่เปล่า
    แต่ว่าอุปกรณ์ของพระอาจารย์ธวัชมีแค่
    แว่นตากันแดด -_-" แล้วก็ใส่อังสะ กับ สบงเหมือนเดิม
    แหะ ๆ นึกถึงสภาพตอนทำ Machine Tool ที่แบบเชื่อม ๆ ไปแล้วก้อติด ๆ แล้วก้อสบัด ๆ
    แล้วก้อเศษไฟกระจาย ๆ
    แล้วก็ฟันธงตัวเองว่า
    ควรจะอยู่ห่าง ๆ งานนี้ดีกว่า
     
    ก็เลยตัดสินใจตามพระอาจารย์อ๊อฟไปขนดิน ขนหิน
    จะบอกว่าสำหรับคนที่อยู่ในเมืองแล้วก้อทำงานด้วยนิ้วอย่างเรา
    แค่เอาพลั่วตักหินจากกองหินขนาดยักษ์ ขึ้นรถกระบะให้เต็ม ซึ่งพระรูปอื่น ๆ เขาทำกันเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ เนี่ย
    ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เหนื่อยแทบขาดใจเลย
    ตอนที่เอาพลั่วตักกองหินลงจากรถกระบะ
     
    หลวงพี่มอดเทศน์ให้ฟังว่า
    เนี่ยเราเป็นวิศวกรต้องหัดทำงานแบบนี้บ้าง
    ต่อไปเวลาใช้งานคนงานจะได้เห็นใจเขา
     
    อื้มจะบอกว่าคำเทศน์นั้น ให้อะไรเราหลาย ๆ อย่างเลยหละ
     
    เรามานั่งคิด ๆ ดูเงินเดือนพวกเราเนี่ย
    นับวันจะสูงเป็นเทวดาขึ้นทุกวัน บางคนเริ่มต้นที่ 20000 บางคนเริ่มที่ 30000
    ในขณะที่คนทำงานแบบนั้น
    ทำงานหนักมาก........
    หนักจนถ้าจะให้เราทำแบบนั้นทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมงเราคงทำไม่ไหว
    เขาเหล่านั้นได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำคือวันละ 175 บาทในกรุงเทพ และ 147 บาทในต่างจังหวัดอะ
    หลายคนบอกว่า
    แต่ที่เขายังจนอยู่เพราะว่ายังบริหารเงินไม่เป็น
    เพราะว่ายังไม่รู้จักใช้เวลาว่างไปเรียนหนังสือ
     
    แต่มองในมุมกลับ
    ถ้าเราต้องทำงานอย่างงั้นวันละ 8 ชั่วโมง
    เวลาที่เหลือเราคงอยากพักผ่อนอย่างเต็มที่หละ
    เราคงไม่มีสมองเหลือมานั่งบริหารเงิน
    เราคงไม่มีสมองเหลือมานั่งหาหนังสือมาอ่าน
    เราคงไม่มีสมองเหลือมานั่งคิดหาวิธีทำให้ชีวิตมันดีขึ้นหละ
     
    เรารู้สึกว่าตอนนี้การให้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ทางสังคมมันผิดปกติเล็กน้อย
    คนที่ได้เงินเยอะ กลายเป็นคนที่อยู่ในภาคบริหาร ภาคการเงิน
    ซึ่งไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์แก่ชาวโลกแม้แต่น้อย
    ขอย้ำอีกทีนะ หลังจากที่เราเรียน prin invest แล้วเรารู้ว่านักการเงินเป็นอาชีพที่ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับโลก หรือแม้แต่คนที่อยู่ใกล้ตัวเลยอะ ดันกลายเป็นคนที่ได้เงินเยอะที่สุด
    (ไม่ได้รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องจัดสรรทรัพยากรให้กับทุกคนอย่างสมดุลนะ)
    ในขณะที่คนที่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับโลกจริง ๆ กับได้เงินน้อย
     
    แล้วก็โดนคนที่ไม่ทำอะไรเลย หัวเราะเยาะ ว่า ไอ้พวกนี้มันโง่ ทำงานหนักเรียนหนักเพื่อมาเป็นทาสตู 555
    เห็นมะ ตูยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน ไม่ต้องทำอะไรก็ได้เงินมากมาย ตูรวย ตูรวยโดยที่ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องเรียนหนักเลยเห็นมะ
    อะไรทำนองนี้
     
    เราพูดจิง ๆ เรารู้สึกว่าดูเหมือนมันไม่ยุติธรรมอยากมากอะ เรารู้สึกว่าคนอยู่ที่จุฬา ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน แต่ก็เห็นมีเวลาว่างไปเที่ยวไหนต่อไหน ไปกินข้าว มีเวลาว่างนั่งเมาท์ ซึ่งเราก็เห็นว่ามันไม่หนักเหมือนกับที่กรรมกรพวกนั้นทำงาน
     
    จะบอกว่าความจิงแล้วเราก็เพิ่งรู้ประโยชน์ของค่ายอาสาพัฒนาทั้งหลายก็ตอนนี้เองหละ
    อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้นักศึกษาได้รู้ได้เห็นความยากลำบาก ได้เห็นความเหลื่อมล้ำของสังคมบ้างเนาะ
    เราอยากจะหาทางออกให้กับ dilemma อันนี้จัง
    (โดยที่ไม่ใช่การปฏิวัติโดยชนชั้นชาวนาและกรรมกร แบบที่พรรคคอมมิวนิสต์เสนอนะ)
     
    รุสโซบอกว่า "มนุษย์ทุกคนมีเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยพันธนาการ"
    คงจริงแหละ ยกตัวอย่างที่ทุกคนน่าจะเห็นภาพ
    เด็กมีเสรีในการเลือกอาชีพ
    แต่พอเรียนเก่งหน่อยก็จะถูกบังคับให้เรียนหมอหรือวิศวะเพื่อให้สถานะทางสังคมดีขึ้น
    เหมือนเขาจะมีโอกาสเลือกเอง
    แต่ความจริงแล้วอาจจะหมายถึงการถูกสังคมบังคับก็ได้นะ
    เหมือนกับกรรมกร
    ทุกคนบอกว่าเขามีโอกาสเลือกอาชีพ
    แต่ในความเป็นจริงแล้วกรรมกรอาจจะเป็นเพียงคำตอบเดียวที่เป็นไปได้
    เพราะถ้ามีมากกว่าคำตอบเดียว
    คงไม่มีกรรมกรให้พวกคอปกขาวอย่างเราใช้งานหรอกจริงมะ
     
    คือเขียนถึงตรงนี้เรามีปัญหาอะ
    เนื่องจากตอนที่แล้วเราพูดนอกเรื่องมากไปหน่อย
    ทำให้เนื้อหาที่จะต้องเขียนในตอนนี้เหลือเยอะมาก ถ้าเนื้อหาตอนนี้ไม่เยอะจะทำให้เนื้อหาตอนหน้ามันเยอะ อะ เพราะประสบการณ์การบวชจะมี 13 บทอะ และควรจะจบตอนหน้าแล้ว
     
    แหะ ๆ ออกนอกเรื่องอีกแล้ว สรุปแล้ววันที่เราไปช่วยงานก่อสร้างเนี่ย
    ก้อได้ ขนหิน ขนทราย ไปช่วยเขา โม่ปูน
    แล้วก้อขับรถอะไรซักอย่างที่มีล้อเดียวที่ใส่ปูนไปเทที่สะพาน
    ไอ้รถเนี่ยขับยากทีเดียว
    โดยเฉพาะตอนขึ้นเนินใช้แรงมาก ๆ เลย ยิ่งแรงเราหมดจากการขนหินขนทรายขนน้ำมาโม่ปูนแล้ว
    กว่าสะพานอันเล็ก ๆ จะเสร็จได้เนี่ย
    รู้สึกได้เลยว่าหมดแรงข้าวต้ม (ซึ่งไม่ได้กินข้าวต้มหรอก ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวเหนียวมากกว่า)
     
    อีกวันนึงเราก้อทำงานก่อสร้างเหมือนกันนะ
    แต่งานก่อสร้างอีกวันรู้สึกว่าจะเปลี่ยนแนวเล็กน้อย
    เป็นแนวเลื่อยไม้ตอกตะปูซะมากกว่า
     
    สรุปแล้วบวชครั้งนี้ก็สนุกดีเพราะได้ทำหลายอย่าง
    ตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับการลาสิกขาแล้วก็การอยู่กรรมนะ
     
    เพลง : จ้องตากับความเหงา
    ศิลปิน : ลานนา คัมมินส์
    Source : www.musicatm.com


    ในค่ำคืนที่เหว่ว้า ฉันนั่งจ้องตากับความเหงา

    ชีวิตว่างเปล่าไม่มีใคร

    โลกของฉันมันเปลี่ยนสี ตั้งแต่เขาทิ้งฉันไป

    และฉันก็เหลือแค่ใจร้าวๆ



    จะคิดถึงคำว่ารัก ที่เลยผ่านไปให้มันคุ้น 

    ให้ใจเคยอุ่นคุ้นความหนาว  

    จะอย่างไรก็ช่างมัน ก็จะคิดถึงวันเก่า ดูสิน้ำตาจะมีเท่าไร



    *เมื่อมันเหงาก็ต้องเหงา ยังไงต้องทน

    ถนนของความเดียวดายยังอีกไกล

    เมื่อมันเหงาก็ต้องเหงา ต้องอยู่ให้ได้

    ชีวิตดำเนินต่อไป ขาดเขาแล้วมันจะตาย  ให้รู้ไป



    **ในค่ำคืนที่เหว่ว้า ฉันนั่งจ้องตากับความเหงา

    ยอมรับความเศร้าไม่ไปไหน

    บอกตัวเองตั้งแต่นี้ ไม่มีเขาไม่เป็นไร

    จากนี้ต้องทำหัวใจให้ชิน



    *,**



    ชีวิตมันเหงาเพียงใดก็ต้องชิน
     
     
     
     
    January 27

    ประสบการณ์การบวช (บทที่ 11)

    แหะ ๆ ขอโทษด้วยครับ ทุกท่าน
    อยู่ ๆ ก็หายไปไม่โพสตอนใหม่ของประสบการณ์การบวชไปเดือนครึ่ง
    (ตอนที่แล้วเขียนไว้ใน notepad แต่ว่าเขียนยังไม่จบค้างไปเดือนนึง)
    มีหลายสาเหตุครับ
    แต่สาเหตุหลักก็คือ
    ใจของตัวเอง
     
    ช่วงนี้อารมณ์ของต้นพอได้"ดูใจตัวเอง"แล้ว
    ขุ่นมัววุ่นวายใจ จับสติไม่อยู่
    จิตมันคอยแต่รับเรื่องแย่ ๆ คิดถึงเรื่องเก่าที่ทำให้เรื่องในใจมันขุ่นหมองอยู่เรื่อย ๆ
    ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่า ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมที่ตัวเองได้พยายามปีนขึ้นอย่างหนัก
    ใช้ความพยายามอย่างหนัก
    ตอนนี้ได้กลิ้งโค่โล่ ตกจากภูเขาลูกนั้นไม่เป็นท่าแล้วหละ
     
    ใจเราตอนนี้อิจฉาเมื่อคนอื่นได้ดี
    อยากโอ่ผลงานที่ตนเองทำไม่ได้
    โกรธเมื่อตัวเองทำอะไรไม่ได้ดังใจ หรือ คนอื่นทำอะไรให้ตัวเองไม่ได้ดังใจ
    และขี้เกียจที่จะช่วยงานคุณพ่อ คุณแม่ เพื่อน หรือตอบแทนสังคม
     
    บทที่ 11 : กฐินที่วัดหนองบัว
     
    บางทีเรื่องบางเรื่องก็เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจเนาะ
     
    อย่างเช่นว่าเราไม่ได้ตั้งใจลืม สบู่ แปลงสีฟัน ยาสีฟัน
    แต่ก็ลืมไว้ที่วัดพระธาตุปูแจ (ทั้ง ๆ ที่ห้องน้ำที่วัดพระธาตุปูแจ ก็อุตส่าห์เขียนไว้อะนะ ว่ากรุณาอย่าวางของใช้ส่วนตัวทิ้งไว้)
    มารู้ตัวว่าลืมไว้อีกทีก็ตอนที่ห้องคลังปิดไปแล้ว
    (ห้องคลัง คือ สถานที่ที่เขาเอาไว้เก็บของเบ็ดเตล็ดในแต่ละวัด)
    เอทำไงดีเนี่ย
     
    แต่ว่าตอนเข้าไปใช้ห้องน้ำ พบว่ามีสบู่เหลือจากการถูกใช้อย่างโชคโชนเหลือติดขอบตรงที่วางสบู่อยู่นิดหน่อย
    แหะ ๆ ไม่รู้ว่าจะเป็นการผิดศีลรึเปล่า แต่ก็เลือกที่จะใช้สบู่ที่อยู่ตรงนั้นหละ
    ส่วนฟัน ก้อ บ้วนปากแทนไปก่อนละกัน
     
    อีกเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดก็คือ
    เนื่องจากวันนั้นไม่มีทำวัดเย็น
    เราก็นอนอ่านหนังสือธรรมะ ซึ่งก็ทำให้เราจำวัดอย่างรวดเร็ว
    แต่ก็ตั้งนาฬิกาปลุกตื่นไว้ตอนตี 2 กะนั่งสมาธิเต็มที่
    ประมาณว่าพระอาจารย์นัดให้ไปพร้อมกันตอนตี 3 ครึ่ง
    เพื่อจะออกรถไปยังวัดหนองบัวตอนตี 4
     
    ก็ตื่นนะตอนตี 2 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนอนไม่ค่อยหลับ
    เจอคุณผีเสื้อเคาะหน้าต่างจนนอนไม่หลับ :):):):):)
    ตื่นมาแล้วก็นั่งสมาธิ ทั้ง ๆ ที่รู้ตัวนะว่านั่งสมาธิ เนี่ยจะทำให้เราหลับแน่ ๆ
    แต่เพราะความขี้เกียจ แบบมีเหตุผล
    ขอนิยามความขี้เกียจอย่างมีเหตุผลหน่อยละกัน
    เราเป็นคนที่เวลาทำอะไรชอบหาเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองอยู่บ่อย ๆ
    ประมาณว่า ทำไมเราถึงจะทำไอ้นั่น ทำไมเราถึงจะทำไอ้นี่
    ถ้าจะขยันก้อจะหาเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ มาไซโคตัวเอง
    ถ้าจะขี้เกียจก้อจะหาเหตุผลมากมายมา Support ความขี้เกียจของตัวเอง ประมาณว่า
    "ทำไปเหอะไอ้ต้น พักผ่อนซะมั่งคนบ้าอะไรจะทำงานตลอดเวลา (ทั้ง ๆ ที่ปกติก็ไม่ค่อยทำอะไรที่มีสาระอยู่แล้ว)"
    "ไอ้เรื่องที่ทำเนี่ย เหมือนจะเป็นเรื่องขี้เกียจ แต่มันก็มีประโยชน์มากมายเลยนะไอ้ต้น
    ประโยชน์ของมันมีดังต่อไปนี้..."
    "ทำไปเหอะ ไอ้ต้น ถ้าแกไม่ขี้เกียจมาทำไอ้นี่วันนี้ ยังไงวันหลังแกก็ต้องขี้เกียจมาทำไอ้นี่ในวันหลัง ในเมื่อมันเป็นเรื่องที่แกอยากทำ"
    "ขอตามใจ ใจฝ่ายขี้เกียจซักวันนึงไม่ได้เหรอ !!!!!!!!"
     
    พระอาจารย์แฟรงค์ (พระอาจารย์ที่วัดสันป่าสัก)
    เคยเทศน์ให้ฟังว่า ถ้าเราดูใจของเราให้ดี ๆ มันก็ไม่ได้ต่างจากในหนังในการ์ตูนหรอก
    เราจะพบว่า มักจะมีฝ่ายขาว กับ ฝ่ายดำสู้กันอยู่เสมอ
    เมื่อไหร่ที่เราฝึกจิตดี ฝ่ายขาวจะมีพลัง สามารถครอบงำเราได้ แล้วเราก็จะสามารถปีนภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมได้เรื่อย ๆ
    แต่เมื่อไหร่ที่เราไม่ได้ฝึกจิต หรือเอาแต่คิดในทางเสื่อม ฝ่ายดำก็จะมีพลังมีอำนาจ แล้วเราก็จะกลิ้งตกจากเขา อย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้
     
    อ้อ อีกคำเทศน์นึงที่เราประทับใจมาก ๆ ในช่วงบวช (ขอเอามาแปะไว้ไม่รู้จะถูกที่รึเปล่านะ)
    ของหลวงพี่ภพ (หลวงพี่ที่บวชที่วัดแพร่ แต่พรรษานี้จำพรรษาที่วัดบ้านแก่ง)
    ท่านเทศน์ให้ฟังว่า
    ใจของเรา ถ้าเกิดไม่ได้ฝึกมันก็จะเหมือนกับลูกบาส ที่ไม่ได้สูบหละ
    เมื่อมีอะไรไปกระทบนิดหน่อย มันก็จะฟีบไปทางนั้น
    เหมือนมีอารมณ์ทุกข์ สุข หรือ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับกิเลสตัณหา พอเข้าไปที่ใจของเรา
    ใจเราก็จะรับสิ่งนั้นไว้ แล้วก็คำนึงถึงสิ่งนั้นจนขาดสติ
    แต่ถ้าเราใจฝึกจิตอยู่ตลอดเวลาแล้ว ใจของเราก็จะเหมือนกับลูกบาสที่สูบจนแน่นแล้ว
    มีอะไรมากระทบก็อาจจะรับไว้อยู่บ้าง แต่ ของที่กระทบก็จะเด้งออกอย่างรวดเร็ว
    ไม่ทำให้ลูกบาสเสียรูปเสียทรง
    มันก็เหมือนกันเมื่อเราเจออะไรที่ทำให้ โลภ โกรธ หลง สุข ทุกข์ แล้วเราไม่รับมันมาเก็บไว้ในใจ
    ปล่อยให้มันเด้งออกมา
     
    ทั้ง ๆ ที่เราจำคำสอนนี้ได้นะ
    แต่ตอนนี้เรากลับสู่สภาวะเดิมแล้วหละ
    คือเรากลายมาเป็นคนอารมณ์แปรปรวนคนหนึ่งเหมือนเดิมแล้ว
    เมื่อตอนบ่าย ๆ เข้าไปอ่านเว็บบอร์ด
    เจอพี่จากบางมด เข้ามาตั้งกระทู้ล่อเป้าหน่อยเดียว
    ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
    โพสสวนไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันคงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
    นอกจากเป็นความสะใจของคนโพส แล้วก็ทำให้คนที่ตอบ รู้สึกไม่ดีไปพักใหญ่
     
    ทำไมนะคนเราต้องยุติความรุนแรงด้วยความรุนแรงกว่า
    ทำไมเราต้องยุติการคันด้วยการเกา
    ทำไมพระเอกเวลากำจัดเหล่าร้าย เรื่องต้องจบด้วยการทำให้เหล่าร้ายกลายเป็นฝุ่น ผง โจ๊ก หรือกลายเป็นบ้าเสียสติ
    ทำไมเราต้องยุติสงครามด้วยสงครามที่ใหญ่กว่า
    ทำไมเราต้องยุติความขัดแย้งด้วยเสียงเอะอะหรือกำลังรุนแรง
    ทำไมเราต้องยุติการทุจริตด้วยการรัฐประหาร
     
    มันเป็นธรรมชาติของคน หรือ สภาวะแวดล้อมกำหนดให้คนเป็นแบบนั้นกันนะ
     
    ไม่รู้ทำไม จิตที่ฝึกไม่ดี ทำให้เรารู้สึกแย่อะ
    ที่ไม่มีใครชวนไปเที่ยวไหนเลย ตลอดช่วงหยุดกีฬามหาลัย
    ก็คงเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ในอยู่กลุ่มไหนที่เขานัดไปเที่ยวกันเลยมั๊ง
    เมื่ออยู่คนละกลุ่มกันก็เลยไม่รู้จะชวนไปทำไม
    หรือก็คงลืมชวน
    จะว่าไปแล้ว ตลอดเทอมนี้ เราเป็นจอมยุทธโดดเดี่ยวมาก ๆ เลย
    ตอนอยู่มหาลัยต้องนั่งกินข้าวคนเดียวมากกว่า 90 % ของมื้อกินข้าวที่มหาลัย
    เวลาเดินทางระหว่างทางไม่มีผู้ร่วมทางมากกว่า 95 % ของ path ที่เดินทาง
    ตอนนี้ห้องโรบอทเขากินเลี้ยงก็ไม่นัดแล้วหละ
    เราคงเสียเพื่อน"ทำงาน"กลุ่มนั้นโดยสมบูรณ์ไปแล้วหละมั๊ง
    ไม่รู้ดิ
    เราก็คิดมาตลอดนะ
    ว่าทุกครั้งที่เราขำ เราหัวเราะตอนที่เพื่อนนินทา
    คนบางคนที่ "คุณก็รู้ว่าเขาเป็นใคร"
    เราก็คิดอยู่เสมอว่าเอ๊ะ
    แล้วลับหลังเราเนี่ย เราก็คงเป็นคนที่ทุกคนรู้ว่าเป็นใครเหมือนกันมั๊ง
     
    แต่ถึงเราจะเป็นคนคนนั้น
    ก็ยังขอบคุณหลาย ๆ คนที่ยังเป็นเพื่อนคุยกับเราอยู่นะ
    แม้ว่าหลาย ๆ คนจะพยายามเลี่ยงอย่างเห็นได้ชัดตอนที่คุยกับเรา (เราสังเกตุพฤติกรรมคนเอามาทำอันตรายกับลูกบาสฟีบ ๆ ที่ไม่ได้สูบลมมานานเก่งเหมือนกันนะ)
    ความรู้สึกตอนนี้มันแย่เหมือนกับตอนเรียน ASR เลยอะ
    ทุกคนมีชีตหมด เพราะว่ามีกลุ่ม แล้วก็ผลัด ๆ กัน print ซีล็อกกัน
    แต่เราก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มไหนเลย ก็เลยไม่มีใคร print สไลด์ให้เลย
    ต้องนั่งมอง slide อาจารย์ไปเรื่อย ๆ
    เหอ ๆ ตอนนี้มามอง หรือ คนอื่นมามอง
    ก็อาจจะรู้สึกนะว่าตานี่เนี่ย
    คิดมากไม่เข้าเรื่อง
    แต่ก็นั่นแหละ หลาย ๆ เรื่องที่เราเคยคิดกับคนอื่นว่า "คิดมากไม่เข้าเรื่อง"
    พอมาเจอเข้ากับตัวเอง
    ในอายุเท่ากัน สถานการณ์เดียวกัน
    กิเลสก็สั่งให้คิดไม่เข้าเรื่องเอาซะงั้น
    ปัญหาบางอย่างคนอยู่ในวง กับ คนอยู่นอกวง มันเห็นภาพไม่เหมือนกันเนาะ
    เราเลยต้องการให้คนนอกวง มามองมาช่วยกันคิดอยู่เสมอ
     
    โอย ตะกี้เราไปถึงไหนแล้วเนี่ย
    โอ้ ยังเริ่มไปได้ไม่ถึงไหนเลยเหรอ
    แต่บล๊อกมันก็ยาวแล้วนะ (เริ่มหาเหตุผลสำหรับความขี้เกียจอีกแล้วเนาะ)
    เพราะฉะนั้นไปอย่างเร็วเลยละกันนะ :):):):):)
     
    สรุปแล้วเราหาเหตุผลขี้เกียจให้ตัวเองที่จะแค่นั่งสมาธิอยู่ในกลดไม่ไปเดินจงกลม ทั้ง ๆ ที่ง่วง
    เพราะกุฏิมันอยู่บนเขา
    แล้วทางเดินรอบ ๆ กุฏิมันก็มีต้นไม้เล็ก ๆ อยู่เต็มไปหมด
    กลัวเดินไปแล้วสะดุดอะไร กลัวเดินแล้วไปเหยียบอะไร
    ก็เลยเลือกที่จะนั่งสมาธิในกุฏิ
    แล้วก้อหลับ
     
     
     
    ตอนตี 3 50 นาที (คงไม่ลืมกันนะว่ารถออกตี 4)
    พี่เก่ง ก็เดินมาเคาะประตูปลุกที่กุฏิ
    อ๊ะ สายแล้วนี่นา ของก็ยังไม่ได้เก็บเลย !!!!!!!!
    สุดท้ายแล้ววันนั้นก็ตื่นสายอีกแล้ว
    ทำให้พระอาจารย์ต้องเสียเวลารอ
    ขนาดตื่นสายแล้วนะ
    ตอนนั่งอยู่บนรถไปวัดหนองบัว
    ก็ยังนั่งหลับอย่างต่อเนื่อง
     
    วัดหนองบัวเป็นวันในตำบลหนองบัว
    ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าชื่อนี้คุณเคยได้ยินซักที่ไหนที่นึงมาก่อน ตำบลหนองบัว เนี่ยเป็นชื่อตำบลที่โหลมากในประเทศไทย ตรงไหนมีหนองและมีบัว ก็ตั้งให้มันเป็นหนองบัวหมดเลย :):):):):)
     
    วันนี้เป็นวัดเล็ก ๆ อยู่บนเขา
    แม้ว่าจะอยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่มาก
    แต่วัดนี้บรรยากาศค่อนข้างจะคล้ายกับวัดบ้าน
    เดาว่าน่าจะเป็นเพราะวัดนี้อยู่ใกล้กับตัวหมู่บ้าน
    ทำให้วัดนี้ผูกพันกับหมู่บ้าน ผูกพันกับชาวบ้าน มากกว่าวัดป่าหลาย ๆ ที่ ที่ได้มีโอกาสไปมา
    ได้มีโอกาสเจอ พี่กวาง กับพี่อ๋อง พระที่บวชหลังเรา 5 วันอีกครั้ง
    ไม่น่าเชื่อเลยเนาะ ว่าสองท่านนี้บวชเวลาใกล้ ๆ กับเราแต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้เจอ ได้คุยกันเลย
    ทั้งสองท่านบวชในช่วงที่เราไปอยู่วัดสันป่าสัก
    ช่วงที่เราไปกฐินที่วัดพระธาตุปูแจ
    สองท่านนี้ก็ไปกฐินที่วัดวังน้ำเขียว ที่นครราชสีมา
    แล้วก็ลงมาช่วยงานกฐินที่คลองสอง ปทุมธานี
    นอกจากสองท่านนี้แล้วเราก็ได้นมัสการพระจากวัดสันป่าสักอีกหลายท่านอีกครั้งหนึ่ง
    แหะ ๆ วันนี้เราได้ฉันที่ประจำอีกแล้ว
    นั่นคือที่ล้างบาตร ทั้ง ๆ ที่ศาลาที่วัดหนองบัวก็ใหญ่อยู่เหมือนกัน
    พี่ตั้มก็บอกว่าน่าจะมีที่เหลือให้พระบวชใหม่
    แต่เราก็ปูเสื่อ ปูรองนั่ง จัดที่นั่งเรียบร้อยแล้ว (เห็นมะ หาเหตุผลให้ความขี้เกียจอีกแล้ว)
    ก็เลยไม่อยากกระดุกกระดิกไปไหน
     
    แต่ว่าตอนงานกฐินตั้งใจจะขึ้นนะ
    คือรู้สึกว่าตัวเองแย่ที่พระท่านอุตส่าห์ให้มางานกฐินแล้วก็ไม่ได้ขึ้นไปรับกฐินตั้ง 2 ครั้งแล้ว
    ทั้งที่วัดบุญรักษา แล้ว ก็วัดพระธาตุปูแจ
    ทุกครั้งที่ไม่ได้ขึ้นก็มีความรู้สึกแย่ตามมา
    ที่หนองบัวเลยตั้งใจมั่นว่าจะขึ้น แม้ว่าพระใหม่จะไม่มีใครขึ้นเลยก็ตาม
     
    ลืมไปแล้วว่าเคยเล่าไปรึยัง
    แต่การขึ้นเนี่ยก็หมายความว่าต้องไปนั่งพับเพียบตลอด 2 - 3 ชั่วโมงเพื่อรับกฐินของญาติโยมหลายร้อยคนที่มาทำบุญกฐิน
    ซึ่งสำหรับคนอ้วนท้วนสมบูรณ์อย่างเรา
    การต้องนั่งพับเพียบ 2 - 3 ชั่วโมงเนี่ย
    ก็เป็นเรื่องที่แย่อยู่ทีเดียว
    จากเมื่อย เป็น ชา จาก ชาเป็นเจ็บ
    ขยับไปขยับมาจนผ้าปูนั่งเละเทะไปหมด
     
    หลังงานกฐินเสร็จแล้ว
    หลวงอาสองท่านตัดสินใจจะกลับวัดพระธาตุปูแจตามพระครูแต้ก ก่อนจะกลับไปลาสิกขาในภายหลัง
    แต่สำหรับเรา พระครูแต้กเมตตาให้ตามพระเชียงใหม่กลับไปยังวัดสันป่าสัก
     
    อื้มเริ่มยาวแล้วเหมือนกันเนาะ
    เอาเป็นว่าตอนหน้าเราจะเอาเรื่องที่วัดสันป่าสักมาโพสต่ออีกทีละกัน
    ขอโทษด้วยที่ตอนนี้ชวนออกนอกเรื่อยเยอะเกินไปหน่อย
     
    ชื่อเพลง/Title : สายตาแห่งรัก
    อัลบัม/Album : Like Light
    ศิลปิน/Artist : เชษฐา ยารสเอก
     
     
    มีหนึ่งคำที่เก็บไว้ มีหนึ่งคำที่ซ่อนไว้
    เงียบเอาไว้ไม่เคยได้กล่าว
    เธอจะเคยอยากฟังไหม เธอจะซึ้งบ้างหรือเปล่า
    มีเรื่องราวที่อยากพูดไป

    * ใจไม่กล้าพอ กลัวจะเขินเธอ
    ปากฉันแข็งเกินจะพูดมันออกไป
    เธอแค่หันมา ฟังจากข้างใน
    ฉันให้สายตา พูดแทนทุกอย่าง


    ** บอกด้วยสายตาคู่นี้ เพียงเธอมองฉัน
    เธอจะเห็นมันบ้างไหมใจที่ซ่อนอยู่
    ก็ในสายตาคู่นี้ มันมีความรัก
    รักที่รอให้เธออยู่ แค่ให้เธอซึมซับสู่หัวใจ
    ( แค่สบสายตา....ของฉัน )

    แค่เธอมองในตาฉัน เธอก็มองถึงหัวใจ
    ที่ไม่เคยให้ใครเข้าออก
    มีแต่เธออยู่ในนั้น นานแค่ไหนนึกไม่ออก

    รู้แต่ใจอยากบอกให้ฟัง