Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

Blog


    September 08

    เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูง ไปเที่ยวไต้หวัน

    ขอบคุณพี่เอ็ก กับ พี่เอ ที่คอมเมนต์ให้ในเอนทรี่ที่แล้วครับ
     
    เมื่อปีที่แล้วตอนไปปักกิ่งตั้งหัวข้อบล๊อกว่า เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูงไปเที่ยวปักกิ่ง
    มีคำถามจากพี่วินรุ่นพี่ที่มหาลัยว่าทำไมต้องเป็นเด็กเนิร์ดชั้นสูง
    คำตอบก็คือทุกคนที่อยู่รอบตัวแรกเริ่มเดิมทีก็ถูกคนภายนอกมองว่าเป็นเด็กเนิร์ดอยู่แล้ว
    แต่คนเหล่านั้นยังมองว่าเราเนิร์ดอีก
    ก็มีความเป็นไปได้สองอย่างคือเราไม่ใช่เด็กเนิร์ด (นั่นก็คือความเป็นเนิร์ดนั้นถูกกำหนดภายใต้ operation xor)
    กับเราเป็นเด็กซุปเปอร์เนิร์ดหรือเด็กเนิร์ดชั้นสูง (ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้คงคิดว่าเป็นอันล่างมากกว่า)
    ---- ไม่ได้ตอบคำถามเล๊ย -_-"
     
    ปีนี้ได้ไปเที่ยวหลายที่ แต่ดูเหมือนว่าเกือบทุกที่จะเป็น "เมืองรอง" ของเมืองที่ได้ไปเที่ยวเมื่อปีที่แล้ว
    ปีที่แล้วต้นปีไป เกียวโต ปีนี้ไป โอทซึ (เมืองใกล้ ๆ เกียวโตที่เขาว่ากันว่าเป็นเมืองหน้าด่านสมัยที่เกียวโตเป็นเมืองหลวง)
    ปีที่แล้วไปฟุกุโอกะ ปีนี้ไป อิซุ (ใครก็ได้ช่วยทำให้มันเกี่ยวกันที)
    ปีที่แล้วไปอยุธยา ปีนี้ไป ลพบุรี (ตอนเดือนเมษาทั้งคู่หัวไหม้กันทีเดียว)
    ปีที่แล้วไปปักกิ่ง ปีนี้ก็เลยเป็น ไทเป (เกี่ยวกันมะเป็นเมืองหลวงของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน และ สาธารณรัฐจีน)
     
    เอาเป็นว่ามันเป็นการเริ่มต้นบล๊อกที่ดี ทุกคนรู้สึกมะ (ไม่รู้สึก)
    จริง ๆ แล้วเราผ่านไปผ่านมาไทเป มาเปลี่ยนเครื่อง 5-6 รอบแล้ว แต่ไม่เคยได้มีโอกาสแวะเที่ยวซักที คราวนี้ก็เลยขอแวะซะหน่อย ถือว่าแวะเที่ยวฉลองสอบเสร็จ (โดยที่ผลสอบจะเป็นยังไงก็ไม่รู้)
    ก็เลยวางแผนเที่ยว ไต้หวันกะเขาซักที 3 วัน 3 คืน มีตารางการท่องเที่ยวดังต่อไปนี้ครับ
    1 ก.ย. ถึงไทเป เที่ยววัดหลงชาน เดินตลาดนัด
    2 ก.ย. National Palace Museum (หรืออะไรที่มันชื่อทำนองนั้นแหละ), YangMingShan, Taipei 101
    3 ก.ย. Sun Moon Lake (จังหวัด Nantou)
    4 ก.ย. Sun Yat-Sen Memorial Hall, Lin's Family House & Garden, Chiang Kai-Shek Memorial Hall
    ขอบคุณพี่เอ (รุ่นพี่ที่มหาลัย)มากครับ ที่ช่วยแนะนำข้อมูลที่มีประโยชน์มากมายครับ
    ประมาณนี้แต่พูดถึงเรื่องเที่ยวก็คงไม่ใช่บล๊อกต้น (เพราะก็หาเอาได้จากเว็บท่องเที่ยวมากมาย ซึ่งมีรูปประกอบสวยงานตระการตามากมาย เช่น http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tonglengcha&group=24)
     
    จริง ๆ แล้วที่ไปไต้หวันเนี่ยมีจุดประสงค์อย่างนึงที่อยากไปดูมาก ๆ คือ
    อยากไปเปรียบเทียบความเป็นอยู่ของคนในสองระบอบ หลังจากที่เราได้ไปดูว่าคนปักกิ่งใช้ชีวิตยังไงมาแล้วในปีที่แล้ว
    แน่นอนว่าทั้งสองครั้งไปในฐานะนักท่องเที่ยวก็คงไม่สามารถสรุปอะไรได้มาก
    แต่มันก็น่าจะน่าสนใจมาก ๆ ที่จะได้เห็นคนที่เกือบจะเหมือนกัน 100 % เมือ 50 ปีที่แล้วถูกปกครองด้วยระบอบปกครองที่"เชื่อกันว่า"แตกต่าง
    ในทางวิทยาศาสตร์แล้วนี่คือการทดลองที่มีตัวแปรต้นคือระบอบการปกครอง ตัวแปรตามคือความสุขของประชาชน (ซึ่งเราเชื่อว่าเป็น Objective Function ของการเมือง) และมีตัวแปรควบคุมเกือบจะครบถ้วน
    อาจจะไม่สมบูรณ์เพราะคนต่างท้องที่กัน หรือสภาพภูมิศาสตร์ต่างกัน แต่เมื่อไหร่ที่มีใครได้วิจัยจริง ๆ โดยปราศจากอคติแล้วงานวิจัยคงมีคุณค่ามาก ๆ (คงมีแล้วแต่ขี้เกียจหา)
    ต้นไปไต้หวันคราวนี้ด้วยความไม่ชอบสภาพชีวิตของประชาชนชาวปักกิ่งครับ (หลังจากที่ไปเห็นเมื่อปีที่แล้ว) เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเขียนต่อไปจะ Bias สุด ๆ ไม่แนะนำให้ผู้ที่ชื่นชอบ ชื่นชมในท่านประธานเหมาอ่านครับ
     
    1. อาจจะดูฝืนธรรมชาติอย่างมาก ๆ แต่ความรู้สึก Bias ของเรามันบอกว่า "ปักกิ่งมีความเป็น Capitalist มากกว่าไทเป "!!!!

    มากยิ่งไปกว่านั้นคำว่า Capitalist ที่ว่าเป็น Capitalist ด้านลบที่เป็นการมอง Capitalist จากมุมมองของ Socialist ด้วยนะ (โดยสมมติว่าคนเขียนเข้าใจถูกว่า Socialist กับ Capitalist คืออะไร)
    --------------------------------------

    - ยังจำได้ถึงวันที่โดนไกด์ชาวจีนตะโกนใส่น่าว่า "ไอ้ขี้งก" เพราะไม่ยอมให้ทริ๊ป แล้วก็เลี่ยงที่จะนั่งรถแท็กซี่กลับโรงแรม แล้วให้เขาแนะนำ
    - ยังจำได้ตอนที่เดินตลาด Wangfujin แล้วก็มีคนเดินตามท้องถนนอยู่เต็มไปหมดเพื่อชักชวนนักท่องเที่ยวพร้อมกับหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งที่ชักชวนให้นักท่องเที่ยวไปไหนมาไหน (ซึ่งมีคนเตือนมาว่ามันจะห่วยไม่คุ้มราคา เป็นการหลอกนักท่องเที่ยวในรูปแบบหนึ่ง)
    - ยังจำได้ที่เราเห็นรถยุโรปราคาแพงมากวิ่งไปวิ่งมาในท้องถนนแล้วก็พบกับคนแก่ที่ผอมมาก ๆ จนน่ากลัว
    --------------------------------------
    - ที่ไต้หวันเราจ่ายเงินเกิน 15 หยวน (15 บาท)มีคนวิ่งมาคืนตังค์ให้ทั้ง ๆ ที่เดินไปไกลมาก ๆ แล้ว
    - ตอนขึ้นแท็กซี่ที่ Sun Moon Lake มีคนเดินมาชวนขึ้น Taxi ซึ่งทำให้เราคิดว่าจริง ๆ แล้วประเทศนี้ก็มีแบบนี้เหมือนกัน แต่สุดท้าย Taxi ที่ขึ้นก็เป็นราคามาตรฐานเหมือนที่เคยเช็กในเน็ตและที่แปะไว้ในโบชัวร์ (สะกดยังไงแน็ค) แล้วก็รู้มาทีหลังว่าถ้าจะขึ้นแท็กซี่ก็ต้องขึ้นตรงนั้นอยู่แล้ว,เราตัดสินใจจะไม่ให้ทิปแท็กซี่ (เพราะไม่มีตังค์) แต่เขาก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร
    - รถที่ไต้หวันส่วนใหญ่เป็นรถญี่ปุ่น (และเก่า) แต่เราก็ไม่เห็นคนยากจนตลอดการเดินทางสามวัน
    ---------------------------------------
    จากข้อมูลง่าย ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการวิจัยอะไรทั้งนั้นทำให้ผมเลือกที่จะไม่สนับสนุน ผู้ที่สนับสนุนการเปลี่ยนระบอบเป็นคอมมิวนิสต์โดยอ้างอิงกับระบบคอมมิวนิสต์จีนในเมืองไทยครับ
    เพราะไม่คิดว่าระบอบคอมมิวนิสต์จีนจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าระบอบปัจจุบันที่เรามีจากที่เห็นด้วยตาตัวเองจากที่ไต้หวันและจีนครับ
    เพราะว่าผมตัดสินด้วยสายตา(และ bias)ของผมเองว่าคนไต้หวันดูมีความสุขกว่า แม้จะใช้ระบอบมาตรฐานความเท่าเทียมกันตามแนวคิดของมาร์กก็ตาม
    ---------------------------------------
    ขอวกเข้าเรื่องการเมืองไทยซักนิดนึงละกัน (นิดนึงจิง ๆ ต่อจากเมื่อกี๊)
    ในสถานการณ์ตอนนี้ที่ทุกอย่างมันเริ่มเงียบ (โดยที่มีฝ่ายนึงไม่พอใจ) ผมคิดว่ามันได้เวลาที่เราจะเริ่มมาทบทวนว่าเราได้อะไรจากการที่เราเอะอะมะเทิ่งกันมานานจนถึงต้นปีนี้
    จัดลำดับความคิด ใช้เหตุผล เถียงกันโดยที่หวังให้การเมืองตอบแทนให้ประชาชนทุกคนมีความสุขรวมมากที่สุด ไม่ใช่เพื่อการเอาชนะ หรือความภูมิใจส่วนตัว
    ผมคิดว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบันมันเป็นเวลาที่ดีที่สุดแล้วครับ
    เพราะจนถึง 5 เดือนก่อนทุกคนเอะอะจนไม่มีใครฟังเหตุผลประเทศอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
    ในขณะที่หากปล่อยไว้นานกว่านี้เราก็จะลืมบทเรียน ลืมว่าอะไรคือสิ่งที่เราได้รับจากความวุ่นวายเหล่านี้ครับ
    มาสรุปประเด็นที่เราได้จากเสื้อเหลือง (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) และ เสื้อแดง (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) กันด้วยความ bias แบบต้น ๆ กันครับ (เสื้อแดงเขาว่าผมเป็นเสื้อเหลือง แต่เสื้อเหลืองเขาว่าผมเป็นเสื้อแดงอะ)

    1. ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ก็ตัวมาจากผู้ที่อ้างว่าในสังคมเมืองไทยที่เหลวแหลกอย่างเช่นทุกวันนี้เพราะ"ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม" ทั้งสองอ้างว่ามีคนกลุ่มนึง (เป็นเหมือนเมฆดำ ๆ ) ที่ทำให้ชีวิตของพวกเรามีความทุกข์
     
    สำหรับเสื้อเหลืองคือนักการเมือง,ข้าราชการและนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง
    สำหรับเสื้อแดงคือชนชั้นกลาง,ศาล,ทหาร และ ...
     
    อันนี้ขอไม่วิเคราะห์ละกัน คิดว่าอาจจะเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้ในการเรียกมวลชน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมวลชนไทยที่กระตือรือร้นต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)
     
    2. สิ่งที่เสื้อเหลืองต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ การคอร์รัปชั่น และอำนาจเบ็ดเสร็จของนักการเมือง
    ในขณะที่สิ่งที่เสื้อแดงต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม
     
    ในส่วนนี้ผมคิดว่าไม่ว่าใครก็ต้องเห็นด้วยใช่ไหมครับ ประเทศที่ปราศจากการคอร์รัปชั่น และประเทศที่มีความเท่าเทียมกันทางสังคม (บนซักเครื่องหมายเท่ากับซะอันอันไหนก็ได้)เนี่ยมันทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น
    ผมคิดว่าถ้าเราจะเอาประเด็นสำคัญสองจุดนี้ไป implement ให้เป็นจริงในสังคมไทยเนี่ยผมคิดว่ามันจะทำให้พวกเรามีสังคมที่ดีขึ้นครับ แล้วผมเชื่อว่าความคิดทั้งสองอย่างไม่ได้ขัดแย้งกันเอง
    กลับกันผมเชื่อว่ามันจะสนับสนุนกันและกันครับ
     
    ผมเชื่อถึงการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน มากกว่าจากบนลงล่าง เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันเป็นโอกาสดีที่เราจะลองนำเอาสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเสนอไปเริ่มปฏิบัติจากส่วนที่ล่างที่สุด นั่นก็คือตัวเราและครอบครัวครับ

    ผมว่าอาจจะดูเชยไปหน่อยถ้าจะมองว่าการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องของเฉพาะนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นสูงครับ เพราะคอร์รัปชั่นจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ ๆ พวกเรานั่นเองครับ
    จริง ๆ แล้วผมคิดว่าถ้าทุกคนมีความเป็นธรรมาธิบาลในตัว (ใช้ศัพท์มั่ว ๆ เอาเท่ห์) มีความซื่อตรงต่อกฎระเบียบ ต่อจารีต และต่อคนอื่น ผมคิดว่าสังคมของเราจะเป็นสังคมที่ดีกว่าครับ
     
    ยกตัวอย่างเช่น
     
    ทุกวันนี้ผมยังใช้ Software ผิดลิขสิทธ์อยู่ครับ แน่นอนว่าการใช้ Software ที่ผิดลิขสิทธ์เนี่ยใคร ๆ ก็ทำกันทั้ง ๆ ที่รู้กันว่ามันผิดกฎหมาย (หรือใครจะตีความกฎหมายลิขสิทธ์เมืองไทยในมุมมองที่ต่างกันอาจจะเห็นว่าไม่ผิดก็ได้) แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งมันก็คือการไม่ซื่อตรงต่อคนอื่น คนที่เขาควรจะได้เงินจากการขาย software ที่เขาตั้งใจผลิต (ถึงแม้ว่าจะมีคนอ้างว่าคนพวกนี้รวยล้นฟ้าแล้วก็ตาม)
     
    สมาคม AB แห่งประเทศไทยจัดงานเพื่อสังคมแต่เงินบริจาคเหลือแล้วสมาคม AB เอาเงินกลุ่มนี้ไปเลี้ยงผู้ร่วมจัดงานที่ภัตตาคารหรูโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตผู้บริจาค
    นาย ABC ยากจนมากจึงต้องไปกู้เงิน (ในระบบละกันนะ) ที่มีความคาดหวังว่าจะสามารถเงินกู้นั้นได้ 0.000001 %
    ผมคิดว่านักการเมืองข้าราชการระดับสูงก็คงมองในมุมเดียวกันครับว่าใคร ๆ เขาก็ทำกัน ผมทำก็ไม่เห็นผิดตรงไหนเลย
    แต่ผมมองว่าถ้าเราจะยกเลิกคอร์รัปชั่น เราควรจะเลิกความคิดที่ว่า "ใคร ๆ เขาก็ทำกัน" หรือ มันเป็น "วัฒนธรรมองค์กร" กันดีกว่าครับ
     
    กลับมาเรื่องความเท่าเทียมทางสังคมของกลุ่มคนเสื้อแดงกันบ้าง ในมุมมองของล่างขึ้นบน ผมก็คิดว่ามันดูจะเป็นเรื่องยากกว่าที่เราจะดึงฟ้าที่อยู่สูงกว่าลงมาต่ำเท่าเรา
    จะง่ายกว่าไหมที่เราจะลงไปข้างล่างให้เป็นฟ้าเดียวกันกับเมฆก้อนที่อยู่ล่างกว่าหรืออยู่บนพื้นดินครับ (เพราะในขณะที่เหนือฟ้ายังมีฟ้า ใต้ฟ้าก็ยังมีฟ้าเหมือนกัน)
    ผมคิดว่าถ้าคนทุกคนมองคุณค่าเห็นของมนุษย์ มองเห็นว่ามนุษย์ทุกคนก็ได้เรียนรู้ในทุก ๆ วันที่มีชีวิตอยู่แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ต่างออกไป แต่ก็เป็นเรื่องที่พวกเขามองเห็นว่ามีประโยชน์ มากกว่าที่จะมัวแต่จัดอันดับชั้นว่าใครใช้เหตุผลเก่งกว่าใคร ใครมีความรู้มากกว่าใคร
    คงจะดีถ้า คนเราเปิดกว้างที่จะรับความเห็นที่ต่างกัน,เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง,เคารพในความเป็นคนของคนอื่น
    ทุกครั้งที่ผมเข้า pantip ห้องราชดำเนิน,ฟ้าเดียวกัน,หรือประชาไทอาจจะเป็นส่วนน้อยแต่ผมเห็นว่าคนที่นั่นเขาก็"แบ่งแยกชนชั้น"กันตามความรู้ความสามารถและตรรกะ และก็ยังเลือกที่จะดูหมิ่นผู้ที่ยังไม่มีความรู้และเข้ามาเพื่อหาความรู้ (หรือเปล่า)อยู่ ซึ่งผมเห็นว่าในสังคมที่มีความเท่าเทียมกันไม่น่าจะต้องมีความคิดแบบนั้น
     
    3. ลืมไปแล้วว่าจะพิมพ์อะไรขอนึกก่อน อ้อ นึกออกละ
    ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงไม่ได้แสดงวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน
    เสื้อเหลืองกลุ่มหนึ่งเสนอการเมืองใหม่ แต่เมื่อการเมืองใหม่ในชั้นแรกดูจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม หลังจากนั้นหลักการของการเมืองใหม่ที่คลุมเคลืออยู่จนทุกวันนี้
    เสื้อแดงกลุ่มหนึ่งเสนอผู้นำหลังจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นอดีตผู้นำ แต่ก็ไม่ได้เสนอแนวทางในการให้ความเสมอภาคกับคนไทยทุกคน นอกเสียจากการลดทอนพระราชอำนาจ และการเลือกตั้ง (ผมเชื่อว่าคงไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยจากบริบทประเทศรอบข้างในเอเซีย)
     
    อยากให้มีการวิเคราะห์อภิปรายว่าเราจะแก้ปัญหาที่มีอยู่กันอย่างไร
    มากกว่าย้ำไปย้ำมาว่าไอ้สิ่งที่มีอยู่มันแย่มันเลวยังไง (ผมรู้แล้วไม่ต้องย้ำไปย้ำมาก็ได้)
    ------------------------------------
    กลับมาเรื่องจีนกับไต้หวันกันอีกครั้งดีกว่า หลายคน(คนอ่านบล๊อกนี้มันเยอะจนเรียกว่าหลายได้ด้วยเหรอ)อาจจะลืมไปแล้วว่าเราเคยขึ้นข้อหนึ่งไว้ ขอต่อข้อสอง กับข้อสามแบบเร็ว ๆ ให้จบ ๆ บล๊อกน่าเบื่อ ๆ นี้ไปละกันนะครับ
     
    2. ตอนที่ไป National Museum of Palace ระหว่างที่ยืนรอโต๊ดผู้ร่วมทางทริ๊ปนี้ถ่ายรูปพิพิธภัณฑ์อยู่เราก็เหลือบไปเห็นแผ่นป้ายจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับการประท้วงรัฐบาลจีนต่อการปราบปรามลัทธิฟาหลุนกง http://en.wikipedia.org/wiki/Falun_Gong
    โดยผู้ที่ประท้วงอ้างว่าทางรัฐบาลจีนได้ลงโทษผู้ที่พยายามเผยแผ่ลัทธินี้ในจีนอย่างหนักโดยการทรมานในวิธีต่าง ๆ จนกระทั่งบางรายถึงกับเสียชีวิต
    เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับลัทธินี้ในจีนมาระยะหนึ่งแล้ว แล้วก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเพราะในเราอยู่ในสภาวะที่เรารับสื่อตะวันตกมากกว่า และเชื่อว่าสื่อเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะโจมตีรัฐบาลจีนอยู่ตลอดเวลา  แต่เห็นคนป้าอายุประมาณ 50 ยืนตากแดดอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ตอนเราเดินเข้า (ตอน 9 โมง ซึ่งตอนนั้นเราคิดว่าเป็นพวกมาหลอกนักท่องเทียว) จนถึงกระทั่งตอนเราเดินออก (บ่าย 2 โมง) อากาศหน้าพิพิธภัณฑ์ร้อนมากขนาดโต๊ดถ่ายรูปยังเรงให้รีบ ๆ ถ่ายให้เสร็จจะได้รีบเข้าร่ม พยายามคุยกับคุณป้าแต่ก็ไม่สามารถหาภาษาที่คุยกันรู้เรื่องเลยได้ใบปลิวมาอันนึงแล้วเดินกลับ แต่เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เรามีความเชื่อมากขึ้นว่ารัฐบาลจีนเห็นความสำคัญกับ Nationalism มากกว่า Human Rights จริง ๆ รึเปล่าน้า
     
    3. อันนี้เป็นแนวคิดที่แว่บมาในหัวแป๊ปนึงตอนที่กำลังบินกลับไทยว่า
    "ถ้ารัฐบาล PRC ไม่พยายามกีดกันสถานะทางการฑูตของ ROC ชีวิตความเป็นอยู่ของชาว ROC จะดีกว่านี้รึเปล่า"
    ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็คงต้องไม่เห็นด้วยกับนโยบายการต่างประเทศของ PRC สุด ๆ ที่เห็นความเป็นชาติสำคัญกว่าความเป็นอยู่ของคน (แน่นอนผมไม่เห็นด้วยกับ economic sanction ผมคิดว่าจะต้องมีคนในเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการขาดแคลนอาหารในช่วงปี 90 คนเหล่านั้นไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจให้เกาหลีเหนือเปลี่ยนวิถีทางการฑูตเลย)
    เลยกลับมาเปิด wiki ไปมาดูแล้วก็พบว่าจริง ๆ แล้วในบางครั้งรัฐบาล ROC ก็คำนึงถึงสถานะของ ROC มากกว่าปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศเหมือนกัน
    เช่นกรณีที่จ่ายเงิน 19 ล้านยูโรเพื่อให้ปาปัวนิวกินียอมรับ ROC ในฐานะประเทศ (ซึ่งผมคิดว่าเงินนี้อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับประชาชนชาวปาปวนส่วนใหญ่)
    March 27

    เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูงไปปักกิ่ง

    ขอบคุณ น้องตั้ม น้องน็อต น้องออน แน็ค พี่อัย พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเมนต์ครับ
    ในเมื่อจับไต๋เราได้แล้ว
    เราก็จะไม่แอบทำไม่รู้ไม่ชี้พูดจานอกเรื่องแล้ว

    เอาเป็นว่าบล๊อกนี้จะเป็นบล๊อกที่เล่าเกี่ยวกับที่ต้นเกี่ยวกับปักกิ่งแล้วต้นจะนอกเรื่องเมื่ออยากนอกเรื่อง โดยไม่แกล้งทำ อ๊ะออกนอกเรื่องอีกแล้วแย่จัง อะไรอย่างงั้นแล้วกัน -_-" (แล้วบล๊อกก็ร้างไร้ผู้คนต่อไป.........ฟิ้ว)

    อืมส่วนเรื่องที่เรานอกเรื่อง อาจจะทำให้ใครหัวเสียจากความคิดเห็นซึ่งบางครั้งก็งี่เง่าแล้วตัดสินจากประสบการณ์ชีวิตของเด็กเนิร์ดโลกแคบ แต่ยังไงดี เราอยากบันทึกสิ่งที่เราคิดลงในบล๊อกนี้ ด้วยประสบการณ์แคบ ๆ ที่มี เราไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งที่เขียนที่นี่เป็นสิ่งที่ถูก แต่เป็นสิ่งที่สังเคราะห์ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา บวกกับอคติเล็กน้อยของต้นครับ

    อ้อก่อนหน้าที่ปักกิ่ง มีได้ไปเที่ยวทซึคุบะ เป็นเมืองวิทยาศาสตร์ที่มีภูเขาให้ปีนเล่นอยู่
    แต่เราดองมานาน
    ชาวบ้านเขาเขียนกันเรียบร้อยหมดแล้ว
    ติดตามชมได้ที่
    http://bkwang.multiply.com/photos/album/20 กวาง
    http://theeye.multiply.com/photos/album/9/Tsukuba_Trip รพี
    http://wit360.multiply.com/photos/album/32/Tsukuba_Trip วิทย์

    โห้เป็น multiply หมดเลยแฮะ (เดี๋ยวนี้มันฮิตแฮะ ไปแอบเล่นมั่งดีกว่า อินเทรนด์)
    เอาหละเริ่มเล่าเรื่องปักกิ่งเลย!!!!!!!!!!!!!!! วาวเป็นครั้งแรกที่ต้นเริ่มเล่าเรื่องที่อยากเล่าภายในหน้าแรกของ entry เป็นไงหละต้นเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นรึยัง

    บทสรุปผู้บริหาร

    เนื่องจากมีคนบ่นว่าบล๊อกนี้วกไปวนมา ซึ่งเราก็รู้สึกอย่างงั้นเหมือนกันก็เลยคิดว่าจะสรุปให้ฟังก่อน (ก่อนจะออกนอกเรื่องไปไหน)
    Schedule เที่ยวปักกิ่ง
    วันที่ 1
    เดินทางไปปักกิ่ง
    Bei hai
    Wang fu jin Shopping Street
    วันที่ 2
    สุสาน Ming
    กำแพงเมืองจีน
    ภัตตาคารเป็ดปักกิ่ง Quan fu de
    วันที่ 3
    พระราชวังฤดูร้อน
    พระราชวังต้องห้าม
    เดินทางกลับปักกิ่ง

    วันที่ 1 วาววันที่ 1 แล้วเหรอเร็วจัง
    เครื่องบินมันออก 9 โมงอะ แต่เนื่องจากสนามบินนาริตะ (สนามบินชื่อโตเกียวซึ่งไม่ได้อยู่ในโตเกียว) มันอยู่ไกลไก๊ลไกล ก็เลยวางแผนว่าจะตื่นตี 4 ครึ่ง แต่ตื่นตี 5 ครึ่ง ก็ยังชิวอยู่ แต่ชิวไปชิวมาก็พบว่าไอ้รถไฟราคาถูกที่จะไปสนามบินมันหาไม่ได้หละ
    ต้องรอรถไฟราคาถูกอีกซักพัก ซึ่งไอ้รถไฟราคาถูกนี้มันจะไปถึงสนามบินราคา 8 โมงกว่า ๆ อะ แต่เราก็เลือกรออยู่ดี (ตามคอนเซ็ปท์เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย) สุดท้ายก็ไปถึงเคาน์เตอร์ h.i.s. ก่อนขึ้นเครื่อง 45 นาที เขาก็ช่วยวิ่งให้เราด้วยแฮะ (วิ่งไปทำหน้าแตกตื่นแบบเว่อร์ ๆ ไปตามแบบฉบับคนญี่ปุ่น)

    แม้ว่าจะเห็นคนญี่ปุ่นวิ่ง ๆ ต้นก็ดำเนินการอย่างชิว ๆ อยู่ดี แต่ในระหว่างที่กำลังต่อแถวที่ศุลกากร ก็มีคนจาก Air China (สายการบินที่ขึ้น) มาบอกว่าให้ขอผู้โดยสารคนอื่นแซงคิว เพราะว่า Final Call แล้ว

    เออจิง Final Call แล้วจริง ๆ ด้วยอีก 10 นาที 9 โมงจึ๋ย !!!!! ก็เลยลก ๆ ขอแซงคิวไป แล้วก็วิ่ง ๆ
    ในสนามบินนาริตะมันมีรถไฟเชื่อมระหว่างตึก ซึ่งบาง gate มันต้องขึ้นรถไฟอะ แล้วรถไฟก็ดันไม่มาซักที มันมีป้ายเขียนว่า "รถไฟคันต่อไปจะมาในอีก 2 นาที" แต่เวลาต้นเหลือแค่ 4 นาทีอะ...........................
    ออกจากรถไฟได้ก็วิ่งหน้าตั้งเข้าเกต เข้าเครื่องบิน (ดีนะเนี่ยที่ไม่ต้องตรวจกระเป๋าอีกด่านนึง) มุดเข้าเครื่องตอน 8 โมง 59 นาที 30 กว่าวิ  -_-" มีผู้ร่วมเครื่องนั่งตาเขียวกันเต็มไปหมดเลย
    แต่ขึ้นไปซักพักดันมีประกาศบอกว่าเราจะรอผู้โดยสารอีกสามคนนะคะ...........-_-"
    แล้วนี่ก็เป็นความตื่นเต้นครั้งแรก ในการท่องเที่ยวต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกของ MR.T ครับ จริง ๆ แล้วยังมีอีกเยอะจนถึงเดี๋ยวนี้ (และหลังจากนี้ อาจจะมีอีก ?)

    สิ่งแรกที่ได้เห็นในปักกิ่งก็คือ "ทำไมบ้านเมืองมันเจริญงี้ฟะ" ถนน ตึกรามบ้านช่อง นี่มันเป็นญี่ปุ่นแบบขยายพื้นที่แนวกว้างแนวยาวได้เลยนะเนี่ย การขนส่งสาธารณะที่ปักกิ่งดีมาก ๆ เคยดูเว็บเขาบอกว่ารถเมล์มันจะเก่า ๆ แน่น ๆ แต่ที่ไปเห็นรถเมล์ใหม่และนั่งสบาย ราคาถูก (1 หยวน) ขึ้นง่ายเข้าใจง่าย พนักงานขับรถ พนักงานเก็บสตางค์คุยง่ายมาก ๆ รถไฟฟ้าแน่นกว่ารถเมล์และราคาแพงกว่า (2 หยวน) แต่ก็แน่นน้อยกว่าที่ญี่ปุ่นอยู่ดี (ชินแล้วเลยไม่รู้สึกอะไร)

    ชอบ Hostel ที่ไปอยู่ดีมาก ๆ เลยครับ Recommend สำหรับคนที่จะไปปักกิ่ง TempleSide Youth Hostels ราคาถูกแล้วก็บริการโอเคมาก ๆ 6.34 $ ต่อหนึ่งเตียง ต่อหนึ่งคืน เท่านั้น (เตียงรวม) พักแล้วรู้สึกปลอดภัย ไปไหนก็สะดวกครับ Staff พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก ๆ (เก่งกว่าเราง่า)

    Check in เข้าโรงแรมเสร็จเรียบร้อย ตอนแรกคิดว่าจะไป Hou hai หละ แต่คุยกับเจ้าหน้าที่ Hostels เขาบอกว่าเป็น Pub and Nightlife อะ ก็เลยไม่ได้ดีกว่า (กรุงเทพ โตเกียวเยอะแยะ) เลยไปดูวิวที่ทะเลสาบ Bei Hai recommend วิวสวยมาก คิดว่าเป็นจุดสำคัญสำหรับการเที่ยวชมเมืองในปักกิ่งเลยทีเดียว

    ก่อนเรามาอัย(เพื่อนที่หอ)เตือนเรามาว่า
    เวลาเจอคนแปลกหน้าในปักกิ่งมาทักให้เดินหนี เพราะพวกนี้จะเป็นคนไม่ดีหลอกเอาเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติ
    แล้วตอนเดินทางไป Bei Hai เราก็เจอผู้สูงอายุมาทักคนนึง เห็นเราเดินถือแผนที่ งง ๆ อยู่เขาก็เข้ามาถาม เป็นภาษาจีน ???????
    เราก็ไม่รู้เรื่องหงะภาษาจีน ภาษาจีนที่พูดได้มีอยู่สองคำ คือ เชี่ย เชี่ย กับ หว่อ อ้าย หนี่
    ไอ้คำหลังคงไม่ได้ใช้หรอก แม้ว่าสาวจีนจะน่ารักขนาดไหนก็เถอะ แล้วไอ้คำแรก ถ้ายังบอกให้เขาทำอะไรไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี (สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์ทั้งสองคำ)
    เอาเป็นว่าพอเราทำท่าไม่รู้เรื่องภาษาจีน เขาก็ Switch เป็นภาษาอังกฤษให้ เราก็เตรียมหลบแล้ว แต่สุดท้ายแล้วเขาก็แนะนำทางไป Bei hai ให้เราดีมาก ๆ แล้วก็ทำให้เราไปถึง Bei hai ได้โดยสวัสดิภาพ (และอ่านพูดภาษาจีนไม่ได้เลย)
    ก็เป็นความประทับใจแรกที่เมืองจีนเลย
    เคยคุยกับอาจารย์โอกาตะ เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นที่หอ สอนแบบ Private ให้เรา สามีเขาเป็นคนชอบเที่ยวหละ เขาก็เลยเคยไปเที่ยวแบบไปกันสองคนสามีภรรยาบ่อยมาก (ยุโรป เอเซียอาคเนย์รวมทั้งไทยด้วย อินเดีย จีน อเมริกา) เขาให้ความเห็นว่า ความใจดีมันไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติหรอก เขาคิดว่าทุกชาติก็มีคนใจดี แล้วก็คนคดโกงหนะ
    ก็ไม่รู้จะเป็นจริงแค่ไหนนะ แต่สำหรับที่จีนครั้งนั้นเป็นประสบการณ์ครั้งเดียวที่เจอคุณลุงใจดีอะ
    หลังจากนั้นเนื่องจากเราไปที่สถานที่ท่องเที่ยวตลอด ก็เลยจะเจอคนพรรค์นั้น ประมาณว่ามาเที่ยวคุยดีด้วยแล้วขายของ หรือ พาไปไหน ๆ ไรงี้ ก็หัวเสียไปบ้างทีเดียว
    เราหวังว่าคนพรรค์นี้คงจะมีเฉพาะที่สถานที่ท่องเที่ยวเนอะ (เป็นพวกมองโลกในแง่ดี)
    แต่จริง ๆ ก็ว่าเขาไม่ได้หละเนอะ
    เขากำลังทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างเต็มที่นี่แหละ
    แต่ก็ไม่ชอบอะ

    **********************(นอกเรื่อง) อ่านต่อที่ *********************
    อาจจะเป็นความเห็นที่ขัดกับหลาย ๆ คนนะแต่เราไม่ชอบช้อปปิ้งอะ
    เราไม่ชอบที่จะคุยกับคนคนหนึ่ง โดยที่รู้ ๆ อยู่ว่าการที่เขาคุยดีกับเราเนี่ยเพราะหวังผลประโยชน์อะไรบางอย่าง
    คงเป็นความคิดที่อาจจะทำให้เรายากจนตลอดชีวิต
    แต่เราคิดว่าปรัชญาของคานท์(อารมณ์ประมาณว่าความดีความเลวคืออะไรปรัชญาโบราณ)ที่บอกว่า "จงพิจารณาคนเป็น End Point"
    คือจริง ๆ แล้วโลกมันก็เปลี่ยนไป
    โลกที่คานท์อยู่กับโลกที่เราอยู่มันก็ห่างกันหลายร้อยปีแล้วเนอะ อาจจะไม่มีใครพิจารณาคนเป็น End Point แล้วหละ
    อธิบายความหมายของคำว่า End Point หน่อย คือโลกปัจจุบันนี้เนี่ย แทบทุกคนจะถูกสอนว่า การมี Relationship มีเพื่อนเนี่ย หรือการรู้จักกับคนเยอะ ๆ เนี่ย ก็จะทำให้เราประสบกับความสำเร็จในอนาคตได้ โดยความช่วยเหลือของคนเหล่านั้น
    เราอาจจะเคยได้ยินคำนิยามเกี่ยวกับการเมือง ว่า คือ การใช้ประโยชน์จากคนอื่นให้มากที่สุด ประมาณว่าใครใช้ประโยชน์จากคนอื่นได้มากก็จะมีอำนาจมาก ไรงี้ (จำแน่นอนไม่ได้แล้วก็จำชื่อคนพูดไม่ได้แล้ว)
    หรืออาจจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า "ฝึกภาษาญี่ปุ่นเหรอ ก็ไปหาแฟนเป็นคนญี่ปุ่นสิ"---คนไทยพูดกันรู้เรื่องยังไม่มีเลย -_-" เอ๊ะหรือว่าถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องจะดีกว่า
    หรืออาจจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า "ต้องไปเที่ยวบางทริ๊ป ต้องไปร่วมงานบางอย่าง กิจกรรมบางชนิด เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีไว้เพื่อเป็นเส้นสายในอนาคต" ไรงี้
    ซึ่งในกรณีนี้เราถือว่าเป็นการพิจารณาคนแบบที่ไม่เป็น End Point คือ พิจารณาคนในฐานะที่เป็นเครื่องมือบางอย่างในการนำไปสู้ความสำเร็จ ซึ่งแนวคิดนี้ก็คงถูกแหละ ถ้าไม่ฝืนโลกเกินไป
    แต่เราคิดว่าโลกนี้อาจจะสวยงามกว่าถ้า ทุกคนมองว่าการได้มีเพื่อน การได้รู้จักคน การได้มีปฏิสัมพันธ์กับคน การได้ช่วยเหลือ ได้พูดคุย ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มันเป็นความสุขของความเป็นมนุษย์ที่เราต้องพยายามให้เกิดสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าใช้สิ่งนั้นไปหาสิ่งอื่น
    ลองเปรียบเทียบกับการกิน การนอน เรื่องพื้นฐาน
    มันก็อาจจะถูกถ้าเราบอกว่า การกิน กับ การนอนเป็นการทำให้เรามีพลังงานพร้อมจะลุยในวันพรุ่งนี้
    แต่จริง ๆ แล้ว คนเราก็ทำงานนอกจากทำให้คนอื่นมีความสุขกับตัวเองมีเกียรติแล้ว ก็คือการทำให้ตัวเองกินอิ่ม นอนหลับสบายรึเปล่า
    พิจารณาได้สองด้าน แต่เราชอบแบบหลังมากกว่าทั้งการกิน การนอน แล้วก็สังคมนะ :):):):)
    ***************จบการนอกเรื่อง******************
    เป็นไงหละเรานอกเรื่องอย่างเป็นระบบมี ******** มาขั้นส่วนที่นอกเรื่องด้วย
    นั่งรถที่คนปั่นจาก Bei Hai ไป Wangfujin Walking Street อะ
    ไม่ค่อยชอบรถลากแบบนี้เลย นั่งแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองดูถูกมนุษย์ด้วยกันเองยังไงไม่รู้
    รถพวกนี้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความไม่เท่ากันของมนุษย์อะ
    ในร้านอาหารหรู ๆ หลายที่ (โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น) ชอบให้พนักงานทำตัวเหมือนเป็นทาสของลูกค้าอะ
    มองผ่าน ๆ มันก็ทำเพื่อเงิน แต่อยากให้มองลึก ๆ ว่ามันเป็นรากเหง้าของความไม่เท่าเทียม
    และเป็นการบ่มเพาะแนวคิดความไม่เท่าเทียมซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
    บางคนอาจมองว่าถ้าคนเหล่านี้ไม่ทำงานพวกนี้ก็จะอดตาย
    เรามองตรงข้ามเราคิดว่าถ้าเขาไม่ทำงานพวกนี้ เขาจะมีเวลาไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปทำสิ่งที่ดีกับเขามากกว่านี้ได้ (แนวคิดเดียวกับการเลิกทาสที่เคยโพสไปใน Entry ที่แล้ว)

    ****************นอกเรื่อง********************
    บางทีเราก็คิดเหมือนกันนะว่าพฤติกรรมความไม่เท่าเทียมอย่างเงี้ย มันดูเหมือนจะมีในทุกหัวระแหงในกรุงปักกิ่งเลย
    บนถนนเราเห็นรถคันหรู ๆ เต็มถนน หลายคันก็เป็นรถฝรั่งราคาแพง (รถราคาแพงที่หายากในกรุงเทพบางยี่ห้ออาจหาง่ายกว่าที่คิดในปักกิ่ง)
    แต่บนท้องถนนตรงที่หลบสายตาทหารรอดเราก็ยังเห็นคนไม่มีอันจะกิน อยู่เยอะ
    ความไม่เท่าเทียมในปักกิ่งมันมากซะจนเราเริ่มสงสัยว่า ประเทศนี้มันเคยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์จริง ๆ เหรอ
    ในเมื่อประธานเหมาก็เพิ่งเสียชีวิตในปี 1976 (32 ปีก่อน) และระบบเศรษฐกิจแบบผสมก็เพิ่งถูกค่อย ๆ นำเอามาใช้หลังจากนั้น (จากวิชาสังคมที่เรียนมา แมวจับหนูไรงี้)
    และความเท่าเทียมกันมันเป็นจุดขายหลักของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์เลย
    แต่วันนี้นอกจากความไม่เท่าเทียมแล้ว ผมยังรู้สึกถึงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยม หาเงิน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ลอยไปทั่วปักกิ่งไปหมด มีคนจน คนรวย คนชั้นกลางอย่างเห็นได้ชัดเจน แน่นอนมากกว่าโตเกียว และ อาจจะมากกว่ากรุงเทพด้วย ซึ่งทำให้คิดไปได้ 3 ข้อคือ
    1. เป็นลักษณะเฉพาะของคนจีน  คนจีนขยันเอาจิงเอาจัง เมื่อระบบเปลี่ยนเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนไปตามระบบ แล้วคนจีนก็ชอบค้าขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยเปลี่ยนแปลงได้เร็วในช่วงสั้น ๆ
    2. ระบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้ผล ไม่สามารถเปลี่ยนแนวคิดคนได้ คอมมิวนิสต์ยังทำให้คนมีความแตกต่างอยู่ และยังมีช่องโหว่ในทางทฤษฎีอยู่มาก
    3. รัฐบาลจีนเคย Implement คอมมิวนิสต์ลงในสังคมจีนจริงเหรอ เป็นเรื่องที่เราสงสัยมานานละว่าประเทศนี้เนี่ย มันเคยมีระบบคอมมูนที่เป็นอุดมคติตามที่มาร์กซ์นำเสนอตามทฤษฎีของเขาจริง ๆ เหรอ หรือว่าเป็นแค่รัฐบาลทหารไม่กี่คนบ้าอำนาจ ใช้กำลังควบคุมทำอะไรทุเรศ ๆ กับคนประเทศนี้แล้วก็บอกว่าเพื่อความเท่าเทียมของคนทุกคน (ถ้าคนจีนอ่านออกพอดีขอโทษด้วยนะแต่เราไม่รู้สึกว่าประธานเหมาก็เป็นแค่ทหารบ้าอำนาจคนนึง ซึ่งริดรอนสิทธิเสรีภาพของคนหนึ่งในห้าของโลกด้วยกำลังทหาร และประกาศว่าจะมอบความเสมอภาคให้ แต่สิ่งที่เราเห็นความเสมอภาคที่เขาสัญญาว่าจะมอบให้ ระยะเวลาหลังจากการตายของเขาเพียง 32 ปี เห็นด้วยตาตัวเองว่ามันไม่มีอยู่และเราก็ไม่รู้ว่ามันเคยมีอยู่รึเปล่า)
    เราคิดว่าความเสมอภาคหนะมันมอบด้วยกำลังทหารไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำให้คนจนอย่างเสมอภาค
    เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำให้ทุกคนท้องหิวอย่างเสมอภาค
    ความเสมอภาคต้องเริ่มจากจิตสำนึก เมื่อมีจิตสำนึกเศรษฐกิจเติบโต เมื่อเศรษฐกิจเติบโตถึงจะทำให้ทุกคนท้องอิ่มอย่างเสมอภาคได้
    การพัฒนาต้องเริ่มจากสังคม จากสังคมที่ดีสู่เศรษฐกิจที่ดี จากเศรษฐกิจที่ดีสู่การเมืองที่ดี ไม่ใช่เริ่มจากเอากำลังทหารมาบังคับการเมืองแล้วบอกว่าการเมืองที่ดีจะทำให้ทุกอย่างดีได้
    บอกว่ามีกำลังทหารแล้วจะทำให้ประเทศสงบเรียบร้อย การฝึกทหารทำให้ประชาชนมีระเบียบวินัย และอดทน
    แต่เราเห็นว่าปักกิ่งไม่ว่าไปที่ไหนก็มีทหารอยู่เต็มไปหมด (จนน่ากลัวมากกว่ารู้สึกปลอดภัย)
    แต่ตรงไหนลับตาทหารก็จะมีคนโกงนักท่องเที่ยว
    คนถุยเสลดลงพื้นกันเป็นเรื่องปกติ๊ปกติ
    และเราไม่เคยเห็น"การต่อคิว" ในปักกิ่งนอกจากที่สนามบิน
    คำถาม.................
    ทำไมญี่ปุ่นที่ไม่มีทหารแม้แต่คนเดียว และไม่มีการฝึกทหารเลย
    ประชาชนถึงมีระเบียบวินัย และ อดทน มากกว่าประเทศจีนซึ่งเดินไปที่ไหนก็มีแต่ทหาร
    ***********************จบการนอกเรื่อง************************
    อย่างไรก็ดี Wangfujin สวยมาก มีของให้ช๊อปเยอะ มีห้างตั้งอยู่มากมายแต่ก็ไม่ประทับใจเราเท่ากับ "ตอกอาหาร"
    มีอาหารที่ไม่รู้ว่าสำหรับคนจีนแปลกรึเปล่าแต่สำหรับเราแปลกมากตั้งอยู่เต็มไปหมด.......มีความสุ๊ข...........มากมาย
    จริง ๆ แล้วก็เหมือนโต้รุ่ง ตลาดสดบ้านเรานี่เอง ประมาณว่าซื้อแล้วก็เดินกินแล้วก็ซื้ออย่างอื่นต่อ
    เมนูหลัก ก็มีปลาหมึก เนื้อ ปิ้ง ขนมหวานอะไรพวกนี้
    แต่ของแปลก ๆ เต็มไปหมดเช่น แมงป่องทอด รถด่วน น่องลามะ ไรงี้(คงมีอย่างอื่นอีกแต่อ่านไม่ออก)
    กินจนพุงกลางเลยทีเดียว (แต่รู้สึกว่าอาหารที่นั่นจะแพงนิดนึง แต่เห็นคนจีนเองก็กินเลยไม่คิดไรมาก)
    เดินออกมาหน่อยเจอร้านหนังสือ เลยแวะเข้าไปดู แล้วก็ต้องตกใจกับปริมาณหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนานจิง
    **********************นอกเรื่อง*************************
    อืม โศกนาฏกรรมนานจิง คือช่วงสงครามโลกที่ญี่ปุ่นเข้าไปบุกจีน แล้วรัฐบาลจีนขัดขืน ทหารญี่ปุ่นจึงฆ่าประชาชนทุกคน รวมทั้งข่มขืนและทรมานผู้บริสุทธ์จำนวนมาก
    คนจีนเชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่นานจิงมากกว่าผู้เสียชีวิตที่เมืองฮิโรชิม่า กับ นางาซากิ โดยน้องผอม และ พี่อ้วน
    เพราะงั้นคนจีนส่วนหนึ่งก็เลยเกลียดคนญี่ปุ่นอยู่จนถึงทุกวันนี้
    เมื่อไม่นานมานี้ไปเห็น clip ที่ youtube ฟุตบอล EAFF Cup ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น กรรมการเป็นชาวเกาหลีเหนือ ผู้ช่วยกรรมการเป็นคนเกาหลีใต้
    ซึ่งคนญี่ปุ่นบอกว่านักเตะจีนเล่นฟุตบอลแรงมาก ๆ มีหลายจังหวะมาก ๆ ที่ตั้งใจเตะนักเตะญี่ปุ่นเต็ม ๆ (และกรรมการก็ไม่ว่าอะไร)
    แล้วก็กลายเป็น clip ประวัติศาสตร์ของ youtube เพราะมี comment ถึง 7000 กว่า ๆ (ตอนที่เราดู) แล้วก็ไม่ใช่แค่ "คลิ๊ปนี้ดีมาก" หรือ "ขอบคุณที่ช่วย upload" แต่เป็นการเถียงกันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ระหว่างนักเล่นเน็ตจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และ จีน
    เราว่ามันเป็นเรื่องที่โง่มากที่จะสร้างชาติ ทำให้คนในชาติสามัคคีกันโดยการทำให้คนในชาติทุกคนเกลียดคนอื่น -_-" วิธีทำให้คนในชาติรักกันมีเยอะแยะ เช่นชาติไทยเราเคยสร้างชาติด้วยการทำให้คนในชาติทุกคนรักคนเดียวกัน (โอเคมันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นความจริงสัมบูรณ์ แต่มันก็ดีกว่าการที่ให้เด็กเรียนประวัติศาสตร์พม่าแล้วก็เกลียดคนพม่าถูกมะ ยังไงความรักก็ดีกว่าความเกลียดใช่มะ)

    จะปฏิเสธยังไงก็ช่าง แต่เราเห็น ๆ ว่าไอ้คนที่เขียนหนังสือสังคมมาให้เราเรียนเนี่ย จงใจให้เราเกลียดคนพม่า แล้วคนไทยส่วนใหญ่ก็เกลียดคนพม่าในฐานะที่มันเคยมาเผากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. 2310 หรือ 241 ปีที่แล้วทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้หรอกว่าประวัติศาสตร์มันจริงแค่ไหน แล้วคนไอ้คนที่เผากรุงตอนนั้นเป็นคนพม่าจริง ๆ หรือว่าเป็นแค่เผ่าเล็ก ๆ ในพม่า
    และที่สำคัญเราคิดว่าคงไม่มีปัจจุบันนี้คนที่เผากรุงศรีอยุธยาคงไม่มีใครมีชีวิตอยู่แล้ว คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศพม่าทุกคนไม่ได้มีส่วนรู้อิโหน่อิเหน่กับการเผากรุงเมื่อปี 2310 แม้แต่คนเดียว
    เหมือนกับรัฐปัตตานี ซึ่งเคยมีตัวตนอยู่ครั้งสุดท้ายไม่รู้กี่ร้อยปีมาแล้ว
    หรือตอนนี้คนญี่ปุ่นที่มีส่วนรู้ส่วนเห็นกับโศกนาฏกรรมนานจิง ก็คงตายหรือบ้าไปแล้ว ไม่งั้นก็คงเป็นแค่คนแก่เลอะเลือน ที่ไม่มีใครสนใจ (ตามแบบฉบับสังคมเน่า ๆ ของญี่ปุ่น)
    คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่มีส่วนรู้ส่วนเห็นกับสงครามนานจิงเลย แล้วทำไมต้องไปเกลียดคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด(ฟะ)
    คนญี่ปุ่นนี่ก็แอบน่าสงสารเนอะ เกิดมาไม่ต้องทำอะไรเลยก็มีคนเกลียดเต็มโลกไปหมด ทั้งจีน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ (รวมกัน 1400 ล้านคน)
    ***************************จบการนอกเรื่อง*******************************

    ข้างบนสรุปว่าคนจีนหลายคนเกลียดคนญี่ปุ่น
    เรื่องที่ซวยก็คือว่า คนจีน เมื่อเห็นหน้าเราแล้วเห็นว่าพูดภาษาจีนไม่เป็น
    มันมักจะเดาว่าเป็นคนญี่ปุ่นเสมอ (ผมกลัวอ่าจะมา nationalism อะไรแถวนี้ไหมเนี่ย) วันหลังจะเอาธงชาติไทยห้อยคอ
    ก่อนมาจีนเราไปยืมหนังสือท่องเที่ยวจีน เป็นภาษาญี่ปุ่น จากห้องสมุดประชาชน
    เราก็เลยตัดสินใจเก็บ..............
    และไม่เอามาใช้ดีกว่าเนอะ...............:):):):):):)
    ช้อปปิ้งเสร็จก็กลับโรงแรม เล่นเน็ต แล้วก็นอนเอาแรงเลย จบหนึ่งวัน

    วันที่ 2

    วันนี้ตั้งใจจะไปกำแพงเมืองจีนซึ่งขนส่งสาธารณะไปไม่ถึง
    ก็เลยต้อง join group tour เพื่อไปกำแพงเมืองจีน (จองจากอินเตอร์เน็ตก่อนมา)
    ซึ่งเราไม่ชอบมาก ๆ ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่ join กรุ๊ปทัวร์แบบนี้อีกแล้ว ความไม่ชอบมันเริ่มตรงที่ ตอนที่เราคุยกับคนเดนมาร์กคนร่วมกรุ๊ปทัวร์
    เรา : ตอนนี้เรียนที่ญี่ปุ่นอยู่ครับ
    คนเดนมาร์ก(ชื่อเฮนริค) : โอ้ จิงเหรอครับ ผมชอบญี่ปุ่นมาก ๆ ครับ คนญี่ปุ่นใจดีครับ (ลอกสคริปฝรั่งคนอื่นมาแน่นอน)
    เรา : อื่ม ผมก็คิดอย่างงั้นครับ
    ไกด์ : (พูดแทรกขึ้นมา) แต่คนจีนส่วนใหญ่ไม่คิดอย่างงั้นนะครับ ถ้าคุณรู้เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนานจิง บลา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
    แล้วมันก็ทำท่าไม่พอใจเราหลังจากนั้น (แล้วตรูเกี่ยวไรด้วยเนี่ย แค่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น) กำแพงเมืองจีน กับสุสานราชวงศ์หมิงดีมาก ๆ ยิ่งใหญ่มาก ๆ แต่เที่ยวกับทัวร์เนี่ยทำให้หมดสนุกเลยด้วยเหตุผลต่อไปนี้
    1. ชอบพาไปซื้อของ มีพาไปหยุดที่ร้านหยกนานมาก (นานกว่ากำแพงเมืองจีน) ร้านหยกนั้นขายของแพงมาก แล้วก็มีพาไปซื้อสมุนไพรจีน (ไม่ต่างจากของไทยตรงไหนเลย) พอบอกว่าผมขอไม่แวะ ขอไปเดินเล่นข้างนอกได้ไหม มันก็โวยวาย ๆ แล้วก็ตะโกนใส่หน้าเราว่า "ไอ้งก" (พูดภาษาจีน) แล้วก็พูดต่อด้วยว่าทำแบบนี้จะทำให้คนจีนดูถูกคนไทยไรงี้ (ไกด์ถ่อยโคตร ๆ)
    2. ชอบให้จ่ายเพิ่ม ค่าทัวร์หนึ่งวัน 750 บาท ถูกมาก ๆ แต่จะชอบให้จ่ายเพิ่ม เช่นบอกว่าให้ขึ้นกระเช้า แล้วถ้าไม่ขึ้นกระเช้าจะเป็นอย่างงู้นอย่างงี้ ค่าขึ้นกระเช้า 300 บาท -_-"
    3. คนร่วมเดินทางห่วย อื้มมีคนเดนมาร์ก คนอเมริกัน(เป็นอดีตนักกีฬามวยปล้ำสหรัฐในโอลิมปิคปี 1970 และเป็นโค้ชทีมชาติสหรัฐมาดูที่แข่งขันในปักกิ่ง) แล้วก็มีคนตุรกี คนเดนมาร์ก กับคนอเมริกันเป็นคนดีมาก แต่คนตุรกีนี่ไม่ไหวจิง ๆ อะ โวยวายตลอดเวลา (เรามีอคติกับคนชาตินี้อยู่นิดหน่อยแล้วด้วย) แล้วก็แบบพูดโอ้อวดตลอดเวลาน่าเบื่อมาก แล้วไกด์ก็เอาใจเพราะเวลาแวะที่ไหนซือของเยอะ จ่ายง่าย

    สรุปว่าเราให้ F สำหรับปักกิ่งชินหัวทัวร์ www.beijing-tour.com ไม่แนะนำให้ join group tour จากบริษัทนี้นะครับ เราหงุดหงิดจากบริการของทัวร์นี้อย่างมากมายครับ
    แล้วก็แบกเอาความหงุดหงิดไปภัตตาคารชื่อดังด้านเป็ดปักกิ่งของปักกิ่งครับ (ว่ากันว่าเป็นเป็ดปักกิ่งที่อร่อยที่สุดครับ) ตอนนั้นหงุดหงิดถึงขั้น แล้วอีภัตตาคารเนี่ยมันต่อคิวรอยาวมาก (แล้วเราก็ดันแปลก ปกติภัตตาคารจีนเขาไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เราไปคนเดียวซะงั้นแถมพูดไม่รู้เรื่องอีก) ตอนต่อคิวเนี่ยอยากกลับไทย max ไม่อยากอยู่แล้วประเทศนี้คนถ่อยจัด
    เข้าไปสั่งเป็ดมาครึ่งตัว แล้วเขาก็เอาไอ้นู่นไหมไอ้นี่ไหม ก็เอา ๆ มาเหอะขี้เกียจคิด (มันคือน้ำจิ้ม กับ แป้งห่อที่ดันเรียกวันแพนเค้ก ที่ไม่ได้มาพร้อมเป็ดอะ)
    เขามีเอาเป็ดมาหั่นให้ดูที่โต๊ะ แล้วก็มีคนมาสาธิตวิธีกินให้ดู (จริง ๆ แล้วก็พอรู้อะนะ)

    หลังจากเอาเข้าปากไปหนึ่งคำ


    เปลี่ยนความคิดกระทันหันกลาย คนที่นี่ดีจังเลย คนที่นี่สุดยอดมาก ๆ สามารถคิดค้นสูตรอาหารขนาดนี้ได้ไง

    อร่อย !!!! recommend ครับ ไปถึงแล้วต้องไปกินนะครับชื่อ Quan ju de ครับ
    ราคาไม่แพงขนาดนั้นแฮะ ตอนแรกคิดว่าแพงมาก ๆ แต่สุดท้าย มื้อนั้นจ่ายไป 140 หยวน หรือ 2100 เยน (คิดเป็นเยนแล้วดูถูกดีเนอะ)
    ให้อภัยไกด์ถ่อยทันที

    วันที่ 3

    นั่งรถเมล์ไปเที่ยว พระราชวังฤดูร้อน, จัตุรัสเทียนอันเหมิน แล้วก็ พระราชวังต้องห้าม ระหว่างนั่งรถเมล์คุยกับคนเก็บตังค์ไม่รู้เรื่องว่าต้องลงป้ายไหน มันก็เลยเขียนตัวคันจิที่อ่านญี่ปุ่นว่า shouten แปลว่าป้ายสุดท้ายมาให้........ก็เข้าใจนะ แต่มันคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นอีกแล้วเหรอ -_-"
    พระราชวังฤดูร้อน สวยมาก ๆ เลย recommend สุด ๆ แล้วจัตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังต้องห้าม ก็น่าเดินมาก ๆ   ถ้าหลบกรุ๊ปทัวร์ได้
    ที่พระราชวังต้องห้ามมันมีไกด์อัตโนมัติให้เช่าด้วย หลัก ๆ ก็มีแผนที่ แล้วก็มี GPS รู้ว่าเรากำลังอยู่ตรงไหนในพระราชวัง มีไฟกระพริบบนแผนที่ แล้วก็มีเสียงออกมาผ่านหูฟังตรงกับที่ที่เราอยู่เป็นข้อมูลของสถานที่ตรงนั้นอย่างละเอียด ในเสียงจะบอกด้วยว่าเราควรดูตรงไหน ควรสังเกตอะไรเป็นพิเศษ (ฟังดูธรรมดานะ แต่ก็ดีใจที่เห็นสิ่งที่เคยทำ ได้มาเป็นอะไรที่ใช้ได้ดีมาก ๆ ในทางปฏิบัติ)
    ตอนแรกรู้สึกงี่เง่ามากราคาเช่าก็แพง ตั้ง 200 บาท แต่พอเอามาใช้แล้วรู้สึกสะดวกมากเลย (มีภาษาไทยด้วย) รู้สึกว่าถ้าเอามาแทนพวกไกด์ถ่อยคงจะดีมาก ๆ ข้อมูลถูกเป๊ะไม่ต้องเสียเวลาอ่าน ไม่เดินหลง
    จ้างไกด์นอกจากแพงแล้ว ยังเกะกะ ต้องไปพร้อมกันเยอะ ๆ เดินไม่อิสระ แถมบางครั้งก็ข้อมูลมั่ว พูดส่งเดชให้มันน่าเชื่อถือ (เพราะคิดว่ายังไงคนฟังก็ไม่รู้อยู่แล้ว) แล้วยังขายของ แล้วก็ต้องทริ๊ปอีก

    เครื่องบินออกสองทุ่มหละ แต่ว่าตอน 4 โมงครึ่งยังเดินไม่หมดเลย
    ก็เลยต้องรีบวิ่งออกมา กลับโรงแรมเอาของ แล้วก็ไปแอร์พอร์ตอย่างเร็วที่สุด (วิ่งไปกินไป)
    ปรากฎว่าไปถึง gate ก่อนตั้ง 1 ชั่วโมงกว่า ๆ แหนะ (ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันน้า) ก็บินกลับไทยโดยสวัสดิภาพ

    จบทริ๊ปเที่ยวปักกิ่งแบบการเคลื่อนที่แบบ random ของเด็กเนิร์ดครับ
    สรุปปักกิ่งเป็นเมืองที่น่าเที่ยวครับ และคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นคนดี (อยากพูดภาษาจีนได้จัง น่าจะทำให้รู้จักเมืองจีนดีกว่านี้) ที่สำคัญเที่ยวปักกิ่งถูกดีครับ (3 วันใช้ในปักกิ่งไป 4000 กว่าบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าเที่ยวในญี่ปุ่น) ถ้ามีโอกาสก็อยากไปอีกครั้งครับ

    FFK คำถาม LYRICS


    อยากให้วันนี้ เป็นแบบวันนั้น
    ที่เราหลบฝนอยู่ด้วยกัน มีร่มคันหนึ่ง กับใจที่เริ่มสั่น
    ไม่น่าหรือว่าหวั่นไหวเพราะไกล้เธอ

    ตั้งแต่วันนั้น มาจนวันนี้
    ไม่ว่ากี่ทีที่พบเจอ ที่ดูไม่ค่อยคุย
    แค่ยิ่มให้เธอ ก็กลัวว่าเผลอไปบอกความในใจ

    ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
    ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
    ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
    อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
    ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

    ไม่มีใครรู้ มีแค่เธอรู้ ว่าคำตอบนั้นเป็นเช่นไร
    ถ้ามันไม่ตรงกัน ฉันก็เข้าใจ
    แต่ว่ายังไงก็ยังจะรอฟัง

    ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
    ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
    ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
    อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
    ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

    ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
    ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
    ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
    อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
    ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

    ก็มีคำถามในใจที่ต้องรัก

    ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
    อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
    ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

    July 01

    ละครเรื่องที่ถูกดองมานาน

    อ่า ขอบคุณ พี่เอ็ก รัดจิ หมู อิ๊ก และ เต้

    ที่ช่วยคอมเมนต์ให้ในบล็อกที่แล้ว

     

    บล็อกครั้งนี้ก็คงจะเป็นไปตามที่พูดไว้เมื่อคราวที่แล้ว

    คือตั้งใจจะคุยเรื่องการไป trip 227

    ไปเที่ยวพัทยากันคับ

    อื่มมันผ่านมาเป็นเดือนแล้วหละ

    แต่ก็เพราะยุ่ง ๆ อยู่เลยไม่ได้ลงมาเขียนซักที

    ก็ขออนุญาตเขียนเป็นที่แรกเพราะเพื่อน ๆ ก็ยุ่ง ๆ กันอยู่ไม่มีเวลาเขียนเหมือนกัน

    ตอนที่เขียนนี่ก็ไม่ได้ว่างมาก

    แต่แค่ไม่ค่อยจะมีอารมณ์ทำงานแค่นั้นเอง

     

    ว่าไปตั้งแต่กลับจาก robocup เนี่ยไม่ค่อยมีอารมณ์ทำงานเลย

    ยังไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน

    เหมือนความมั่นใจหมด

    และมีเรื่องจุกจิกที่ไม่เกี่ยวกับงานเท่าไหร่ให้คิดอยู่ตลอดเวลา

    เอาหละเรื่องที่จะเล่าเนี่ย

    ค่อนข้างจะมั่วอยู่หลายจุด

    เพราะว่ามันผ่านมานานแล้ว

    ก็เลยจะจำไม่ค่อยได้

    สมองคนนะ

    ไม่ใช่ harddisk

    จะได้จำทุกอย่างได้เป๊ะ ๆ

    แม้ว่าอยากจะจำแค่ไหนก็ตาม

     

    (อื่ม ต้นโดนคอมเมนต์เยอะมากเรื่องพูดไม่ค่อยเข้าเรื่อง เข้าใจเหตุผลแล้วหละ)

    ก็ถ้าเพื่อนที่ไปด้วยกันมาอ่านบล็อกนี้พอดี

    ช่วยกันแก้ ๆ ด้วยนะคับ

     

    เริ่มเลยดีกว่า

    นัดตั้มไว้ที่รถไฟฟ้าหมอชิตตอน 6 โมงครึ่ง

    เกือบไปไม่ทันแต่ไปถึงก็พบว่า

    ยังมากันไม่ครบ

    คนที่นัดกันที่รถไฟฟ้าก็มี ตั้ม เฟื่อง หนิง เอ๋ และ เรา

    อยู่จุฬาทั้งนั้นเลย

    มีแค่หนิงอยู่ศิริราช

    แต่ไม่ค่อยได้เจอ

    ก็มีตั้มนี่แหละเจอบ่อยหน่อยอยู่ภาคเดียวกัน

    ส่วนเฟื่องเนี่ยอยู่คณะเดียวกันแท้ ๆ

    แต่แทบจะไม่เห็นกันเลย

    เอ๋ยิ่งแล้วใหญ่

    เจอกันครั้งล่าสุด

    3 เดือนที่แล้วตอนดึก ๆ

    (เอาเรื่องที่เจอเราตอนดึก ๆ มาเผาด้วย)

    นั่งรถไฟฟ้าไปที่เอกมัย

    ก็เจอ บี ผึ้ง เก๋ง เม่น และ แบงค์

    ตอนนี้ปัญหาก็คือ

    บูนหายไปไหน ????????

    (เออจะว่าไปปัญหานี้เราเคยเจอบ่อยมากที่ญี่ปุ่นตอนไป imagine)

    ก็รอ ๆ หา ๆ บูนอยู่พักใหญ่

    กว่าจะออกจากกรุงเทพได้

    แทบแย่

    ได้ขึ้นรถเร็วพอสมควรเนื่องจากความเชี่ยวชาญในเส้นทางของเม่น

    ก็ไปถึงพัทยาประมาณเที่ยง ๆ

    ตอนนี้เรายังมีสมาชิกอีก 2 คนที่ยังไม่มา

    นั่นก้อคือตู้กับอ้อ

    จะมาเจอกันก่อน

    แล้วค่อยมาสมทบกับพวกเราอีกที

    ค่อย ๆ เขยิบไปตั้งใจว่าจะขึ้นเรือไปเที่ยวเกาะ

    แต่เกาะมันก็ไม่มีอะไรเป็นเกาะงี่เง่า ๆ ไม่มีอะไรต่างจากบนฝั่งพัทยา

    ค่าเรือก็แพง

    เลยตัดสินใจจะไม่ขึ้น

    เข้าห้องพักเอาของไปเก็บดีกว่า

    จากนั้นก็นั่งรถไปสวนสนุกอะไรบางอย่าง

    ได้โหนสลิงลงมาจากหอสูง 100 เมตร

    แล้วก็ได้เล่นเครื่องเล่นที่เขาเรียกกันว่า Free Fall

    สนุกดีเหมือนกันนะ

    รู้สึกเหมือนได้กลับเป็นเด็ก ๆ อีกครั้ง

    แต่แอบผิดหวังเล็กน้อย

    ตรงที่โหนสลิงเนี่ย

    มันค่อย ๆ ลงมาช้า ๆ ด้วยความเร็วคงที่

    ดูน่าเบื่อกว่าที่คิด

    กว่าจะลงมาถึงเนี่ย

    ถ้าหลับได้ก็คงหลับไปแล้ว

    ส่วน Free Fall เนี่ย

    ได้เห็นวิวแป๊ปเดียว

    เวลาที่เหลือใช้ไปกับการทดลองว่า

    มันตกด้วยการที่ไม่มีแรงต้านจริงรึเปล่า

    เอาเหรียญไปวางบนมือ

    แล้วดูว่ามันจะลอยอยู่เหนือมือเสมอรึเปล่า

    ปรากฏว่ามือไม่นิ่งและเหรียญมันก็ตกหายไปไหนไม่รู้ JJJJJ

    พลาด ๆ ๆ ๆ ๆ

     

    เสร็จจากสวนสนุกแล้ว

    ก็ไปต่อด้วย

    รถ Go Cart

    แพงมากเลย

    เล่น 10 นาทีราคาตั้ง 300

    แต่เผอิญเป็นอะไรที่อยากเล่นมานานแล้ว

    ก็เลยลองเล่นดู

    ซ้อมกับเกม Need For Speed ตอนฝึกงานมาเยอะ

    ขอลองซักทีนึงเหอะ

    ปรากฏว่าตอนขับแรก ๆ เนี่ย

    กล้า ๆ กลัว ๆ อยู่แฮะ

    ก็เลยขับแบบช้าที่สุด

    ขับแบบรถยนต์จิง ๆ เลยหละ

    ค่อย ๆ เหยียบคันเร่งอย่างช้า ๆ

    ตอนเข้าโค้งเนี่ยก็ต้องเหยียบเบรกอย่างใจเย็น

    ต่อมาขับเร็วขึ้นอีกนิดนึง

    แต่ก็ยังไม่วาย

    โดนบีน๊อครอบไป 2 รอบ

    โดนแบ๊งค์น๊อครอบไป 2 รอบเช่นกัน

    อายจัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

    ความเร็วกับต้นเนี่ยก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากอยู่ดีแฮะ

    เอาเป็นว่าอย่างน้อยที่สุด

    ก็ยังสามารถแซงเด็ก(ที่ขับรถคันเล็กมาก ๆ)

    ได้ตั้งสองรอบแหนะ

    ภูมิใจมาก ๆ เลยนะเนี่ย JJJJJJ

    จะบอกว่าแม้ว่ามันจะ 10 นาทีเนี่ย

    แต่รู้สึกว่ามันนานมากเลย

    เล่นแล้วสนุกอยากเล่นอีกรอบ

    เล่นอีกทีจะไม่ยอมโดนน๊อกรอบแล้วนะฟุ้ย ๆ ๆ ๆ ๆ

    ตั้งใจจะไปเล่น Paintball ต่อ

    แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่ค่อยมีใครอยากเล่นซักเท่าไร

    ก็เลยไม่เล่นกัน

     

    กลับมาห้องพักสมทบกับตู้และอ้อ

    แล้วก็นั่งรถสองแถวออกไปเล่น banana boat

    ถึงตอนนี้ต้นเริ่มหมดสภาพเล็กน้อย

    เมื่อวานนอนตี 3 ตื่นตี 4 ครึ่ง

    นอนขนาดนี้ถ้าเป็นนั่งเขียนโปรแกรมบั๊ก ๆ อยู่กับโต๊ะก็ไม่เป็นไรหรอก

    ทำบ่อย

    แต่นี่ก็เดินทาง

    แม้จะเป็นการเดินทางแบบสบาย ๆ ไม่ได้เลวร้ายเหมือนเข้าค่าย

    แล้วก็มาเที่ยวทะเล

    ไม่ได้ปีนเขาก็เหอะ

    ก็ยังรู้สึกเหนื่อยอยู่ดี

    เล่น banana boat ไม่ไหวจิง ๆ แฮะ

    เลยขอนั่งคุยกับเพื่อน ๆ ริมหาดดีกว่า

    ได้คุยกับตู้กับเม่นไม่กี่คำ

    ต้นก็ถึงบางหลับ

    (มาทริบนี้ต้นโดนคอมเมนต์ว่านอนหลับบ่อยอย่างรุนแรงมาก)

    ตื่นขึ้นมาเพื่อน ๆ ไปอาบน้ำที่โรงแรม

    ต้นก็หลับต่ออีก

    จากนั้น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

    ก็นั่งรถไปดูจุดชมวิวของพัทยา

    ถ่ายรูปกันพอเป็นพิธีสองสามรูป

     

    แล้วก็ลงมากินข้าวที่ร้านนางนวล

    เพื่อน ๆ กินกันโหดจังเลยคับ

    กินเหมือนพายุเข้าไปที่จานอาหาร

    พอพายุหายไปอาหารก็หายไปหมดแล้ว

    ก็แน่ละสิ

    เที่ยวเหนื่อยกันมาทั้งวัน

    ก็เลยหิวกันแบบสุด ๆ

    เล่นเอาต้นที่กินน้อย ๆ งิดเล็กน้อยเลย

    แต่สุดท้ายต้นที่งิดอยู่ก็เก็บจนชนิดที่เรียกว่า

    ก้างปลาก็ไม่เหลือ(คิดดูเอาเองละกัน)

     

    กินข้าวเสร็จแล้วก็ไปเดินที่ถนนอะไรไม่รู้

    แต่น่าจะเรียกว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรมของเมืองพัทยาเลยหละ

    สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอโกโก้ (สะกดยังไงดีหละ)

    แล้วก็มีเมียระเด่นลันไดยืนอยู่เต็มไปหมด

    (สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด .... งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า .... นั่นแหละ)

    ไม่น่ามองซักนิดเลย

    แต่ก็เป็นบรรยากาศที่แปลกดีทีเดียว

    ไม่น่าเชื่อว่าบ้านเราจะมีอะไรที่ดูแล้วก็แปลกตาขนาดนี้ด้วย

    สรุปไป ๆ มา ๆ ก็ไม่ได้เข้าไปดูโชว์อโกโก้

    เพื่อน ๆ เลือกที่จะเดินไปที่ท่าเรือท่าหนึ่งท่าไหนก็ไม่รู้

     

    ในขณะที่ต้น เม่น ตู้ และ ตั้ม

    ไม่เดินไปไหน

    เพราะมีภารกิจสำคัญต้องไปดู FA Cup นัดชิงชนะเลิศ

    ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

    แน่นอนในฐานะสาวกท๊อฟฟี่ที่ดี

    เชียร์เวสต์แฮมสุดกู่

    ฮึ่มไอ้คุณเจอร์ราดกัปตันทีมลิเวอร์พูล

    ยิงลูกฟลุ๊กโคตร ๆ ได้นาทีสุดท้ายเลย

    ทุกคนพากันชื่มชมเจอร์ราดในฐานะกัปตันทีมที่เต็มไปด้วยใจ

    และสามารถนำทีมลิเวอร์พูลไปถึงแชมป์วันนั้นได้

    แต่คำถามที่ยังคาใจของต้นอยู่เสมอก็คือ

    กัปตันทีมอย่างเจอร์ราดเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของผู้นำจิงเหรอ

    กัปตันทีมอย่างเจอร์ราดจะเข้าไปสั่งงานบัญชาเกมในทุกแผง

    แผงกองหน้าของลิเวอร์พูลนอกจากต้องพยายามยิงประตูสวย ๆ แล้ว

    ต้องพยายามชงลูกดี ๆ มาให้เขายิง

    แผงกองกลางก็ต้องรอฟังคำบัญชาของเขา

    ในขณะเดียวกันเจอร์ราดลงไปเล่นในแผงกองหลังบ่อยครั้ง

    ทำให้กองหลังต้องเหลือพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เขาเล่นด้วย

    หากเขาจะลงมาเล่นในแผงกองหลัง

    เจอร์ราดเป็นคนเก่งมากในฐานะนักเตะคนหนึ่ง

    วันไหนเขาเล่นได้ดีบัญชาเกมดี

    คนอื่นซึ่งกำลังฟังคำบัญชาของเขาอยู่

    ก็จะเล่นได้ดีด้วย

    ในขณะที่วันไหนเจอร์ราดเล่นไม่ออก

    เกมของลิเวอร์พูลทั้งหมดก็จะหยุดลงไปด้วย

    ทั้ง ๆ ที่ผู้เล่นของลิเวอร์พูลแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นซุปเปอร์สตาร์

    ถ้าเกิดไปมีระบบที่มีเจอร์ราดเป็นศูนย์กลาง

    วันนั้นลิเวอร์พูลอาจจะเล่นได้ดีกว่านั้น

    เพราะเป็นทีมที่ผู้เล่นมีความสามารถเฉพาะตัวสูง(ก็แหงละสิมีเงินนี่นา)

    แต่ทุกอย่างต้องมาหยุดที่เจอร์ราดหากเขาเล่นไม่ออก

    แล้วเจอร์ราดก็แปลกอยู่อย่าง

    เขาเล่นในฐานะกัปตันทีมลิเวอร์พูลมาโดยตลอด

    พอเขาได้ไปลงเล่นในทีมชาติอังกฤษที่มีเบ็คแฮมเป็นกัปตันอยู่

    ก็เห็นได้ชัดว่า

    ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสไตล์ของทีมที่มีเบ็คแฮมเป็นกัปตันอยู่ได้

     

    เฮ้ย

    เผลอออกนอกเรื่องอีกแล้ว

    หลังจากดูบอลเสร็จเรียบร้อยแล้ว

    ต้นก็........

    หลับอีกแล้วหละ

    (นี่แกมาเที่ยวหรือมานอนเนี่ย)

    เข้าไปห้องตัวเองพบว่า

    เห็นเพื่อน ๆ เล่นการ์ดอะไรซักอย่างไม่รู้ของบูนอยู่

    เล่นด้วยไม่ไหวแล้วหงะ

    ง่วงสุด ๆ

    เลยไปนอนห้องเม่นกะเก๋ง

    เขาเล่นกันเสร็จประมาณตี 1

    ก็เลยมาปลุกกับมานอนที่ห้องตัวเอง

     

    ตื่นมาตอนเช้า

    ก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมากเท่าไร

    กินข้าว

    แล้วก็ถ่ายรูป ๆ

    กลับไปบขส.

    ขึ้นรถกลับกรุงเทพ

    ขึ้นรถคราวนี้ต้นไม่หลับแฮะ

    แต่นั่งเล่นไพ่เสียงเอะอะกับเพื่อน

    จนมาถึงกรุงเทพ

    กลับมาถึงประมาณเที่ยง

    ไปกินข้าวกันอีกมื้อที่ chester grill

    นั่งคุยกันอีกซักพัก

    ก็แยกย้ายกัน

    เพื่อนกลุ่มหนึ่งไปร้องเกะ ดูหนังต่อ

    แต่ก็เลือกที่จะกลับบ้านก่อนดีกว่า

    ยังมีงาน robocup อีกมากมายรออยู่

    เหอะ ๆ เพื่อน ๆ เปลี่ยนไปเยอะนะเจอกันคราวนี้

    เพื่อน ๆ แต่ละคนดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลย

    ที่เรียนหมอเนี่ย

    แต่ละคนมาดหมอโผล่อย่างเด่นชัดเลย

    ชนิดที่เรียกว่า

    หน้าแต่ละคนเนี่ย

    พร้อมที่จะให้คนไข้ฝากชีวิตรักษาด้วยแล้ว

    อยู่กับพวกนี้แล้วรู้สึกว่าตัวเองเนี่ย

    รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กจังเลย

     

    ก่อนจบ

    ขอบ่นนิดนึง

    ก็เพิ่งรู้สึกว่าการเป็น ลูกชังในบริษัทเนี่ย

    เป็นยังไง

    พี่ช้างคับ

    ถ้าพี่ได้มาอ่าน

    พี่จะพูดกับผมดี ๆ ด้วยเหตุผลติดต่อกันเกิน 3 ประโยคไม่ได้จิง ๆ เหรอคับ

    ตั้งแต่แข่งเสร็จเนี่ย

    พี่พูดกับผม 2 ประโยคแล้วก็ตะคอก ๆ ใส่

    ถ้าไม่ตะคอก ๆ ใส่ก็จะหลับตาเบือนหน้าหนี

    ทำหน้าเหมือนกับ กรูเอือมระอามรึงเต็มทีแล้ว รีบไปไกล ๆ ตรีนกรูเหอะ

     

    แหวนคับ

    ถ้าแหวนได้มาอ่าน

    จะพูดดี ๆ ด้วยเหตุผลเกิน 3 ประโยคไม่ได้จิง ๆ เหรอ

    ตั้งแต่แข่งเสร็จเนี่ย

    แหวนพูดกับเราได้ 2 ประโยคแล้วก็โบ้ยไปให้พูดกับคนอื่นแทน

    ถ้าไม่โบ้ยไปให้พูดกับคนอื่นแทน

    ก็จะหันหน้าไปยิ้มกับใครซักคน

    ทำหน้าเหมือนกับ เห็นไหมมันพูดอะไรงี่เง่า งี่เง่าอีกแล้ว เอาหมอนี่ไปเก็บไกล ๆ ตรีนกรูหน่อยได้ไหม น่ารำคาญจิง ๆ

     

    คนไม่เจียม (พลพล)
    ฉันกลายเป็นเป็นคนอย่างนี้ ได้อย่างยังไง
    ฉันเห็นแก่ตัวใช่มั้ยที่ทำอย่างนั้น
    จะพูดคำว่ารักเพื่ออะไรกัน
    ทั้ง ๆที่คนอย่างฉันไม่ควรคู่เธอ
    * แม้ว่าดาวจะลอยหลงฟ้า
    โชคชะตาจะขีดพาให้พบเจอ
    แต่ดาวยังคงเป็นดาวเสมอ
    แม้ว่าเธอจะเผลอลืมไป
    **อย่าฉุดเธอไว้อีกเลยขอที
    จับมือเธอไว้อย่างนี้เพื่ออะไร
    ปล่อยเธอให้หวนกลับฟ้าของเธอไป
    ปล่อยย้ำตาให้มันไหล ให้มันรินล้างใจคนไม่เจียม
    แม้ว่าเราจะต้องปวดร้าวสักเท่าไหร่
    แม้มันจะไม่เป็นไปเหมือนใจต้องการ
    ไม่เจอะกันอีกแล้วจนชั่วกาล
    สักวันเธอคงจะรู้ว่าฉันทำเพื่อใคร

    (*)(**)
    คำว่ารักแม้มันจะยิ่งใหญ่แต่มันไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง

    (**)
    ปล่อยย้ำตาให้มันไหล ให้มันรินล้างใจคนไม่เจียม

    April 17

    ชะโงกทัวร์ @ สิงคโปร์

    ก็พยายามจะเขียน blog ทุกอาทิตย์นะคับ
    ตอนนี้ทำงานอยู่ห้อง robot
    แต่ก้องืด ๆ เพราะว่าปล่อยเครื่อง train งง ๆ แล้วก็รอ ๆ ดูผล
    ดูผลเสร็จก็งง ๆ เพราะไม่รู้จะทำไงให้ผลมันดูดีขึ้น
    เออ
    แต่ยังไงก็จะทำให้ได้
    ไม่รู้หละ
    ตอนนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
    เฮ้ย
    blog คราวที่แล้วมันเครียดไป
    ถ้า blog นี้ยังบ่นเรื่อง robot ต่อเนี่ย
    คง rating ตกต่ำ
    ไม่บ่นละกัน ไม่บ่น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
    แค่นี้ก้อเป็นตาแก่ขี้บ่นไปซะแล้ว :):):):):)
    ว่าแต่ว่าขอบคุณคำแนะนำดี ๆ จาก รัดจิ อุ้ย ละก็หมูมากนะคับ
    จะนำคำแนะนำของทุกคน
    ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปให้ได้คับ
    อ่อเออใช่
    มีเรื่องน่ายินดีอยู่อย่าง
    ตอนนี้ blog เรามีคนเข้ามาดูเกิน 200 แล้วนะ
    ดูจาก counter กว่าครึ่งก้อคงเป็นตัวเองมา up blog
    มาดูความคิดเห็นของเพื่อน ๆ นั่นแหละ
    เอาหละ
    เข้าเรื่องหลักที่จะเล่าดีกว่า
    เพิ่มกลับจากเที่ยวสงกรานต์มาคับ
    ถ้าใครสังเกตจะทักถูกว่า
    เอ๊ะทำไมกลับจากสงกรานต์ต้นคอยาวขึ้นแฮะ
    ทั้ง ๆ ที่ปกติคอสั้น :):):):):)
    คำตอบก็คือ
    ไป "ชะโงก" มาคับ
    ไป "ชะโงก" ที่สิงคโปร์มา
    เป็นคำศัพท์ที่ต้นชอบมากเลย
    "ชะโงก" เนี่ย
    ต้นเหตุคือมันไปตอนสงกรานต์
    หาเครื่องบินถูก ๆ ไม่ได้
    เพราะทัวร์มันเหมาหมด
    ถ้าไม่ไปกับทัวร์มันจะต้องซื้อตั๋วแพง ๆ เท่านั้น
    โรงแรมก็แพง
    สรุปแล้วก็เลยไปกับทัวร์
    ใครเคยไปเที่ยวไหนต่อไหนกับทัวร์ก็คงรู้ว่า
    สิ่งที่เขาจัดเตรียมให้
    คือความสะดวกสบาย
    เราไม่ต้องทำอะไรเลย
    แต่ไอ้การที่ไม่ต้องทำอะไรเลยเนี่ย
    บางทีมันก็น่าเบื่อ
    เพราะว่าการที่เราต้องวุ่น ๆ หาทาง
    วุ่น ๆ ทำนู่นทำนี่เนี่ย
    บางทีมันก้อเป็นเสน่ห์อย่างนึงของการท่องเที่ยว
    ไม่ได้ทำก็รู้สึกชอบกล
    อีกอย่าง
    มันเป็นอะไรที่เราเลือกไม่ค่อยได้
    ไปเที่ยวสิงคโปร์
    ต้องถามว่าคนคาดหวังอะไร
    คิดว่าคนร้อยละ 90 คงไม่มีใครตอบว่า
    ไปเที่ยวสิงคโปร์
    เพราะอยากดูธรรมชาติสีเขียวสดใส (เหมือน blog เรา)
    เพราะอยาก"ชะโงก"ดูนกหลายหลายนานาพันธุ์
    เพราะอยาก"ชะโงก"ดูสัตว์ป่ามากมาย
    เพราะอยาก"ชะโงก"ดูปลาสีสันสวยงาม
    คำว่า ชะโงกเนี่ย
    ได้มาจากน้อง
    ซึ่งน้องบอกว่าได้มาจากนิยายซักเรื่อง
    หมายความว่าเวลาไปกับทัวร์
    ทัวร์มักจะพาไปตรงสำคัญ ๆ
    นั่งรถผ่านอย่างรวดเร็ว
    และก็ให้คน "ชะโงก" ดู
    และก็รู้สึกภูมิใจว่า
    "ผมมาถึงแล้ว"
    กลับเข้าเรื่อง
    คนที่มาสิงคโปร์
    มักจะคาดหวังจะดูอะไรที่ทันสมัย
    อยากดูสังคมเมืองที่เป็นระเบียบ
    คาดหวังว่าจะดูศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์
    ทำไมต้องปล่อยเราไปชมนกชมไม้
    ถ้าไอ้กระผมอยากไปชมนกชมไม้
    ไอ้กระผมไปดูเขาใหญ่
    น่าจะง่ายกว่าเยอะ
    มันวันสงกรานต์หนะ
    ไปไหนก้อคนเยอะไปหมด
    ขนาดอยู่สิงคโปร์นะเนี่ย
    ยิ่งไปกับทัวร์เนี่ย
    ลงพร้อม ๆ กันหลาย กรุ๊ป
    ต่อแถวรอขึ้นนู่น ขึ้นนี่
    เป็นชั่วโมงทุกที
    อย่างไรก็ดี
    การได้เที่ยวกับครอบครัว
    เป็นเรื่องที่ผมเห็นว่า
    ทำให้ผมมีความสุขแล้วคับ
    คนที่เป็นห่วงผมจากใจ
    พร้อมจะช่วยเหลือผมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
    ไม่คอยที่จะ "ประเมินค่า" ผมว่าเป็นคนแบบนู้นแบบนี้
    พูดถึง "ประเมินค่า" ทำไมได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกเหนื่อยใจ
    ทำไมคนเราถึงชอบที่จะ "ประเมินค่า" คนอื่น
    ชอบที่จะพยายามมองว่าคนนี้เลวไม่เลว
    คนนี้เก่งไม่เก่ง
    คนนี้สวยไม่สวย
    ทั้งประเมินค่าตัวเอง
    ทั้งประเมินค่าคนอื่น
    เอ้ยพลาด
    ไม่ควรชะมะ
    หลุดอีกแล้วงะ
    อืม
    ความประทับใจอีกอย่าง
    แต่เป็นด้านที่ไม่ดีหน่อย
    คือได้เล่นกับงูเหลือมเผือกด้วยแฮะ
    แขกเอามาวางไว้ตรงข้างทาง
    ให้เล่นในราคา 5 เหรียญสิงคโปร์ประมาณ 125 บาท
    ตอนเล่นก็ไม่คิดอะไรมาก
    แต่พอเล่นเสร็จ
    ก็รู้สึกว่าตัวเองทำผิด
    รู้สึกตัวตั้งแต่น้องสะกิดว่า
    งูมันเหมือนโดนยาสลบอยู่
    เลยมานั่งคิด
    ไอ้การทำอย่างงี้
    มันทรมานสัตว์ชัด ๆ นี่นา
    นอกจากทรมานสัตว์
    ยังเป็นการส่งเสริมคนพวกที่ทำ
    ว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่สิ่งที่ผิดอีกต่างหาก
    ละก็ 125 บาทนี่
    มันแพงเกินไปแฮะ
    อย่างไรก็ดีมันเป็นความประทับใจ
    ได้มีโอกาสปลอมแปลงไปเป็นนักศึกษาของ NUS
    (National University Of Singapore) ด้วย
    ไปเดินเล่นระหว่างที่คนอื่นกำลัง shopping
    ขี้เกียจ shop เพราะไม่รู้จะซื้ออะไร
    เลยนั่ง taxi ไปมหาลัย
    ก็ไม่มีอะไรมาก
    ไปเดินไปเดินมา
    เข้าห้องสมุด
    เข้าตึกเรียน
    เข้าศูนย์หนังสือ (มีหนังสือพอ ๆ กับศูนย์หนังสือจุฬาอะแหละ)
    ไปกินข้าวที่โรงอาหาร (เพราะมันถูกดี)
    แค่นี้แหละ
    มหาลัยพื้นที่กว้างร่มรื่นดี
    แต่จุฬาดูอบอุ่นกว่าเล็กน้อย
    ประทับใจน้ำพุ
    ทำเป็นรูป animation บนน้ำพุ
    หลายคนคงเคยเห็นแล้ว
    หลัก ๆ ก็คงมีอยู่แค่นี้แหละ
    บทสรุปที่ได้ก็คือ
    เงินคือพระเจ้า
    สิงคโปร์ไม่มีธรรมชาติอะไรอยู่เลย
    แต่ด้วยเงิน
    เขาสามารถสรรค์สร้างธรรมชาติที่น่าอยู่
    ธรรมชาติที่น่าอยู่กว่าประเทศที่ธรรมชาติสวยงามหลาย ๆ ประเทศ
    มีสวน มีอุทยาน มีน้ำตก
    ทุกอย่างเป็นสิ่งที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา
    แต่ถามว่าน่าอยู่ไหม
    น่าอยู่แฮะ
    ทุกอย่างสมดุลสมบูรณ์
    ใส่เพลง
     

    ศิลปิน : บิ๊กแอส (Big Ass)
    อัลบั้ม : SEVEN
    เพลง : คนไม่เอาถ่าน

    เธอเหนื่อยไหม ที่ยังจนกับคนไม่เอาถ่าน
    เธอเบื่อไหมที่ยังยอมให้คนไม่ได้ความ
    ขอโทษจริงๆ ที่ฉันทำให้เหนื่อยใจ

    ฉันยอมรับ ฉันไม่ใช่คนดีสักเท่าไร
    และฉันพอรู้ที่ทำดีให้เธอยังน้อยไป
    แต่เธอยังทนอยู่ ยังเหมือนเดิมไม่ไปไหน

    *ขอบคุณจริงๆที่เธอยังรัก ไม่เคยเปลี่ยน
    ถึงฉันจะดีจะเลวขนาดไหน
    และคนอย่างฉันก็คงจะขอรักเธอตลอดไป
    ให้คุ้มที่นั้นเธอไว้ใจ ตอบแทนวันนี้ที่ฉันมีเธอ

    คนอย่างฉันให้มันดีกว่านี้ก็ลำบาก
    แต่นับจากนี้ ฉันจะดีกว่านี้ฉันรับปาก
    ยากเย็นเท่าไร จะขอทำให้สุดใจ

    (* , *)

    จะดีจะเลว ฉันยังมีเธอ จะเป็นคนที่รักเธอเสมอ
    ตอบแทนวันนี้ที่ฉันมีเธอ

    January 03

    ว่าด้วยการเดินทางไปนครสวรรค์

    เอาหละ หลังจากไปทำให้ blog entry ที่แล้วเป็น blog entry ที่แปลก ๆ จนกระทั่งอาจจะไม่มีคนอ่านซะแล้ว

    blog entry นี้เราจะทำอะไรให้เหมือน "คน" ซักที :):):):):)

     

    ช้าไปแน่ ๆ ถ้าจะพูดว่า "สวัสดีปีใหม่ครับ" เพราะนี่มันก็วันที่ 2 ตอนดึก ๆ แล้ว และตอนที่ทุกคนอ่านก็อาจจะเป็นวันที่ 3-4-5-6 ไปแล้ว

    แต่ก็อยากให้ทุกคนมีความสุขมาก ๆ ในวันปีใหม่นะครับ

     

    หลังจากสอบเสร็จเมื่อวันที่ 22 ก็ยังมีงานคั่งค้างอยู่นิดหน่อย ก็ค่อย ๆ เคลียร์ทีละนิด ๆ อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์อะไรเคลียร์ไม่ได้ก็หาทางอื่นที่ง่ายกว่ามาจัดการ

     

    ไม่มีใครมาชวนเที่ยวช่วงหยุดกีฬามหาวิทยาลัยก็เลยไม่ได้ไปเที่ยวไหน อยู่บ้านไม่รู้จะทำอะไรเลยมักจะไปหาที่เล่นเน็ตที่มหาวิทยาลัย

     

    ความจิงแล้วก็ไปทำงานที่ห้อง robot นั่นแหละ ไม่ค่อยได้งาน

    แต่ได้ประชุม ได้วางโครงสร้างโปรแกรม

    ได้ความรู้ใหม่ ๆ จากอาจารย์มานพแล้วก็พี่ ๆ หลาย ๆ คน (พี่เอ็ม พี่เอ๊กซ์ พี่ปูน พี่หมี พี่เสม)

    สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตั้งใจว่าที่ได้ความรู้มาจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแน่ ๆ ครับ :):):):):)

     

    ระหว่างนี้ได้ไปเดินสยามพารากอนด้วย

    เดินคนเดียวตอนที่ห้างมันเพิ่งเปิด

    ร้านมากมายยังไม่เปิดซักกะร้าน

    เวลาที่มันไม่มีใครเดินเนี่ยมันช่างกว้างใหญ่ไพศาลไม่รู้จะเดินไปทางไหน

    แต่ก็ไม่รู้ว่าเวลาที่คนเดินไปเดินมาเยอะเนี่ยมันจะเป็นยังไง

    ยังไม่เคยไปเลย ทั้ง ๆ ที่เดินผ่านหน้าห้างทุกคน

    ก็นั่นแหละไม่มีใครชวนไป

     

    ได้ทำงาน database ด้วย

    วิดให้เราทำหน้าตาของโปรแกรมวิชานี้หลอก ๆ

    คิดผิด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ หน้าตาโปรแกรมเราเนี่ยยังไงก็ต้องสีสันสดใสดูแล้วสบายตา

    ไอ้แบบขรึม ๆ ดูมีสาระเนี่ยทำไม่เป็น

     

    หลังจากทำ database เสร็จเช้าวันรุ่งขึ้นก็นั่งรถไฟไปนครสวรรค์

    ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเที่ยวหรือว่ากลับบ้านดี

    อธิบายลำบากเพราะว่าเราเกิดที่อุตรดิตถ์

    แต่มีครั้งนึงที่พ่อต้องมาทำงานที่นครสวรรค์เลยต้องย้ายมานครสวรรค์ด้วย

    อยู่นครสวรรค์ได้แว๊บนึงพ่อก็ย้ายกลับไปทำงานที่อุตรดิตถ์

    ก็เลยกลับอุตรดิตถ์

    ตอนนี้ย้ายมาอยู่กรุงเทพ

    ซึ่งระหว่างนี้พ่อก็ย้ายไปทำงานที่นครสวรรค์อีกที

    เลยไปหาพ่อที่นครสวรรค์เพราะไม่มีใครอยู่ที่อุตรดิตถ์

    เราควรจะเรียกการไปนครสวรรค์ว่าเที่ยวหรือกลับบ้านดี :):):):):)

     

    เนื่องจากนครสวรรค์อยู่ใกล้เขาเลยให้จองรถไฟล่วงหน้าแค่ 1 เดือน

    ถ้าจะนั่งไกลๆ เขาให้จองล่วงหน้าได้ 2 เดือน

    ฉะนั้นจึงเหลือแค่รถไฟชั้น 3 ให้เรา

    ความจริงแล้วชั้น 3 มันจองที่นั่งได้นะ

    แต่ที่นั่งเรามันมีคนนั่งอยู่แล้ว ไล่ก็ไม่ไป

    แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรทำใจมายืนอยู่แล้ว

    เพราะก็นั่งรถไฟชั้น 3 บ่อย ๆ

    ก็เหมือนรถเมล์เวลามันแน่น ๆ นี่แหละ

    จะต่างกันบ้างก็คือมันมีคนถือของใหญ่ ๆ เดินไป เดินมา

    ทั้งสัมภาระ แล้วก็ขายของ

    เวลาเดินมาก็จะ

    เดินยังไงแฮะนั่นแหละมันจะแน่นเป็นพิเศษ

    ที่ไม่เหมือนอีกอย่างคือมันต้องยืน 3 ชั่วโมงครึ่ง

    แต่คนไปเชียงใหม่เนี่ยต้องยืน 10 ชั่วโมง

    ถ้าทางจะเหนื่อยเหมือนกันนะ

     

    ไปครั้งนี้น่าแปลกอย่าง

    ได้กินอาหารทุกประเภทเลยแฮะ

    มื้อแรกอาหารฝรั่ง ทานสเต็ก ที่สเต๊กลุงหนวด ร้านนี้เราชอบทานตั้งแต่อยู่นครสวรรค์

    มื้อสองอาหารจีน ทานที่ร้านลุงหนวด เป็นอาหารจีนที่เน้นสัตว์ในแม่น้ำ

    มื้อสามนี่กินมูมู่อยู่กับบ้าน

    มื้อสี่นี่กินอาหารไทย - อีสาน ที่ร้านไก่ย่างท่าพระ

    มื้อห้ากินข้าวต้ม ที่ร้านข้าวต้มมานิตย์

     

    บรรยากาศใกล้ ๆ บ้านเปลี่ยนไปจากคราวที่เคยอยู่หลายอย่างทีเดียว

    ต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ได้อยู่ในเมือง

    อยู่ที่อำเภอตาคลี แล้วก็ไม่ได้อยู่ในตัวอำเภอ

    อยู่ห่างจากตำอำเภอมาประมาณ 30 กิโลเมตร

    อยู่ห่างจากตัวตำบลหนองโพประมาณ 5 กิโลเมตร

    เมื่อก่อนนี้มองไปทางไหนก็มีแต่ไร่ข้าวโพดกับถนนผุ ๆ

    เดี๋ยวนี้ถนนราดยางดีขึ้นหาหลุมแทบไม่มี ไร่ที่มีแต่ข้าวโพด เริ่มเห็นปลูกพืชไร่ชนิดอื่นมากขึ้น

    มีทั้งข้าวฟ่าง อ้อย แล้วก็มันสำปะหลัง

    และที่สำคัญมีเลี้ยงสัตว์มากขึ้น

    เห็นคนเลี้ยงม้า ซึ่งไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรมากมาย

    ที่ทำให้ตกใจพอสมควรคือ

    ฟาร์มเลี้ยงควาย

    ตกใจไม่เคยเห็นควายเยอะขนาดนี้

    พื้นที่ไม่กี่ไร่มีควายกินหญ้านับ 100 ตัว

    เห็นแล้วอยากขี่ชะมัด

    ที่เท่ห์ที่สุดคือเขาเลี้ยงควายกันหน้าโรงงานน้ำตาลพอดี

    เป็นภาพที่ให้ความขัดแย้งมากเลย

    มองไปควายกินหญ้า

    มีพื้นหลังคือโรงงานน้ำตาลขนาดยักษ์

     

    จองรถไฟรอบที่มันปกติไม่ได้

    ได้แต่รอบที่มันออกตั้ง 5 ทุ่ม

    ทุกคนอาจจะเห็นว่า 5 ทุ่มก็ไม่เห็นแปลกอะไร

    แต่สำหรับอำเภอขนาดกลางอย่างตาคลี

    5 ทุ่มทุกอย่างเงียบเป็นป่าช้า

    ขนาดสถานีรถไฟอยู่ใกล้โต้รุ่ง

    แต่มันก็ไม่เห็นจะโต้รุ่งจริง ๆ สมชื่อ

    พ่อค้าจะโต้รุ่งได้ไง

    ก็ไม่มีลูกค้าโต้รุ่งด้วยหนิ

    น้องคุยโทรศัพท์กับเพื่อน

    ไม่มีคนคุยด้วยหงะ

    เลยไปเดินเล่นในที่ที่เงียบเป็นป่าช้า

    เดินเกือบครึ่งเมืองเลย

    ความจริงแล้วเพราะครึ่งเมืองก็มีตึกแถวแค่ไม่กี่แถว

    แต่ละแถวมีห้องไม่กี่สิบห้องเอง

    รู้สึกดีที่ได้เดินในเมืองที่ไม่มีใคร

    อยากเดินอยู่ตรงนั้นนาน ๆ จัง

     

    ตอนแรกก็ว่าปีใหม่ปีนี้จะอยู่ Countdown

    แต่ก็ไปนอนเล่น

    นอนกลิ้งไปกลิ้งมา

    เตียงก็นุ่มดีนะ

    แล้วก็หลับไปซะงั้น

    ปีใหม่ที่เงียบเหงามาก ๆ อยู่แล้ว

    ก็เลยกลายเป็นเงียบเหงาเข้าไปใหญ่

    ปีนี้แปลกตรงที่

    ไม่มีใครส่ง sms มา happy new year แฮะ

    แล้วก็แปลก

    เพราะปีนี้ก็ไม่อยากจะส่ง sms ไป happy new year ใคร

    มีรพีส่ง email แนบสคส.มา กะน้องรหัสส่ง sms มา

    ขอบคุณทั้งคู่มานะที่นี่ด้วยนะคับ

     

     

    เอ๊ะ

    มันยาวไปหน่อยรึเปล่า blog วันนี้