| Vorapong's profileMR.T's blogBlog | Help |
|
September 08 เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูง ไปเที่ยวไต้หวันขอบคุณพี่เอ็ก กับ พี่เอ ที่คอมเมนต์ให้ในเอนทรี่ที่แล้วครับ
เมื่อปีที่แล้วตอนไปปักกิ่งตั้งหัวข้อบล๊อกว่า เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูงไปเที่ยวปักกิ่ง
มีคำถามจากพี่วินรุ่นพี่ที่มหาลัยว่าทำไมต้องเป็นเด็กเนิร์ดชั้นสูง
คำตอบก็คือทุกคนที่อยู่รอบตัวแรกเริ่มเดิมทีก็ถูกคนภายนอกมองว่าเป็นเด็กเนิร์ดอยู่แล้ว
แต่คนเหล่านั้นยังมองว่าเราเนิร์ดอีก
ก็มีความเป็นไปได้สองอย่างคือเราไม่ใช่เด็กเนิร์ด (นั่นก็คือความเป็นเนิร์ดนั้นถูกกำหนดภายใต้ operation xor)
กับเราเป็นเด็กซุปเปอร์เนิร์ดหรือเด็กเนิร์ดชั้นสูง (ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้คงคิดว่าเป็นอันล่างมากกว่า)
---- ไม่ได้ตอบคำถามเล๊ย -_-"
ปีนี้ได้ไปเที่ยวหลายที่ แต่ดูเหมือนว่าเกือบทุกที่จะเป็น "เมืองรอง" ของเมืองที่ได้ไปเที่ยวเมื่อปีที่แล้ว
ปีที่แล้วต้นปีไป เกียวโต ปีนี้ไป โอทซึ (เมืองใกล้ ๆ เกียวโตที่เขาว่ากันว่าเป็นเมืองหน้าด่านสมัยที่เกียวโตเป็นเมืองหลวง)
ปีที่แล้วไปฟุกุโอกะ ปีนี้ไป อิซุ (ใครก็ได้ช่วยทำให้มันเกี่ยวกันที)
ปีที่แล้วไปอยุธยา ปีนี้ไป ลพบุรี (ตอนเดือนเมษาทั้งคู่หัวไหม้กันทีเดียว)
ปีที่แล้วไปปักกิ่ง ปีนี้ก็เลยเป็น ไทเป (เกี่ยวกันมะเป็นเมืองหลวงของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน และ สาธารณรัฐจีน)
เอาเป็นว่ามันเป็นการเริ่มต้นบล๊อกที่ดี ทุกคนรู้สึกมะ (ไม่รู้สึก)
จริง ๆ แล้วเราผ่านไปผ่านมาไทเป มาเปลี่ยนเครื่อง 5-6 รอบแล้ว แต่ไม่เคยได้มีโอกาสแวะเที่ยวซักที คราวนี้ก็เลยขอแวะซะหน่อย ถือว่าแวะเที่ยวฉลองสอบเสร็จ (โดยที่ผลสอบจะเป็นยังไงก็ไม่รู้)
ก็เลยวางแผนเที่ยว ไต้หวันกะเขาซักที 3 วัน 3 คืน มีตารางการท่องเที่ยวดังต่อไปนี้ครับ
1 ก.ย. ถึงไทเป เที่ยววัดหลงชาน เดินตลาดนัด
2 ก.ย. National Palace Museum (หรืออะไรที่มันชื่อทำนองนั้นแหละ), YangMingShan, Taipei 101 3 ก.ย. Sun Moon Lake (จังหวัด Nantou) 4 ก.ย. Sun Yat-Sen Memorial Hall, Lin's Family House & Garden, Chiang Kai-Shek Memorial Hall ขอบคุณพี่เอ (รุ่นพี่ที่มหาลัย)มากครับ ที่ช่วยแนะนำข้อมูลที่มีประโยชน์มากมายครับ ประมาณนี้แต่พูดถึงเรื่องเที่ยวก็คงไม่ใช่บล๊อกต้น (เพราะก็หาเอาได้จากเว็บท่องเที่ยวมากมาย ซึ่งมีรูปประกอบสวยงานตระการตามากมาย เช่น http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tonglengcha&group=24)
จริง ๆ แล้วที่ไปไต้หวันเนี่ยมีจุดประสงค์อย่างนึงที่อยากไปดูมาก ๆ คือ
อยากไปเปรียบเทียบความเป็นอยู่ของคนในสองระบอบ หลังจากที่เราได้ไปดูว่าคนปักกิ่งใช้ชีวิตยังไงมาแล้วในปีที่แล้ว แน่นอนว่าทั้งสองครั้งไปในฐานะนักท่องเที่ยวก็คงไม่สามารถสรุปอะไรได้มาก แต่มันก็น่าจะน่าสนใจมาก ๆ ที่จะได้เห็นคนที่เกือบจะเหมือนกัน 100 % เมือ 50 ปีที่แล้วถูกปกครองด้วยระบอบปกครองที่"เชื่อกันว่า"แตกต่าง ในทางวิทยาศาสตร์แล้วนี่คือการทดลองที่มีตัวแปรต้นคือระบอบการปกครอง ตัวแปรตามคือความสุขของประชาชน (ซึ่งเราเชื่อว่าเป็น Objective Function ของการเมือง) และมีตัวแปรควบคุมเกือบจะครบถ้วน อาจจะไม่สมบูรณ์เพราะคนต่างท้องที่กัน หรือสภาพภูมิศาสตร์ต่างกัน แต่เมื่อไหร่ที่มีใครได้วิจัยจริง ๆ โดยปราศจากอคติแล้วงานวิจัยคงมีคุณค่ามาก ๆ (คงมีแล้วแต่ขี้เกียจหา)
ต้นไปไต้หวันคราวนี้ด้วยความไม่ชอบสภาพชีวิตของประชาชนชาวปักกิ่งครับ (หลังจากที่ไปเห็นเมื่อปีที่แล้ว) เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเขียนต่อไปจะ Bias สุด ๆ ไม่แนะนำให้ผู้ที่ชื่นชอบ ชื่นชมในท่านประธานเหมาอ่านครับ
1. อาจจะดูฝืนธรรมชาติอย่างมาก ๆ แต่ความรู้สึก Bias ของเรามันบอกว่า "ปักกิ่งมีความเป็น Capitalist มากกว่าไทเป "!!!!
มากยิ่งไปกว่านั้นคำว่า Capitalist ที่ว่าเป็น Capitalist ด้านลบที่เป็นการมอง Capitalist จากมุมมองของ Socialist ด้วยนะ (โดยสมมติว่าคนเขียนเข้าใจถูกว่า Socialist กับ Capitalist คืออะไร) -------------------------------------- - ยังจำได้ถึงวันที่โดนไกด์ชาวจีนตะโกนใส่น่าว่า "ไอ้ขี้งก" เพราะไม่ยอมให้ทริ๊ป แล้วก็เลี่ยงที่จะนั่งรถแท็กซี่กลับโรงแรม แล้วให้เขาแนะนำ - ยังจำได้ตอนที่เดินตลาด Wangfujin แล้วก็มีคนเดินตามท้องถนนอยู่เต็มไปหมดเพื่อชักชวนนักท่องเที่ยวพร้อมกับหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งที่ชักชวนให้นักท่องเที่ยวไปไหนมาไหน (ซึ่งมีคนเตือนมาว่ามันจะห่วยไม่คุ้มราคา เป็นการหลอกนักท่องเที่ยวในรูปแบบหนึ่ง) - ยังจำได้ที่เราเห็นรถยุโรปราคาแพงมากวิ่งไปวิ่งมาในท้องถนนแล้วก็พบกับคนแก่ที่ผอมมาก ๆ จนน่ากลัว -------------------------------------- - ที่ไต้หวันเราจ่ายเงินเกิน 15 หยวน (15 บาท)มีคนวิ่งมาคืนตังค์ให้ทั้ง ๆ ที่เดินไปไกลมาก ๆ แล้ว - ตอนขึ้นแท็กซี่ที่ Sun Moon Lake มีคนเดินมาชวนขึ้น Taxi ซึ่งทำให้เราคิดว่าจริง ๆ แล้วประเทศนี้ก็มีแบบนี้เหมือนกัน แต่สุดท้าย Taxi ที่ขึ้นก็เป็นราคามาตรฐานเหมือนที่เคยเช็กในเน็ตและที่แปะไว้ในโบชัวร์ (สะกดยังไงแน็ค) แล้วก็รู้มาทีหลังว่าถ้าจะขึ้นแท็กซี่ก็ต้องขึ้นตรงนั้นอยู่แล้ว,เราตัดสินใจจะไม่ให้ทิปแท็กซี่ (เพราะไม่มีตังค์) แต่เขาก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร - รถที่ไต้หวันส่วนใหญ่เป็นรถญี่ปุ่น (และเก่า) แต่เราก็ไม่เห็นคนยากจนตลอดการเดินทางสามวัน --------------------------------------- จากข้อมูลง่าย ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการวิจัยอะไรทั้งนั้นทำให้ผมเลือกที่จะไม่สนับสนุน ผู้ที่สนับสนุนการเปลี่ยนระบอบเป็นคอมมิวนิสต์โดยอ้างอิงกับระบบคอมมิวนิสต์จีนในเมืองไทยครับ เพราะไม่คิดว่าระบอบคอมมิวนิสต์จีนจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าระบอบปัจจุบันที่เรามีจากที่เห็นด้วยตาตัวเองจากที่ไต้หวันและจีนครับ เพราะว่าผมตัดสินด้วยสายตา(และ bias)ของผมเองว่าคนไต้หวันดูมีความสุขกว่า แม้จะใช้ระบอบมาตรฐานความเท่าเทียมกันตามแนวคิดของมาร์กก็ตาม --------------------------------------- ขอวกเข้าเรื่องการเมืองไทยซักนิดนึงละกัน (นิดนึงจิง ๆ ต่อจากเมื่อกี๊) ในสถานการณ์ตอนนี้ที่ทุกอย่างมันเริ่มเงียบ (โดยที่มีฝ่ายนึงไม่พอใจ) ผมคิดว่ามันได้เวลาที่เราจะเริ่มมาทบทวนว่าเราได้อะไรจากการที่เราเอะอะมะเทิ่งกันมานานจนถึงต้นปีนี้ จัดลำดับความคิด ใช้เหตุผล เถียงกันโดยที่หวังให้การเมืองตอบแทนให้ประชาชนทุกคนมีความสุขรวมมากที่สุด ไม่ใช่เพื่อการเอาชนะ หรือความภูมิใจส่วนตัว ผมคิดว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบันมันเป็นเวลาที่ดีที่สุดแล้วครับ เพราะจนถึง 5 เดือนก่อนทุกคนเอะอะจนไม่มีใครฟังเหตุผลประเทศอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในขณะที่หากปล่อยไว้นานกว่านี้เราก็จะลืมบทเรียน ลืมว่าอะไรคือสิ่งที่เราได้รับจากความวุ่นวายเหล่านี้ครับ มาสรุปประเด็นที่เราได้จากเสื้อเหลือง (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) และ เสื้อแดง (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) กันด้วยความ bias แบบต้น ๆ กันครับ (เสื้อแดงเขาว่าผมเป็นเสื้อเหลือง แต่เสื้อเหลืองเขาว่าผมเป็นเสื้อแดงอะ)
1. ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ก็ตัวมาจากผู้ที่อ้างว่าในสังคมเมืองไทยที่เหลวแหลกอย่างเช่นทุกวันนี้เพราะ"ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม" ทั้งสองอ้างว่ามีคนกลุ่มนึง (เป็นเหมือนเมฆดำ ๆ ) ที่ทำให้ชีวิตของพวกเรามีความทุกข์ สำหรับเสื้อเหลืองคือนักการเมือง,ข้าราชการและนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง
สำหรับเสื้อแดงคือชนชั้นกลาง,ศาล,ทหาร และ ... อันนี้ขอไม่วิเคราะห์ละกัน คิดว่าอาจจะเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้ในการเรียกมวลชน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมวลชนไทยที่กระตือรือร้นต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)
2. สิ่งที่เสื้อเหลืองต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ การคอร์รัปชั่น และอำนาจเบ็ดเสร็จของนักการเมือง
ในขณะที่สิ่งที่เสื้อแดงต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ในส่วนนี้ผมคิดว่าไม่ว่าใครก็ต้องเห็นด้วยใช่ไหมครับ ประเทศที่ปราศจากการคอร์รัปชั่น และประเทศที่มีความเท่าเทียมกันทางสังคม (บนซักเครื่องหมายเท่ากับซะอันอันไหนก็ได้)เนี่ยมันทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น
ผมคิดว่าถ้าเราจะเอาประเด็นสำคัญสองจุดนี้ไป implement ให้เป็นจริงในสังคมไทยเนี่ยผมคิดว่ามันจะทำให้พวกเรามีสังคมที่ดีขึ้นครับ แล้วผมเชื่อว่าความคิดทั้งสองอย่างไม่ได้ขัดแย้งกันเอง
กลับกันผมเชื่อว่ามันจะสนับสนุนกันและกันครับ ผมเชื่อถึงการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน มากกว่าจากบนลงล่าง เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันเป็นโอกาสดีที่เราจะลองนำเอาสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเสนอไปเริ่มปฏิบัติจากส่วนที่ล่างที่สุด นั่นก็คือตัวเราและครอบครัวครับ
ผมว่าอาจจะดูเชยไปหน่อยถ้าจะมองว่าการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องของเฉพาะนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นสูงครับ เพราะคอร์รัปชั่นจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ ๆ พวกเรานั่นเองครับ จริง ๆ แล้วผมคิดว่าถ้าทุกคนมีความเป็นธรรมาธิบาลในตัว (ใช้ศัพท์มั่ว ๆ เอาเท่ห์) มีความซื่อตรงต่อกฎระเบียบ ต่อจารีต และต่อคนอื่น ผมคิดว่าสังคมของเราจะเป็นสังคมที่ดีกว่าครับ ยกตัวอย่างเช่น
ทุกวันนี้ผมยังใช้ Software ผิดลิขสิทธ์อยู่ครับ แน่นอนว่าการใช้ Software ที่ผิดลิขสิทธ์เนี่ยใคร ๆ ก็ทำกันทั้ง ๆ ที่รู้กันว่ามันผิดกฎหมาย (หรือใครจะตีความกฎหมายลิขสิทธ์เมืองไทยในมุมมองที่ต่างกันอาจจะเห็นว่าไม่ผิดก็ได้) แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งมันก็คือการไม่ซื่อตรงต่อคนอื่น คนที่เขาควรจะได้เงินจากการขาย software ที่เขาตั้งใจผลิต (ถึงแม้ว่าจะมีคนอ้างว่าคนพวกนี้รวยล้นฟ้าแล้วก็ตาม)
สมาคม AB แห่งประเทศไทยจัดงานเพื่อสังคมแต่เงินบริจาคเหลือแล้วสมาคม AB เอาเงินกลุ่มนี้ไปเลี้ยงผู้ร่วมจัดงานที่ภัตตาคารหรูโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตผู้บริจาค
นาย ABC ยากจนมากจึงต้องไปกู้เงิน (ในระบบละกันนะ) ที่มีความคาดหวังว่าจะสามารถเงินกู้นั้นได้ 0.000001 %
ผมคิดว่านักการเมืองข้าราชการระดับสูงก็คงมองในมุมเดียวกันครับว่าใคร ๆ เขาก็ทำกัน ผมทำก็ไม่เห็นผิดตรงไหนเลย
แต่ผมมองว่าถ้าเราจะยกเลิกคอร์รัปชั่น เราควรจะเลิกความคิดที่ว่า "ใคร ๆ เขาก็ทำกัน" หรือ มันเป็น "วัฒนธรรมองค์กร" กันดีกว่าครับ
กลับมาเรื่องความเท่าเทียมทางสังคมของกลุ่มคนเสื้อแดงกันบ้าง ในมุมมองของล่างขึ้นบน ผมก็คิดว่ามันดูจะเป็นเรื่องยากกว่าที่เราจะดึงฟ้าที่อยู่สูงกว่าลงมาต่ำเท่าเรา
จะง่ายกว่าไหมที่เราจะลงไปข้างล่างให้เป็นฟ้าเดียวกันกับเมฆก้อนที่อยู่ล่างกว่าหรืออยู่บนพื้นดินครับ (เพราะในขณะที่เหนือฟ้ายังมีฟ้า ใต้ฟ้าก็ยังมีฟ้าเหมือนกัน) ผมคิดว่าถ้าคนทุกคนมองคุณค่าเห็นของมนุษย์ มองเห็นว่ามนุษย์ทุกคนก็ได้เรียนรู้ในทุก ๆ วันที่มีชีวิตอยู่แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ต่างออกไป แต่ก็เป็นเรื่องที่พวกเขามองเห็นว่ามีประโยชน์ มากกว่าที่จะมัวแต่จัดอันดับชั้นว่าใครใช้เหตุผลเก่งกว่าใคร ใครมีความรู้มากกว่าใคร
คงจะดีถ้า คนเราเปิดกว้างที่จะรับความเห็นที่ต่างกัน,เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง,เคารพในความเป็นคนของคนอื่น ทุกครั้งที่ผมเข้า pantip ห้องราชดำเนิน,ฟ้าเดียวกัน,หรือประชาไทอาจจะเป็นส่วนน้อยแต่ผมเห็นว่าคนที่นั่นเขาก็"แบ่งแยกชนชั้น"กันตามความรู้ความสามารถและตรรกะ และก็ยังเลือกที่จะดูหมิ่นผู้ที่ยังไม่มีความรู้และเข้ามาเพื่อหาความรู้ (หรือเปล่า)อยู่ ซึ่งผมเห็นว่าในสังคมที่มีความเท่าเทียมกันไม่น่าจะต้องมีความคิดแบบนั้น
3. ลืมไปแล้วว่าจะพิมพ์อะไรขอนึกก่อน อ้อ นึกออกละ
ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงไม่ได้แสดงวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน
เสื้อเหลืองกลุ่มหนึ่งเสนอการเมืองใหม่ แต่เมื่อการเมืองใหม่ในชั้นแรกดูจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม หลังจากนั้นหลักการของการเมืองใหม่ที่คลุมเคลืออยู่จนทุกวันนี้
เสื้อแดงกลุ่มหนึ่งเสนอผู้นำหลังจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นอดีตผู้นำ แต่ก็ไม่ได้เสนอแนวทางในการให้ความเสมอภาคกับคนไทยทุกคน นอกเสียจากการลดทอนพระราชอำนาจ และการเลือกตั้ง (ผมเชื่อว่าคงไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยจากบริบทประเทศรอบข้างในเอเซีย)
อยากให้มีการวิเคราะห์อภิปรายว่าเราจะแก้ปัญหาที่มีอยู่กันอย่างไร
มากกว่าย้ำไปย้ำมาว่าไอ้สิ่งที่มีอยู่มันแย่มันเลวยังไง (ผมรู้แล้วไม่ต้องย้ำไปย้ำมาก็ได้) ------------------------------------
กลับมาเรื่องจีนกับไต้หวันกันอีกครั้งดีกว่า หลายคน(คนอ่านบล๊อกนี้มันเยอะจนเรียกว่าหลายได้ด้วยเหรอ)อาจจะลืมไปแล้วว่าเราเคยขึ้นข้อหนึ่งไว้ ขอต่อข้อสอง กับข้อสามแบบเร็ว ๆ ให้จบ ๆ บล๊อกน่าเบื่อ ๆ นี้ไปละกันนะครับ
2. ตอนที่ไป National Museum of Palace ระหว่างที่ยืนรอโต๊ดผู้ร่วมทางทริ๊ปนี้ถ่ายรูปพิพิธภัณฑ์อยู่เราก็เหลือบไปเห็นแผ่นป้ายจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับการประท้วงรัฐบาลจีนต่อการปราบปรามลัทธิฟาหลุนกง http://en.wikipedia.org/wiki/Falun_Gong
โดยผู้ที่ประท้วงอ้างว่าทางรัฐบาลจีนได้ลงโทษผู้ที่พยายามเผยแผ่ลัทธินี้ในจีนอย่างหนักโดยการทรมานในวิธีต่าง ๆ จนกระทั่งบางรายถึงกับเสียชีวิต เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับลัทธินี้ในจีนมาระยะหนึ่งแล้ว แล้วก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเพราะในเราอยู่ในสภาวะที่เรารับสื่อตะวันตกมากกว่า และเชื่อว่าสื่อเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะโจมตีรัฐบาลจีนอยู่ตลอดเวลา แต่เห็นคนป้าอายุประมาณ 50 ยืนตากแดดอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ตอนเราเดินเข้า (ตอน 9 โมง ซึ่งตอนนั้นเราคิดว่าเป็นพวกมาหลอกนักท่องเทียว) จนถึงกระทั่งตอนเราเดินออก (บ่าย 2 โมง) อากาศหน้าพิพิธภัณฑ์ร้อนมากขนาดโต๊ดถ่ายรูปยังเรงให้รีบ ๆ ถ่ายให้เสร็จจะได้รีบเข้าร่ม พยายามคุยกับคุณป้าแต่ก็ไม่สามารถหาภาษาที่คุยกันรู้เรื่องเลยได้ใบปลิวมาอันนึงแล้วเดินกลับ แต่เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เรามีความเชื่อมากขึ้นว่ารัฐบาลจีนเห็นความสำคัญกับ Nationalism มากกว่า Human Rights จริง ๆ รึเปล่าน้า
3. อันนี้เป็นแนวคิดที่แว่บมาในหัวแป๊ปนึงตอนที่กำลังบินกลับไทยว่า "ถ้ารัฐบาล PRC ไม่พยายามกีดกันสถานะทางการฑูตของ ROC ชีวิตความเป็นอยู่ของชาว ROC จะดีกว่านี้รึเปล่า" ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็คงต้องไม่เห็นด้วยกับนโยบายการต่างประเทศของ PRC สุด ๆ ที่เห็นความเป็นชาติสำคัญกว่าความเป็นอยู่ของคน (แน่นอนผมไม่เห็นด้วยกับ economic sanction ผมคิดว่าจะต้องมีคนในเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการขาดแคลนอาหารในช่วงปี 90 คนเหล่านั้นไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจให้เกาหลีเหนือเปลี่ยนวิถีทางการฑูตเลย) เลยกลับมาเปิด wiki ไปมาดูแล้วก็พบว่าจริง ๆ แล้วในบางครั้งรัฐบาล ROC ก็คำนึงถึงสถานะของ ROC มากกว่าปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศเหมือนกัน เช่นกรณีที่จ่ายเงิน 19 ล้านยูโรเพื่อให้ปาปัวนิวกินียอมรับ ROC ในฐานะประเทศ (ซึ่งผมคิดว่าเงินนี้อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับประชาชนชาวปาปวนส่วนใหญ่) July 06 Study in Japan : FAQคราวที่แล้วจบบล๊อกไว้ว่าเราจะมีเขียนข้อดีของการวิจัยภายหลัง
เล่นเอาไม่ได้เขียนไปนานเลย เพราะว่าคิดไม่ออก.......(งานวิจัยมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ)
จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะว่าคนเราถนัดจะเขียนเรื่องแย่ ๆ แบบว่าตินู่นตินี่ ด่านู่นด่านี่มากกว่าเรื่องดี ๆ รึเปล่า (หรือว่าเป็นเพราะเราคนเดียว)
แต่ก็เห็นเวลาอ่านเว็บการเมืองมันจะสะดวกมากกว่าถ้าจะเขียนเรื่องแย่ ๆ ของคนอื่น
สะดวกกว่าการเขียนเรื่องดี ๆ ของคนอื่น (เพราะถ้าเขียนเรื่องดี ๆ ก็ไม่มีคนอ่านซินะ)
กลับกันถ้าเขียนเรื่องดี ๆ คนอ่านก็จะสบายใจเพลิดเพลินอารมณ์ (ถ้าไม่ใช่คนขี้อิจฉาอะนะ)
แต่ถ้าเขียนเรื่องไม่ดีก็จะอ่านแล้วเครียดแทนที่จะผ่อนคลาย (ทำไงดีเนี่ย)
วันนี้ทำงานพิเศษเสร็จไปนั่งงง ๆ อยู่ที่แล็บ (เหมือนทุกวัน)
แต่วันนี้ไม่มีอะไรทำเลยกลับบ้านเร็ว แล้วมานั่งเขียนบล๊อก
เมื่อก่อนหน้านี้มีน้องที่ตั้งใจจะสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นมาถามเรื่องรายละเอียดการศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นสามสี่คน
ก็เลยคิดว่าเรารวบรวมคำถามมาเขียนเป็นบล๊อกดีกว่า
ไหน ๆ เร็ว ๆ นี้ก็จะจบโท แล้วจะได้ต่อเอกรึเปล่าก็ยังเป็นปริศนาอยู่
ถ้าจบไปแล้วอารมณ์เขียนก็อาจจะไม่รุนแรงเขียนไม่มันเท่านี้
เพราะงั้นเขียนตอนที่มีอารมณ์ร่วมมาก ๆ เนี่ยดีที่สุด (มิน่าถึงชอบมีเรื่องกับคนอื่นเพราะบล๊อกไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนนี่เอง)
สมมติฐาน (เขาเรียกว่าอย่างนี้เหรอ)
1. ผู้เขียนคิดว่าการเรียนญี่ปุ่น โอเค ไม่ได้ดีเลิศวิเศษวิโสแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายมาก
ผู้เขียนรู้สึกว่าผู้ที่คาดหวังมากก็จะผิดหวังมาก แล้วก็จะรู้สึกเกลียดประเทศนี้ไปเลยก็มี
แต่สำหรับเราซึ่งไม่ได้คาดหวังอะไรเลย (เพราะไม่รู้อะไรเลย, แล้วจะมาเรียนที่นี่ทำไมเนี่ย)
ก็เลยไม่ได้ผิดหวังอะไรขนาดนั้น
2. ไม่ค่อยอยากเขียนอะไรที่คนที่ไม่ได้สนใจเรียนญี่ปุ่นเลย (เช่นคนที่ไปเรียนเมกาแล้ว) อ่านแล้วไม่มัน
ยกตัวอย่างคำถามที่อาจจะไม่มันก็เช่น กระบวนการสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ เลือกอาจารย์ เลือกคณะ เลือกมหาลัย
แน่นอนว่าการเลือกอาจารย์ เลือกคณะ เลือกมหาลัยเนี่ย มันสุดสำคัญ เพราะสำหรับนักเรียนปริญญาโท ปริญญาเอกแล้วสุดแสนจะสำคัญมากมาย
3. อย่าให้เปรียบเทียบ ไทย - อเมริกา - ยุโรป - ญี่ปุ่น เพราะตอนเรียนที่ไทยก็เรียนป.ตรี ซึ่งก็ไม่มีอะไรเหมือนกับป.โท
แล้วมาญี่ปุ่นก็ดันเรียนป.โท ไม่ได้เรียนป.ตรี ที่สำคัญยังไม่เคยเรียนที่อเมริกา ยุโรป หรือออสเตรเลีย
เพราะฉะนั้นต้นจะไม่พยายามเปรียบเทียบอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคน เพราะว่าคนรู้จักกันครั้งแรกก็อย่างนึง
แต่พอทำงานด้วยกันก็อย่างนึง แล้วเราดันไม่เคยทำงานกับฝรั่งเลยอะ (เพราะภาษาอังกฤษห่วยบรมนั่นเอง)
เพราะงั้นก็เลยเปรียบเทียบไม่ได้และไม่กล้าเปรียบเทียบ
เอาหละเข้าเรื่องกันเถอะ (หาเพิ่งเข้าเรื่องเหรอ : เห่ยงานเขียนวิจัยที่ดีเขาต้องมีที่มาที่ไปเยอะกว่าข้อมูล)
1. เรียนญี่ปุ่นแล้วถูกอาจารย์บังคับให้ทำนู่นทำนี่ไม่มีอิสระจริงเหรอครับ ? (ถูกถามสามครั้ง,คาดว่าคงมีคนที่ไทยคนใดคนหนึ่งพูดบ่อย ๆ)
ขึ้นอยู่กับแล็บครับ
ถ้าเป็นแล็บที่รับงานนอกโปรเจ็กต์นอกเยอะ (หมายความว่าเงินเยอะ ได้เล่นของเล่นเยอะ ได้เที่ยวเยอะ)
แล็บจะมีลิสต์โปรเจ็กต์มาให้แล้วให้เลือกอะไรซักอย่างจากหนึ่งในนั้น (ก็ของเล่นมันมีแค่นั้นนี่นา) หรือดีกว่านั้นอาจจะเลือกอะไรที่สร้างสรรค์จากของเล่นเหล่านั้น
สำหรับแล็บเหล่านั้น การที่ไม่มีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
แต่ถ้าแล็บที่ไม่ต้องเล่นของเล่นก็พอทำงานได้ ส่วนใหญ่ก็จะค่อนข้างมีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์สูงมาก
สูงจนคนในแล็บเดียวกันยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว (เช่นแล็บเราเอง)
ซึ่งส่วนมากคนที่อยู่ในแล็บที่มีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์สูง ๆ ตอนแรกก็จะดูมีความสุขกว่าพวกเลือกจากลิสต์
แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็ดูเหมือนว่าอยากเลือกจากลิสต์กันหมด
เพราะว่าการหาโปรเจ็กต์เนี่ยถ้าใครได้เรียนปริญญาโทไปแล้วก็จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องสุดแสนจะลำบาก (จริงไหมทุกคน)
2. อาจารย์ที่ญี่ปุ่นสอนห่วยจริงเหรอครับ ?
เออ อันนี้ไม่รู้อะ เพราะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
ภาษาญี่ปุ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่กีดขวางการรับรู้ข้อมูลของนักเรียนต่างชาติในญี่ปุ่นจริง ๆ ครับ
การเรียนภาษาหกเดือนที่ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดไว้ไม่ได้ช่วยให้เก่งภาษาอังกฤษแบบเทพขนาดฟังเลกเชอร์วิชาการออกเท่ากับคนญี่ปุ่น (เอ๊ะหรือเป็นเพราะเราเองไม่ตั้งใจเรียน เพราะเห็นคนที่ตั้งใจเรียนตั้งใจอ่านเขาก็ฟังกันรู้เรื่องนี่นา)
แต่ถ้าเรียนแล้วเข้าใจ คิดว่าวิชาเรียนที่นี่ค่อนข้างหลากหลายมาก ๆ ทีเดียวครับ (ที่มหาลัยมีวิชาที่เกี่ยวกับวิศวคอมพิวเตอร์มากกว่า 200 วิชาต่อปี)
เรียกว่าอยากเรียนอะไรมันก็มีวิชาเปิดไว้ให้เรียน
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากการเรียนป.ตรีที่ไทยก็คือ
ที่นี่วิชาเรียนการบ้านค่อนข้างน้อย (แต่เห็นเพื่อนบอกว่าป.ตรีที่นี่การบ้านเยอะมาก)
วิชานึงใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ ก็ทำการบ้านเสร็จแล้วครับ (ถ้าเรียนรู้เรื่องนะ)
เหตุผลของการที่มีการบ้านน้อยเพราะเปิดช่องให้กับงานวิจัยมากขึ้น (หรือว่าเปิดช่องให้เรานอนอืดกันแน่)
สรุปแล้วความเห็นของผมก็คือ
ที่นี่มีวิชาเยอะ มีทั้งวิชาที่สอนดี และ วิชาที่สอนไม่ค่อยดี (ซึ่งพวกเราชาวต่างชาติมักจะเลือกวิชาที่สอนไม่ค่อยดีเพราะการบ้านน้อยและง่าย)
แต่ถ้าเลือกวิชาสอนดีหลาย ๆ วิชารวมกันในหนึ่งเทอม ก็อาจจะไม่ได้ทำวิจัยแล้วก็ไม่จบ
แต่ข้อชดเชยของการที่เราไปเรียนวิชาที่สอนเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่องก็คือ
มันมีคอนเฟอเรนจ์มาจัดใกล้ ๆ บ่อย ๆ เยอะ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็กคมนาคมสะดวกนั่นเองทำให้เราไปคอนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
เพราะงั้นเราก็มักจะเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญไปนั่งฟัง รับความรู้ (และกินฟรี เที่ยวฟรี)
คอนเฟอเรนจ์ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ (ซึ่งเราฟังไม่รู้เรื่อง) และพูดโดยคนที่เชี่ยวชาญด้านนั้นจริง ๆ (ซึ่งทำให้ไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่)
3. เรียนหนักรึเปล่าครับ (อันนี้ก็ยอดฮิตเหมือนกัน)
จำนวนชั่วโมงที่ใช้กับการเรียนน้อยกว่าตอนที่เรียนป.ตรีที่เมืองไทยครับ
แต่ทำไมไม่รู้ถึงรู้สึกเหนื่อยกว่า มีลักษณะพิเศษลู่เข้าขุนช้างมากขึ้นเรื่อย ๆ (ไม่ลู่อย่างเดียวตรงที่ไม่มีนางพิม)
อาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องที่เรียนยากขึ้น เรียนรู้เรื่องน้อยลง หรือกินโปรตีนน้อยลงเพราะในราเมนมีแต่แป้งก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่คิดว่าเรียนที่ญี่ปุ่นไม่ได้หนักขนาดต้องฆ่าตัวตาย แล้วก็ไม่ได้เบาจนถึงขนาดจบไปแล้วยังไม่ได้อะไรครับ
อีกคำถามนึงที่ยังเถียงกับเพื่อนหลาย ๆ คนจนถึงตอนนี้ครับว่า
เด็กญี่ปุ่นเก่งจริงเหรอ
ผมว่าเก่งนะ ในแล็บหาคนที่เก่งคำนวณน้อยกว่าลำบากมาก เพราะข้อสอบเอ็นท์เข้าโตไดเรายังทำไม่ได้เลย
มีหลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่าเด็กญี่ปุ่นไม่เก่งจากเมืองไทยแล้ว พอมาเจอสถานการณ์จริงแล้วจะรู้สึกกดดัน
เพราะฉะนั้นใครจะมาญี่ปุ่นก็อยากให้ทำใจไว้ก่อนเลยว่าคุณอาจจะไม่ใช่หัวแถวเหมือนตอนอยู่ไทย (โชคดีที่ตอนอยู่ไทยเราดันไม่ใช่หัวแถวอยู่แล้ว)
เพราะงั้นความกดดัน เพื่อไม่ให้เราไปเป็นตัวถ่วงเพื่อน ๆ ก็อาจจะมีมากกว่า (มั๊ง)
แต่ว่าไม่ได้ขยันขนาดนั้น ถ้าเทียบกับตอนที่เรียนป.ตรี เพื่อน ๆ ขยันกว่านะ (อย่างที่บอกก็ไม่รู้ว่าป.โท ที่ไทยหรือที่อื่นเป็นยังไง)
จากการที่ได้อ่าน phdcomics แล้วทำให้พบว่าจริง ๆ มันอาจจะไม่ต่างกันมากก็ได้นะ
ดึกแล้วเขียนแค่นี้ละกันนะครับนึกอะไรได้จะมาเขียนต่อ
November 08 ทำไมวิจัยมันถึงยากอะหายไปนาน ขอมาบ่นเรื่องชีวิตรอบ ๆ ตัวหน่อย (ไม่ได้ว่างนะแต่ขี้เกียจอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่น)
ช่วงหลัง ๆ บล๊อก นี้ชอบบ่นเรื่องไปเที่ยวหละ (ช่วงหลัง ๆ ก้อได้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เขียน)
ตอนนี้ถ้ามีคนถามว่าทำอะไรอยู่ ก็คงต้องตอบว่าทำวิจัยอยู่ครับ เพราะว่าปริญญาโทปีสองแล้วเก็บ Course Work หมดแล้วก็ได้เวลาวิจัย วิจัย วิจัยแล้วครับ
สำหรับส่วนตัวชอบงานวิจัย รู้สึกว่ามีอิสระ แล้วก็ท้าทายมากกว่างานในบริษัท
แต่วันนี้จะมาเขียนเหตุผลว่าทำไมทั้ง ๆ ที่มันอิสระแล้วก็ท้าทายขนาดนี้..............แล้วทำไมมันถึงยาก...............
แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนที่วิจัยมานานสั้นกว่าผู้ทรงความรู้จำนวนมาก ความจริงแล้วก็เป็นแค่ผู้เริ่มต้นสำหรับงานวิจัย
แต่อยากบันทึกไว้เผื่อในอนาคตมาดูที่เขียนไว้ตอนนี้คงจะสนุกไม่น้อย
1. แล้วผมจะทำอะไรดี...............
นั่นหนะสิแล้วผมจะทำอะไรดีอะ งานวิจัยจำนวนมากเกิดจากความต้องการขององค์กรหรือหน่วยธุรกิจซึ่งก็หมายความว่าผมจะเซฟสบายใจผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ แต่ท่านก็ต้องเจอกับสภาพกดดันบีบบังคับให้ท่านทำให้เสร็จตามเวลา หรือทำอะไรแปลก ๆ ที่ท่านคิดว่าไม่ค่อยจะมีประโยชน์หรือไม่อยากทำมาก ๆ (ก็ต้องทนกันไป) กลับมาที่เรื่องหัวข้อ
- ทำ Field ไหน..........ผมจะไปรู้ได้ไง แม้ว่า field นั้นดูคร่าว ๆ ตอนแรกแล้วมันน่าสนใจ แต่ช่วงหลัง ๆ คนที่ทำด้านนี้กลับเอาแต่ทำอะไรไม่รู้............น่าเกลียดน่ากลัวตัวละห้าบาทจริง ๆ
- แล้วตรูจะทำเรื่องอะไร.............การหาอะไร"ใหม่ ๆ"ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลกมันเป็นเรื่องที่ยากซาดิสต์มากสำหรับนักวิจัยใหม่ ๆ .............เพราะในขณะที่ท่านกำลังหาหัวข้อ...........นักวิจัยในด้านเดียวกันอีกหลายพันคนทั่วโลกก็กำลังหาหัวข้อ...........เพื่อให้เขาจบ เพื่อตำแหน่งการงานที่ดีขึ้น หรือเพื่อไปเที่ยวฟรีในงานประชุมวิจัยอยู่..............นักวิจัยเหล่านี้บางคนก็ทำวิจัยมาหลายสิบปีแล้ว, บางคนก็เคยเผยแพร่ผลงานวิจัยมากกว่าพันฉบับ, บางคนก็เกาะนักวิจัยสองประเภทแรกที่เพิ่งพูดไปหากิน................การที่คุณจะผลิตงานวิจัยชิ้นใหม่ขึ้นมาได้แปลว่าคุณจะต้องสู้รบปรบมือกับบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้แล้วต้องทำงานที่ดีกว่าด้วย
ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในทุก ๆ ปีมีงานประชุมวิชาการมากกว่า 300 ครั้ง ถ้างานประชุมแต่ละครั้งมีผลงานเข้าร่วมเสนอ 100 ผลงานก็แปลว่าทุกปีมีผู้เสนอผลงานมากกว่า 30,000 ฉบับแน่นอนมันไม่ใช้ด้านเดียวกันทั้งหมดและแต่ละด้านก็มีด้านย่อยมากมายหลายหลาก...........แต่เชื่อผมเหอะ ไม่ว่าท่านจะเลือกด้านไหน............นักวิจัยที่พร้อมจะผลิตผลงานชิ้นเดียวกับท่านต้องมีไม่ต่ำกว่า 10 คนแน่นอน
แต่ปัญหาไม่ได้มีอยู่แค่การที่ท่านหาหัวข้อไม่ได้..............ท่านอาจจะหาหัวข้อได้แต่หัวข้อนั้นมันยากมากจนไม่มีใครสามารถทำได้.................ยกตัวอย่างเช่น ท่านศึกษาเป็นอย่างดีแล้วพบว่า P = NP เป็นปัญหาที่น่าสนใจ เหมาะกับความสนใจของท่าน ยังไม่มีใครแก้ได้ แล้วก็ยังไม่มีใครเขียนเปเปอร์ว่ามันไม่มีทางแก้ได้อีกต่างหาก.......................ความจริงแล้วปัญหา P = NP เป็นปัญหาอันน่าประหลาดที่ไม่มีคนแก้ได้มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว(แน่นอนมันหมายถึงชีวิตของนักวิจัยมากมายที่ต้องตายไปพร้อมกับความผิดหวังที่เขาแก้ปัญหานี้ไม่ได้แม้ว่าจะพยายามมาทั้งชีวิตก็ตาม) แน่นอนถ้าท่านจับพลับจับผลูเรื่องปัญหานี้มาแก้อาจจะหมายถึงชีวิตของท่านที่อาจจะต้องตายไปด้วยความเศร้าเหมือนกับนักวิจัยเหล่านั้น, อาจจะหมายความว่าท่านต้องเรียนโท 10 ปี, หรืออาจจะหมายความว่าท่านจะไม่ได้เที่ยวฟรีตลอดชีวิต
2. วิจัยต้องใช้ความอดทน
- งานวิจัยเป็นงานที่ใช้เวลายาวววววววววววววนาานนนนนนนนนนมากกกกกกกกกก คุณอาจจะต้องเสียเวลากับเรื่องงี่เง่าเป็นเวลาหลายวันโดยที่ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย.........คุณอาจจะกลับบ้านด้วยความดีใจที่คุณได้ความก้าวหน้าแต่ตื่นมาตอนเช้าพบว่าที่คิดไว้เมื่อคืนมันผิด.....................งานวิจัยโดยทั่วไปหนึ่งโปรเจ็กซ์จะกินระยะเวลายาวนาน 2 - 3 ปี ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคุณจะต้องใช้พลังงานของคุณอยู่กับเรื่อง ๆ เดียวตลอดหลายปีนี้................สมมติว่าท่านวิจัยเรื่อง "ลักษณะเท้ามนุษย์กับกลิ่นเหม็น" ก็หมายความว่าท่านจะต้องทนดมกลิ่นเหม็นของเท้ามนุษย์เงินเดือน, นักศึกษา, พนักงานเสิร์ฟ, หรือ คนจรจัด ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานนี้ (นับเป็นงานวิจัยที่น่ากลัวมากแต่คาดว่าถ้าทำน่าจะมีคนสนใจมาก)
- การอ่านเปเปอร์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน.........................คุณจะต้องทนทรมานกับนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง(ส่วนมาก) ที่เขียนเปเปอร์โดยมีความตั้งใจจะไม่ให้คุณอ่านรู้เรื่อง..................การจะทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเพื่อไม่ให้ซ้ำ และเพื่อไม่ให้งานห่วย...................จำเป็นต้องทรมานอ่านไอ้นั่นมากกว่า 15 ฉบับ แน่นอนว่านอกจากที่คุณจะต้องเสียเวลากับการงงเรื่องวิชาการแล้ว.............คุณอาจจะต้องทึ่งกับเหล่าอิงลิชเนทีฟซึ่งไม่รู้ว่าจะเขียนเปเปอร์หรือจะแต่งนิยายย้อนยุคประวัติศาสตร์เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นจะใช้ศัพท์ที่ไฮโซเหลือเชื่อขนาดที่เปิดดิกยังไม่เจอหรือชาวเอเซียที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะใช้ศัพท์ง่าย แต่อ่านจนจบก็ยังไม่รู้เลยว่ามันอยากเขียนอะไร
การอ่านเปเปอร์จะต่างกับการอ่านหนังสือตรงที่ว่าคุณจะต้องใช้วิจารณญาณว่ามันเป็นเปเปอร์ที่ ตีพิมพ์มาเพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยี เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า หรือว่าเป็นเปเปอร์ที่ชักโครกออกมาเพื่อให้จบ ให้ได้เที่ยวต่างประเทศฟรี ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ใช้กับการวิจัยนี้ผมโดนเปเปอร์ที่ถูกชักโครกออกมาชักชวนไปในทางที่ผิดมากกว่า 3 ครั้ง (ประกอบด้วยเปเปอร์คนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย และเกาหลี ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นคนเอเซียที่ ตีพิมพ์เปเปอร์ชักโครกทุกทีเลย) แน่นอนการเชื่อเปเปอร์ที่ผิดทำให้ท่านต้องเสียเวลาและเจ็บตัวอย่างมาก อาจจะทำให้ผลการทดลองของท่านผิดไปด้วย, อาจจะทำให้ท่านต้องเสียเวลาในการที่จะยืนยันว่ามันถูกรึเปล่า.............น่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง
- การเขียนเปเปอร์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน.......................ในเมื่อเราเพิ่งด่าไอ้เปเปอร์ไปตะกี๊ก็ต้องพยายามอย่างมากที่ทำให้งานของท่านไม่ได้เป็นไปตามข้างต้น เปเปอร์ 8 หน้า ก็อาจจะทำให้ท่านต้องมานั่งหน้าคอมเป็นเวลามากกว่า 2 อาทิตย์ในการเขียน-แก้-เขียน-แก้ เขียน ๆ ไปงานผิดก็ต้องกลับไปแก้งานแล้วก็เขียนใหม่อีก......................ยังไม่นับวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาความยาวมากกว่า 50 หน้าซึ่งอาจจะใช้เวลาเขียนมากกว่า 2 เดือนโดยที่ท่านมั่นใจได้ว่าเมื่อท่านเขียนเสร็จจะไม่มีใครอ่านแน่นอน
- การฟังผลงานในคอนเฟอเรนจ์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน..........................สำหรับท่านที่เบื่อหน่ายกับการอ่านเปเปอร์จำนวนมาก.การเข้าฟังคอนเฟอเรนจ์ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งของท่าน ซึ่งจะร่นระยะเวลาการควานหาผลงานได้.......................นอกจากนี้แล้วมันอาจจะช่วยให้ท่านมีอารมณ์อย่างทำงานที่ต้องใช้ความอดทนมากขึ้นอีกนิดหน่อย....................แต่มันก็เป็นอีกงานนึงที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก บางครั้งในหนึ่งวันท่านจะต้องฟังงานวิจัยมากกว่า 20 ฉบับซึ่งไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกัน....................ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ,สำเนียงออสเตรเลีย,สำเนียงเกาหลี,สำเนียงญี่ปุ่น, สำเนียงจีน, สำเนียงไทย (สำหรับผู้ที่วิจัยในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่หนักหนาเท่าไหร่สำหรับท่าน แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในเอเซียแล้วเนี่ยการฟังสำเนียงประหลาด 20 สำเนียงในหนึ่งวันเนี่ยเป็นงานที่เครียดทีเดียว)
3. นักวิจัยเป็นอาชีพที่เดียวดาย
งานวิจัยจำนวนมากเป็นงานที่ต้องทำเป็นกลุ่มเพื่อให้งานออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วงานวิจัยเป็นงานที่ต้องทำแค่คนเดียว............แม้ว่าจะมีคนที่ทำงานใกล้ ๆ กับคุณในห้องแล็บบ้างก็ตาม...........แต่เชื่อเหอะคุณคุยกับเขาไม่รู้เรื่องหรอก (หรือถ้ารู้เรื่องก็แค่ผลลัพธ์.........หรือจุดประสงค์อะไรทำนองนี้) นอกนั้นคุณต้องทำอย่างเดียวดายแค่คนเดียวบอกใครไม่ได้ และเนื่องจากมันเป็นงานที่เดียวดายผลกระทบที่นักวิจัยส่วนหนึ่งจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ
- เนื่องจากงานวิจัยเป็นงานที่ต้องหมกมุ่นใช้ความคิดตลอดเวลาเพราะฉะนั้นคุณอาจจะหมกมุ่นยาวไปจนถึงงานสังคมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดเรื่องงานวิจัยของคุณต่อหน้าญาติสนิทมิตรสหายของคุณ แน่นอนต่อให้พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นนักวิจัยเหมือนกัน พวกเขาไม่อยากได้ยินเรื่องพวกนี้หรอก ผลก็คือสังคมของคุณจะเล็กลง เล็กลงเรื่อย ๆ ในที่สุดคุณอาจจะอยู่ในโลกคนเดียว หาแฟนไม่ได้ ต้องเป็นเพื่อนกับคอมพิวเตอร์ และเป็นแฟนกับเปเปอร์
- เมื่อคุณทำงานไม่สำเร็จเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะร่วมแชร์ประสบการณ์ความไม่สำเร็จอันแสนลำเค็ญกับมนุษย์บนโลกใบนี้และแน่นอนเขาเหล่านั้นจะไม่สามารถแก้ปัญหาให้คุณได้..........ในขณะที่เวลากำลังน้อยลงเรื่อย ๆ คุณกลับต้องวนในอ่างอยู่คนเดียว...............เมื่อได้วิจัยคุณจะรู้ว่าการที่มีเพื่อนคอยลากเข้าป่าคอยไซโคเวลาคิดโจทย์เนี่ยมันดีขนาดไหน
- แน่นอนหากคุณทำงานสำเร็จสามารถตีพิมพ์ในวารสารหรือประชุมวิชาการระดับยอดเยี่ยมของโลก..................ไม่มีใครดีใจนอกจากคุณแน่นอน...................เพื่อนนักวิจัยคนอื่นอาจจะคิดว่า "เซ็งไอ้นี่มันได้เปเปอร์อีกแล้ว" แน่นอนสำหรับเพื่อนนักวิจัยของคุณแล้วก็หมายถึงความกดดันที่เขาจะต้องทำผลงานให้ได้ดีขึ้น.....................นักวิจัยที่ทำเรื่องเดียวกับคุณอาจจำเป็นจะต้องเลิกทำโปรเจ็กซ์ทีเขาใช้เวลาทำมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว.......................ถึงแม้ว่าคุณจะดีใจมากขนาดไหนแต่ในเมื่อคุณแสดงความดีใจกับใครไม่ได้คุณก็อาจจะต้องเก็บความดีใจไว้อย่างเงียบ ๆ คนเดียวและแอบไปฉลองเงียบ ๆ คนเดียว
- การผลิตงานวิจัยมีแรงจูงใจทางสังคมที่ต่ำ......................สำหรับคนที่ทำวิจัยแล้วหลายคนอาจจะโดมากับความเป็นที่หนึ่ง ความยอดเยี่ยม ในสาขาวิจัยที่เขาทำอยู่ แน่นอนตั้งแต่เล็กจนโตพวกเขาเหล่านั้น (รวมทั้งผมด้วย) มีความสุขกับการได้ A ความเป็นเลิศในสิ่งเหล่านั้น...................คิดโจทย์เลขออกสาว ๆ กรี๊ด..................พูดภาษาต่างประเทศชัดแจ๋วผู้ใหญ่ก็ชม.....................มีความรู้ด้านสังคมลึกซึ้งก็อาจจะด่าคนอื่นว่าโง่ตามเว็บบอร์ดการเมืองได้สะดวกปาก.......................แต่เมื่อเริ่มทำวิจัยแล้วคุณจะต้องมาอยู่กับสังคมของคนที่เป็นเลิศในสิ่งเหล่านี้แล้วพวกเขาเหล่านั้นอยู่กับสิ่งนี้มากกว่าคุณเป็นเวลานานหลายสิบปี...............การที่คุณทำสิ่งสิ่งหนึ่งมาได้สำหรับพวกเขาเหล่านั้นมันอาจจะเป็นเรื่องที่ธรรมด๊าธรรมดามากไม่มีคนชมข่มคนอื่นก็ไม่ได้....................สิ่งที่ทำให้คุณอยู่ในโลกวิจัยได้ไม่ใช่ความเท่ห์, ความมีตัวตนในสังคม แต่เป็นความรักในสิ่งที่คุณวิจัยอยู่
จบเครียดไปหน่อย อย่างไรก็ดีผมคิดว่าวิจัยก็มีเรื่องดี ๆ อีกมากมายนะครับ วันหลังจะมาเขียนเรื่องสนุก ๆ ที่อยู่เบื้องหลังงานวิจัยละกัน March 27 เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูงไปปักกิ่งขอบคุณ น้องตั้ม น้องน็อต น้องออน แน็ค พี่อัย พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเมนต์ครับ เอาเป็นว่าบล๊อกนี้จะเป็นบล๊อกที่เล่าเกี่ยวกับที่ต้นเกี่ยวกับปักกิ่งแล้วต้นจะนอกเรื่องเมื่ออยากนอกเรื่อง โดยไม่แกล้งทำ อ๊ะออกนอกเรื่องอีกแล้วแย่จัง อะไรอย่างงั้นแล้วกัน -_-" (แล้วบล๊อกก็ร้างไร้ผู้คนต่อไป.........ฟิ้ว) อืมส่วนเรื่องที่เรานอกเรื่อง อาจจะทำให้ใครหัวเสียจากความคิดเห็นซึ่งบางครั้งก็งี่เง่าแล้วตัดสินจากประสบการณ์ชีวิตของเด็กเนิร์ดโลกแคบ แต่ยังไงดี เราอยากบันทึกสิ่งที่เราคิดลงในบล๊อกนี้ ด้วยประสบการณ์แคบ ๆ ที่มี เราไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งที่เขียนที่นี่เป็นสิ่งที่ถูก แต่เป็นสิ่งที่สังเคราะห์ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา บวกกับอคติเล็กน้อยของต้นครับ โห้เป็น multiply หมดเลยแฮะ (เดี๋ยวนี้มันฮิตแฮะ ไปแอบเล่นมั่งดีกว่า อินเทรนด์) บทสรุปผู้บริหาร เนื่องจากมีคนบ่นว่าบล๊อกนี้วกไปวนมา ซึ่งเราก็รู้สึกอย่างงั้นเหมือนกันก็เลยคิดว่าจะสรุปให้ฟังก่อน (ก่อนจะออกนอกเรื่องไปไหน) วันที่ 1 วาววันที่ 1 แล้วเหรอเร็วจัง แม้ว่าจะเห็นคนญี่ปุ่นวิ่ง ๆ ต้นก็ดำเนินการอย่างชิว ๆ อยู่ดี แต่ในระหว่างที่กำลังต่อแถวที่ศุลกากร ก็มีคนจาก Air China (สายการบินที่ขึ้น) มาบอกว่าให้ขอผู้โดยสารคนอื่นแซงคิว เพราะว่า Final Call แล้ว เออจิง Final Call แล้วจริง ๆ ด้วยอีก 10 นาที 9 โมงจึ๋ย !!!!! ก็เลยลก ๆ ขอแซงคิวไป แล้วก็วิ่ง ๆ สิ่งแรกที่ได้เห็นในปักกิ่งก็คือ "ทำไมบ้านเมืองมันเจริญงี้ฟะ" ถนน ตึกรามบ้านช่อง นี่มันเป็นญี่ปุ่นแบบขยายพื้นที่แนวกว้างแนวยาวได้เลยนะเนี่ย การขนส่งสาธารณะที่ปักกิ่งดีมาก ๆ เคยดูเว็บเขาบอกว่ารถเมล์มันจะเก่า ๆ แน่น ๆ แต่ที่ไปเห็นรถเมล์ใหม่และนั่งสบาย ราคาถูก (1 หยวน) ขึ้นง่ายเข้าใจง่าย พนักงานขับรถ พนักงานเก็บสตางค์คุยง่ายมาก ๆ รถไฟฟ้าแน่นกว่ารถเมล์และราคาแพงกว่า (2 หยวน) แต่ก็แน่นน้อยกว่าที่ญี่ปุ่นอยู่ดี (ชินแล้วเลยไม่รู้สึกอะไร) ชอบ Hostel ที่ไปอยู่ดีมาก ๆ เลยครับ Recommend สำหรับคนที่จะไปปักกิ่ง TempleSide Youth Hostels ราคาถูกแล้วก็บริการโอเคมาก ๆ 6.34 $ ต่อหนึ่งเตียง ต่อหนึ่งคืน เท่านั้น (เตียงรวม) พักแล้วรู้สึกปลอดภัย ไปไหนก็สะดวกครับ Staff พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก ๆ (เก่งกว่าเราง่า) Check in เข้าโรงแรมเสร็จเรียบร้อย ตอนแรกคิดว่าจะไป Hou hai หละ แต่คุยกับเจ้าหน้าที่ Hostels เขาบอกว่าเป็น Pub and Nightlife อะ ก็เลยไม่ได้ดีกว่า (กรุงเทพ โตเกียวเยอะแยะ) เลยไปดูวิวที่ทะเลสาบ Bei Hai recommend วิวสวยมาก คิดว่าเป็นจุดสำคัญสำหรับการเที่ยวชมเมืองในปักกิ่งเลยทีเดียว ก่อนเรามาอัย(เพื่อนที่หอ)เตือนเรามาว่า **********************(นอกเรื่อง) อ่านต่อที่ ********************* จะปฏิเสธยังไงก็ช่าง แต่เราเห็น ๆ ว่าไอ้คนที่เขียนหนังสือสังคมมาให้เราเรียนเนี่ย จงใจให้เราเกลียดคนพม่า แล้วคนไทยส่วนใหญ่ก็เกลียดคนพม่าในฐานะที่มันเคยมาเผากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. 2310 หรือ 241 ปีที่แล้วทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้หรอกว่าประวัติศาสตร์มันจริงแค่ไหน แล้วคนไอ้คนที่เผากรุงตอนนั้นเป็นคนพม่าจริง ๆ หรือว่าเป็นแค่เผ่าเล็ก ๆ ในพม่า ข้างบนสรุปว่าคนจีนหลายคนเกลียดคนญี่ปุ่น วันที่ 2 วันนี้ตั้งใจจะไปกำแพงเมืองจีนซึ่งขนส่งสาธารณะไปไม่ถึง สรุปว่าเราให้ F สำหรับปักกิ่งชินหัวทัวร์ www.beijing-tour.com ไม่แนะนำให้ join group tour จากบริษัทนี้นะครับ เราหงุดหงิดจากบริการของทัวร์นี้อย่างมากมายครับ หลังจากเอาเข้าปากไปหนึ่งคำ
อร่อย !!!! recommend ครับ ไปถึงแล้วต้องไปกินนะครับชื่อ Quan ju de ครับ วันที่ 3 นั่งรถเมล์ไปเที่ยว พระราชวังฤดูร้อน, จัตุรัสเทียนอันเหมิน แล้วก็ พระราชวังต้องห้าม ระหว่างนั่งรถเมล์คุยกับคนเก็บตังค์ไม่รู้เรื่องว่าต้องลงป้ายไหน มันก็เลยเขียนตัวคันจิที่อ่านญี่ปุ่นว่า shouten แปลว่าป้ายสุดท้ายมาให้........ก็เข้าใจนะ แต่มันคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นอีกแล้วเหรอ -_-" เครื่องบินออกสองทุ่มหละ แต่ว่าตอน 4 โมงครึ่งยังเดินไม่หมดเลย จบทริ๊ปเที่ยวปักกิ่งแบบการเคลื่อนที่แบบ random ของเด็กเนิร์ดครับ FFK คำถาม LYRICS
ตั้งแต่วันนั้น มาจนวันนี้ ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง ไม่มีใครรู้ มีแค่เธอรู้ ว่าคำตอบนั้นเป็นเช่นไร ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง ก็มีคำถามในใจที่ต้องรัก ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม February 21 ตามติดชีวิตนิสิต ป.โท
เหมือนทุกครั้งครับ ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ อัย พี่บิ๊ก พี่วิน พี่เอ็ก ครับสำหรับการคอมเมนต์ครับ ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับแน็คที่ตั้งใจคอมเม็นต์บล๊อกเรามาก ๆ (ทำให้บล๊อกไร้สาระอันนี้ ดูมีสาระขึ้นมาเล็กน้อย) ขอบคุณมากครับ โอเคเรื่องที่จะเล่าวันนี้มีสามเรื่องหลัก ๆ คือ Conference ที่เกียวโต, Conference ที่โตเกียว และ ไปเที่ยวไซตามะ วันที่ 1 เมื่อวานนี้เขาไปร้องเกะ(คาราโอเกะสุดฮิตที่โตเกียว)โต้รุ่งกันหงะ แต่ไม่ได้ไปเพราะว่าวางแผนว่าจะออกแต่เช้า พูดถึงชินกันเซ็น แต่ต้นคิดว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกี่ยวข้องโดยตรงกับสังคมวิทยา การเมือง ศาสนา และ ความคิดของมนุษย์ พูดถึงความเชื่อใจ ช่วงนี้ได้ทำงานนอกเวลาครับเป็นงานบริษัทชื่อ IIP ครับ หลายคนอาจจะพูดว่า ก็เป็นความผิดของคนกรุงเทพ, คนต่างจังหวัด, ผู้น้อย, ผู้ใหญ่, นักการเมือง ที่ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้คนเชื่อถือได้ อย่างไรก็ดี ทั้งหมดเป็นแค่ความคิดพล่อย ๆ ในวันนี้เท่านั้น รู้สึกว่าตรรกะมันไม่สมบูรณ์แล้วก็ต้องพัฒนาความคิดอีกเยอะ (ตอนนี้เปลี่ยนวันความคิดเปลี่ยนไป) ออกนอกเรื่องจนลืมไปแล้วว่า เมื่อกี๊พูดถึงไหนแล้ว (หลังจากผ่านมาเกิดครึ่งบล๊อก) ไปถึงก็เอาของไปฝากล๊อกเกอร์นั่งรถบัส แล้วก็นอยด์กลัวไปโรงแรมไม่ถูกก็เลยรีบบึ่งรถกลับโรงแรม แต่ก็ได้ไปเที่ยวแถวสถานีเกียวโต (เพื่อหาข้าวกิน) ร้านข้าวในเกียวโตหายากมาก ๆ (ไม่นับของหวาน ซึ่งก็แพงระยับ) เดินหาอยู่นานก็ไม่เจอซักที สุดท้ายก็ซัดของแพงไปหลายมื้อ (เปลืองตังค์ง่า) (ข้อความติดเรทต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรอ่าน) วันที่ 1 คือเมื่อสมัยก่อนในปี 1970 เขายังใช้พิมพ์ดีดเขียน paper กันอยู่หนะ แล้วพิมพ์ดีดก็ไม่มีภาษาญี่ปุ่น (เพราะมันพิมพ์ตัวคันจิ 7000 ตัวไม่ได้) เขาก็เลยเขียนเอา วันที่ 2 วันที่ 3 จริง ๆ แล้วใบนั้นมันเป็นใบโหวตสำหรับ "Best Presentation Award" หละ -_-" คือ ID ที่ให้ใส่หนะคือ ID ของคนที่เราเห็นว่า Present ดีที่สุดสามลำดับ -_-"............. แบกหน้าแตกไปเที่ยว จองตั๋วชินกันเซ็นเที่ยวสุดท้ายของวัน แล้วก็ไปเที่ยวเขาเรียกว่า อินาริ เป็นโทริอิ (ประตูสีแดง ๆ) ต่อกันเยอะชนิดที่เรียกว่าเหมือนหลังคามองวิวไม่เห็นต่อกันวนรอบภูเขาเป็นระยะทางรวม 23 กิโล -o- ขึ้นไปจนสุดแล้วก็พบว่าการจะเห็นวิวสวยสุดยอดเนี่ยมันต้องเข้าไปกินในร้านแล้วก็สั่งของในร้านเขากินอะ ---- ไม่ดูก็ได้ฟะ -_-" วันที่ 4 - 5 วันที่ตั๋มไม่มาวันที่ 5 ก็เลยได้ทำอะไรที่มีดูมีสาระขึ้นมานิดนึง (จับเวลา.....เปิดปิดไฟหนะ มีสาระมาก) ก็สนุกดีเป็นงานพิเศษที่มีโอกาสทำน้อยมาก แล้วก็ได้ความรู้ได้ไอเดีย เข้าใจอะไรมากกว่าที่ไป LA มาเยอะทีเดียว หลังจากนั้นก็มีไปเที่ยว chichibu แล้วก็ไปดูฟุตบอลระหว่างไทย กับญี่ปุ่นที่ไซตามะมา เนื้อเพลง: ฉันยังเหมือนเดิม แค่ได้มองตา ลึกๆในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกัน ยิ่งคิดฝันไปมากมาย ถ้าหากว่าเป็นกำหนดจากฟ้า ให้เราเกิดมาคู่กัน ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป แค่ได้มองตา ลึกๆในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกัน ยิ่งคิดฝันไปมากมาย ถ้าหากว่าเป็นกำหนดจากฟ้า ให้เราเกิดมาคู่กัน ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังรักเธอ January 01 What is Family????แหะ ๆ เป็นไรไม่รู้เน็ตช้า
โหลด Window Live Writer มาเขียนบล๊อกไม่ได้ ทนเขียนด้วย Notepad ก็ได้ฮึ่ม ๆ เซ็ง ๆ ขอบคุณผู้ที่คอมเมนต์ทุกท่านอันประกอบด้วย รัดจิ กวาง พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็กครับ
ขอโทษคุณ Intractable Boy ด้วยนะครับที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ยังไงถ้าดวงซวยหลงมาอีกรอบช่วยแนะนำตัว หน่อยครับ(ประทับใจชื่อด้วยครับ ; ได้ยินแล้วนึกถึง Intractable Machine) ขอบคุณพี่เอมด้วยครับที่ช่วยคอมเมนต์บล๊อกเอนทรี่สองอันที่แล้ว ไม่ได้เขียนมานานมากขนาดเขียนบ่อย ๆ ยังเป็นบล๊อกเรตติ้งต่ำไม่ค่อยมีคนอ่านอยู่แล้ว
ไม่เขียนนี่สงสัยบล๊อกเอนทรี่นี้ไม่มีคนอ่านแน่นอน ยังไงก็ช่วยอ่าน ๆ ช่วย ๆ คอมเมนต์เหมือนเดิมครับ พี่วินเคยบอกว่าบล๊อกนี้พูดเรื่องการเมืองแล้วน่าเบื่อ ๆ ไม่อยากอ่าน
แต่ต้นก็ไม่รู้จะเริ่มที่เรื่องไหนแล้วครับ เพราะช่วงนี้กลับมาที่ไทยแล้วพบว่าการเมืองกำลังร้อนระอุทีเดียว ทุกท่านที่อ่านบล๊อกนี้คงได้ทราบผลการเลือกตั้งกันแล้วนะครับ หลายคนรู้สึกสมหวัง หลายคนก็คงเซ็งไม่หยอกเช่นเดียวกับผมเลยครับ อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นคติเตือนใจเพื่อน ๆ ทุกคนนะครับ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใด ๆ เลย สำหรับคนที่เห็นว่าการปกครอง ระบอบประชานิยมดีอยู่แล้ว การรัฐประหารคือการเสียเวลาทางเศรษฐกิจไปปีครึ่ง บวกกับเงินงบประมาณอีกนับหมื่นล้านบาท สำหรับคนที่เห็นว่าการปกครองด้วยการคอร์รัปชั่นต้องถูกกำจัด นอกจากที่การรัฐประหารไม่ได้กำจัดคอร์รัปชั่นแล้ว วันนี้ใครจะมองว่าคอร์รัปชั่นอ่อนตัวลง ผมมองว่าพวกเขาเข้มแข็งขึ้น และเข้มแข็งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยทีเดียว เพราะหากมองย้อนไปในอดีตแม้ว่าไทยรักไทยจะได้จำนวนที่นั่งมากกว่า 350 จากห้าร้อยที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแต่ 350 เต็มไปด้วยอำนาจเก่า(กว่า)ต่อรอง คานอำนาจเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มวังน้ำเย็น(ปัจจุบันคือพรรคประชาราษฎร์) กลุ่มวังน้ำยม (ปัจจุบันคือพรรคมัชฌิมาธิปไตย) กลุ่มพ่อมดดำ ...ไม่แน่ใจปัจจุบันลงเลือกตั้งกับพรรคการเมืองไหน กลุ่มชาติพัฒนาเดิม (มีชื่อกลุ่มเหมือนกันแต่จำไม่ได้....ปัจจุบันคือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา) กลุ่มชาติพัฒนาเดิมกว่า(ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพรรคชาติไทย) กลุ่มชลบุรี(ไม่แน่ใจเป็นส่วนหนึ่งของชาติไทยรึเปล่า) กลุ่มกิจสังคม (ปัจจุบันเป็นส่วนหลักในพรรคเพื่อแผ่นดิน) กลุ่มวังพญานาค(ยังอยู่ในพรรคพลังประชาชน) และอื่น ๆ อีกมากมายที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่ว่ากันว่า พรรคนี้เป็นยำแกงโฮะรวมคนมากมายมาอยู่ด้วย เหลือเป็นวังบัวบานเพียงแค่ไม่กี่คน (ว่ากันว่าประมาณ 100 หรือต่ำกว่านั้น) เท่านั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นชัยชนะของพรรคพลังประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ เพราะประชาธิปัตย์ยังรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ของตัวเองไว้ได้ และได้เพิ่มในบางพื้นที่ แต่เป็นชัยชนะของกลุ่มวังบัวบานเดิมต่อกลุ่มต่าง ๆ ที่เคยมีอำนาจเดินโฉ่งฉ่างในพรรคไทยรักไทย จะเห็นได้ว่าฐานเสียงเดิมของพรรคเล็ก ๆ ที่เคยเป็นกลุ่มใหญ่ในพรรคไทยรักไทยนั้น กลายเป็นพื้นที่ของพรรคพลังประชาชน และเป็นการสูญสิ้นของอำนาจเก่ากว่าที่ครอบงำการเมืองไทยมาเป็นระยะเ และสุดท้ายกลุ่มใหญ่ ๆ ของพรรคไทยรักไทยทั้งหมดได้ส.ส.รวมกันมาแค่ห้าสิบ หกสิบคน เป็นชัยชนะของอำนาจเคยเก่า ต่อ อำนาจเก่ากว่าอย่างสมบูรณ์ และอำนาจเคยเก่าในวันนี้ แข็งแกร่งยากที่จะหาใครมาลบล้างขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่าใจหาย เป็นเพราะอะไร ????????
หลายคนโทษหลักการ Majority Vote ว่าเป็นหลักการที่ใช้ไม่ได้ เพราะทำไมต้องให้คนโง่ คนรับเงินซื้อเสียง มามีอำนาจตัดสินชะตาฟ้าอนาคต ของคนฉลาดเลิศเลออย่างเขาด้วย (บางคนฉลาดมาก เห็นพูดเรื่องการเมืองทีไร ก็เหมือนกับฟังสื่อบางประเภท บางฉบับมาพูดต่อเป๊ะ ๆ ไม่มีการดัดแปลงหรือใช้หัวคิดใด ๆ ทั้งสิ้น รับมาแล้วก็เชื่อทันทีมันฉลาดตรงไหนฟะนกแก้วก็ทำได้) จริง ๆ แล้วไม่ได้เห็นด้วยกับ Majority Vote ขนาดนั้น แต่คิดว่ามันก็ไม่ได้เป็นหลักการที่แย่อะไรขนาดนั้นเหมือนกัน (อาจจะดีที่สุดสำหรับสังคมขนาดใหญ่แล้วด้วย) วิธีอื่น ๆ ที่เห็นเคยใช้เช่นการเลือกโดยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ บุคคลที่คัดสรร เช่นองค์กรอิสระ ก็พิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วว่ามีความล้มเหลวช่องโหว่และไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นและเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (เรื่ององค์กรอิสระไม่ได้ถูกแก้ กลับกันยังมีมากยิ่งขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน) เพราะเอาจริง ๆ แล้วมันก็เป็นวิธีที่ใช้ในการสะท้อนสังคมได้ดีทีเดียว จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งนึงซึ่งสะท้อนการหยั่งลากลึกของประชานิยมลงบนสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เพราะว่าทุกพรรคก็ประกาศเอาประชานิยมเป็นหัวใจหลักของนโยบายพรรค เดี๋ยวนี้ก็ใช้วิธีประกาศแบบโต้ง ๆ แบบพรรคไทยรักไทยเดิมกันหมด เช่น เรียนฟรี ลดภาษี กองทุนกู้ยืม เมื่อก่อนก็มีแต่ไม่โต้ง ๆ ขนาดนี้แล้วก็ไม่ใช่ทั้งหมดจนไม่มีนโยบายด้านอื่นแทรกมาเลย อืม นโยบายของแต่ละพรรครวมทั้งผลการเลือกตั้งก็สะท้อนสังคมมากทีเดียวนะ ให้เปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอีกเป็นร้อยครั้ง ก็คงแก้ไม่ได้หรอก การเมืองมันก็สะท้อนสังคมนั่นแหละ ถ้าไม่แก้สังคมก่อนจะหวังให้การเมืองสมบูรณ์คงเป็นไปไม่ได้ วันนี้ก็เลยมาเสนอทางแก้ปัญหาการเมือง ซึ่งเป็นวิธีที่น่าเบื่อ ไม่สนุกเหมือนกับการไม่เดินตะโกนออกไปออกไปแน่นอน
แต่การแก้ปัญหาสังคมที่ดีที่สุด ก็คงต้องเริ่มมาจาก"ครอบครัว" หน่วยสำคัญที่สุดของสังคมที่ใครหลาย ๆ คนมองข้ามไปรึเปล่า รองจากครอบครัวไปก็คงเป็นหน่วยทางสังคมเล็ก ๆ อย่างเช่น หมู่บ้าน การบริหารส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสังกัด ซึ่งควรจะถูกพูดถึงก่อนที่จะสนใจการเมืองระดับชาติ ไม่ใช่ว่าให้การเมืองระดับชาติบงการการเมืองระดับท้องถิ่น แต่การเมืองระดับท้องถิ่นต้องมีความเข้มแข็ง และมีความอดทนต่ออำนาจทางการเงินของการเมืองระดับชาติ อื้ม เรื่องการเมืองท้องถิ่นเนี่ยพูดไปแล้วก็คงยาวแล้วหลายคนก็คงเบื่อ ที่สำคัญไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะพูดในวันนี้ด้วย ประเด็นหลัก (ที่โวยวายมาตั้งหลายหน้าเพราะอยากจะพูดเรื่องนี้แหละ) ก็คือวันนี้ทุกคนได้ทำให้ครอบครัวของคุณอบอุ่นรึยังครับ
เมื่อทุกคนก็ท่องตั้งแต่ตอนประถมว่าครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่สำคัญที่สุด แต่วันนี้ได้ทำอย่างที่เคยท่องไว้รึยังครับ ตอนก่อนจะไปญี่ปุ่นได้ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นคอร์ส Private แต่ตอนนั้นเรียนกับพี่วิน อาจารย์ที่สอนชื่ออาจารย์ไพศาลถามเรากับพี่วินว่า งานหรือครอบครัว อันไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน
แน่นอนทั้งเราและพี่วินตอบตามไขสันหลัง(ไม่ได้ผ่านสมองว่า) ครอบครัว
อาจารย์ไพศาลก็ชี้ให้ดูว่าคนไทยส่วนใหญ่ปากอย่างใจอย่าง ปากก็บอกว่าครอบครัวสำคัญอย่างนู้น สำคัญอย่างนี้ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เกือบทุกคนก็ให้ความสำคัญกับงานมาก่อน ตอนนั้นเหตุผลพรั่งพรูมาก ๆ อยากจะเถียงอาจารย์อย่างงู้น อย่างงี้ เพราะก็เชื่อว่าตัวเองให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่างานจริง ๆ นะ แต่พอมานั่งคิดดูอีกที ถ้าครอบครัวสำคัญกว่างานจริง ๆ เราก็คงไม่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นแน่ ๆ
เราไปเรียนญี่ปุ่นแล้วปล่อยให้คุณพ่อกับคุณแม่อยู่ที่ไทยแค่สองคน ถ้ามองในแง่ครอบครัวแล้วนี่มันเป็นเรื่องที่ผิดเต็มประตู อย่างที่เถียงไม่ออก สุดท้ายแล้วเราก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าครอบครัวอยู่ดี ตอนเด็ก ๆ เรามักจะได้ยินว่า ลูก ๆ ทิ้งพ่อแม่ให้อยู่บ้านบ้าง ไม่มาดูแลบ้าง แล้วก็มักจะคิดตำหนิอยู่ในใจเสมอ ๆ
แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วเราก็ทำเองซะงั้น คิดแค่อย่างเดียวว่าเราต้องไปหางานที่ดีกว่าเดิม และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราเลือกที่จะกลับบ้านบ่อยกว่าที่ทุกคนกลับกันหละ
แล้วก็เป็นเหตุผลที่มักจะหงุดหงิดหุดหิดหัวใจเสมอ ๆ เมื่อโดนแซวเรื่องกลับบ้านบ่อย หนักที่สุดคงเป็นล่าสุดที่กลายเป็นพวก Homesick ซะงั้น (จะพูดอย่างงั้นก็ได้นะ แต่จนถึงตอนนี้ไม่เคยมีความรู้สึกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่น่าอยู่และอยากกลับบ้านซะหน่อยนะ แต่ถ้าคิดว่าการกลับมาหาครอบครัวบ่อย ๆ เป็นเรื่องของคน Homesick และคนที่ไม่คิดถึงครอบครัวเลยเป็นคนที่แข็งแกร่งก็คงได้หละ) แม้ว่าเราจะยอมรับแล้วว่า
เราก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ปากพูดว่าครอบครัวสำคัญกว่างาน แต่สุดท้ายงานก็สำคัญกว่าก็ตาม แต่เราก็ทำใจยอมให้การไปเล่นสกี หรือ สโนว์บอร์ดสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้ เราก็ทำใจยอมให้ภาษาที่ห่วยลงในสองอาทิตย์สำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้ เราก็ทำใจยอมให้การไปเที่ยวต่างเมือง หรือต่างประเทศสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้ และเราก็ทำใจให้งานเลี้ยงส่งท้ายปีของที่แล็บสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะใช้หัวใจหรือสมองคิด การกลับบ้านก็สำคัญกว่าสิ่งที่เขียนมาข้างบนทุกอัน
อย่าอ้างว่าใช้เงินเยอะเลย เราไม่คิดว่าใครจะเดือดร้อนเพราะค่าตั๋ว(ญี่ปุ่นราคาประมาณ 10000 - 17000 บาท)ได้หรอก (ไปทริ๊ปสกีก็ใช้เงินไม่ต่างกันมาก) ขอโทษน้าครับที่ดูจะใช้คำรุนแรงไปหน่อย แต่ที่เขียนมามันเป็นกลุ่มของเหตุผลของต้น บนบรรทัดฐานของต้น
ถ้ามีบรรทัดฐานอื่น ไม่คิดจะแทรกแซงและไม่บังคับให้เปลี่ยนความคิดครับ แต่เรื่องนี้สำหรับต้นแล้วเป็นเรื่องจริงจัง และไม่ควรเอามาพูดอยู่ในบทสนทนาล้อเล่น ถ้าใครพูดในบทสนทนาล้อเล่นอีก ก็จะส่ง link อันนี้ให้เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนบทสนทนาล้อเล่นละกันครับ กลับมาพูดเรื่องการเมืองกันต่อ
จริง ๆ แล้วในมุมมองของผม การพัฒนาการเมืองของชาติ การไปลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งก็มีส่วนแต่เป็นส่วนเล็กมาก ๆ จริง ๆ แล้วการสร้างสังคมรอบตัว อย่างเช่นครอบครัวให้เป็นสังคมที่ดีต่างหากเป็นภาระของพวกเราที่จะพัฒนาการเมืองที่ดีและเป็นวิธีที่ได้ผลมากกว่า การจะพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเป็นสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ เรา พี่น้อง เมื่อได้มาอยู่เป็นครอบครัวพูดคุยอย่างครอบครัว ก็ทำให้กลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ได้(เราไม่รู้เรื่องจิตวิทยามากแต่เรารู้สึกอย่างงั้นจริง ๆ นะ) และนี่เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะรู้แต่ว่ามองข้ามไป เรื่องบางเรื่องคิดอีกก็ถูกอีก แต่ด้วยความที่อยากเด่นอยากดัง พูดแล้วไม่เท่ห์ก็ไม่อยากพูดหละ
เรื่องครอบครัวเนี่ยเป็นเรื่องที่แบเบอ พูดแล้วไม่เห็นเท่ห์ เหมือนความสามารถด้านงานวิจัย ความสามารถด้านภาษา ประสบการณ์ท่องเที่ยวมากมาย ก็ไม่มีใครอยากพูดกัน (อารมณ์เหมือนไม่มีใครพูดว่าเพลงพี่เบิร์ดเพราะ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วบางเพลงเพราะมาก แต่ถ้าพูดไปแล้วมันจะดูไม่เท่ห์ ดูชาวบ้าน ดูเหมือนคนปกติ ดูเสี่ยว หรืออะไรก็ตามทีแต่คนก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดกัน) พอไม่พูดกันก็เลยกลายเป็นว่าหลายคนก็เลยมองครอบครัวเป็นตู้เก็บสตางค์ไปซะงั้น ครอบครัวมีอะไรมากกว่านั้น นะครับ ตอนนี้พวกเราคนที่อ่านบล๊อก ก็อยู่ในวัยทำงานไม่ก็ใกล้จบแล้ว ใครที่ยังมองว่าเป็นผู้รับ ก็อยากให้มองในมุมของการเป็นผู้ให้ ใครที่เป็นผู้ให้อยุ่แล้ว ก็อยากให้มองว่าทำยังไงถึงจะให้ได้มากที่สุด เท่าที่บรรทัดฐานของตัวเองจะเอื้อได้ ตามนั้นครับ รู้สึกว่าถ้าเขียนบล๊อกเพิ่มอีก ก็อาจจะทำให้เรตติ้งบล๊อกลดลงอีก ไม่เขียนต่อดีกว่า (ไม่ได้มาเขียนนานมาเขียนดันเขียนสั้นนิดเดียว แถมไม่ได้เขียนเกี่ยวกับชีวิตตัวเองอีกตะหาก)
สุขสันต์วันปีใหม่ครับ
ไหน ๆ พูดถึงเพลงพี่เบิร์ด วันนี้แปะเพลงพี่เบิร์ดละกันครับ
ศิลปิน : เบิร์ด ธงไชย
อัลบั้ม : Simply Bird เพลง : มีแต่คิดถึง เหม่อมองไกลไปถึงดาว ที่เคยจองเป็นดาวของเรา ก็ยังคงอยู่ที่เดิมให้พบเจอ อยู่ตรงนี้มองเห็นดาว และดวงดาวคงมองเห็นเธอ อย่างน้อยเราอยู่ใต้ดาวดวงเก่าเดียวกัน * หวังว่าเธอคงสุขดี อยู่ตรงนั้นเจอสิ่งดีๆ ฉันคงมีเพียงสิ่งเดียวทุกวัน
มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยู่ทุกครั้งที่มองดาว มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง เรื่องวันวานและฝันของเรา มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง และบ่อยครั้งก็ทำให้เหงา คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ (ซ้ำ *)
เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง สิ่งที่สองเราเคยมี
เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง นึกทีไรก็ยิ้มทุกที มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยากให้เธอได้อยู่ตรงนี้ คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ September 29 ตะลุยคันไซตามแผนการ
ขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ แน็ค กวาง พี่หมี พี่บิ๊ก และ พี่วินครับ เอนทรี่นี้มีวัตถุประสงค์จะเล่าเรื่องการไปคันไซตามแผนการ เอาหละ ก่อนจะเข้าไปถึงวัตถุประสงค์หลัก (ทุกคนจะเริ่มรู้ไต๋แล้วว่าซักพักก็จะออกนอกเรื่องไปไกลแล้วไปพูดเรื่องคันไซนิดนึงตอนจบ) ร่มเกล้าเป็นชายแดนติดต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว ที่จังหวัดพิษณุโลก (รอยต่อระหว่างจังหวัดพิษณุโลก และ จังหวัดอุตรดิตถ์) ก่อนจะเล่าถึงเรื่องของแท็กซี่ ซึ่งตอนนั้นเป็นนายสิบ คนนั้นจะเล่าเรื่องสงครามร่มเกล้าที่ได้ยินจากคุณพ่อ คุณแม่นะครับ เอาหละ ต่อไปจะเป็นสิ่งที่เราได้ยินมาจากแท็กซี่คันนั้นนะ (ซึ่งนอกจากจะไม่กรองแล้ว เรายังเพิ่มเติมเสริมเรื่องให้บล๊อกดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น ข้อมูลในส่งต่อไป ไม่สามารถนำไปอ้างอิงในทางวิชาการได้ และ ผู้เขียนจะไม่รับผิดชอบถึงความถูกผิดของข้อมูล รวมทั้งไม่รับผิดชอบถึงผลเสียอันอาจบังเกิดแก่สุขภาพกายหรือสุขภาพจิตของผู้ใช้ข้อมูลด้วย) น่าแปลกที่คนรุ่น ๆ เรามีน้อยมากที่จะรู้จักสงครามร่มเกล้า เรารู้จักสงครามที่เราพบกับความพ่ายแพ้มากมายไม่ว่าจะเป็นสงครามเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง และ สอง หรือ สงครามโลกครั้งที่สอง แต่น้อยคนมาก ๆ ที่จะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสงครามร่มเกล้า เราเองก็รู้ข้อมูลน้อยมาก ๆ ขนาดเป็นคนในพื้นที่ หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับสงครามร่มเกล้าก็มีน้อยนับเล่มได้...........เราอาจจะต้องการรอเหตุการณ์ทางการเมืองบางอย่างเพื่อทำให้เรื่องเหล่านี้มันเปิดเผยขึ้นมาเองก็ได้ เล่ามาตั้งเยอะ ก็ไม่ได้เล่าเพราะว่าความสนุก ที่ได้คุยเรื่องเลือด เรื่องอาวุธ เรื่องสงครามหรอก แต่อยากแสดงความคิดเห็นว่า สงครามไม่ว่าคนชนะ หรือคนแพ้ มันต้องมีผู้เสียหายทั้งนั้น เขียนหลายรอบแล้วว่าการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ไม่ว่าในรูปแบบไหนก็ตาม ไม่เคยช่วยอะไรทั้งนั้น ถึงจะช่วยก็เป็นวิธีที่เสียมากกว่าได้ เหมือนกับการตัดขาทิ้งเพราะไม่อยากให้คันอะไรทำนองนั้น ที่อยากแสดงความคิดเห็นเพิ่มขึ้นก็คือ ลัทธิชาตินิยม วันนี้เราจะลองตั้งคำถามกับลัทธินี้ ซึ่งเป็นอีกลัทธิหนึ่งที่ห่อหุ้มพวกเราอยู่ตั้งแต่ช่วงปลายยุคกลางในยุโรป (ใช่เปล่าแฮะ เราแอบมั่วประวัติศาสตร์อีกแน่เลย ใครรู้ช่วยแก้ที) เมื่อไม่นานมานี้คุยกับพี่การ์ตูนกับรพี เรื่องเกี่ยวกับมาตราเก้าของรัฐธรรมนูญฉบับโชวะของญี่ปุ่น (ใช่มะมันชื่อรัฐธรรมนูญฉบับโชวะใช่มะ เอาเป็นว่าฉบับที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันละกัน) โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (มันมีอายุ 60 ปีแล้วมากกว่าอายุเฉลี่ยของรัฐธรรมนูญไทย 14 เท่า) โดยสหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้น โดยการกำหนดว่า (หาแบบที่เป็นภาษาไทยไม่ได้ และ เราขี้เกียจหาภาษาอังกฤษมาแปะ เพราะคงไม่มีใครอ่าน เพราะงั้นเราเขียนขึ้นจากความจำนะ) ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่สงบ และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงครามใด ๆ (วรรคหนึ่ง) เพื่อให้ถึงการนี้ญี่ปุ่นจะไม่จัดตั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และ กองทัพอากาศ (วรรคสอง) .................ความคิดเห็นส่วนตั๊วส่วนตัวส่วนตัวมาก ๆ คือ ที่ญี่ปุ่นเจริญมาได้ขนาดนี้เนี่ย ส่วนหนึ่งก็เพราะรัฐธรรมนูญมาตราเก้านี่แหละ (ลองคิดดูถ้าไทยไม่มีกำลังทหาร เราก็จะไม่มีการปฏิวัติมั่วซั่วเละเทะ มากมายหลายสิบครั้ง และเราเชื่อว่าประเทศเราจะเจริญกว่านี้ ถ้าไม่ปล่อยให้คนงี่เง่าบ้าพลังมามีอำนาจ......เอ๊ย.......หมิ่นเหม่ถูกปิดบล๊อกอีกแล้ว) ถ้าต้องแก้จริง ๆ ก็ยอมรับว่าน่าเสียดายมาก ๆ ตามความคิดของเรา จะสรุปว่าถ้าตามแนวคิดการแก้ปัญหาแบบล่างขึ้นบนของเรา การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัทค้าอาวุธสงคราม หรือ รัฐบาลกระหายสงครามหรอก ปัญหามันอยู่ที่คน ทหาร ประชาชน ยังคงกระหายสงครามเพราะลัทธิชาตินิยมอยู่ต่างหาก เราคิดว่าถ้าจะลดสงครามจริง ๆ น่าจะมีภาคีระดับโลกหรือสนธิสัญญาอะไรบางอย่างที่ลดการปลูกฝังลัทธิชาตินิยมในหลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละชาติ หรือ ส่งเสริมให้เรียนประวัติศาสตร์โลกมากขึ้นเพื่อให้มองภาพรวมความเป็นโลกมากขึ้น(อืม ถาม แหนมและกวางเลยละกันว่าความคิดเพ้อเจ้องี่เง่าของเรามันเป็นไปได้ไหมอะ เราว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะไม่มีใครทำ :):):):):):) ถามเองตอบเองซะงั้น ) จ๊ะ เพ้อเจ้อไปถึงไหนแล้วเนี่ย...........จากกลับเมืองไทยเป็นสนธิสัญญางี่เง่าอะไรไม่รู้ไปได้..................คนอ่านหนีหมดแล้ว อย่าเพิ่งหนีนะคร้าบบบบบบบบ ไปคอมเม็นต์ก่อน ๆ อะเพื่อเร่งรัดให้คอมเมนต์ ก๊อปไปแปะเลยก็ได้ "เหอ ๆ ฟังดูงี่เง่าดีนะ" เอาหละไปแปะข้างล่างแล้วลงชื่อไว้เลย ๆ ปรากฎว่า พอถึงเคาน์เตอร์แอร์อินเดียก็พบว่า........... โอเค ต่อไปเราจะเล่าเกี่ยวกับการท่องเที่ยวครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี (หลายปีจริง ๆ นะ เมื่อนับจำนวนเงินที่จ่ายไปแล้ว) นั่นก็คือการไปเที่ยวคันไซ (จริง ๆ แล้วก็มีแค่สองเมืองหละ ก็คือ โกเบ กับ โอซาก้า หลังจากนั้นเขาก็ไปเที่ยวนารา กับ เกียวโต กันต่อ แต่เราก็กลับมาก่อนเพราะสองเมืองนั้นเคยได้มีโอกาสไปมาแล้วตอนไปโรโบคัพ) ออกเดินทางโดยรถเมล์หละ เพราะว่ามันถูกกว่ารถไฟ มาก ๆ (บอกแล้วว่าแผนการรพีมันดีจริง ๆ ) เป็นรถเมล์ตอนกลางคืน ที่นั่งเล็กมากกกกกก (สำหรับคนอื่นอาจจะเฉย ๆ ก็ได้นะ แต่สำหรับต้นมันเล็กจริง ๆ) นอนไม่ได้ คุณแน็คที่ตอนนั่งรถก็บ่น ๆ เรานอนไม่ได้ ๆ ไม่ถนัดนอนบนรถ ถ้ารถจอดเราจะตื่น ถ้าคนเดินผ่านไปผ่านมาเราจะตื่น เนี่ย หลับเยอะกว่าชาวบ้านเลย (หลับแล้วไม่ค่อยตื่นตลอดทางอีกตะหาก) รถทัวร์ที่ญี่ปุ่นจอดพักข้างทางบ่อยมากทุกสองชั่วโมง เข้าใจเหตุผลนะเพราะรถมันไม่มีห้องน้ำและจะจอดให้คนฉี่ข้างทางมันก็ไม่ใช่ญี่ปุ่นอะ ก็ไปถึงโกเบในสภาพกึ่งซอมบี้ เพราะว่าอดหลับ อดนอนตลอดทั้งคืน คืนนั้นเรานอนกันที่คิตะโนะ อยู่บนภูเขาเลยที่พักบรรยากาศดีมาก(แอบชอบ) เหมือนสร้างต่อเติมมาจากวัด เป็นที่พักเล็ก ๆ ที่วันนั้นมีคนพักนอกจากพวกเราแล้วแค่สามหรือสี่คนเอง คนดูแลก็ใจดีมาก ๆ เลย ปีนขึ้นไปแอบชันเล็กน้อย คนขับรถที่นี่เนี่ยต้องเซียนอย่างไม่ธรรมดาเลย สามารถขับถอยหลังบนทางที่ชันมากกว่า 45 องศาได้ เข้าที่พักเสร็จ ก็ไปดูบ้านคน รู้สึกจะเป็นบ้านของพวกฑูต พ่อค้าที่เข้ามาสมัยปฏิวัติเมจิหละ แล้วก็จะมีแบบ บ้านอเมริกา บ้านอังกฤษ บ้านฝรั่งเศส อยู่เป็นแพ ๆ แต่รู้สึกไม่ค่อยมีอะไร มันก็บ้านคน แถมค่าเข้าแพงระยับ แล้วก็ถึงไฮไลต์สุดยอดของเมืองโกเบ........นั่นก็คือ เนื้อย่างโกเบ แอบเข้าร้านผิดเหมือนกัน แต่ร้านที่เข้าผิดเนี่ย ก็รสชาติไม่ธรรมดาเลย แตะลิ้นเข้าไปเนี่ยบินได้ อยากกินอีกจังเลย หลังจากนั้นก็ไปดูสะพานแขวนที่ว่ากันว่ายาวที่สุดในโลก เจ๋งมากเลย มันให้คนเดินลอดใต้สะพานได้ด้วย ตรงสะพานมีกระจกให้เดือนบนกระจกข้างล่างเป็นทะเล (เท่ห์มั่ก ๆ) วันนั้นเราแอบเลทหละ เนื่องจากกินข้าวกันช้า ต้องเข้าที่พักก่อน สามทุ่มครึ่ง ก็เลยต้องรีบ ๆ เดิน ซึ่งการเดินเร็ว ๆ ขึ้นเขาชัน ๆ เนี่ย ทำให้เหนื่อยมาก ๆ เลย เป็นอันเสร็จภารกิจของเราที่โกเบไป เสร็จจากปราสาทโอซาก้าก็ไปเดินนัมบะทาวน์ ถนนคนกิน แต่เท่าที่ดู ก็ไม่เห็นมีอะไรกินนอกจาก ทาโกะยากิ กับ โอโคโนมิยากิ ก็เลยกินโอโคโนมิยากิกัน แล้วก็เดินไปดูหมู่บ้านอเมริกา แล้วก็จะไปวัดอะไรบางอย่างจำไม่ได้แล้วแต่มันก็ปิดแล้วก็เลยไม่ได้ดู ปิดท้ายโปรแกรมทัวร์โอซาก้า ด้วยตึกชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว (ช่วงนี้ง่วงนอนเลยจำอะไรไม่ค่อยได้) ด้วยตึกที่มันมีชั้นบนสุดเป็นรูปวงแหวนหละ เขาเรียกกันว่าสวนลอยฟ้า ค่าเข้า 700 เยน เข้าไปถึงมันก็ไม่เชิงสวนนะ เป็นแบบไฟฟลูออเรสเซนท์เปิด แล้วพื้นก็เรืองแสงได้...........วิวที่มองลงมาจากตึกนั้น เห็นทั้งเมืองแล้วก็เห็นสะพานข้ามแม่น้ำโอกาว่าด้วย สวยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นสถานที่สำหรับคู่รัก (อีกแล้ว) หลังจากนั้นก็เข้านอน และวันที่สามนี่แหละ เป็นวันที่เราและหลาย ๆ คนรอคอย นั่นก็คือ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ นั่นเอง ออกตั้งแต่เช้า เพื่อให้ได้เล่นเครื่องเล่นเยอะ ๆ เพราะตั๋วเป็นตั๋วแบบจ่ายทีเดียวเล่นกี่เครื่องก็ได้ราคาห้าพันแปดร้อยเยน เหอ ๆ ออกจาก Sesame Street ก็ดึกแล้วต้องรีบเผ่นไปท่ารถบัส ตอนที่เผ่นไปท่ารสบัสนี่เราแอบเครียดอะ เพราะภาพการตกเครื่องบินมันยังอยู่ในหัว แล้วเราก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีกหละ ศิลปิน : เพียว (Pure) ในบางครั้งฉันถามตัวเอง นี่เราเป็นบ้าไปหรือป่าว * และสุดท้ายก็ลงเอยแบบเดิมๆ ** ได้เกิดมารักเธอได้ทุ่มเททุกอย่าง หนึ่งชีวิตนี้ก็มีค่า ดูก็รู้ว่าเธอไม่แคร์ แม้จะทำเพื่อเธอทุกสิ่ง (ซ้ำ *, **) ได้เกิดมาครั้งเดียวจะขอทำทุกอย่าง ต่อให้เธอไม่เห็นคุณค่า September 10 Vorapong, Where are you???????
อยู่อังกฤษคร้าบบบบบบ คุมแมนซิตี้อยู่.............. ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ แน็ค กวาง แหนม พี่หมี พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเม็นท์ครับ ดีใจมาก ๆ มีคนคอมเม๊นต์มากเป็นประวัติศาสตร์ของบล๊อกนับตั้งแต่ที่เริ่มเขียนมา เอ่อ เข้าเรื่อง ๆ วันนี้จะเล่าเรื่องการเดินทางจะญี่ปุ่นกลับมาไทยครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการเดินทางบนเครื่องบินคนเดียวครั้งแรกของต้นครับ นั่นก้อคือ แอร์ อินเดีย จุดประสงค์หลักคือถูก แต่จุดประสงค์รองก็คือไปหาประสบการณ์การบินแปลก ๆ ครับ คือถ้าบินกับการบินไทย มันก็ซ้ำซากจำเจเหมือนกับการบินทุกครั้งแต่บินกับแอร์อินเดียเนี่ยอาจจะได้เจออะไรที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ (ไอ้เหตุผลรองเนี่ย เกิดจากอารมณ์คิดเข้าข้างตัวเองหลังจากที่จองตั๋วไปแล้ว จริง ๆ แล้วก็เพิ่งหามาอ้างบนบล๊อกได้ก่อนขึ้นเครื่องไม่กี่นาที) จองตั๋วไปแล้วคลื่นไส้ปั่นป่วนแฮะ รีบมาเสิร์ชอินเตอร์เน็ตดูเว็บที่เขาวิเคราะห์วิจารณ์สายการบินแต่ละสาย เรื่องเดียวที่ผมยินดีจากไฟต์นี้ก็คือ อย่างน้อยมันก็ส่งผมถึงที่หมาย พร้อมกับให้หนึ่งดาวกับสายการบินนี้ บรื๋อ.....เฮือก แทบช๊อก สาม........ไม่ใช่สิ อันนี้ต้องเรียกว่า ช๊อกหนึ่ง อันนี้หลาย ๆ คนคงรู้แล้วหละ ว่า เรา ตกเครื่องบิน เออ ปกติก้อไม่ได้เป็นคนตื่นสายไปสายนะ แต่ไปสายคราวนี้มันเจ็บปวดจริง ๆ นะ ว่าไงนะครับ สามแสนเยน..........แต่ที่ผมเห็นที่เว็บมันไม่ใช่ราคาเท่านี้นี่ครับ สุดท้ายแล้ววันนั้นเราก็ต้องลากคุณน้อง เบากว่า (นิดหน่อย) แต่ปริมาตรใกล้เคียงกับเรา ไปที่บริษัทเอเจนซี่ และ จ่ายเงิน 3 หมื่นเยนเพื่อแลกตั๋ว แง........ วันแรกที่กลับไปถึงหอเดินดุ่ย ๆ ไม่คุยกับใครเปิดเอ็มแต่ถ้าใครถามว่าอยู่ไหนก็จะไม่ตอบ กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีใครนอกจากคนที่เอเจนซี่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเป็นหนึ่งคืน สุดท้ายก็ได้ขึ้นแอร์อินเดียแหละ หลังจากนั้นไปอีกสามวัน
ออกนอกเรื่องอย่างไร้สาเหตุอีกแล้ว (อยากเขียนก็เขียน ชุ่ยจริง ๆ ) แต่ก็เอื่อยเฉื่อย ตอนแรกนัดอาจารย์ไว้เรียนภาษาญี่ปุ่นที่นี่ พอถึงเวลาจริง ๆ อาจารย์ดันไม่ว่างซะงั้น และเราก็ดันขี้เกียจ ก็เลยอยู่บ้านเฉย ๆ ซะงั้น มีงานแปลเว็บ กับอ่านหนังสือที่ซื้อมาให้จบ แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาคืบหน้าไปน้อย อาทิตย์นี้จะเอาจริงแล้ว.........หวังว่านะ เออ ลืมเขียนเรื่องการเมือง (หาที่แทรกไม่ได้) อ๊ะ ขอยืมเพลงที่พี่วินใช้เป็นชื่อละกันนะครับ (วันนี้บล๊อกสั้นจะแฮะ)
อยากหลับตา ( In my dreams ) คงจะเป็นฝัน เป็นได้แค่นั้น ที่ฉันและเธอนั้นรักกัน มีแต่ความหวาน ในคืนแห่งความฝัน ที่ฉันต้องการเก็บไว้ * ความเป็นจริงที่เจอนั้น เธอมีคนที่รู้ใจอยู่ข้างเธอ ** อยากหลับตาและนอนหลับชั่วนิรันดร์ เพื่อจะสานต่อเรื่องราวความฝัน ที่สวยงามของหัวใจ อยากพบเจอเธอ แม้จะเป็นแค่เพียงในฝัน ตราบใดที่ยังมีเธอ ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น ในค่ำคืนนี้คงจะมีหวังได้พบเธออยู่ในฝัน มีแต่ความหวานในคืนแห่งความฝันที่ฉันต้องการเก็บไว้ ( * , ** ) August 27 ไปเที่ยวกันเถอะ
ขอบคุณ รัดจิ เล่ย ฝ้าย พี่หมี พี่บิ๊ก พี่เอ็ก และ พี่วินสำหรับการคอมเมนต์ครับ
เหอ ๆ เขียนไรไปเนี่ย ไม่ลบดีกว่า ดูจะเป็นการขึ้นบล๊อกที่ปกติดีเพราะคนอื่นเขาก้อชอบเขียนบล๊อกกันแนว ๆ นี้ เหอ ๆ อยู่ญี่ปุ่นนาน ๆ ชักติดนิสัยชอบทำอะไรให้เหมือนชาวบ้าน พฤติกรรมกลุ่ม ไปซะได้ เอาหละ เล่าเรื่องสอบหน่อยดีกว่า อ้อ มีเรื่องเล่าที่ประทับใจจากการสอบ หลาย ๆ คนที่ได้ยินเรื่องเล่านี้ก็คงต้องอุทานมาว่า "solitary, poor, nasty, brutish, and short." แล้วละก็เราก็ต้องคิดกันว่าเราก็ต้องกดดันมนุษย์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อให้สังคมมันคงอยู่ได้โดยปราศจากสภาวะสงคราม เห อ้อ นึกออกละว่าวันนี้จะเล่าอะไร (เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ย) ไปเจอพี่บิ๊กที่ตัวเมืองชิบะก่อนครับ แล้วก็วางแผนจะไปเที่ยวตัวเมืองชิบะ ซึ่งด้วยเวลาขนาดนั้นก็เลยวางแผนจะไปแค่สองที่ คือ ชิบะ พอร์ต ทาวเวอร์ กับ ปราสาทชิบะ อืม อย่างอื่นมันหาได้ในโตเกียวหงะ ก็ไปต่อโนกิริยามะกัน อย่างที่บอกไปข้างบน ขึ้นกระเช้า เดินเขา เดือนลงมาจากเขากะจะไปพักที่โรงแรมที่อาโอโฮริ (ทางไปโยโรเคโคคุ) แต่เนื่องจากไปเห็นป้ายเรียวคัง (สถานที่พักแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น) อยู่ใกล้ ๆ โนกิริยามะ ว่างอยู่ ราคาแพงกว่านิดหน่อย แต่ก้อเอาหละ เพื่อบรรยากาศแบบญี่ปุ่น พักที่นี่ดีกว่าพักโรงแรมมันยังไง ๆ อยู่ คนญี่ปุ่นเนี่ยจะว่าไปแล้วก้อมีความอดทนสูงจนน่ากลัวทีเดียวนะ วันรุ่งขึ้นเราก้อมีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อย เนื่องจากโยโรเคโคคุ ทั้งไกล แพง และดูเหมือนว่าจะเหนื่อย สุดท้ายแล้วก็กลับหอด้วยความลากเลือดในที่สุด แปะเพลงก่อนจบครับ อ้อ ก่อนจบ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะเข้ามาอ่านรึเปล่า แต่ว่า ขอบคุณ แน็ค สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับ Genome informatic ขอบคุณ พี่เป็ด พี่แผ่น พี่มิ้ว สำหรับ คำแนะนำเรื่องโจทย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ Linear Algebra, Analysis, Calculus, Differential Equation ขอบคุณ รพี ที่ช่วยติวคอมพิวเตอร์ กราฟฟิกให้ 小島さん、ロジクの事を教えて本当にありがとごさいました。 松本さん、いろいろな事を教えてたとえば Algorithm, Linear Algebra, Differential Equation, Statistic, Discrete Mathematic, 日本の生活、試験のし方。 พี่บุ๋ม พี่โจ้ สำหรับการวางแผนเตรียมตัวสอบ ขอบคุณพี่บุ๋มมาก ๆ เรื่องเฉลยข้อสอบเก่าครับ และขอบคุณพี่โจ้มาก ๆ เรื่อง Study Plan ครับ 今井先生、私の試験の事を心配させて、もしわけごさいません。インタビュウのことを教えになって、どもありがとございました。今から、よくがんばります。お願いいたします。 สุดท้ายแล้วขอขอบคุณ กำลังใจทั้งจากครอบครัว จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่หอ ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ ต้องขอพึ่งพาอีกเยอะมาก ๆ เลยครับ
ชื่อเพลง ::คนแปลกหน้า ศิลปิน ::Portrait อัลบั้ม ::คนแปลกหน้า .:: เนื้อเพลง ::. น้อยลง ความรู้สึกดีๆดูน้อยลง August 13 A week to go.....
ทำไมเราชิวได้ขนาดนี้เนี่ย ได้ข่าวว่าจะสอบอาทิตย์หน้าอยู่แล้ว วันนี้ก็คงจะอัพไม่ยาวหรอก เพราะว่าตอนนี้รอไปรษณีย์เปิด จะไปถอนเงิน ช่วงนี้มีได้อ่านหนังสือปรัชญาการเมืองชื่อ โพสต์โมเดิร์น เห็นรัดจิสนใจเรื่องนี้อยู่พักนึง เอาหละ เรารู้ว่าคนอ่านเริ่มจะเบื่อที่เราเริ่มพูดเรื่องปรัชญา ที่จริง ๆ แล้ว เราก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมันนักหรอก ปกติแล้วบล๊อกเราจะมีเรื่องการเมืองมาใส่ไว้ในทุกบล๊อกเพราะว่าสนใจติดตามการเมืองมาตั้งแต่ยังเด็ก คงจะพูดบ่อยแล้วหละ แต่ว่าก็อยากจะพูดอีกรอบว่า เอาหละจะสอบวันจันทร์และอังคารหน้าแล้วครับ สถานะตอนนี้ (ลงเทคนิค) - Compiler + OS + Computer Architecture => อ่านจบแล้วแต่ก็ยังจำได้ไม่หมด ข้อสอบถามจี้ละเอียดมาก เช่นมีปีนึงถามว่า จงอธิบายวิธีทำ Memory Protection การทำ Memory Protection สัมพันธ์กับ Access Control List Capability List อย่างไร มีอีกปีนึงถามว่า Monitor (ที่ไม่ใช่จอภาพ) สำคัญอย่างไรและเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา Deadlock อย่างไร ซึ่งพวกนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้เรียนมาเพราะมันละเอียดเกินไปอาจารย์ไม่ได้สอนหงะ - Linear Algebra + Analysis + Prob. + Stat. => Linear Algebra หลังจากอุทิศตัวให้มันนั่งคิดโจทย์ไปสี่วันก็รู้สึกท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นละ ส่วนอันอื่นก็คงถู ๆ ไถ ๆ ไป แต่กลัวลนจนคิดเลขผิดจังเลย - CG + Logic => อื่ม วิชาหน้าใหม่ไม่เคยเรียนมา Logic เนี่ยได้โคจิม่าซัง (รุ่นพี่ที่แล็บ) มาติวให้แล้วหละ แต่ก็ต้องอ่านเพิ่มอีกเยอะทีเดียว CG ก็ได้ความกรุณาของรพีมาติวให้แล้วหละ ตอนนี้ก็ต้องเน้นสองวิชานี้เป็นหลักหละ หวังเก็บให้ได้.............. - Algorithm + Data Structure + Discrete Structure + Formal Language and Automaton พวกนี้ยังไงก็ต้องเก็บคะแนนจากพวกนี้ให้ได้อะ หวังให้เป็นวิชาชูโรง แต่บางปีออกยากคิดไม่ออก คิดไปไม่รู้ครอบคลุมทุกเคสรึเปล่าก็มี - Digital Logic Circuit เป็นวิชาเดียวที่คิดว่าเด็กกระเหรี่ยงอย่างเรามีความรู้มากกว่าคนญี่ปุ่น (ก็แหงหละ แกจบคอมเอ็นมาสอบคอมซายน์นี่นา ) รู้สึกว่าข้อนี้มักจะทำได้เสมอแม้ว่าบางปีต้องใช้แรงไปหน่อย - Computer Network + AI + Genome Informatics + Programming Methodology + Programming Language Principle + Numerical Method + Distributed System + Computer Security วิชาพวกนี้ไม่มาทุกปีอะ แต่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา คงไม่มีแรงเก็บอะหมดแรง แปะเพลงแล้วไปมหาลัยดีกว่า เห็นในบล๊อกพี่บิ๊กเลยขอหยิบมาใช้มั่ง
Utada Hikaru - Boku wa kuma Artist : Utada Hikaru Boku wa kuma kuma kuma kuma Boku wa kuma kuma kuma kuma Bonjour! Je m' appelle kuma. Boku wa kuma kuma kuma kuma Yoru wa "oyasumi, makura-san" July 01 คันจิ.......จุดเริ่มต้นของความรุนแรงในภูมิภาคเอเซียตะวันออกขอบคุณน้องตั้ม, ป๊อก, รัดจิ, ฝ้าย, กวาง, พี่หมี และ พี่บิ๊ก สำหรับการคอมเมนต์นะครับ จิง ๆ แล้วชีวิตตอนนี้จืดชืดไร้รสชาติสุด ๆ อยู่ทางนี้ไม่ได้ข่าวเพื่อน ๆ ที่ไทยเลย ไม่รู้อย่างไหนจะดีกว่ากันนะ วันนี้ตั้งใจจะเขียนสามประเด็น (นี่ดู.......มุ่งมั่นแค่ไหนเพื่อที่จะทำให้บล๊อกมีสาระ) โอเค เรื่องที่สอง หละครับ อ่านถึงตรงนี้(มีคนอ่านถึงตรงนี้ด้วยเหยอ...........คน ๆ นั้นต้องมีความอดทนสูงจริง ๆ นะเนี่ย)ก็คงเริ่มคิดแล้วว่า มันจะตั้งชื่อหัวข้อให้เป็นอย่างงั้นทำไม ถ้าไม่ใช่เพื่อเรียกเรตติ้ง งั้นเราจะขอจบบล๊อกวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้หละกันนะครับ....................อย่าเพิ่งทำหน้าหงิกสิ แปะเพลง http://baifern.imeem.com/music/W2nrZD7V// เพลง กฎของแฟนเก่า.........ลิเดีย
นั่งในร้านประจำของเรา ตั้งแต่เช้าถึงเย็นเฝ้ารอเธอ เผื่อเจอกันสักวัน ตรงที่นัดเจอกันทุกที มาวันนี้ก็ไปเหมือนเมื่อวาน ต่อให้ไม่เคยได้พบเธอ ได้ยินเสียงฟ้าร้องทุกๆ ที ก็ยังห่วงเธออยู่ดีหรือเปล่า ข้อความข้างในมือถือก็ยังคงเก็บไว้ ได้ยินเพลงที่เธอนั้นชอบฟัง มันก็ยังคงคิดถึงทุกครั้งไป ต้องเตือนตัวเองซ้ำๆ ทำเอาไว้*อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่าที่ต้องจำจริงๆ แล้วฉันเองก็รู้ดี ในวันนี้อะไรที่ต้องจำ ก็คือต้องห้ามใจ ต้องยอมรับความจริงที่เป็นอยู่ แต่ไม่รู้จะทำได้เมื่อไหร่ ก็ในเมื่อใจมีแค่เธอได้ยินเสียงฟ้าร้องทุกๆ ทีก็ยังห่วงเธออยู่ดีหรือเปล่า ข้อความข้างในมือถือก็ยังคงเก็บไว้ ได้ยินเพลงที่เธอนั้นชอบฟัง มันก็ยังคงคิดถึงทุกครั้งไป ต้องเตือนตัวเองซ้ำๆ จำเอาไว้*อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่าที่ต้องจำ*อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่า*อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่าที่ต้องจำต้องขอโทษด้วยนะครับ สำหรับคนที่กำลังหาที่คอมเมนต์เหมาะ ๆ เพราะว่าถูกบังคับมา June 17 บล๊อกแรกที่ญี่ปุ่น
ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ แน็ค ดรีม ฝ้าย กิศ และ พี่หมี สำหรับการคอมเมนต์นะครับ อ้อ ขอแจ้งสถานการณ์ตอนนี้ก่อนนะครับ การเริ่มต้นไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้ชีวิตที่ญี่ปุ่นยังมีความสุขอยู่ครับ อยู่นี่จิง ๆ แล้วก็มีเวลาว่างเท่า ๆ กับที่ไทยหละนะ ไม่รู้แล้ว ต่อไปนี้จะวางกฎให้ตัวเองไปเรื่อย ๆ แล้วจะพยายามไม่ละเมิดกฎของตัวเองที่สร้างขึ้นเพื่อไม่ให้ผิดพลาดอะไรอย่างที่มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก อืมเขียนถึงตรงนี้แล้วกลับแปลกตรงที่ไม่มีอะไรให้เขียนแล้วหละ
2. มาอยู่ญี่ปุ่นตอนนี้ก็สองเดือนครึ่งแล้วหละ เนื่องจากสตางค์ไม่อำนวย ก็เลยไม่ได้เที่ยวไหนเลยครับ ได้เที่ยวน้อยกว่าพวกที่มาเที่ยวที่นี่แว้บเดียวอีก แต่ก็แอบไปเก็บ path ที่รอบ ๆ กรุงโตเกียวมาเยอะแล้วเหมือนกันนะครับ ได้ไปตั้งแต่ ฮาราจุกุ(4-5 รอบแล้วแต่ไม่ได้ไปดู Cosplay นะครับ) อิมพีเรียลคอเรจ ชินจุกุ ชิบุย่า อุเอะโนะ คามาคุระ โอะโมะเตะซานโด กินซ่า(แว้บนึง) อะซากุสะ(แว้บนึง) อากิฮาบะร่า.......อันนี้ไปมาสามรอบแล้ว โปรดสุด ๆ ตามสไตล์พวกโอตากุแบบเรา :):):):):):)........ จะว่าไปแล้วเวลาอยู่ในภาคเนี่ยก็ไม่ค่อยรู้สึกหรอกว่าตัวเองเป็นพวกโอตากุ แต่พอต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับคนที่มีความถนัดหลากหลายที่หอนี้ก็รู้สึกเลยว่าเรานี่มันช่างโอตากุทีเดียวนะเนี่ย 3. วิชาการหน่อยละกันข้อนี้ ตอนนี้เริ่มสนุกกับภาษาญี่ปุ่นแล้ว (ในขณะที่หัวก็ทื่อลงเรื่อย ๆ) แล้วก็เจอวิกฤตต้องสอบในวันที่ 20-21 สิงหานี้แล้วหละ ตอนนี้ถือว่าอ่านได้น้อยมาก ๆ ก็ต้องโฟกัสที่ภาษาญี่ปุ่นที่เราเรียนตามชาวบ้านเขาไม่ค่อยทันนี่นา เอาหละจากวันนี้ไปต้องเร่งสปีดอย่างสูงแล้ว เราจะไม่ใช่แค่สอบเข้าได้อย่างเดียว แต่ต้องทำคะแนนให้มากชนะคนญี่ปุ่น ให้เขารู้ซะบ้าง.....ว่าคนไทยก็มีดีนะเฟ้ย แม้ว่าหน้าจะขี้เลื่อยอย่างหนักก็ตามวิชาที่ต้องสอบมี Statistics + Propabilistic, Differential Equation + Calculus, Linear Algebra, Algorithm, Data Structure, Theory of Computational (Formal Language + Automaton), OS, Compiler, Computer Graphics, AI, Computer Architecture, Numerical Analysis, Discrete Mathematics, Digital Computer Logic รวมเป็น 14 วิชาหละ ว่าไปแล้วมีวิชาที่ไม่เคยเรียนอยู่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย............หลายวิชาเพิ่งเอาออกจากหลักสูตรภาคก่อนหน้ารุ่นเรานิดเดียวเองเนอะ............จะบอกว่าใครคิดว่าภาคเราเรียน Math เยอะอยากให้เอา Math ออกอยากให้มาดูหลักสูตรของพี่น้องชาวญี่ปุ่นมาก ๆ จะพบว่าหลักสูตรมีแต่ Math ช่วยไม่ได้นี่เนอะ..........คนที่เรียนที่นี่ 100 คนไม่ได้จบไปทำ Software House 90 คนนี่นา ของเดี๋ยวนี้อะไรมันก็ต้อง Support ธุรกิจ ทำเงินได้ ทำแล้วรวยทั้งนั้นหละมั๊งเนอะ 4. การที่คนญี่ปุ่นเอาเรามากักตัวรวม ๆ กันกับคนหลาย ๆ ชาติเนี่ยจะว่าไปก็เป็นโอกาสอันดีมาก ๆ ที่จะทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมอันหลากหลายของโลกไปนี้ที่เต็มไปด้วยพวกเขาและพวกเราหละเนอะ คิดไปคิดมาคนเราคงรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยที่ได้มี "พวกเรา" และคำว่า "ไม่ใช่พวกเรา" แม้ว่าจะไม่มีอะไรมาแบ่งกันก็จะพยายามสร้าง "พวกเรา" แล้วก็สร้างกำแพงให้ "พวกเขา" อยู่ห่างจากพวกเรามากขึ้นเรื่อย ๆ หละเนอะ 5. อ้อ เกือบลืมไป ต้องพูดถึงการเมืองไทยให้บล๊อกหมิ่นเหม่สั่งถูกปิดซักหน่อย :):):):):):) เอาหละเรื่องที่อยากเล่าก็เล่าไปหมดแล้วครับ แต่ว่าเรายังมีภารกิจอีกอย่างนึงในบล๊อกนี้ครับ กติกาอันนี้ ให้เขียนเพลงที่ชอบ 15 เพลงแล้วก็ Tag ต่อไปอีก 5 คน หละ 15. รักเธอนิรันดร์..........ศิริศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ 14. แค่มีเธอ............ปนัดดา เรืองวุฒิ 13. Do you really miss me? ..........Sleeper One 12. ซักนาที (ช่วยเป็นคนเดิม)...............โมเม นภัสสร บูรณะสิริ 11. เหตุเกิดจากความเหงา..........Emotion Town 10. หนึ่งในล้าน...........Sniper 9. When I fall in love...........แมทธิว ดีน 8. รักไม่มีคำตอบ............เชษฐา ยารสเอก 7. จดหมายจากพระจันทร์..........แอน ธิติมา ประทุมทิพย์ 6. เพลงรักเพลงหนึ่ง............Monotone 5. ผ่านมา...พ้นไป..........พลอย ณัฐชา สวัสดิ์รักเกียรติ 4. คือฉัน..........พลพล พลกองเส็ง 3. วันนี้ฉันมีเธอ.........สุเมธ แอนด์ เดอะปั๋ง 2. ฉันจะพาเธอบินไปกับฉัน..........โจ้ ธนรัฐ ปิ่นเวหา 1. ขอใครซักคน...........ลีโอ พุฒ เอาหละ Tag คนอื่นต่อ เอาเป็นว่ายึดตามของอันที่แล้วละกัน March 22 Blog tag ครับขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ ฝ้าย เต้ และ พี่เอ็ก ที่มา comment ใน entry ที่แล้วนะครับ
บล๊อกวันนี้จะไม่เหมือนทุกทีหละคับคือ
เพราะว่ามีเรื่องน่ายินดีนั่นคือ
ต้นไซโคโดน tag !!!!!!!!!!
น่ายินดีตรงไหน ตอนแรกก้อไม่อยากโดน tag อยู่อะนะ
แต่ไป ๆ มา ๆ ทำไมทุกคนโดน tag กันหมดแล้วต้นไม่โดน tag อยู่คนเดียวหละ
เรื่องคิดมากทำตัวแบบเด็กมีปัญหานี่เก่งที่สุดในโลกเลย (อีกแล้ว)
ตอนนี้ก้อมีคน tag แล้วหละ 2 ที่ในวันติด ๆ กันเลย
ก้อคือแบงค์ http://natbank.spaces.live.com/
และบอย http://www.bundit.net/blog
อยากบอกว่ารู้สึกขอบคุณมาก ๆ ที่เลือกเราไปอยู่ใน list น้า
เอาหละ
"Blog Tag ก็คือ การบอกสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง 5 อย่าง แล้ว Tag ต่อให้คนอื่นทำบ้าง แบบนี้ไปเรื่อยๆ"
เอาเวอร์ชั่นนี้ละกัน สั้น ง่าย ได้ใจความ สวนทางกับ blog เราดี :):):):):):) ว่าแต่โดน tag สองครั้งเนี่ย เราสามารถเขียน 10 ข้อ แล้ว tag 10 คนได้เปล่าเนี่ย (ถ้าทางแกจะมีเรื่องชอบเปิดเผยเยอะมาก เลยนะไอ้ต้น)
เอาหละเริ่มเลยดีกว่า
1. เหอ ๆ เห็นเรางง ๆ อยู่ทุกวันนี้เนี่ย ความจิงแล้วมันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้วหละ
ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้เราเป็นคนทึ่มมาก ๆ เลยอะ เคยได้รับฉายาที่แสดงความทึ่มมากมายเช่น
ไอ้เฉื่อย โบโบ้(เป็นตัวละครใน dragonball Z หนะ) จนมาถึงฉายาที่หลาย ๆ คนรู้ก้อคือ หมีพูห์ ก็มีที่มาจากความเชื่องช้าหละ
ประมาณว่าเริ่มพูดได้ก็ช้ามาก(แม่บอก)
และที่สำคัญ
"เราเขียนหนังสือไม่ได้จนเรียนถึงป.3" เลยหละ
ตอนนั้นเนี่ย ครูอ้อ (ครูประจำชั้นตอนนั้น) ต้องเรียกไปนั่งที่โต๊ะครูตัวต่อตัว แล้วก้อจับมือให้เขียนหนังสือให้เป็นเลยหละ
แต่เราก้อยังดักดานเขียนไม่เป็นอยู่ดี
ตัวหนังสือเราตอนเด็ก ๆ เนี่ย ถ้ามีหัวเมื่อไรมันจะใหญ่ครึ่งบรรทัดเพราะว่าตรงครึ่งบรรทัดมีเส้นบาง ๆ ลากไว้อยู่
(สมัยเด็ก ๆ เราเขียนเต็มบรรทัดกันนี่เนาะ)
มันก้อจะหัวโตอย่างผิดธรรมชาติ
อาจจะส่งผลต่อขนาดหัวปัจจุบันของเรามั๊ง อ้อ แล้วเรื่องสำคัญ เราจับดินสอและตะเกียบไม่เหมือนชาวบ้านนะ
คือหลักการจับตะเกียบที่ถูกต้องนิ้วกลางต้องเป็นจุดหมุนใช่มะ
ทีนี้ตอนเด็ก ๆ ใช้นิ้วกลางเป็นจุดหมุนยังไงมันก็ไม่ work ซะที
ก็เลยใช้นิ้วนางเป็นจุดหมุนแทน
แล้วก็ติดเป็นนิสัยจนถึงบัด now
เวลากินข้าวกับญาติผู้ใหญ่ ก็มักจะโดนตำหนิเรื่องจับตะเกียบทุกที
2. เราไม่มี sense ด้าน ศิลปะ ดนตรี และ กีฬาเลยแม้แต่น้อย
เคยสอบตกปิงปอง ด้วยหละ ได้ 14 จาก 30 ตอนมิดเทอม ต้องทำเรื่องขอซ่อม สุดท้ายเทอมนั้นได้ปิงปองเกรด 1
เคยได้ศิลปะ 52 คะแนน ได้เกรด 1 (ประมาณว่าเกือบได้ 0 อย่างหวุดหวิด)
ความจิงแล้วเราไม่เคยได้อะไรพวกนี้ดีกว่าที่รองสุดท้ายเลยอะ รางวัลบู้บี้อวอร์ดเต็มบ้านแล้ว
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับศิลปะเล็กน้อย คือตอนม.3 ครูให้วาดมือที่กำลังกำอยู่หละ
เป็นครั้งแรกน้า ที่แบบรู้สึกภูมิใจกับงานศิลปะ วาดได้เหมือนมาก ๆ
แต่ครูเขาให้ 1 จาก 3 คะแนนหละ เขียนมาว่า "สัดส่วนผิด"
ก็เลยไปหาครูแล้วกำมือให้ดู.......ครูเขาก็อื้มแล้วก็แก้คะแนนให้
สัดส่วนมันไม่ผิดจริง ๆ ด้วย ถ้าเทียบกับมือของคนวาด
แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่า sense พวกนี้มันสร้างได้หละ
กำลังฝึกฝนอยู่น้า
3. เราสอบได้ทุน Monbusho โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองกำลังสอบทุน Monbusho อยู่
เหอ ๆ อันนี้เรื่องแปลกสุด ๆ
คือเนื่องจากตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเขาจัดระเบียบกระทรวงใหม่ไงแล้วก็เปลี่ยนชื่อกระทรวงเป็น Monbukagakusho
แล้วเราก็เลยเข้าใจมาตลอดว่ามันเป็นคนละทุนกัน
ประมาณว่าเข้าใจไปว่าทุนนี้มันเป็นทุนที่เล็กกว่า Monbusho
ก็เลยสอบอย่างสนุกสนานไร้ความกดดัน ประมาณว่า ใช้เป็นที่ลับฝีมือก่อนสอบทุน Monbusho
กว่าจะรู้ว่ามันเป็นทุนเดียวกัน
ก็สอบสัมภาษณ์ผ่านไปแล้วหละ เขาให้ไปกรอกใบสมัครที่สถานฑูตนู่นแหละถึงจะรู้
4. เราเป็นโรคกลัวผู้หญิงขั้นเริ่มต้นหละ
ประมาณว่าเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่าญาติเราเป็นผู้หญิงน้อยมาก ๆ อะ
มีพี่น้องก็เป็นผู้ชายหมด.........แล้วก็แบบลูกพี่ลูกน้องก็มีผู้หญิงเหมือนกันนะ
แต่ก็อายุห่าง 14 - 15 ปี (มีที่ทั้งแบบมากกว่าแล้วก็น้อยกว่า)
แล้วก็แบบ.......ตอนม.ต้นอยู่โรงเรียนชายล้วนอะ
ไม่รู้ทำไมคนอื่นที่อยู่โรงเรียนชายล้วนเขาไม่ได้เป็นโรคนี้อะ
แต่เราเป็นนะ
ประมาณว่าตอนที่มาอยู่เตรียมตอนม. 4 ต้องพูดกับแวนตอนที่ทำ project powerpoint อะ
แล้วก็พูดแบบงง ๆ ไปได้ซักพัก แล้วพอจะเรียกก็นึกไม่ออกอะ
ว่าจะใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 ว่าอะไรดี เพราะว่าไม่ได้ใช้มานานแล้ว ปกติเรียกเพื่อนว่า "นาย" อะแต่มันคงใช้ไม่ได้ใน case นี้
แล้วก็นิ่งไปแบบนานมาก จนแวนต้องเตือนสติว่า ใช้ว่า "เธอ" ก็ได้มั๊ง อ้าวเหรอ เหรอ เหรอ ปกตินี่ใช้ เธอกันเหรอไม่รู้ ไม่เคยใช้
เหอ ๆ อันนั้นมันตอนเริ่มแรก แต่ตอนหลัง ๆ นี่ก็เริ่มดีขึ้นแล้วนะ ประมาณว่าพอพูดได้แล้วอะ แม้จะไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่ก็พูดกับทุกคนไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว พูดกับผู้หญิงไม่รู้เรื่องกว่ามันก็ยังแปลว่าไม่รู้เรื่องอยู่ดี
แล้วก็จะแบบกลัว ๆ ไม่กล้ามองหน้าอะไรแบบนี้อะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไม่รู้จัก
5. ตอนเด็ก ๆ เราเคยฝันร้ายติดกันหลายคืนมาก ๆ
ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นตอน 9 ขวบมั๊ง
ฝันประมาณว่าตัวเองตายไปแล้ว
แล้วก็เห็นภาพตัวเองตายแล้วก็สภาพคนที่ยังอยู่
ฝันว่าลอยล่องไปที่นั่นที่นี่ แล้วก็ไปเจอนู่นเจอนี่หลังจากที่ตายแล้ว
ฝันอยู่ติด ๆ กันหลายสิบคืนจนไม่อยากจะนอน
แล้วคืนสุดท้ายก็มีคนเดินมาบอกว่า ความจริงแล้วเราต้องเจอสภาพพวกนี้แล้ว
แต่เขาจะต่อเวลาให้อยู่อีก 30 ปี ฉะนั้นเราจะเจอสภาพนี้ตอนอายุ 39 ปี
เหอ ๆ อาจเป็นเรื่องที่เราอุปาทานคิดมากอะไรไปเอง
หรือเป็นเพราะว่าพ่อเปิดละครหลังข่าวตอนที่เรานอนก็เลยฝันเหมือนละครหลังข่าว
แต่ก็เป็นเหตุการณ์ลับ (แต่ไม่ลึก) ที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เลย
เอาหละ ได้เวลา tag คนอื่นแล้วหละ
1. น้องตั้ม บังคับเปิด space ณบัด now ไปอยู่เมกามีเรื่องให้เล่าตั้งเยอะแยะ ไม่ยอมมาเล่ากันมั่ง
2. รัดจิ http://archangle-ion.spaces.live.com อื่ม แม้ว่าจะเอาอัตชีวประวัติมาลงแล้วแต่ก็ยังอยากรู้เรื่องอื่นอีก เปิดเผยซะดี ๆ
3. ฝ้าย http://onni-fai.spaces.live.com 555 ไม่รู้ที่ทันตะเขาจะมีเล่น blog tag กันบ้างไหม แต่ก็ถือโอกาสกระจายเกมนี้ไปที่ต่างคณะละกันนะ
4. แหวน http://wrn.bloggang.com เหอ ๆ แข่งเสร็จแล้วหนิ คงมีเวลา up blog แล้ว จิง ๆ อยาก tag หมูกับเล่ยด้วยอะแต่เห็นไม่ค่อยอัพ blog แล้ว กลัวเสียฟรี
5. พี่เอ็ก http://ekdaily.blogspot.com ชื่อเอ็กเดลลี่ แต่ อัพบล๊อกครั้งสุดท้าย 19 กุมภาพันธ์ ควรจะเปลี่ยนชื่อ blog เป็น ekmonthly หรือ ekannually น่าจะดีกว่านะครับ
March 15 Top-Down Approach = An Idiot Methodเหอ ๆ จ่าหัวแรงเกินไปรึเปล่าน้า
ก่อนอื่นก็คงต้องแอบเศร้าเล็กน้อย เอาเป็นว่าการจะอัพบล๊อกกี่ครั้ง ไม่ใช่ประเด็นสำหรับการอัพบล๊อกวันนี้ นั่นก็คือการแก้ปัญหาแบบ Top-Down เป็นระเบียบวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ว่าไอ้ระเบียบวิธีการแก้ปัญหาแบบ Top-Down เนี่ย มันคืออะไร เวลาเราจะแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ซักอัน ปัญหาของผมก็คือว่า มันมีวิชาแปลก ๆ อยู่ในหลักสูตรที่เพิ่งเราเสร็จอยู่วิชานึง หลักการเหมือนจะดีนะ สรุปแล้วไอ้วิธีแบบ Top-Down เนี่ยมันก็ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่เลยเป็นแค่การจำคำตอบเดิมมาปะนู่นนิดปะนี่หน่อย แล้วก็จบ ระเบียบวิธีวิจัยก็เหมือนกันเรามีความเห็นว่า แต่การใช้ระเบียบวิธีแบบ Top-Down นี้ สุดท้ายแล้วมันก็แค่การเอาทองไปติดหละ จะว่าไปแล้วมันก็ตลกดีนะเราแปะทองบนเจดีย์ ซะจนเจอ Road Block กันแล้ว |