| Vorapong's profileMR.T's blogBlog | Help |
|
|
July 06 Study in Japan : FAQคราวที่แล้วจบบล๊อกไว้ว่าเราจะมีเขียนข้อดีของการวิจัยภายหลัง
เล่นเอาไม่ได้เขียนไปนานเลย เพราะว่าคิดไม่ออก.......(งานวิจัยมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ)
จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะว่าคนเราถนัดจะเขียนเรื่องแย่ ๆ แบบว่าตินู่นตินี่ ด่านู่นด่านี่มากกว่าเรื่องดี ๆ รึเปล่า (หรือว่าเป็นเพราะเราคนเดียว)
แต่ก็เห็นเวลาอ่านเว็บการเมืองมันจะสะดวกมากกว่าถ้าจะเขียนเรื่องแย่ ๆ ของคนอื่น
สะดวกกว่าการเขียนเรื่องดี ๆ ของคนอื่น (เพราะถ้าเขียนเรื่องดี ๆ ก็ไม่มีคนอ่านซินะ)
กลับกันถ้าเขียนเรื่องดี ๆ คนอ่านก็จะสบายใจเพลิดเพลินอารมณ์ (ถ้าไม่ใช่คนขี้อิจฉาอะนะ)
แต่ถ้าเขียนเรื่องไม่ดีก็จะอ่านแล้วเครียดแทนที่จะผ่อนคลาย (ทำไงดีเนี่ย)
วันนี้ทำงานพิเศษเสร็จไปนั่งงง ๆ อยู่ที่แล็บ (เหมือนทุกวัน)
แต่วันนี้ไม่มีอะไรทำเลยกลับบ้านเร็ว แล้วมานั่งเขียนบล๊อก
เมื่อก่อนหน้านี้มีน้องที่ตั้งใจจะสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นมาถามเรื่องรายละเอียดการศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นสามสี่คน
ก็เลยคิดว่าเรารวบรวมคำถามมาเขียนเป็นบล๊อกดีกว่า
ไหน ๆ เร็ว ๆ นี้ก็จะจบโท แล้วจะได้ต่อเอกรึเปล่าก็ยังเป็นปริศนาอยู่
ถ้าจบไปแล้วอารมณ์เขียนก็อาจจะไม่รุนแรงเขียนไม่มันเท่านี้
เพราะงั้นเขียนตอนที่มีอารมณ์ร่วมมาก ๆ เนี่ยดีที่สุด (มิน่าถึงชอบมีเรื่องกับคนอื่นเพราะบล๊อกไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนนี่เอง)
สมมติฐาน (เขาเรียกว่าอย่างนี้เหรอ)
1. ผู้เขียนคิดว่าการเรียนญี่ปุ่น โอเค ไม่ได้ดีเลิศวิเศษวิโสแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายมาก
ผู้เขียนรู้สึกว่าผู้ที่คาดหวังมากก็จะผิดหวังมาก แล้วก็จะรู้สึกเกลียดประเทศนี้ไปเลยก็มี
แต่สำหรับเราซึ่งไม่ได้คาดหวังอะไรเลย (เพราะไม่รู้อะไรเลย, แล้วจะมาเรียนที่นี่ทำไมเนี่ย)
ก็เลยไม่ได้ผิดหวังอะไรขนาดนั้น
2. ไม่ค่อยอยากเขียนอะไรที่คนที่ไม่ได้สนใจเรียนญี่ปุ่นเลย (เช่นคนที่ไปเรียนเมกาแล้ว) อ่านแล้วไม่มัน
ยกตัวอย่างคำถามที่อาจจะไม่มันก็เช่น กระบวนการสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ เลือกอาจารย์ เลือกคณะ เลือกมหาลัย
แน่นอนว่าการเลือกอาจารย์ เลือกคณะ เลือกมหาลัยเนี่ย มันสุดสำคัญ เพราะสำหรับนักเรียนปริญญาโท ปริญญาเอกแล้วสุดแสนจะสำคัญมากมาย
3. อย่าให้เปรียบเทียบ ไทย - อเมริกา - ยุโรป - ญี่ปุ่น เพราะตอนเรียนที่ไทยก็เรียนป.ตรี ซึ่งก็ไม่มีอะไรเหมือนกับป.โท
แล้วมาญี่ปุ่นก็ดันเรียนป.โท ไม่ได้เรียนป.ตรี ที่สำคัญยังไม่เคยเรียนที่อเมริกา ยุโรป หรือออสเตรเลีย
เพราะฉะนั้นต้นจะไม่พยายามเปรียบเทียบอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคน เพราะว่าคนรู้จักกันครั้งแรกก็อย่างนึง
แต่พอทำงานด้วยกันก็อย่างนึง แล้วเราดันไม่เคยทำงานกับฝรั่งเลยอะ (เพราะภาษาอังกฤษห่วยบรมนั่นเอง)
เพราะงั้นก็เลยเปรียบเทียบไม่ได้และไม่กล้าเปรียบเทียบ
เอาหละเข้าเรื่องกันเถอะ (หาเพิ่งเข้าเรื่องเหรอ : เห่ยงานเขียนวิจัยที่ดีเขาต้องมีที่มาที่ไปเยอะกว่าข้อมูล)
1. เรียนญี่ปุ่นแล้วถูกอาจารย์บังคับให้ทำนู่นทำนี่ไม่มีอิสระจริงเหรอครับ ? (ถูกถามสามครั้ง,คาดว่าคงมีคนที่ไทยคนใดคนหนึ่งพูดบ่อย ๆ)
ขึ้นอยู่กับแล็บครับ
ถ้าเป็นแล็บที่รับงานนอกโปรเจ็กต์นอกเยอะ (หมายความว่าเงินเยอะ ได้เล่นของเล่นเยอะ ได้เที่ยวเยอะ)
แล็บจะมีลิสต์โปรเจ็กต์มาให้แล้วให้เลือกอะไรซักอย่างจากหนึ่งในนั้น (ก็ของเล่นมันมีแค่นั้นนี่นา) หรือดีกว่านั้นอาจจะเลือกอะไรที่สร้างสรรค์จากของเล่นเหล่านั้น
สำหรับแล็บเหล่านั้น การที่ไม่มีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
แต่ถ้าแล็บที่ไม่ต้องเล่นของเล่นก็พอทำงานได้ ส่วนใหญ่ก็จะค่อนข้างมีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์สูงมาก
สูงจนคนในแล็บเดียวกันยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว (เช่นแล็บเราเอง)
ซึ่งส่วนมากคนที่อยู่ในแล็บที่มีอิสระในการเลือกโปรเจ็กต์สูง ๆ ตอนแรกก็จะดูมีความสุขกว่าพวกเลือกจากลิสต์
แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็ดูเหมือนว่าอยากเลือกจากลิสต์กันหมด
เพราะว่าการหาโปรเจ็กต์เนี่ยถ้าใครได้เรียนปริญญาโทไปแล้วก็จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องสุดแสนจะลำบาก (จริงไหมทุกคน)
2. อาจารย์ที่ญี่ปุ่นสอนห่วยจริงเหรอครับ ?
เออ อันนี้ไม่รู้อะ เพราะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
ภาษาญี่ปุ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่กีดขวางการรับรู้ข้อมูลของนักเรียนต่างชาติในญี่ปุ่นจริง ๆ ครับ
การเรียนภาษาหกเดือนที่ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดไว้ไม่ได้ช่วยให้เก่งภาษาอังกฤษแบบเทพขนาดฟังเลกเชอร์วิชาการออกเท่ากับคนญี่ปุ่น (เอ๊ะหรือเป็นเพราะเราเองไม่ตั้งใจเรียน เพราะเห็นคนที่ตั้งใจเรียนตั้งใจอ่านเขาก็ฟังกันรู้เรื่องนี่นา)
แต่ถ้าเรียนแล้วเข้าใจ คิดว่าวิชาเรียนที่นี่ค่อนข้างหลากหลายมาก ๆ ทีเดียวครับ (ที่มหาลัยมีวิชาที่เกี่ยวกับวิศวคอมพิวเตอร์มากกว่า 200 วิชาต่อปี)
เรียกว่าอยากเรียนอะไรมันก็มีวิชาเปิดไว้ให้เรียน
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากการเรียนป.ตรีที่ไทยก็คือ
ที่นี่วิชาเรียนการบ้านค่อนข้างน้อย (แต่เห็นเพื่อนบอกว่าป.ตรีที่นี่การบ้านเยอะมาก)
วิชานึงใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ ก็ทำการบ้านเสร็จแล้วครับ (ถ้าเรียนรู้เรื่องนะ)
เหตุผลของการที่มีการบ้านน้อยเพราะเปิดช่องให้กับงานวิจัยมากขึ้น (หรือว่าเปิดช่องให้เรานอนอืดกันแน่)
สรุปแล้วความเห็นของผมก็คือ
ที่นี่มีวิชาเยอะ มีทั้งวิชาที่สอนดี และ วิชาที่สอนไม่ค่อยดี (ซึ่งพวกเราชาวต่างชาติมักจะเลือกวิชาที่สอนไม่ค่อยดีเพราะการบ้านน้อยและง่าย)
แต่ถ้าเลือกวิชาสอนดีหลาย ๆ วิชารวมกันในหนึ่งเทอม ก็อาจจะไม่ได้ทำวิจัยแล้วก็ไม่จบ
แต่ข้อชดเชยของการที่เราไปเรียนวิชาที่สอนเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่องก็คือ
มันมีคอนเฟอเรนจ์มาจัดใกล้ ๆ บ่อย ๆ เยอะ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็กคมนาคมสะดวกนั่นเองทำให้เราไปคอนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
เพราะงั้นเราก็มักจะเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญไปนั่งฟัง รับความรู้ (และกินฟรี เที่ยวฟรี)
คอนเฟอเรนจ์ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ (ซึ่งเราฟังไม่รู้เรื่อง) และพูดโดยคนที่เชี่ยวชาญด้านนั้นจริง ๆ (ซึ่งทำให้ไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่)
3. เรียนหนักรึเปล่าครับ (อันนี้ก็ยอดฮิตเหมือนกัน)
จำนวนชั่วโมงที่ใช้กับการเรียนน้อยกว่าตอนที่เรียนป.ตรีที่เมืองไทยครับ
แต่ทำไมไม่รู้ถึงรู้สึกเหนื่อยกว่า มีลักษณะพิเศษลู่เข้าขุนช้างมากขึ้นเรื่อย ๆ (ไม่ลู่อย่างเดียวตรงที่ไม่มีนางพิม)
อาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องที่เรียนยากขึ้น เรียนรู้เรื่องน้อยลง หรือกินโปรตีนน้อยลงเพราะในราเมนมีแต่แป้งก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่คิดว่าเรียนที่ญี่ปุ่นไม่ได้หนักขนาดต้องฆ่าตัวตาย แล้วก็ไม่ได้เบาจนถึงขนาดจบไปแล้วยังไม่ได้อะไรครับ
อีกคำถามนึงที่ยังเถียงกับเพื่อนหลาย ๆ คนจนถึงตอนนี้ครับว่า
เด็กญี่ปุ่นเก่งจริงเหรอ
ผมว่าเก่งนะ ในแล็บหาคนที่เก่งคำนวณน้อยกว่าลำบากมาก เพราะข้อสอบเอ็นท์เข้าโตไดเรายังทำไม่ได้เลย
มีหลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่าเด็กญี่ปุ่นไม่เก่งจากเมืองไทยแล้ว พอมาเจอสถานการณ์จริงแล้วจะรู้สึกกดดัน
เพราะฉะนั้นใครจะมาญี่ปุ่นก็อยากให้ทำใจไว้ก่อนเลยว่าคุณอาจจะไม่ใช่หัวแถวเหมือนตอนอยู่ไทย (โชคดีที่ตอนอยู่ไทยเราดันไม่ใช่หัวแถวอยู่แล้ว)
เพราะงั้นความกดดัน เพื่อไม่ให้เราไปเป็นตัวถ่วงเพื่อน ๆ ก็อาจจะมีมากกว่า (มั๊ง)
แต่ว่าไม่ได้ขยันขนาดนั้น ถ้าเทียบกับตอนที่เรียนป.ตรี เพื่อน ๆ ขยันกว่านะ (อย่างที่บอกก็ไม่รู้ว่าป.โท ที่ไทยหรือที่อื่นเป็นยังไง)
จากการที่ได้อ่าน phdcomics แล้วทำให้พบว่าจริง ๆ มันอาจจะไม่ต่างกันมากก็ได้นะ
ดึกแล้วเขียนแค่นี้ละกันนะครับนึกอะไรได้จะมาเขียนต่อ
November 08 ทำไมวิจัยมันถึงยากอะหายไปนาน ขอมาบ่นเรื่องชีวิตรอบ ๆ ตัวหน่อย (ไม่ได้ว่างนะแต่ขี้เกียจอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่น)
ช่วงหลัง ๆ บล๊อก นี้ชอบบ่นเรื่องไปเที่ยวหละ (ช่วงหลัง ๆ ก้อได้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เขียน)
ตอนนี้ถ้ามีคนถามว่าทำอะไรอยู่ ก็คงต้องตอบว่าทำวิจัยอยู่ครับ เพราะว่าปริญญาโทปีสองแล้วเก็บ Course Work หมดแล้วก็ได้เวลาวิจัย วิจัย วิจัยแล้วครับ
สำหรับส่วนตัวชอบงานวิจัย รู้สึกว่ามีอิสระ แล้วก็ท้าทายมากกว่างานในบริษัท
แต่วันนี้จะมาเขียนเหตุผลว่าทำไมทั้ง ๆ ที่มันอิสระแล้วก็ท้าทายขนาดนี้..............แล้วทำไมมันถึงยาก...............
แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนที่วิจัยมานานสั้นกว่าผู้ทรงความรู้จำนวนมาก ความจริงแล้วก็เป็นแค่ผู้เริ่มต้นสำหรับงานวิจัย
แต่อยากบันทึกไว้เผื่อในอนาคตมาดูที่เขียนไว้ตอนนี้คงจะสนุกไม่น้อย
1. แล้วผมจะทำอะไรดี...............
นั่นหนะสิแล้วผมจะทำอะไรดีอะ งานวิจัยจำนวนมากเกิดจากความต้องการขององค์กรหรือหน่วยธุรกิจซึ่งก็หมายความว่าผมจะเซฟสบายใจผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ แต่ท่านก็ต้องเจอกับสภาพกดดันบีบบังคับให้ท่านทำให้เสร็จตามเวลา หรือทำอะไรแปลก ๆ ที่ท่านคิดว่าไม่ค่อยจะมีประโยชน์หรือไม่อยากทำมาก ๆ (ก็ต้องทนกันไป) กลับมาที่เรื่องหัวข้อ
- ทำ Field ไหน..........ผมจะไปรู้ได้ไง แม้ว่า field นั้นดูคร่าว ๆ ตอนแรกแล้วมันน่าสนใจ แต่ช่วงหลัง ๆ คนที่ทำด้านนี้กลับเอาแต่ทำอะไรไม่รู้............น่าเกลียดน่ากลัวตัวละห้าบาทจริง ๆ
- แล้วตรูจะทำเรื่องอะไร.............การหาอะไร"ใหม่ ๆ"ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลกมันเป็นเรื่องที่ยากซาดิสต์มากสำหรับนักวิจัยใหม่ ๆ .............เพราะในขณะที่ท่านกำลังหาหัวข้อ...........นักวิจัยในด้านเดียวกันอีกหลายพันคนทั่วโลกก็กำลังหาหัวข้อ...........เพื่อให้เขาจบ เพื่อตำแหน่งการงานที่ดีขึ้น หรือเพื่อไปเที่ยวฟรีในงานประชุมวิจัยอยู่..............นักวิจัยเหล่านี้บางคนก็ทำวิจัยมาหลายสิบปีแล้ว, บางคนก็เคยเผยแพร่ผลงานวิจัยมากกว่าพันฉบับ, บางคนก็เกาะนักวิจัยสองประเภทแรกที่เพิ่งพูดไปหากิน................การที่คุณจะผลิตงานวิจัยชิ้นใหม่ขึ้นมาได้แปลว่าคุณจะต้องสู้รบปรบมือกับบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้แล้วต้องทำงานที่ดีกว่าด้วย
ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในทุก ๆ ปีมีงานประชุมวิชาการมากกว่า 300 ครั้ง ถ้างานประชุมแต่ละครั้งมีผลงานเข้าร่วมเสนอ 100 ผลงานก็แปลว่าทุกปีมีผู้เสนอผลงานมากกว่า 30,000 ฉบับแน่นอนมันไม่ใช้ด้านเดียวกันทั้งหมดและแต่ละด้านก็มีด้านย่อยมากมายหลายหลาก...........แต่เชื่อผมเหอะ ไม่ว่าท่านจะเลือกด้านไหน............นักวิจัยที่พร้อมจะผลิตผลงานชิ้นเดียวกับท่านต้องมีไม่ต่ำกว่า 10 คนแน่นอน
แต่ปัญหาไม่ได้มีอยู่แค่การที่ท่านหาหัวข้อไม่ได้..............ท่านอาจจะหาหัวข้อได้แต่หัวข้อนั้นมันยากมากจนไม่มีใครสามารถทำได้.................ยกตัวอย่างเช่น ท่านศึกษาเป็นอย่างดีแล้วพบว่า P = NP เป็นปัญหาที่น่าสนใจ เหมาะกับความสนใจของท่าน ยังไม่มีใครแก้ได้ แล้วก็ยังไม่มีใครเขียนเปเปอร์ว่ามันไม่มีทางแก้ได้อีกต่างหาก.......................ความจริงแล้วปัญหา P = NP เป็นปัญหาอันน่าประหลาดที่ไม่มีคนแก้ได้มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว(แน่นอนมันหมายถึงชีวิตของนักวิจัยมากมายที่ต้องตายไปพร้อมกับความผิดหวังที่เขาแก้ปัญหานี้ไม่ได้แม้ว่าจะพยายามมาทั้งชีวิตก็ตาม) แน่นอนถ้าท่านจับพลับจับผลูเรื่องปัญหานี้มาแก้อาจจะหมายถึงชีวิตของท่านที่อาจจะต้องตายไปด้วยความเศร้าเหมือนกับนักวิจัยเหล่านั้น, อาจจะหมายความว่าท่านต้องเรียนโท 10 ปี, หรืออาจจะหมายความว่าท่านจะไม่ได้เที่ยวฟรีตลอดชีวิต
2. วิจัยต้องใช้ความอดทน
- งานวิจัยเป็นงานที่ใช้เวลายาวววววววววววววนาานนนนนนนนนนมากกกกกกกกกก คุณอาจจะต้องเสียเวลากับเรื่องงี่เง่าเป็นเวลาหลายวันโดยที่ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย.........คุณอาจจะกลับบ้านด้วยความดีใจที่คุณได้ความก้าวหน้าแต่ตื่นมาตอนเช้าพบว่าที่คิดไว้เมื่อคืนมันผิด.....................งานวิจัยโดยทั่วไปหนึ่งโปรเจ็กซ์จะกินระยะเวลายาวนาน 2 - 3 ปี ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคุณจะต้องใช้พลังงานของคุณอยู่กับเรื่อง ๆ เดียวตลอดหลายปีนี้................สมมติว่าท่านวิจัยเรื่อง "ลักษณะเท้ามนุษย์กับกลิ่นเหม็น" ก็หมายความว่าท่านจะต้องทนดมกลิ่นเหม็นของเท้ามนุษย์เงินเดือน, นักศึกษา, พนักงานเสิร์ฟ, หรือ คนจรจัด ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานนี้ (นับเป็นงานวิจัยที่น่ากลัวมากแต่คาดว่าถ้าทำน่าจะมีคนสนใจมาก)
- การอ่านเปเปอร์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน.........................คุณจะต้องทนทรมานกับนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง(ส่วนมาก) ที่เขียนเปเปอร์โดยมีความตั้งใจจะไม่ให้คุณอ่านรู้เรื่อง..................การจะทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเพื่อไม่ให้ซ้ำ และเพื่อไม่ให้งานห่วย...................จำเป็นต้องทรมานอ่านไอ้นั่นมากกว่า 15 ฉบับ แน่นอนว่านอกจากที่คุณจะต้องเสียเวลากับการงงเรื่องวิชาการแล้ว.............คุณอาจจะต้องทึ่งกับเหล่าอิงลิชเนทีฟซึ่งไม่รู้ว่าจะเขียนเปเปอร์หรือจะแต่งนิยายย้อนยุคประวัติศาสตร์เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นจะใช้ศัพท์ที่ไฮโซเหลือเชื่อขนาดที่เปิดดิกยังไม่เจอหรือชาวเอเซียที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะใช้ศัพท์ง่าย แต่อ่านจนจบก็ยังไม่รู้เลยว่ามันอยากเขียนอะไร
การอ่านเปเปอร์จะต่างกับการอ่านหนังสือตรงที่ว่าคุณจะต้องใช้วิจารณญาณว่ามันเป็นเปเปอร์ที่ ตีพิมพ์มาเพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยี เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า หรือว่าเป็นเปเปอร์ที่ชักโครกออกมาเพื่อให้จบ ให้ได้เที่ยวต่างประเทศฟรี ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ใช้กับการวิจัยนี้ผมโดนเปเปอร์ที่ถูกชักโครกออกมาชักชวนไปในทางที่ผิดมากกว่า 3 ครั้ง (ประกอบด้วยเปเปอร์คนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย และเกาหลี ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นคนเอเซียที่ ตีพิมพ์เปเปอร์ชักโครกทุกทีเลย) แน่นอนการเชื่อเปเปอร์ที่ผิดทำให้ท่านต้องเสียเวลาและเจ็บตัวอย่างมาก อาจจะทำให้ผลการทดลองของท่านผิดไปด้วย, อาจจะทำให้ท่านต้องเสียเวลาในการที่จะยืนยันว่ามันถูกรึเปล่า.............น่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง
- การเขียนเปเปอร์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน.......................ในเมื่อเราเพิ่งด่าไอ้เปเปอร์ไปตะกี๊ก็ต้องพยายามอย่างมากที่ทำให้งานของท่านไม่ได้เป็นไปตามข้างต้น เปเปอร์ 8 หน้า ก็อาจจะทำให้ท่านต้องมานั่งหน้าคอมเป็นเวลามากกว่า 2 อาทิตย์ในการเขียน-แก้-เขียน-แก้ เขียน ๆ ไปงานผิดก็ต้องกลับไปแก้งานแล้วก็เขียนใหม่อีก......................ยังไม่นับวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาความยาวมากกว่า 50 หน้าซึ่งอาจจะใช้เวลาเขียนมากกว่า 2 เดือนโดยที่ท่านมั่นใจได้ว่าเมื่อท่านเขียนเสร็จจะไม่มีใครอ่านแน่นอน
- การฟังผลงานในคอนเฟอเรนจ์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน..........................สำหรับท่านที่เบื่อหน่ายกับการอ่านเปเปอร์จำนวนมาก.การเข้าฟังคอนเฟอเรนจ์ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งของท่าน ซึ่งจะร่นระยะเวลาการควานหาผลงานได้.......................นอกจากนี้แล้วมันอาจจะช่วยให้ท่านมีอารมณ์อย่างทำงานที่ต้องใช้ความอดทนมากขึ้นอีกนิดหน่อย....................แต่มันก็เป็นอีกงานนึงที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก บางครั้งในหนึ่งวันท่านจะต้องฟังงานวิจัยมากกว่า 20 ฉบับซึ่งไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกัน....................ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ,สำเนียงออสเตรเลีย,สำเนียงเกาหลี,สำเนียงญี่ปุ่น, สำเนียงจีน, สำเนียงไทย (สำหรับผู้ที่วิจัยในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่หนักหนาเท่าไหร่สำหรับท่าน แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในเอเซียแล้วเนี่ยการฟังสำเนียงประหลาด 20 สำเนียงในหนึ่งวันเนี่ยเป็นงานที่เครียดทีเดียว)
3. นักวิจัยเป็นอาชีพที่เดียวดาย
งานวิจัยจำนวนมากเป็นงานที่ต้องทำเป็นกลุ่มเพื่อให้งานออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วงานวิจัยเป็นงานที่ต้องทำแค่คนเดียว............แม้ว่าจะมีคนที่ทำงานใกล้ ๆ กับคุณในห้องแล็บบ้างก็ตาม...........แต่เชื่อเหอะคุณคุยกับเขาไม่รู้เรื่องหรอก (หรือถ้ารู้เรื่องก็แค่ผลลัพธ์.........หรือจุดประสงค์อะไรทำนองนี้) นอกนั้นคุณต้องทำอย่างเดียวดายแค่คนเดียวบอกใครไม่ได้ และเนื่องจากมันเป็นงานที่เดียวดายผลกระทบที่นักวิจัยส่วนหนึ่งจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ
- เนื่องจากงานวิจัยเป็นงานที่ต้องหมกมุ่นใช้ความคิดตลอดเวลาเพราะฉะนั้นคุณอาจจะหมกมุ่นยาวไปจนถึงงานสังคมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดเรื่องงานวิจัยของคุณต่อหน้าญาติสนิทมิตรสหายของคุณ แน่นอนต่อให้พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นนักวิจัยเหมือนกัน พวกเขาไม่อยากได้ยินเรื่องพวกนี้หรอก ผลก็คือสังคมของคุณจะเล็กลง เล็กลงเรื่อย ๆ ในที่สุดคุณอาจจะอยู่ในโลกคนเดียว หาแฟนไม่ได้ ต้องเป็นเพื่อนกับคอมพิวเตอร์ และเป็นแฟนกับเปเปอร์
- เมื่อคุณทำงานไม่สำเร็จเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะร่วมแชร์ประสบการณ์ความไม่สำเร็จอันแสนลำเค็ญกับมนุษย์บนโลกใบนี้และแน่นอนเขาเหล่านั้นจะไม่สามารถแก้ปัญหาให้คุณได้..........ในขณะที่เวลากำลังน้อยลงเรื่อย ๆ คุณกลับต้องวนในอ่างอยู่คนเดียว...............เมื่อได้วิจัยคุณจะรู้ว่าการที่มีเพื่อนคอยลากเข้าป่าคอยไซโคเวลาคิดโจทย์เนี่ยมันดีขนาดไหน
- แน่นอนหากคุณทำงานสำเร็จสามารถตีพิมพ์ในวารสารหรือประชุมวิชาการระดับยอดเยี่ยมของโลก..................ไม่มีใครดีใจนอกจากคุณแน่นอน...................เพื่อนนักวิจัยคนอื่นอาจจะคิดว่า "เซ็งไอ้นี่มันได้เปเปอร์อีกแล้ว" แน่นอนสำหรับเพื่อนนักวิจัยของคุณแล้วก็หมายถึงความกดดันที่เขาจะต้องทำผลงานให้ได้ดีขึ้น.....................นักวิจัยที่ทำเรื่องเดียวกับคุณอาจจำเป็นจะต้องเลิกทำโปรเจ็กซ์ทีเขาใช้เวลาทำมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว.......................ถึงแม้ว่าคุณจะดีใจมากขนาดไหนแต่ในเมื่อคุณแสดงความดีใจกับใครไม่ได้คุณก็อาจจะต้องเก็บความดีใจไว้อย่างเงียบ ๆ คนเดียวและแอบไปฉลองเงียบ ๆ คนเดียว
- การผลิตงานวิจัยมีแรงจูงใจทางสังคมที่ต่ำ......................สำหรับคนที่ทำวิจัยแล้วหลายคนอาจจะโดมากับความเป็นที่หนึ่ง ความยอดเยี่ยม ในสาขาวิจัยที่เขาทำอยู่ แน่นอนตั้งแต่เล็กจนโตพวกเขาเหล่านั้น (รวมทั้งผมด้วย) มีความสุขกับการได้ A ความเป็นเลิศในสิ่งเหล่านั้น...................คิดโจทย์เลขออกสาว ๆ กรี๊ด..................พูดภาษาต่างประเทศชัดแจ๋วผู้ใหญ่ก็ชม.....................มีความรู้ด้านสังคมลึกซึ้งก็อาจจะด่าคนอื่นว่าโง่ตามเว็บบอร์ดการเมืองได้สะดวกปาก.......................แต่เมื่อเริ่มทำวิจัยแล้วคุณจะต้องมาอยู่กับสังคมของคนที่เป็นเลิศในสิ่งเหล่านี้แล้วพวกเขาเหล่านั้นอยู่กับสิ่งนี้มากกว่าคุณเป็นเวลานานหลายสิบปี...............การที่คุณทำสิ่งสิ่งหนึ่งมาได้สำหรับพวกเขาเหล่านั้นมันอาจจะเป็นเรื่องที่ธรรมด๊าธรรมดามากไม่มีคนชมข่มคนอื่นก็ไม่ได้....................สิ่งที่ทำให้คุณอยู่ในโลกวิจัยได้ไม่ใช่ความเท่ห์, ความมีตัวตนในสังคม แต่เป็นความรักในสิ่งที่คุณวิจัยอยู่
จบเครียดไปหน่อย อย่างไรก็ดีผมคิดว่าวิจัยก็มีเรื่องดี ๆ อีกมากมายนะครับ วันหลังจะมาเขียนเรื่องสนุก ๆ ที่อยู่เบื้องหลังงานวิจัยละกัน October 01 สะเปะสะปะวันนี้อยากอัพเพราะว่าเวลามันชวนให้อัพแหละ
คิดว่าหลังจากวันนี้คงไม่มีโอกาสอัพอีกนานพอดู
ก็เลยมาอัพไว้ว่าผมยังมีตัวตน
บล๊อกนี้ยังไม่ร้าง
เจ้าของยังขยันหมั่นเพียรมาอู้ที่นี่ได้อย่างต่อเนื่อง
ไม่ไปไหน
ขอบคุณ หมู เล่ย รัดจิ และ เต้ ที่ช่วยมา comment ให้ใน blog ที่แล้วนะ
ทุกทีก่อนเขียน blog เนี่ย
จะคิดมาก่อนเล็กน้อยว่าจะเขียนอะไรบ้าง
แต่วันนี้ไม่ได้คิดมาก่อนแฮะ
เขียนเพราะสมัครใจอยากเขียนเอง
วันนี้เพิ่งสังเกตแหละว่า
ที่ link ไปที่บล๊อกอื่นของบล๊อกรัดจิ
ได้แก้ประเภทของ blog เราแล้ว
เปลี่ยนจาก "เพ้ออีกราย อ่านแล้วเพลินดี"
เป็น "หนังสือต้นผจญภัย ออกแนวดราม่านิด ๆ "
เหอ ๆ
blog เรากลายเป็นแนว drama ตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่เคยมี พระเอก นางเอก ตัวโกง นางอิจฉา ตัวประกอบ
ไม่เคยมีบทรักหวานซึ้งรัญจวนใจ
พระเอกก็ไม่เคยโดนนางอิจฉายุจนต้องมาระบายอารมณ์ตบจูบตบจูบใส่นางเอก
จะว่าไปแล้วออกเป็นแนว ๆ โรแมนติกคอมเมดี้น่าจะดีกว่านะ
(โรแมนติก ตรงไหน แล้วก็ คอมเมดี้ตรงไหนเนี่ย)
พูดถึงโรแมนติก
มันเป็นเรื่องที่ที่บ้านก็บอกมาตั้งแต่ยังเล็กเลยนะ
ว่า............แกเนี่ยมันเป็นผู้ชายที่ไร้ความโรแมนติกสิ้นดี
เชื่อมะว่าเป็นคนที่สามารถจำวันเกิดของทุกคนที่เคยรู้ว่าเกิดวันไหนได้
แต่พอเอาเข้าจริง ๆ พอถึงวันนั้นก็ลืมทักทุกที (ไม่อยากใช้ organizer อะไรทั้งนั้นเพราะของแบบนี้มันเป็นเรื่องของความโรแมนติกอะ)
เชื่อมะว่าคิดว่าตัวเองเป็นคนอ่านสังเกตหน้าคนได้เก่งมาก รู้ได้ว่าใครกำลัง ดีใจ เสียใจ เศร้า กังวล เครียด อยู่
แต่ก็ไม่เคยจะทำอะไรกับข้อมูลพวกนี้ให้มันถูกจังหวะ ถูกโอกาสซักกะที
ความเป็นคนโรแมนติกนี่มันฝึกกันยากมะ
อยากฝึกจัง
อืม
เขียนไรดีอะ
เอาเป็นประมาณนี้ดีมะ
"10 ดาราหญิงขวัญใจของต้น"
ไม่ดี ๆ มันดู specific เกินไป
เด๋วทุกคนจะตะลึงในรสนิยมของต้น
"10 หนังสือที่ต้นชอบอ่าน"
มันดูเหมือนการบ้านในมหาลัยมากไปนะ
แล้วทุกคนก็คงพอจะเดาออกอยู่ดี
"10 เรื่องที่อยากขอโทษทุกคนมากที่สุด"
เดี๋ยวก็มีคนด่าว่าเป็นเด็กมีปัญหาทำตัว innocent อีก
"10 blog แนะนำ"
เฮ้ย อันนี้ต้อง censor เด๋วจะมีคนรู้ว่าต้นแอบอ่าน blog ชาวบ้านเขาทั่วไปหมด
"10 ข้อสอบที่ชอบมากที่สุด"
อืม บอกไปเพื่อน ๆ ก็คงจะว่าว่าซาดิสม์ มาโซคิคต์ เปล่า ๆ
อ้อ ก่อนจบเพื่อนเรา (สน) ฝากประกาศหาคนทำเว็บ
โดยใช้เครื่องมือคือ php javascript mysql ajax
ตัวอย่างของเว็บที่บริษัทเขาทำอยู่
ก็เกี่ยวกับการ search ๆ หา content ต่าง ๆ ใน internet หละ
น่าสนใจเหมือนกันนะ
งานที่เหลือตอนนี้ก็เกี่ยวกับการ coding แล้วก็เพิ่มเติม feature ต่าง ๆ
เขาทำกันเป็นบริษัทหละ หาคนทำ part-time หรือ full-time อยู่มั๊ง
จบละสั้นดีมะ blog วันนี้
ชื่อเพลง/Title : นกกระดาษ
อัลบัม/Album : The Messages ศิลปิน/Artist : แดน --------------------------------------------------------------------------------
เนื้อร้อง * พับเป็นนกไปอวยพรให้เธอหาย
เจ็บแค่ไหนจะบรรเทาจนหายดี ฝากเป็นนกกระดาษไปให้ช่วยรักษา เธอต้องดีขึ้นมาอยู่เคียงข้างกันอย่างเดิม ข่าวมาได้ฟังข่าวมาว่าเธอไม่สบาย
ห่วงเธอเจ็บป่วยแบบนี้ ฉันทุกข์ใจ ฉันอยากป่วยแทน เจ็บแทนเธอรู้ไหม ฉันนั้นห่วงเธอเหลือเกิน พรไหนความเชื่อแบบไหนช่วยเธอหายดี
เพลงนี้พับเพลงเป็นนกส่งให้เธอ หางและปีกมาด้วยศรัทธาของฉัน นกกระดาษนั้นฉันให้เธอ (*)
หวังไว้ว่าอีกไม่นานเธอก็หายดี
เพลงนี้ฉันฝากกับนกไปให้เธอ ขอนกกระเรียนโปรดช่วยเธอของฉัน ให้ไม่กี่วันก็แข็งแรง (*)
อยู่เคียงข้างฉันดังเดิม(ฉันขอพร)
August 27 Freshy Manก่อนจะลืม ขอบคุณ พี่เอ็ก น้องนิว ฝ้าย รัดจิ บอย เต้ และ หมู อ่า ถึงรัดจิ เราก็บ่นไปงั้น ๆ แหละ ไม่รู้ใครเป็นแบบเดียวกันบ้างเปล่า แต่เวลาเขียนบล็อกถ้าเขียนอะไรสร้างสรรค์ ๆ นี่ มันจะเขียนไม่ค่อยออก ต้องเขียนแบบ ด่าคนนู้นที จิกคนนี้ที ว่าคนนั้นที แล้วมันจะเขียนเพลินไม่รู้จบ ประมาณว่าหาที่จบไม่ได้ เป็นความบันเทิงส่วนตัวที่คนที่ถูกด่า ถูกจิก ถูกว่า มักจะไม่ค่อยบันเทิงด้วยเท่าไรแฮะ -_-“
ถึงบอย เราว่าโปรเจ๊กบอยเนี่ย หรูหรา ฟู่ฟ่าอลังการงานสร้างสุดแล้ว โปรเจ๊กเราเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวผงธุลีของโปรเจ๊กบอยมากเลย
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่งความสดจริง ๆ เนื่องด้วยเพิ่งสอบวิชาเลือกที่วิดยาเสร็จ วันเสาร์ไปกินข้าวกับที่บ้าน กินข้าวเสร็จนอนอืด วันอาทิตย์ก็เอื่อยเฉื่อย แต่ว่า ๆ ๆ ๆ ๆ ตอนเย็นแน็ค[1] โทร.มาเร่งให้ทำการบ้านให้เสร็จ เพราะแน็คจะทำต่อ ก็เลยปั่นด้วยความง่วงนอนไปเรื่อย ๆ เราได้ทักษะ “การเขียนโปรแกรมเสมือน” จาก Robocup มาแล้วได้มาประยุกต์ใช้กับการบ้าน การเขียนโปรแกรมเสมือนหมายความว่า ทักษะอย่างหนึ่งที่ทุกอย่างเหมือนการเขียนโปรแกรมปกติทุกอย่าง เว้นแต่ว่าตาจะปิดบ้างเปิดบ้าง มือจะพิมพ์ถูกบ้างผิดบ้าง ผลผลิตจากการเขียนโปรแกรมเสมือนคือ โค้ดเน่า ๆ กลุ่มนึง ซึ่งจะใช้เวลาในการเขียนโปรแกรมมากกว่า 10 เท่าในช่วงการเขียนโปรแกรมเสมือน ในการทำให้มันใช้ได้เหมือนเดิม นั่นแหละที่ทำการบ้านส่งไปให้แน็คเนี่ย มันก้อทำด้วยการเขียนโปรแกรมเสมือนนั่นแหละ แล้วตอนนี้ก็กำลังเขียนบล็อกเสมือนอยู่ JJJJJ เขียนไปหลับไป
เออวันจันทร์ก็ไปฟังว่าต้องกรอกใบสมัครอะไรบ้าง ฟังไม่รู้เรื่องเลยแฮะ มีแต่คนคอยแต่ถามเรื่องประเด็นย่อยที่เกี่ยวกับตัวเอง จนคนอธิบายไม่สามารถอธิบายประเด็นหลักที่ทุกคนควรรู้ได้ เป็นเรื่องที่ทำให้ต้องคิดเลยนะ เมื่อสมัยเด็ก ๆ หรือตอนนี้ก็ช่าง ตอนที่อาจารย์สอนเสร็จ เวลาก็เหลือ แต่ว่าอาจารย์ก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะสอนอะไร อาจารย์ก็มักจะถามว่า มีใครต้องการจะถามอะไรไหมคะ แล้วพอไม่มีใครถาม (ซึ่งโดยมากก็เกิดจากการไม่รู้จะถามอะไรจิง ๆ) ก็จะบ่น ๆ ว่า เนี่ยนะเด็กไทยเราเป็นแบบนี้แหละ เลยแพ้เด็กฝรั่ง เด็กไทยเราเสียตรงนี้แหละ ไม่กล้าแสดงออก แล้วประเด็นที่จะยกมาพูดวันนี้ก็คือ “ไม่มีความเป็นผู้นำ” แต่ถ้าเกิดคนทุกคนกล้าแสดงออก กล้าเป็นผู้นำ โดยที่ไม่สามารถเป็นผู้ตามที่ดีได้เนี่ย ห้องเรียนก็จะล้มเหลว ล้มเหลวเหมือนกับการอธิบายการเขียนใบสมัครในทุนญี่ปุ่น ทุกคนก็จะพากันลากเรื่องที่เรียน ไปยังเรื่องที่ตัวเองสนใจ เพื่อจะได้เป็นผู้นำของทุกคน แล้วในที่สุดก็จะไม่มีประเด็นอะไรเลยที่ได้จากการเรียน คำถามที่มักจะติดอยู่ในใจเสมอ(เออ ฟังเพลงนี้อยู่พอดีเลยแฮะ) คือคนที่เป็นผู้นำ มักจะเป็นผู้ตามที่ดีไม่ได้จริงรึเปล่า ไม่รู้ว่าจริงเท็จเป็นยังไง แต่ที่เห็นก็เป็นอย่างงี้เยอะเหมือนกัน คือคนที่มีความเป็นผู้นำสูง ๆ เนี่ย มักจะหงุดหงิดหุดหิดเวลาที่ต้องมาตามก้นคนอื่น ยิ่งถ้าต้องมาตามก้นคนที่ความสามารถน้อยกว่าเนี่ย เขาจะหงุดหงิด ๆ แล้วก็โมโหไปเลย ผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรนะ แต่จากการสังเกตมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร ผมคิดว่าการเป็นผู้ตามที่ดีเนี่ยก็เป็นงานที่ยากมาก ๆ งานนึง คนบางคนเป็นผู้ตามไม่ได้เอาซะเลย แอบสังเกตคนประเภทนี้มักจะไม่ค่อยชอบเข้าห้องเรียน ผมว่าการเข้าห้องเรียนเนี่ยเป็นการฝึกทักษะการเป็นผู้ตามที่ดีมาก ๆ เพราะเราต้องเป็นผู้ตามของอาจารย์ผู้สอน เพื่อพัฒนาทักษะตามแบบฉบับของผู้สอนให้ได้ คนบางคนเมื่อเจอผู้นำที่แย่กว่าตนก็เลือกที่จะเป็นผู้ตามที่แย่ เลือกที่จะหลับหรือว่าจับกลุ่มคุยกัน การปฏิบัติตามกฎระเบียบก็เหมือนกัน ผู้ตามที่แย่มักจะปฏิบัติตามกฎระเบียบเฉพาะกฎที่ตัวเองชอบ หรือว่ามันตรงกับ”กฎของผม”เท่านั้น และพยายามจะโจมตี หรือตั้งคำถามกับกฎที่ตัวเองไม่ชอบ หรือจะเสียประโยชน์เมื่อปฏิบัติ เขียนไปเนี่ยก็ดูตัวเองไปเรื่อย ๆ อยู่นะ ว่าตัวเองเป็นผู้ตามที่แย่รึเปล่า ได้คำตอบว่าเราเป็นผู้ตามที่แย่แฮะ คอยทำอะไรแหวกแถวผู้นำอยู่เรื่อย ผมมองว่าสังคมไทยปัจจุบันนี้ ไม่ได้ขาดผู้นำอย่างที่ใคร ๆ เขาพูดกันหรอก สิ่งที่ขาดไปก็คือขาดผู้ตาม ทุกคนต่างพากันแย่งกันเด่น ทุกคนพยายามจะสร้างข้อสงสัยในผู้นำของตน (ไม่ได้หมายถึงระดับประเทศเท่านั้นนะ แต่หมายถึงระดับภูมิภาค ระดับองค์กร ระดับท้องถิ่น หรือ แม้แต่ระดับครอบครัว)
อื้มฟังเรื่องใบสมัครเสร็จแล้วก็ไปหาที่เรียนญี่ปุ่น ยังหาไม่ได้แฮะ สรุปแล้วก็ไปเรียนญี่ปุ่นแถวเกษตร เหตุผลสำคัญก็คือ น้องเคยเรียน แล้วก็เลยเชื่อน้อง ตอนนี้ก็เรียนได้ 2 ครั้งแล้วหละ ก็ใช้ได้นะ ไม่รู้ว่าดีรึเปล่า เพราะไม่เคยเรียนที่อื่น เลยไม่มีอะไรเปรียบเทียบ วันพรุ่งนี้จะสอบภาษาญี่ปุ่นยังไม่รู้จะเอาอะไรไปสอบเลย
หลังกลับมาบ้านก็นั่งปั่น Senior project proposal เจ๋งดีมะ เวลาจะส่ง Senior project proposal เนี่ย เขาต้องให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจจนอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นว่า proposal ผ่านแล้วส่งได้ มันส่งวันพุธหละ แต่เราเริ่มทำคืนวันจันทร์ แล้วก็ต้องเอาไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาวันอังคาร เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาติทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วก็เอาไปแก้ในคืนวันอังคาร แล้วก็แก้ให้เสร็จส่งในวันพุธ ซึ่งการทำเนี่ยเวลาน้อยแล้วยังกะแดะ ใช้ latex โดยที่ไม่เคยใช้มาก่อน ด้วยความคาดหวังว่ามันจะช่วยลดเวลาในการทำงาน ความจริงแล้วมันช่วยเพิ่มเวลาอย่างมากมายเลยแหละ เริ่มด้วยการที่ต้องใช้ภาษาไทย ซึ่งก็ติดตั้งยากบรม เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดมันก็ติดตั้งภาษาไทยไม่ได้ แล้วมันก็ไม่มีที่ไหนเลยที่เปิดให้ load Version เก่า ๆ ที่ติดตั้งภาษาไทยได้ เลยต้องไปขอความช่วยเหลือจากพี่เนย[2] ในที่สุดหลังจากลองอยู่นานก็เลยสามารถใช้ภาษาไทยได้ซะที แต่ว่าก็ยังไม่มี editor ตัวไหนสามารถเขียนภาษาไทยซะที มี 2 ตัวที่สามารถเขียนภาษาไทยได้อย่างยอดเยี่ยม (ยอดเยี่ยมมาก) นั่นก็คือ EditPlus กับ Notepad เลือกใช้ตัวที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าอย่าง EditPlus แหละ
ในที่สุด Draft Proposal แบบสดสุด ๆ ก็ถึงมืออาจารย์อรรถสิทธิ์ แต่ว่าก็ต้องโดดเรียนวิชาปรัชญาการเมืองด้วยแฮะ นั่งทำหัวโต (ก็โตอยู่แล้วหนิ) แต่ว่าขนาดเล่นกระดาษให้มัน ขอบ ซ้าย ขวา บน ล่าง เยอะ ๆ สมการเยอะ ๆ (สมการมันกินที่หนะ แต่ก็ใช้เวลาเหมือนกันเพื่อจะประดิษฐ์สมการให้มันได้รูปสวย ๆ) ยังได้ Proposal ที่บางเฉียบเมื่อเทียบกับเหล่าเซียน เพิ่งเห็นถึงความเหนื่อยของการทำโปรเจ็กท์คนเดียวก็ตอนนี้แหละ นอกจากจะเหงาไม่มีใครปรึกษา ไม่มีใครเร่งรัด นอกจากอาจารย์แล้ว ยังต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเป็น 2-3 เท่าอีกต่างหาก แม้ว่าจะไม่ต้องงอนใคร ทะเลาะกับใคร โดนใครด่าก็เหอะ เหงาจัง ไม่น่าเชื่อเลยเนาะ เราทำให้คนที่คิดถึงเรา และคนที่เราคิดถึงเสียใจพร้อม ๆ กัน
ส่ง Draft เสร็จกลับที่บ้านหวังจะทำการบ้าน AI แต่ก็หลับไปตื่นมาทำอีกทีตอนตี 2 แต่ว่าก็มีเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจเล็กน้อย ตอนตี 2 – ตี 3 รู้สึกผิดจังเลย เหมือนเป็นตัวการที่ทำให้คนสองคนทะเลาะกัน อื่มเอาไงดี คือการที่จะคนจะทะเลาะเนี่ย ถ้าจะทะเลาะแล้วก็โกรธอยู่นานเนี่ย ก็แสดงว่าคนสองคนจะต้องสนิทต้องผูกพันกันพอสมควรเลยเนาะ JJJJJ การที่เราไปทะเลาะกับคนข้างถนน เพราะว่าดันไปเดินชนเนี่ย ก็คงไม่ทำให้เราโมโหมากมายเท่ากับการทะเลาะกับเพื่อนสนิท หรือ ว่าคนที่เรารักอย่างมากได้หละมั๊ง การที่คนสองคนทะเลาะกันเนี่ย (รวมทั้งทะเลาะกับเราด้วยเนี่ย) แล้วก็โกรธกันอย่างมากด้วย แสดงว่าคนสองคนต้องสนิทกันพอสมควร ก็เสียดายความสนิทนั้นหนะคับ ไม่อยากให้ทะเลาะกัน อยากให้คืนดีกันเร็ว ๆ หนะคับ จากการสังเกต คือคนที่สนิทกันมาก ยิ่งสนิทกันเท่าไรก็ยิ่งจะโกรธกันง่าย ยิ่งรักกันเท่าไร ยิ่งคาดหวังอยากให้คนที่เรารักทำอะไรให้เยอะ ๆ ต่างฝ่ายต่างคาดหวัง ลงท้ายด้วยความโกรธกัน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าธรรมชาติจะสร้างความแปลกประหลาดบ้า ๆนี้มาให้กับมนุษย์ พี่น้องก็เลยทะเลาะกันบ่อย ๆ คนเป็นแฟนกันก็เลยทะเลาะกันบ่อย ๆ อีกเหมือนกัน เฮ้อ
พูดถึงเรื่องนี้เลยนึกขึ้นมาได้ ต้องแก้ตัวหน่อย เป็นพิธี มีหลายคนชอบหาว่าเราขี้งอนหมายเลข 1 จิงเหรอ ความจิงแล้วเนี่ยตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยงอนใครมาก่อนนะ หรือที่ไม่เคยงอนใครเพราะว่าไม่เคยจะสนิทกับใครนะ แล้วก็เพิ่งจะงอนไม่กี่ครั้งเอง อยากให้พวกคนที่ชอบคิดว่าเราขี้งอนเนี่ย มาเจอบรรยากาศเหตุการณ์ หรือได้มาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันบ้างจัง อยากจะรู้ว่าจะทนไม่ให้งอนได้ไหมอะ สถานการณ์บางอย่างมันไม่สามารถบรรยายได้เป็นคำพูดได้นะ ว่ามันเป็นยังไง แล้วคนแต่ละคนก็ Sensitive กับเรื่อง คนที่หาว่าเรางอนเนี่ย บางคนเจออะไรนิดหน่อยก็โวยวาย ๆ บ่น ๆ ๆ ๆ ๆ แล้ว แต่บางคนก็ยอมรับว่ามีความอดทนมาก แต่นั่นแหละ ความจิงแล้วก็ฟังเสียงส่วนใหญ่นะ (อย่าลืมเลือกผมนะคับ) ก็พยายามจะขี้งอนให้น้อยลงอยู่ แม้ว่าจะแอบคิดว่าเสียงส่วนใหญ่เนี่ย เกิดจากการที่ขีดกั้นทางการเผยแพร่ความคิดมันต่ำ(ไม่ต้องตกใจ ๆ มันเป็นคำที่เพิ่งนึกขึ้นมาตะกี้) แนวความคิดมันก็เลยเผยแพร่ไปถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ได้ง่าย
อ่านต่อในความคิดเห็นที่ 1 August 06 se กับ sosโอ้ คุณ Microsoft ครับ นอกจากที่คุณจะทำอันตรายต่อ blog ผม จนทำให้กระผมหุดหิดหัวใจทุกครั้งที่ใช้ blog แล้ว ยังมาทำอันตรายต่อ spaces ของกระผม เล่นเอาซะหน้าตากลายเป็นเป็ด กว่าจะทำให้หน้าตาเป็นแบบนี้ได้เนี่ย นั่งงงอยู่ตั้งนาน (เอ๊ะหรือเราโง่เองหว่า คนอื่นเขาปรับได้ง่าย ๆ ) ถ้ามีปัญหามากนี่ จะหนีไปใช้ blog ที่อื่นแล้วนะ (แล้วจะมีใครไปอ่านมั่งเนี่ย ขนาดมีดาว ๆ ยังไม่มีใครอ่านเลย)
อาทิตย์ที่ผ่านมาก็โดนดูดเวลาไปกับ SE ซะเยอะ เนื่องจากอาทิตย์แล้วสอบ SE ไป ทำได้น้อยมาก ๆ เลยเกิดอาการคึก นัดทุกคนมาทำซะงั้น (ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยคิดอยากทำมาก่อน) จากนั้นก็ปราบดาภิเษกตัวเองขึ้นเป็น phase leader อีกด้วย (บ้าที่สุดเป็น phase leader งานที่อยากทำน้อยที่สุดเนี่ยนะ) จากความบ้าชั่ววูบวันนั้น ก็ทำให้ชีวิตดูเหนื๊อย เหนื่อย งาน SE Analysis Phase นี่ แบ่งงานยากชะมัด กลุ่มก็ใหญ่ งานมันไม่สามารถแบ่งเป็นหลาย ๆ ส่วนได้ด้วย ต้องทำต่อกันไปเรื่อย ๆ ตาม Flow ซึ่ง Flow ที่ว่าก็ต้องย้อนกลับมาที่เดิมบ่อยมาก แล้วกลุ่มมันก็ใหญ่มาก 9 คน ที่มีพื้นฐานมีสไตล์การทำงานที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว บางคนชอบทำงานเร็ว ๆ พอทำงานกับเราแล้วเขาก็จะหุดหิดหงุดหงิดหัวใจ ทำไมแกถึงเชื่องช้าจังฟะ ๆ ๆ ๆ ๆ รีบ ๆ ทำให้มันเสร็จเซ่ (เออถ้ามาอ่านจะบอกว่าทำไปเหอะไม่เป็นไรหรอก เจอที่โรบอทบ่อยแล้ว) บางคนชอบทำงานเนี๊ยบ ๆ พอทำงานกับเราแล้วก็กลายเป็นเราที่หงุดหงิดหุดหิด เราก็ขอโทษด้วยน้า เผลอหงุดหงิดหุดหิดใส่ป๊อกไป 2-3 ที แต่งานป๊อกนี่เนี๊ยบมาก ๆ เลยแบบไม่มีอะไรผิด ด้วยความที่กลุ่มมันใหญ่ด้วย step ที่ต่างกันสุด ๆ จะบอกว่าเวลาประชุมนี่แอบมึนมากเลย ใครพูดเรื่องอะไรนะลืมไปแล้ว เอาเป็นว่าสุดท้ายงานไม่เสร็จ กลับบ้านดึก 3 ทุ่ม 2 วันรวด (แต่ปกติทำงานโรบอทกลับบ้าน 3 ทุ่มเนี่ย คงโดนพี่ช้างกระซวกถึงไส้) แต่ในที่สุด.............ก็มีส่ง โดนติไม่เยอะเท่าไหร่แฮะส่วนใหญ่ก็เป็นเหตุผลมาจากความขี้ลืมของเราเอง เขียนไว้กันลืมอีกทีว่า ลืมเขียนไปว่าจะ Train ยังไง ลืมทำงบประมาณชี้แจงให้อาจารย์ดู แค่นี้แหละมั๊ง โดน”ตำหนิ”ไปซะเยอะเลย
อื่ม ถ้าเป็นเมื่อก่อนเนี่ยก็คงเขียนลงใน blog ว่า โดน “ด่า” ไปซะเยอะเลย แต่ว่าพอทำโรบอทไปนาน ๆ เนี่ย ต้องลดระดับความเว่อร์ลงเล็กน้อย ไม่อย่างงั้นก็ไม่รู้จะเรียกไอ้ที่เจอในโรบอทว่าอะไร ว่าแต่การหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองโดนด่าเนี่ย เป็นงานที่น่าสนใจอย่างนึงเลยนะเนี่ย เช่นสมมติว่ามีโชว์ซักที่ซึ่งทำให้ต้อง set ระบบรวมเวลาแล้วก็ไม่เห็นจะเคยต่ำกว่า 5 ชั่วโมง ถึงจะมีคนบอกว่ามันแค่ 3 ชั่วโมงก็เหอะ แต่รวมเวลาเตรียมของเวลาเดินทางมันก็เกิน 5 ชั่วโมงทุกที ถ้าไม่สนใจจะหาข่าวว่ามันมีเวลาที่เขาไปเซ็ตกันแล้วบังเอิญเดินไปเจ๊อะพี่ช้างพอดี ก็จะเจอพี่ช้างด่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ (อันนี้ด่าจิง ไม่ใช่ตำหนิ) จะบอกว่าเหล่าลูกรักของพี่เขาไม่เคยบอกเนี่ย ก็มีโอกาสจะโดนสวนหนักกว่าเดิม กรณีต่อมาถ้าเกิดได้ข่าวแล้วติดธุระจะไม่ไป (ทั้ง ๆ ที่ติดธุระจิง ๆ หนะนะ) ก็จะเจอแหวนน้อยใจ แล้วก็บ่น ๆ มุบมิบ ๆ ว่า แกก็ไม่เคยว่างอยู่แล้วหนิติดธุระทุกที กรณีถัดมาไปปรากฏตัวที่ห้องโรบอท แล้วก็ไปทำงานจับนู่นจับนี่ ก็มักจะทำไม่ถูกโรค ไม่ซุ่มซ่ามทำอะไรพลาดแล้วโดนด่า (ก็คนมันเป็นซะอย่างงี้อะ ทุกครั้งที่จับที่แตะก็ตั้งสติสุด ๆ แล้วนะ) แล้วนอกจากซุ่มซ่ามแล้วเนี่ยก็มักจะไม่รู้ข้อมูลด้วยว่าไอ้นู่นไอ้นี่มันทำยังไง ก็ข้อมูลมันถูกกักอยู่ในผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชมรม เหล่าลูกรักจะได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้อย่างรวดเร็ว กระชับ ฉับไว แต่ลูกชังก็จะ............บอกมันไปทำไมวะ พอถามก็จะทำหน้ารำคาญ ๆ ไม่ก็ทำเป็นไม่ได้ยินคำถามซะงั้น พอเซ้าซี้มาก ๆ ก็จะโดนด่า (โดนด่าอีกแล้ว) กรณีสุดท้ายเข้าไปนั่งเฉย ๆ เป็นหุ่น ไม่ก็ไปนั่งหางานอื่นทำ ให้พอมีรูปร่างตัวตนปรากฏในห้อง ก็จะโดนคนด่าอีกอยู่ดีว่าทำไมไม่ช่วยเพื่อนทำ
เฮ้ยเดี๋ยว ที่เล่านี่ตั้งใจให้เป็นเรื่องตลกนะ อย่าเข้าใจเจตนารมณ์ผิด แต่บางอย่างมันก็ทำให้รู้สึกแย่จิง ๆ แหละ เด๋วนี้พวกโรบอทคุยกันเนี่ย ก็ฟังไม่รู้เรื่องแล้วหละ ไม่รู้เรื่องงานอะไรเพิ่มเพราะไม่มีใครบอกอะไร แอบรู้สึกไปเองรึเปล่าว่าเวลาเข้าไปอยู่ในห้องโรบอทคนอื่นมันเหมือนจะทำงานไม่ได้เพราะงานที่ต้องทำมันต้องปิดบังอะไรอยู่ (แกสำคัญถึงขนาดต้องมีอะไรปิดบังเลยเหรอ) อาจารย์มานพพูดตอนนั้นว่า เหมือนเรากำลังพยายามผลักงานแล้วก็ไม่ยุ่งไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็ไม่รู้จะทำไง เหล่าผู้บริหารระดับสูง และเหล่าลูกรักไม่ส่งข่าวมาทำอะไรไม่ได้เลย
มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ เรื่องนึงที่หลาย ๆ คนมักจะพลอยเปลี่ยนให้เป็นเรื่องใหญ่ ๆ เสมอ อย่างเช่นเมื่อ 2 – 3 อาทิตย์เนี่ย ต้นรู้สึกเครียดมากอย่างบอกไม่ถูก คืออยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าสายตาของทุกคนที่มองมา มันดูเครียดแค้นเหมือนมีใครส่งจิตสังหารตลอดเวลา แบบเวลาเดินผ่านก็ไม่ค่อยมีใครมองที่ตา พยายามหลบหน้าเบี่ยงออกไปอีกทางนึง หรือแบบหลาย ๆ คนเวลาพูดด้วยก็เหมือนจะพยายามปิดบังอะไรอยู่ ความจิงแล้วมันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้นะ รู้เปล่าว่าผมคิดมากไปถึงไหน แต่สุดท้ายได้ไปวัดอาทิตย์นั้นพอดี หลวงพ่อท่านก็บอกว่า คนที่ทำอะไรผิดเนี่ยจะระแวดระวังตลอดเวลาว่าจะมีคนโกรธ มีคนทำร้าย การที่รู้สึกหวาดกลัวแบบนี้เกิดจากการทำความชั่วเก็บไว้มาก ๆ เอ แล้วเราทำความชั่วอะไรหว่าถึงเอาแต่คิดแบบนี้ ก็เลยนั่งคิดกับตัวเองว่าเราทำอะไรชั่ว ๆ บ้าง แต่ไป ๆ มา ๆ คิดไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่าความคิดที่อยากปกป้องตัวเองก็บอกว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย แล้วอยู่ดี ๆ ความคิดเรื่องจิตสังหารก็หายไปซะงั้น ตลกดี
วันก่อนเถียงกับกีวี่อย่างรุนแรง เรื่องที่ว่าคอมพิวเตอร์แก้ปัญหาจากเป้าหมายระดับบน (งานที่ต้องทำ) ไปยังระดับล่าง (จะทำอย่างไร) หรือมากปัญหาจากเป้าหมายระดับล่างขึ้นไประดับบน ขอเรียกว่า Top – Down และ Bottom – up ละกัน ก็เราเคยอ่านหนังสือของคุณ Donald E. Knuth ชื่อหนังสือ The Art of Computer Programming เป็นหนังสือที่ “มัน” มาก recommend แต่เรายังอ่านไม่จบเลยนะ อ่านแบบผ่านมาก ๆ ตรงไหนอ่านรู้เรื่องอ่าน ตรงไหนอ่านไม่รู้เรื่องดูถ้าเหมือนยาก ช่างมันอ่านข้าม เขาบอกว่า Model คอมพิวเตอร์ปัจจุบันซึ่งใช้แบบจำลองของ แวน ฮอยเก้น (เขียนยังไงหว่า) แก้ปัญหาจากข้างล่างขึ้นข้างบนแหละ แบบพยายามแก้ปัญหาเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ ดูว่าปัญหาเล็ก ๆ เหล่านั้นจะรวมขึ้นเพื่อใช้แก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ยังไง เราจึงไม่สามารถจำลองคอมพิวเตอร์เป็นอะไรที่ Non-Deterministic ได้ คำว่า Non-Deterministic หมายความว่าถ้า input มีค่าเป็นค่าหนึ่ง ๆ จะต้องได้ output เป็นค่าใดค่าหนึ่งเสมอรึเปล่า ซึ่งคอมพิวเตอร์เป็นแบบนั้น ลองคิดดูว่าถ้าคอมพิวเตอร์แก้ปัญหาแบบ Top – Down คอมพิวเตอร์จะสามารถ Generate หลาย input จาก output นึง เพราะจะมองเห็นว่าไปทางไหนได้บ้าง ด้วยเหตุนี้คนถึงมักจะไม่ค่อยสามารถเขียนสั่งงานคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเรามองสวนทางกัน คนนึงมองจากข้างบนแล้วก็บอกว่าตึกรามบ้านช่องข้างล่างสวยดี แล้วก็กลัวความสูงเลิกมองไป อีกคนนึงมองจากด้านล่าง แล้วตะโกนบอกคนข้างบนว่ารู้รึเปล่าว่าที่ข้างบนเห็นว่าสวยเนี่ย มีแต่ความน่ารังเกียจปะปนอยู่ ที่คนจากข้างบนมองลงมาก็จะไม่เห็น (แต่กีวี่เห็นว่าในเมื่อคอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมาจากคน มันก็ต้องมอง Top – Down แบบคน อืมก็อาจจะจิงก็ได้นะ) เออพูดแค่นี้แหละ Blog นี้เกิดขึ้นจากความเหน็ดเหนื่อยจากเรื่องเทคนิคลึก ๆ หันมาบ่นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมการเมือง ดีกว่า
อาทิตย์นี้กะจะคุยเรื่อง project กะเขาบ้าง เพราะว่ามีคนถามเยอะ ก็ทำเรื่องเกี่ยวกับ Computer Arithmetic อยู่คับ Computer Arithmetic ก็เกี่ยวกับว่าเราจะแทนตัวเลขต่าง ๆ อย่างไร และจะหาวิธีการบวก การลบ การคูณ การหารจากการแทนตัวเลขเหล่านั้นได้อย่างไร อย่างเช่นว่า ปกติเนี่ยคอมพิวเตอร์มันจะแทนจำนวนต่าง ๆ ด้วยเลขฐาน 2 ใช่มะ แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่เอาแบบนั้น ลองแทนด้วยฐานรูท 2 ดู ก็น่าจะทำให้แทนเลขอตรรกยะได้ง่ายขึ้น หรือแทนด้วยฐาน -2i ก็อาจจะแทนเลขจำนวนเชิงซ้อนได้ดียิ่งขึ้น แล้วถ้าแทนด้วยฐาน Golden Ratio (รูท 5 บวก 1 หาร 2) อาจจะทำให้การบวกเลขทำได้เร็วขึ้นก็ได้นะ เรื่องที่คิดว่าจะทำเกี่ยวกับการหาวิธีแทนจำนวนเชิงซ้อนให้มีน้ำหนักน้อยที่สุด น้ำหนักน้อยสุดนี่หมายความว่ามีจำนวนเลขที่ไม่ใช่ศูนย์น้อยที่สุดเพราะว่าเวลาที่ใช้ในการคูณเลขเลขศูนย์จะไม่ทำให้การคูณช้าลง เพราะมันไม่จำเป็นต้องบวกอะไรเข้าไป ก็เป็นเรื่องทางด้านคณิตศาสตร์เต็ม ๆ เลย
วันนี้เพิ่งสอบของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชไป แอบไปเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ไว้ ทำไม่ค่อยได้เพราะอ่านไม่ค่อยทัน ผิดแผนเพราะมัวแต่ทำ se กะเอา robot ไปโชว์ แต่ก็ไม่เกี่ยวมากหรอกเราขี้เกียจเองตะหาก วันนี้เขียนแค่นี้ละกัน สั้นกว่าทุกทีเพราะหิวข้าวแล้ว ขอบคุณ พี่เอ็ก น้องแชมป์ และเต้ ที่มาคอมเมนต์คับ
เพลงจาก www.siamzone.com ครับ July 08 Black Birthday and the Other Storiesขอบคุณทุกคนที่อุตส่าห์ comment นะครับ ซึ่งประกอบด้วยพี่เอ็ก ฝ้าย ตั้ม และ น้องนิว ไม่กล้าแขวะคน comment หนะ ช่วงนี้พูดอะไรก็ไม่ถูกใจตัวเอง ไม่ถูกใจคนอื่นซะที เอาเป็นว่าจะพยายามพูดถึงคนอื่นให้น้อย ๆ พูดถึงตัวเองให้มาก ๆ ใน entry นี้ละกัน เผื่อมีใครยังไม่รู้ เมื่อวานนี้วันที่ 7 กรกฎาคม ดูเผิน ๆ ก็เป็นวันธรรมดา ๆ ที่ไม่น่าจะมีอะไรเท่าไร เป็นวันธรรมดา ๆ ของต้นที่ก็หอบกระเป๋าหนัก ๆ ไปมหาลัยแต่เช้าแล้วก็กลับอย่างรวดเร็ว เหมือนเด็กเนิร์ดชั้นสูงธรรมดา ๆ คนนึง แล้วมันสำคัญยังไงเหรอ ก็มันเป็นวันเกิดต้นไงคับ วันเกิดครบ 20 ปีแล้ว ก็หมายความว่าหลังจากนี้ต้นก็เป็นคนสุดท้ายในรุ่น ที่บรรลุนิติภาวะแล้วคับ แล้วก็เป็นวันที่ cp30 ไม่เหลือใครที่อายุอยู่ในวัย teenage แล้ว ความจริงแล้ววันเกิดเนี่ย คนเราก็ควรจะมีความสุขกันมาก ๆ เนอะ
แต่วันเกิดปีที่ 20 เนี่ย กลายเป็นวันเกิดปีที่เศร้าที่สุดปีนึงเลยนะเนี่ย เป็นยังไงเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง วันนี้มามหาลัยตั้งแต่เช้า ขับรถมา แต่ว่าก็เบลอ ๆ ขับแปลก ๆ ไปหลายที ไปถึงมหาลัยก็ปวดหัวเล็กน้อย เบลอ ๆ นิดหน่อย เลยขึ้นไปนอนบนชั้น 20 ตึก 4 นอนอยู่เกือบ ๆ 2 ชั่วโมง พบว่าปวดหัวมากขึ้นแฮะ เริ่มนอนไม่หลับแล้วด้วย เลยลงมาเล่นเน็ตที่ชั้น 17 เล่นจนกระทั่งถึงเวลาเรียน ASR (วิชาเกี่ยวกับการวิเคราะห์เสียงพูดหนะ) อาจารย์ติดใจห้องชั้น M เลยไปเรียนชั้น M กันอีกรอบ จะบอกว่าตอนนี้ปวดหัวมากเลย ง่วงนอนมาก ๆ ด้วย เรียนด้วยวิญญาณเหลืออยู่ในตัวประมาณ 2% นอนก็นอนไม่ได้ โต๊ะมันเล็ก ที่ให้ฟุบไม่พอ ก็เลยทนตื่นนั่งเรียนไปจนหมดคาบ วันนี้เนื้อหาก็ไม่น่าเรียนอย่างมาก มันเป็นเหมือนชีวะเลย ประมาณว่าเราเปล่งเสียงออกมาได้ยังไง ให้ดูอวัยวะภายในของหลอดเสียงทีละชิ้น ๆ อาจานคร้าบบบบบบบ ถ้าผมอยากเรียนคอมนะค้าบบบบ ไม่งั้นก็คงหนีไปเรียนหมอแล้ว โอย ง่วงงงงงงงงง
เรียนเสร็จลงมากินข้าวด้วยความไม่อยากกินสุด ๆ ระหว่างกินข้าวก็พบว่าเลือดออกตามไรฟันแฮะ แรงมากด้วย เคี้ยวข้าวเหนียวเข้าไป(ไม่น่ากินข้าวเหนียวเล๊ย) เจ็บฟันมาก (แต่สุดท้ายก็กินหมดแฮะ) แล้วก็รีบขึ้นไปห้องเรียน ระหว่างขึ้นพบว่า ตาปลาที่เคยระเบิดที่เบรเมน และเหมือนจะหายแล้ว มันก็กลับมาเจ็บอีกครั้ง เพิ่งรู้ว่าการขึ้นบันไดไปห้องเรียนชั้น 3 มันยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้ ขาก็เจ็บ ปวดหัวเป็นหวัดไม่มีแรง น้องบอกว่าการขึ้นบันไดตอนเป็นหวัดมาก ๆ แค่ขึ้นบันไดก็จะทำให้หูอื้อปวดหัวมากขึ้น อยากล้มคาบันไดตรงนั้นให้ได้ ว่าแต่ดีแฮะ ห้องเรียนเปิด แถมยังเปิดแอร์ทิ้งไว้อีกด้วย มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร ก็เลยหาที่เหมาะ ๆ นอนมันซะตรงหลังห้องเลย เอาเก้าอี้มาต่อกัน 3 ตัวแล้วก็นอนมันซะตรงนั้น ดีนะเนี่ย ที่ไม่มีสาว ๆ เข้ามาตอนที่กำลังนอนอยู่ มีแต่โบ๊ท กะ ฮะ แล้วก็บิ๊ก ไม่งั้นก็คงเขินแย่เลย JJJJJJ นอนได้อีกชั่วโมงนึง ก็ยังปวดหัวอย่างหนักอยู่ดี อยากนอนอย่างมาก แต่ก็นอนไปเยอะแล้ว นอนไม่หลับ แต่การเรียน Wireless นี่ มันก็สามารถทำให้คนที่นอนเยอะมากแล้ว เกือบหลับได้เหมือนกันแฮะ ช่วงพักเพื่อน ๆ ชมรม robot มาชวนไปงานปาร์ตี้ชมรมเย็นนี้อะ แต่เพื่อน ๆ คับ แค่ยืนต้นยังยืนลำบากเลย ให้ต้นไปซดวอดก้าเนี่ย คงต้องหามส่งโรงบาลกันแน่ ๆ และที่สำคัญ วันเกิดต้น ต้นก็อยากฉลองวันเกิดอยู่กับคนสำคัญที่สุด นั่นก็คือคุณแม่ กับ น้อง ละกัน ก็เลยรีบกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ด้วยสภาพโทรมสุดขีด กว่าจะขึ้นรถลงรถแต่ละที เหมือนตาลุงอายุ 50 เลย แถมใส่เสื้อที่ไม่ค่อยจะเหมือนชุดนิสิตซะด้วย(ลงครามซะจนเสื้อสีฟ้าจัด) หน้าก็แก่ ๆ ใครไม่รู้จะเรียกเป็นคุณลุง คุณปู่เอาง่าย ๆ กลับมาถึงบ้านแม่กำลังวิ่งจะไปเอาเค้กวันเกิดมา surprise แต่ตอนนั้นยังไม่รู้นะ ก็เลยขึ้นไปนอนต่ออีกพักใหญ่ ๆ เพิ่งรู้ว่าตัวร้อนเอาซะมาก ๆ เพราะเพิ่งจับหน้าผากตัวเองดู ซักพักน้องกลับมา (น้องก็โดดงานรับน้องบางอย่างของเด็กถาปัดมาเหมือนกัน) ก็เลยไปกินข้าวง่าย ๆ กันที่ IT Square กินอาหารญี่ปุ่นง่าย ๆ กันที่สกายอาร์ค (แบบที่เป็นร้านไม่ได้เป็นซุ้มในฟู้ดเซ็นเตอร์) กินอาหารโปรดก็คือข้าวหมูมาโบ (กินบ่อยมากแต่ก็ไม่รู้จักเบื่อซักที) กลับมาบ้านมาเป่าเทียน ปีนี้ต้องเป่าตั้ง 20 ดอกแนะ แต่ก็หมดนะ หมดตอนเฮือกสุดท้ายพอดีเลย กินเค้ก เป็นเค้กของ S&P อร่อยมากเลย ข้อมูลจากปรัชญาการเมือง รุสโซบอกว่าสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด และเป็นฐานให้เกิดสังคมทุกชนิดทุกประเภท ก็คงจะจริง เพราะปีนี้ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายแฮะ ไม่มีใครจำวันเกิดได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างปกตินะ เพราะเราก็จำวันเกิดเพื่อนได้น้อยคนมาก ๆ (ซัก 10 – 20 คนเองมั๊ง) แต่ครอบครัวเราเนี่ย ยังไงกี่ปี ๆ ก็ไม่เคยลืมวันเกิดต้นเลย แล้วก็เป็นคุณแม่ที่ Happy Birthday เป็นคนแรกทุกปี
แล้วในที่สุด วันนี้ที่น่าจะเป็นวันที่เลวร้ายที่สุด ด้วยมรสุมนานับประการ ทั้งเรื่องให้คิดมากทางจิตใจ ทั้งเรื่องความไม่สบายทางด้านร่างกายที่เหมือนจะหายไปแล้วอยู่ ๆ ก็กลับมาใหม่ เพราะว่าคุณแม่ กับน้อง นี่แหละ ไม่รู้ว่าชาตินี้เราจะหาคนที่เป็นห่วงกันได้ เหมือนกับครอบครัวที่มีอยู่ปัจจุบันได้ไหมน้า อาทิตย์น้องก็ต้องบินไปอเมริกาแล้ว แล้วปีหน้าก็ตั้งใจอยากไปเรียนหรือทำงานเมืองนอก ไม่รู้ว่าปีหน้ายังจะมีใครมาฉลองวันเกิดให้กันแบบนี้อีกรึเปล่าน้า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ก็คงจะได้ทำแค่ ยืนยิ้มให้กับตัวเอง 1 นาที แล้วก็ฉลองวันเกิดให้กับตัวเอง อยู่ในห้องมืด ๆ คนเดียว ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย
วันนี้คุยกับบิ๊ก บิ๊กบอกว่าแกจะเป็นนักวิจัยจิง ๆ เหรอ ความจิงเราไม่ได้อยากเป็นนักวิจัยขนาดนั้นนะ แค่ไม่อยากทำงานด้าน se sa หรือเป็น consult เขียนเว็บ หรือเป็น admin แค่นั้นเอง (ใครที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง com ขอโทษด้วยน้า คือมันเป็นงานน่าเบื่อ ๆ ที่คนที่ภาคมักจะชอบทำกัน) บิ๊กบอกว่านักวิจัยที่บิ๊กได้ยิน มักจะจบชีวิตอย่างอนาถ แล้วก็มีชื่อเสียงหลังจากที่ตายไปแล้วเป็นระยะเวลานาน ก็อาจจะจิงนะ เพราะงานวิจัยหลายอย่าง เป็นงานที่ต้องคิดคนเดียวทำคนเดียว คนเราพอต้องอยู่คนเดียวนาน ๆ ก็มักจะฟุ้งซ่าน ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ มีนักคณิตศาสตร์ดัง ๆ หลายคนเลยหละ ที่เสียชีวิตท่ามกลางความเศร้า ไม่ว่าจะเป็น ออยเลอร์ ที่เสียชีวิตในสภาพที่ตาบอดท่ามกลางกอง paper ถูกกาแฟหกใส่และไม่ได้ publish อย่างเดียวดาย (เคยเขียนไว้ใน blog หลายครั้งที่แล้ว)
Diophantine ก็เป็นอีกคนที่ต้องตายอย่างน่าอนาถ สมการไดโอฟันไทล์เป็นสมการที่มีบทบาทสำคัญมากในเรื่องทฤษฎีจำนวน เกี่ยวกับการแก้สมการ 2 สมการให้เป็นจำนวนเต็ม เรียกว่าเป็นรากฐานที่สำคัญสุด ๆ ของทฤษฎีจำนวน ต้องมาเสียชีวิตด้วยเหตุผลเกี่ยวกับสงคราม
Alan Turing เป็นซึ่งเป็นบิดาของทฤษฎี computational เขาเป็นคนที่วางโครงสร้างให้เป็นแบบอย่างสำหรับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน แต่เขาก็ฆ่าตัวตายในช่วงอายุประมาณ 40 เพราะเขาเชื่อว่าเขาเป็นพวกรักร่วมเพศ และสังคมสมัยนั้นก็ยังไม่ยอมรับพวกรักร่วมเพศ
อีกคนนึงที่ต้องฆ่าตัวตายตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 50 นั่นก็คือ Delbert Ray Fulkerson เขาเป็นคนคิดอัลกอริทึมเกี่ยวกับ Maximum Flow ชื่ออัลกอริทึมที่คิดออกมานั่นก็คือ Ford-Fulkerson Algorithm (ไม่รู้จะมีใครเคยได้ยินรึเปล่า) ในหนังสือลาตายเขาเขียนไว้ว่า เนื่องจากเขาอายุมากขึ้น สมองเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขาไม่สามารถคิดทฤษฎีได้เหมือนเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงได้อีก เขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ไปก็ไม่มีความหมายใด ๆ จึงเลือกที่จะฆ่าตัวตาย
แต่ก็นั่นแหละ ก็มีนักคณิตศาสตร์จำนวนมากที่ได้เสียชีวิตอย่างสง่างาม ไว้วันหลังจะเอามาเล่าอีกเยอะเลย แต่พยายามจะไม่ลง technic ให้หนักนะ เพราะงั้นใครอยากลง technic คงต้อง search google เองละกัน (ทำไมถึงต้องสนใจชีวิตชาวบ้านขนาดนี้ด้วยเนอะ)
ก็มีเรื่องที่ต้องเขียนนะ แม้ว่าจะรู้ว่าไม่ควรเขียนขนาดไหนก็เถอะ มีอยู่ 2 เรื่อง มีนิสัยอย่างนึง ที่ติดตัวต้นมาตั้งแต่เด็ก ๆ นั่นก็คือความดื้อด้าน ไม่ยอมเลิกรา ถ้าอยากจะทำอะไร อยากจะได้อะไร ยังไงก็ต้องทำให้ได้ วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ลองใหม่ พรุ่งนี้ไม่ได้ วันต่อไปก็ลองใหม่ แม้ว่าจะรู้ว่าโอกาสแทบจะไม่มี ก็ยังพยายามอยู่อย่างงั้นเหมือนคนบ้า เรื่องบางเรื่องพยายามอยู่หลายปี ไม่ใช่แค่ไม่ยอมเปลี่ยนสิ่งที่อยากได้แค่นั้น บางทีไม่ยอมเปลี่ยนวิธีที่จะได้สิ่งนั้นด้วย ทั้ง ๆ ที่ก็เห็นว่าถ้าเปลี่ยนวิธีเนี่ย ทำอีกนิดเดียวก็ได้แล้ว แต่ก็มักจะดื้อดึงใช้วิธีเก่าของตัวเอง แล้วพยายามพิสูจน์ให้โลกรู้ว่า เห็นมะ วิธีของผมก็ใช้ได้นะ ซึ่งวิธีนี้มีข้อเสียอย่างมาก เวลาทำงานเป็นทีม จะเหมือนต้นกั๊กงานทุกอย่างไว้กับตัวเอง งานที่ทำไม่ได้ก็ไม่ปล่อยให้คนอื่น เวลาคิดโจทย์เลขโจทย์คอมเนี่ย ก็คิดอยู่แต่ในกรอบเดิม ๆ ของตัวเอง ไม่สามารถหลุดออกไปนอกกรอบซะที เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เหมือนกัน วันนี้ยังแก้ปัญหาไม่ออก พรุ่งนี้ตื่นมาเริ่มแก้ปัญหาใหม่ด้วยวิธีเดิม ๆ มะรืนก็คงต้องแก้ปัญหาเดิม ๆ ด้วยวิธีเดิม ๆ ต่อไป อีก 10 ปี ถ้ายังไม่เบื่อซะก่อนก็ยินดีจะแก้ปัญหาเดิม ๆ ด้วยวิธีเดิม ๆ
อีกเรื่องก็คือ เมื่อก่อนนี้เป็น programmer นิสัยเสียมาก Hack มันทุกอย่าง Hack เว็บ Hack นู่น Hack นี่ ตอนนั้นรู้สึกว่าการ Hack เนี่ยเป็นเรื่องปกติซะทีเดียว แล้วมีอยู่วันนึงที่กำลังจะเอารหัสบัตรเครดิตไปซื้อของอย่างนึงซึ่งราคาแพงทีเดียว (ทำที่ร้านเน็ตที่ไม่ได้บันทึกว่าใครใช้เครื่องไหนเมื่อไรด้วยนะ เช็ก ip ลำบากมาก) ก็คิดขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะนี่เรากำลังทำอะไรอยู่ หลังจากนั้น นอกจากใครโปรแกรมผิดลิขสิทธิ์แล้ว ก็พยายามจะไม่ทำอะไรที่อยู่นอกกรอบการใช้คอมพิวเตอร์ที่ดีเลย Ka-Zaa Bit Torrent ก็ไม่พยายามจะเล่น หรืออะไรหลาย ๆ อย่างก็ไม่พยายามจะสนใจไม่ติดตามข่าว คนเราบางที คงต้องเอาใจคนอื่นมาใส่ใจคนอื่นให้มาก ๆ หน่อย
ที่เขียนนี่ก็เตือนตัวเองอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าพักหลัง ๆ รู้สึกว่าสิ่งที่ขาดไป ก็คือการเอาใจคนอื่นมาใส่ในใจของตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ คนทั้งโลกคิดไม่เหมือนกัน ชอบไม่เหมือนกัน คิดไม่เหมือนกัน บางทีการเอาใจคนอื่นมาใส่ลงในใจตัวเองเนี่ย อาจให้ผลในทางลบอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดก็ได้เนาะ JJJJJ
แปะเพลง
June 22 สวัสดีครับ โรโบคัพขอบคุณพี่เอ็ก แน็ค รัดจิ และ ฝ้ายสำหรับการเม็นต์นะคับ สำหรับแน็คไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจน้า เรื่องในเอ็นทรี่ที่แล้วเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น เปลี่ยนจากเรื่องที่เกิดขึ้นจิงไปเยอะทีเดียว แล้วมันก็เป็นสไตล์ของบล็อกนี้ด้วย ถ้าอ่านรู้เรื่องก็ไม่ใช่บล็อกของต้นอะสิ
รู้สึกว่าจะเป็นคนแรกที่ขึ้นบล็อกเกี่ยวกับ robocup จากการสำรวจพบว่า หมู ยังไม่เขียนอะไร แหวน ก้อยังไม่เขียนอะไร อิ๊ก ซึ่งจดซะละเอียดยิบก้อไม่รู้ว่าจะไปเผยแพร่ที่ไหน
ความรู้สึกตอนนี้ก็คงเป็นความเหงาหนะ เป็นความเหงาจากคนที่ทำงานหนักมาก ๆ แล้วอยู่ ๆ งานนั้นก็หายไป ต่อไปนี้ก็คงคิดถึง วันที่เคยทำงานหนักถึงตี 4 วันที่ออกไปกินข้าวที่หัวมุมซ้ำ ๆ กันจนคนขายหลายร้านจำหน้าได้ วันที่ออกไปกินข้าวที่จอนนี่ วันที่ออกไปกินข้าวที่ร้านนม วันที่ออกไปกินข้าวที่ขาหมูรัดสาด (โปรดสังเกตคนเขียนนี่ชอบกินเป็นพิเศษ คิดถึงแต่ของกิน) คงคิดถึงเพื่อน ๆ ที่เคยทำงานหนักด้วยกัน ก็ไม่รู้ว่าโอกาสจะได้ทำงานสำคัญ ๆ หนัก ๆ แบบนี้ จะมีอีกครั้งเมื่อไร
มันมีเหตุการณ์ที่คนธรรมดา ก็อาจจะไม่คิดอะไร แต่บังเอิญเป็นต้น ซึ่งเป็นคนคิดมากจนน่ารำคาญก็เลยคิดมาก ตอนนั้นกำลังจะขึ้นรถราง(Bremen มีรถรางด้วยนะน่านั่งมากเลย) แหวนเดินไปนั่ง ซึ่งเป็นที่นั่งซึ่งไกลมาก แล้วก็สามารถนั่งได้แค่คนเดียว จากนั้นเราก็เห็นว่ามีที่นั่งที่แค่หันหลังก็เจอ แล้วก็นั่งได้หลายคน เลยหันไปนั่งข้างหลัง แต่ทุกคนก็เลือกที่จะไปยืนแถว ๆ แหวน ซึ่งไม่มีที่นั่งแต่ทุกคนก็ยินดีจะยืน พอขึ้นรถเมล์เราเดินขึ้นเป็นคนแรก และเข้าไปนั่งที่นั่งที่คิดว่าว่างพอสมควร สามารถนั่งได้ทุกคนที่เข้ามา เล่ยเดินขึ้นมาเป็นคนที่ 2 แต่เล่ยเลือกที่จะนั่งห่างจากที่นั่งของเราไป 3 หรือ 4 แถวจำไม่ได้แล้ว แล้วทุกคนที่ขึ้นมาทีหลังก็เลือกที่จะไปนั่งแถว ๆ ที่เล่ยนั่ง มันก็คงหมายความว่า ทุกคนก็คงไม่ให้อภัยสิ่งผิดมากมายที่เคยทำไว้ในห้อง robot ต่อไปก็คงไม่มีใครอยากร่วมงานอีก............ เฮ้อ.................
นอกจากเราจะต้องเสียเพื่อนทำหุ่นไปแล้ว ก็คงไม่เจอกับน้อง ที่ตัดสินใจไปเรียนต่อทุนกระทรวงวิทย์ที่อเมริกา จะไปเดือนหน้าแล้ว ต่อไปก็คงต้องพยายามกลับบ้านให้เร็วขึ้น เพราะแม่อยู่บ้านคนเดียว จะว่าไปก็รู้สึกขอบคุณแม่เราเหมือนกัน ถ้าไม่มีแม่เนี่ย ก็คงไม่สามารถผ่านช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุด อย่างช่วงทำโรโบคัพไปได้ ตอนนี้ก็อยากอยู่บ้านนาน ๆ เพราะว่าน้องยังอยู่ยังอยากอยู่กับน้อง ก็คงเลิกทำโรบอทขาดเลยมั๊ง ถึงไม่อยากเลิกทำจากเหตุผลด้านบน ก็คงไม่มีใครอยากให้ทำอยู่ดี
เอ๊ะ เผลอเครียดมากไปหน่อยรึเปล่า อ่าเล่าเรื่องเยอรมันเล็กน้อยละกัน ไปแข่งที่เมืองเบรเมน แอบหลงรักเมืองนี้อย่างมาก เมืองสวยมาก ๆ วางผังเมืองได้ดีมาก ๆ ชอบตรงที่เอากำแพงอิฐเก่า ๆ มาผสมกับแก้วกับกระจกใหม่ ๆ ได้ลงตัวมาก ได้ไปสวนของเมือง bremen ด้วย สวนสาธารณะอะไรไม่รู้ มีต้นไม้เยอะมาก จนคิดว่านี่มันเป็นป่าหรือสวนสาธารณะกัน เดินชั่วโมงนึงยังไม่สามารถเดินจากหน้าสวนไปหลังสวนได้เลย บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าแกรักธรรมชาติขนาดนี้ ทำไมไม่ไปเขาใหญ่ ภูกระดึง ภูสอยดาวฟะ ก้อไม่มีเวลาขนาดนั้นนี่นา คนเขียน ai วัน ๆ เอาแต่นั่งอยู่หน้าคอม จะขอมีอารมณ์สุนทรีย์กะเขาบ้างไม่ได้เหรอ
ประทับใจอีกอย่างนึงก็คือ ขาหมูเยอรมัน เดิมทีขาหมูก็เป็นของโปรดของต้นอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขาหมูหมั่นโถว ขาหมูน้ำแดง แต่คราวนี้ได้ไปกินขาหมูเยอรมันถึงถิ่นกำเนิด บอกได้คำเดียวว่า เปรม.............. คำแรกที่เข้าปากเนี่ย ความเครียดที่สะสมจากการเขียน ai หายเป็นปลิดทิ้ง ซัดสองขาอย่างไม่เกรงใจอาจารย์ ขอร้องหละครับ ขอซักทีนึงเหอะ ที่สุดของชีวิตจิง ๆ ได้กินขาหมูนึ่งอีกครั้งที่อเล็กซานเดอร์ ทาวเวอร์ แต่มันก็เป็นขาหมูนึ่ง ซึ่งก็อร่อยชะมัดเหมือนกัน กินอยู่บนหอคอยสูงจากพื้นสองร้อยกว่าเมตร หมุนให้เห็นทัศนียภาพรอบกรุงเบอร์ลิน ซึ่งกรุงเบอร์ลินเนี่ยก็เป็นเมืองที่น่าเที่ยวอย่างมากเหมือนกัน เรื่องเสียอย่างเดียวของกรุงเบอร์ลินก็คือ กำแพงเบอร์ลินเนี่ย มันคือซากกำแพงเล็ก ๆ ธรรมด๊า ธรรมดา ที่มีคนวาดรูปอยู่เต็มไปหมด ไม่น่าพิสมัยแม้แต่น้อย
ไม่เที่ยวเยอรมันคราวนี้เนี่ย เป็นทริปของการวิ่งเลย วิ่งไปพิพิธภัณฑ์ลูฟ แล้วก็ไม่ทำอะไรนอกจากไปแตะ ๆ แล้วก็ถ่ายรูป แถมคนอื่นไม่ยอมวิ่งตามจนถึงลูฟด้วย หยุดตรงหน้าประตูอะไรบางอย่างซะงั้น เดินกึ่งวิ่งในสวนสาธารณะกับอั๋น วิ่งไปซื้อของที่เซ็นเตอร์สตรีทกับแหวน หมูเอากระเป๋าให้ผิดใบต้องวิ่งกับไปเอากระเป๋าที่โรงแรม แต่แปลกแฮะ กลับบ้านมาที่บ้านทักว่าอ้วนขึ้น ต้องเป็นฤทธิ์ขาหมูแน่เลย
เพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อกี้ว่า ลืมเขียนบล็อกเกี่ยวกับการแอบหนีไปเที่ยวพัทยาหนึ่งวันกับเพื่อนที่เตรียมเลย เดี๋ยวบล็อกครั้งหน้าจะมาเขียนน้าอย่าลืมเตือนด้วยน้า............
เอาหละไหน ๆ ก้อ ไหน ๆ พูดถึงผลการแข่งขันหน่อย นัดแรกชนะทีม RFC Cambridge จาก MIT และ Harvard 10-0 ชนะทีม B-Smart ซึ่งเป็นทีมเจ้าถิ่นจากเมืองเบรเมน 10-0 นัดเจอกับทีม Field Ranger นี่เครียดกันพอสมควร เป็นทีมที่ได้ที่สามปีที่แล้ว แล้วก็เคยชนะเราไป 3-0 ในปีที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นก็เคยอุ่นเครื่องกันพบว่า เราแพ้ 1-0 เรายิงนำไปก่อนจากการขลุกขลิกทำเข้าประตูตัวเองจากทีมสิงคโปร์ในครึ่งแรก แต่ดีใจได้ไม่ถึง 2 นาทีทีมจากสิงคโปร์ก็ยิงชิ่งกองหลังของเราเองเข้าประตูเหมือนกัน เป็นอันว่าเราเสมอกันไป 1 ประตูต่อ 1 จำเป็นต้องชนะทีม KIKS จากญี่ปุ่นมากกว่า 5 ประตูเพราะว่าทีมสิงคโปร์ยิงญี่ปุ่นได้แค่นั้น เพื่อหลบไม่ต้องเจอกับทีม FU-Fighter แชมป์เก่าจากประเทศเยอรมัน ปรากฏว่าเราทำได้สามารถชนะทีม KIKS ไปได้ด้วย Score 10-0 จึงเลี่ยงแชมป์เก่าได้ไปเจอกับทีม ZJUNicts จากประเทศจีน ซึ่งเราชนะเมื่อปีที่แล้วที่โอซาก้าไป 4-1 แต่ในปีนี้ทีมจากจีนพัฒนาขึ้นราวฟ้ากับเหว ก่อนน่านี้เล่นกับทีมแชมป์เก่ายังสูสี ทีมไทยยิงเข้าไปก่อนในช่วงครึ่งแรก แต่ก็โดนยิงคืนในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ช่วงครึ่งหลังทีมไทยยิงเข้าไปก่อนจากลูกส่งยิง แต่ก็โดนตีเสมอจากลูกขลุกขลิกหน้าประตู ก่อนหมดเวลาไม่นานทีมไทยก็สามารถยิงประตูชัยได้ พร้อมกับผ่านเข้ารอบสี่ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เจอทีมจากสหรัฐอเมริกาคือทีม CMDragons จาก CMU ที่มีหัวหน้าทีมหน้าตาเหมือนมังกรเด๊ะ ผลปรากฏว่าทีมไทยแพ้ไป 7-3 จากลูก Set Piece ที่ CMU Chip จากลูกเตะมุม แล้วให้หุ่นอีกตัวโหม่งเข้าประตู อย่างไรก็ดีเราเป็นทีมเดียวที่ยิงมังกรโหดนี้ได้ และลูกที่ยิงได้ทั้งสามลูก เป็นลูกที่สวยมาก ๆ ทีมไทยจึงต้องไปชิงที่สามกับทีมจากสิงคโปร์ ซึ่งสามารถเอาชนะแชมป์เก่าได้ด้วยการดวลจุดโทษ แต่ไปแพ้ทีม 5dpo จากโปรตุเกสเพราะไม่สามารถรับการสาดลูกโด่งยาวจากแดนหลังได้ แปลกดีนะทีมจากโปรตุเกส ชูธงสโมสรปอร์โต้ แต่ดันเล่นบอลสไตล์อังกฤษ ก็เลยต้องไปดวลกับทีมจากสิงคโปร์อีกครึ่ง ครึ่งแรกทีมจากสิงคโปร์ยิงนำไปก่อน จากลูกอะไรก็ไม่รู้ไม่ทันมองเพราะมัวแต่แก้บั๊กอยู่ อย่างไรก็ดี Plasma-Z ก็มาตีเสมอในช่วงครึ่งเวลาหลัง และสามารถยิงได้อีก 1 ประตูก่อนหมดเวลาเพียงนาทีเดียว ชนะทีมจากสิงคโปร์คว้ารางวัลที่สามไปครอง แอบขำท่าทางพี่ช้างกับแหวน
พี่ช้าง – บั๊กต้น : คุณทำอะไรหนะ รีบแก้นะ ถ้าแก้ไม่ได้เนี่ย คุณจะเอาหัวโขกกำแพงไหม ต้น!!!!!!!!!!!!!!! คุณทำอะไรเนี่ย บอกตั้งแต่วันแรกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้แก้ (พูดด้วยสีหน้าจิงจังมาก) พี่ช้าง – บั๊กอั๋น : อ้าว บั๊กอั๋นเหรอ เอ้าวิดพื้น ๆ ๆ (พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส)
แหวน – บั๊กต้น : เนี่ยนะ ถ้าไม่บั๊กนะ ๆ ๆ ๆ ๆ ต้นเอ๊ย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ (พูดด้วยเสียงดังสนั่นลั่น Hall) แหวน – บั๊กอั๋น : (พูดด้วยน้ำเสียงกระซิบ) ถ้าไม่บั๊กนะ ๆ ๆ ๆ (พูดด้วยน้ำเสียงดังลั่น Hall อีกครั้ง)ไม่เป็นไรหรอกอั๋นถ้าไอ้ต้นมันไม่เรื่องมากเนี่ยก็คงไม่มี bug หรอก
เผลอเล่าละเอียดไปหน่อย แต่ยังดีใจไม่หายจริง ๆ ขอบคุณทุกแรงใจและแรงแช่งจากประเทศไทยคับ
สวัสดีครับ โรโบคัพ
เพลง อยู่นาน ๆ นะ June 09 แบบทดสอบวัด EQอ่า วันนี้มาแหวกแนวมาก ๆ ขอบคุณ เต้ บอย พี่เอ็ก และ พี่เนย มาก ๆ นะคับ ที่อุตส่าห์มา comment ให้
วันนี้มาเขียนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนออกเดินทางสู่เมืองเบรเมน ประเทศเยอรมันในวันพรุ่งนี้ครับ ตอนนี้ 75 วันที่หนักอยู่เหมือนกันก็เหลืออยู่แค่ไม่กี่ชั่วโมงแล้ว แต่ว่าตอนนี้ทำอะไรไม่ถนัดเพราะ test ก็ไม่ได้ ฝ่ายอื่น ๆ ถ้าทางจะยัง set ไม่เสร็จและ เขียนเพิ่มก็ไม่กล้าเขียนกลัวเขียนตอนนี้ bug แล้วแก้ไม่ทัน เน้นแก้ bug ให้ code มัน clean ที่สุดดีกว่า
เข้าเรื่องของวันนี้เลยดีกว่าเนาะ
วันนี้เป็นเรื่องของแบบทดสอบ EQ ครับ ซึ่งเกิดขึ้นจิงกับผู้เขียน ซึ่งเรื่องจิงมันเป็นเรื่องงาน แต่ว่าถ้าใส่เรื่องงานไปเลยเนี่ย คงดูเครียดน่าดูเลยเนอะ
เอาเป็นเรื่องการบ้านการเมืองดีกว่าเนอะ ใส่ตัวแปรให้เป็นคนละกัน อ่า เริ่มเลยดีกว่า
สมมติว่าคุณไปชอบผู้หญิงอยู่คนนึง ก็พยายามอยู่บ้างเพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นตกลงเป็นแฟนคุณ เมื่อเธอตกลงแล้วเนี่ย คุณก็ทำอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อเธอเยอะมาก หามรุ่งหามค่ำไม่หลับไม่นอนเพื่อเธอ ยอมให้ทุกคนที่อยู่รอบตัวเป็นห่วง ยอมเสี่ยงอันตรายกลับบ้านดึกเพื่อคน ๆ นั้น ยอมแม้กระทั่งโดดเรียน โดดสอบทั้ง ๆ ที่คุณไม่เคยมาก่อน แต่ว่าเนื่องจากคุณเป็นคนโง่ แม้ว่าคุณจะยอมทำงานหนัก ก็ไม่สามารถทำให้เธอมีความสุขได้
แล้ววันนึงก็มีคนนึง ที่รู้สึกว่าคุณไม่สามารทำให้เธอมีความสุข ก็เลยเข้ามาทำให้เธอมีความสุขแทนคุณ โดยที่ทั้งแฟนคุณและเขาก็ปิดเรื่องพวกนี้ไว้ คุณเริ่มระแคะระคายมานาน แล้วคุณก็เริ่มสงสัย และในที่สุดคุณก็ถามเขาว่า ได้ทำอะไรแบบนั้นหรือเปล่า คำตอบที่ได้คือทำหน้าเหลอหลา ๆ เบี่ยงเบนประเด็น แต่คุณก็ไม่ได้ถามต่อ
แล้วในที่สุดคุณก็จับได้ คุณก็เลยไปถามเขาตรง ๆ อีกครั้ง พร้อมทั้งหลักฐานที่ว่า คุณจับได้แล้ว
สิ่งที่ได้รับการตอบก็คือ การทำหน้าเหลอหลา เหลอหลา แล้วก็ตอบว่ามันก็แค่เล็กน้อยเท่าที่คุณได้เห็น
เรื่องมีแค่นี้แหละคับ คำถามก็คือ คุณจะโกรธไหม
. . . . . . . ถ้าคุณจะตอบว่าโกรธ คุณก็คงเป็นเหมือนผู้เขียน เพราะผู้เขียนโกรธมากที่สุดในรอบหลาย ๆ ปี ขึ้นเสียงหนักทั้ง ๆ ที่ ก็ไม่ได้ขึ้นอย่างงี้มานานแล้ว
สิ่งที่ได้ตอบรับ ก็คือเขาคนนั้น เข้ามาคุยแล้วก็บอกว่า ทำไมไม่คิดว่า คุณไม่สามารถทำให้แฟนคุณมีความสุขได้ ทำไมไม่ปล่อยให้คนอื่นทำ เพื่อความสุขของแฟนคุณ ทำไมไม่คิดตามหลักของเหตุผลซะบ้าง ว่าผลประโยชน์สูงสุดคืออะไร แฟนคุณทั้งคนนะทำไมไม่คิดจะทำให้เขามีความสุขบ้าง ทำไมคุณถึงมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำจังเหมือนเด็ก ๆ เลย คุณเนี่ยยึดมั่นถือมั่นในตัวเองมากเกินไปรู้ไหม ทำไม่ได้ทำไมไม่ให้คนอื่นทำ
แล้วสิ่งที่คุณจะต้องทำต่อไป ก็คือขอโทษเขา ที่คุณเผอิญไปโกรธเขา แล้วเขาก็ตอบมาว่า “อย่าให้มีอีกครั้งแล้วกันนะให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย”
เฮ้อไม่น่าทำ robocup เลย ไม่ได้ความรู้ใหม่ ๆ เพราะเขากลัวจะไปทำเจ๊ง เลยไม่ได้อะไรนอกจากเขียนโปรแกรมอยู่ในเครื่อง นอกจากไม่ได้ความรู้ใหม่ ๆ แล้วยังเสียเพื่อนอีก ที่เราเผอิญไปโกรธเสียงดังขนาดนี้ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็คงจะมองว่า เราผิด (ซึ่งก็ผิดจิง ๆ นั่นแหละ) ก็คงไม่คิดจะคบกันอีกแล้วมั๊ง อย่างน้อยที่สุดก็คงไม่มีใครคิดจะทำงานด้วยอีกแล้ว ไม่คุ้มจิง ๆ เลย
May 24 Need for Comment…คือว่าชื่อ blog entry เนี่ย เขียนตามเกมที่อั๋นมันเล่นอยู่ข้าง ๆ (แล้วก็ไม่ชนะซะที Noob จริง ๆ เลย) มันคือเกม Need for Speed เป็นเกมประจำที่ฝึกงาน เล่นทุกเวลาที่ว่าง JJJJJ ระหว่างฝึกงาน เพราะตอนนี้เป็นพักเที่ยงอยู่ ความหมายก็เป็นไปตามนั้น Comment หน่อยละกันนะคับ ขอบคุณ ใหญ่...>>> ?????????? รัดจิ บอย แล้วก็เต้ที่ช่วย comment ใน blog entry ที่แล้ว รัดจิไม่ต้องงงมั๊งว่า ใหญ่...>>> comment อะไร ความจิงแล้วใหญ่...>>> เป็นคนแก่โรคจิตชอบ comment blog ชาวบ้านแปลก ๆ ไม่ต้องสนใจหรอกว่าเขาคือใครหรือมีจุดประสงค์อะไรอยู่เบื้องหลังถึงต้องมา comment แบบนี้ เราขอโทษเต้ด้วยนะ entry ที่แล้วรีบ ๆ post แล้วก็ลืมเปลี่ยน font อ่านยากจริง ๆ ด้วย แต่มันก็เหมือน entry ทั่ว ๆ ไปของเราที่อ่านยากอยู่แล้ว JJJJJ
เอาสถานการณ์ตอนนี้ก่อนละกัน ตอนนี้ก็เกือบจะฝึกงานเสร็จแล้ว เหลืออีก 3 วันครึ่งก็จะจบการฝึกงานทั้งหมด Present project ให้ที่ประชุมบริษัท (อ.โปรดปราน อ.อติวงศ์) ไปเมื่อวันพฤหัสที่แล้ว เมื่อตะกี้นี้อาจารย์ที่ภาควิชา (อ.วีระ) ก็เพิ่งมาเยี่ยมชมถามสารทุกข์สุกดิบไปเอง ฝึกงานที่นี่ก็ดี ได้ทำงานที่อยากทำตลอด แล้วงานก็ไม่ได้หนักเกินไปจนไปกินเวลา robocup ก็ถือว่าเลือกถูกที่ไม่ได้เลือกไปทำบริษัทที่งานเบา หรือ งานหนักกว่านี้ งานเบากว่านี้ก็คงเซ็ง งานหนักกว่านี้ก็คงตาย พี่ ๆ ที่นี่ดูแลดีมาก ๆ เลย ดูแลจนเด็กฝึกงาน 2 คน (ต้นกับอั๋น) เหมือนประธานบริษัทเข้าไปทุกที (ด้วยความเกรงใจอย่างสูงนะครับ)
อย่างแรกมันไม่มีโต๊ะทำงานให้เราเพราะที่มันเต็ม ก็เลยได้ไปนั่งในห้องประชุม (ห้องขนาดเล็กประมาณ 10 ที่นั่ง) วันไหนพี่ ๆ จาก Ubiquity มา (พี่บุ๊น พี่นพ พี่เอ๋ พี่ปริญญ์ พี่ดิษฐ์ พี่โอม) มันก็ดูเหมือนห้องทำงานอยู่หรอก ประมาณว่าเขียน Software ร่วมกันเลยต้องมานั่งรวมกันที่ห้องประชุม แต่วันไหนที่เขาประชุมกัน หรือวันไหนที่พวกพี่ ๆ เขาต้องไปคุยกับลูกค้า หรือไปเรียน ก็จะนั่งกันอยู่ 2 คน เหมือนห้องส่วนตัว ที่นั่งใหญ่ เก้าอี้นั่งสบาย ต้น อั๋น....นั่งหลับ (ผู้จัดการบริษัทมาปลุก) จะบอกว่าช่วงแรก ๆ ป้าทุม(แม่บ้าน) เอาน้ำมาเสิร์ฟให้ด้วย พักหลัง ๆ คงเริ่มรู้ตัวว่า ไอ้พวกนี้มันแค่เด็กฝึกงานนี่นา แล้วก็หายไปไม่เอาน้ำมาเสิร์ฟอีกเลย JJJJJ
อย่างที่สองเรื่องของกิน หน้าห้องจะมีโต๊ะเล็ก ๆ (ก็ไม่ได้เล็กมากใหญ่เหมือนกัน) ซึ่งพวกพี่ ๆ จะชอบตั้งของกินทิ้งไว้ให้ใครมากินก็ได้ ซึ่งโต๊ะนั้นมันอยู่หน้าห้องพอดี ส่วนใหญ่ก็จะเกรงใจ.....ไม่กล้ากิน.....แต่แหม.......บางทีมันก็อดไม่ได้จริง ๆ หงะหน้ากินจริง ๆ มันหน้ากินเกินของจุ๊บจิ๊บที่คนทั่วไปกินระหว่างทำงานจริง ๆ นะ เพราะของที่ว่าเนี่ย บางทีก็เป็น KFC บางทีก็เป็น พิซซ่า บางทีเป็นวุ้นมะพร้าว บางทีเป็น Dunkin Donut และบางทีก็เป็นปลาร้า JJJJJ ทำงานที่นี่กินอิ่มหนำสำราญอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าร้านอาหารที่อยู่รอบ ๆ มันจะไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร ร้านอาหารใกล้ ๆ แถวนี้ประกอบด้วยดังนี้
เหอ ๆ พูดแต่เรื่องของกินสมเป็นต้น ไซโคจิง ๆ เลย ก็ไม่ได้กินแค่ 3 ที่นี้ตลอดอะนะ มันอยู่ใกล้รถไฟใต้ดิน ก็มักจะนั่งรถไฟใต้ดินไปกินที่แปลก ๆ นั่งไปกินที่ central ลาดพร้าว นั่งไปกินที่ fortune tower นั่งไปกินที่ ภัทร (อะไรไม่รู้แต่ร้านอาหารเยอะดี มีร้านข้าวเหนียวส้มตำอร่อยดีแฮะไปกินมาตั้ง 2 ครั้ง) นั่งไปกินที่ร้านอาหาร sea food อะไรบางอย่างแพง ๆ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวกินฟรีมีเจ้ามือ โย่ JJJJJ (ฝึกงาน 40 วันกินข้าวหรูมีคนเลี้ยงไป 7-8 ครั้ง) ทุกทีช่วงที่ทำงานหนักเนี่ย น้ำหนักมันจะลงเอา ลงเอา แต่ช่วงนี้น้ำหนักขึ้นน่ากลัวเลยแฮะ
โอ้ออกนอกเรื่องไปไกลอีกแล้ว เรื่องที่สามดีกว่าพี่ ๆ ที่นี่ดูแลดีมาก ๆ เลยครับ เมื่อกี้เล่าไปแล้วว่าแม่บ้านเอาน้ำมาเสิร์ฟให้ พี่ ๆ ที่นั่งอยู่หน้าห้อง (ฝ่าย Customer Service : พี่ฝน พี่เต๊าะ) ก็เป็นอีกคนที่ดูแลดีมาก ๆ ทุกครั้งที่ออกไปหน้าห้องแล้วก็ทำหน้างงแบบต้น ๆ พี่ ๆ เขาก็จะถามว่า
พี่ : อยากได้อะไรครับ........ ต้น : เออพี่ครับถ้าอยากได้อย่างงู้นอย่างงี้จะต้องทำยังไงบ้างเหรอคับ พี่ : เข้าไปอยู่ในห้องต่อเลยน้อง เดี๋ยวพี่จัดให้
หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างจะถูกจัดให้อย่างรวดเร็วจนต้นเกรงใจจนทำอะไรไม่ถูก บุคคลที่ต้องขอบคุณคนที่ 2 ก็คือพี่อร (เป็นคล้าย ๆ ผู้จัดการทั่วไป ของ Ubiquity) พี่อรดูแลดีมาก ๆ เลยครับตลอดเวลาที่ฝึกงาน ถ้าไม่มีพี่อรช่วยดูแล Project นี้ก็คงไม่เสร็จ (ว่าไปตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จนี่นา)
แล้วก็คนที่ 3 ที่ช่วยดูให้มากที่สุด ก็คงเป็น พี่บุ๊น พี่นพ (Programmer ของ Ubiquity) พี่เอ๋ (Project Manager ของ Ubiquity) ที่อุตส่าห์ย้ายที่ทำงานมาช่วยดู project ที่ cauley เลย (ไม่รู้ด้วยสมัครใจหรือใครสั่งนะครับ) ก็ขอบคุณสำหรับคำแนะนำทุกอย่างนะคับ
ว่าไปชีวิตเราก็แปลกดีนะ ฝึกงานที่บริษัทก็คิดว่าบริษัทเนี่ยจะเป็นอะไรที่เครียด ๆ ทำงานเช้ายันเย็นไม่พูดไม่จา แต่ฝึกงานที่นี่เนี่ย ทำงานสบาย ๆ อยู่กันแบบพี่แบบน้อง ไม่เครียดเรื่องเวลาขอแค่งานเสร็จเป็นพอ แล้วความจริงก็ไม่มีใครตั้งกฎเกณฑ์มากมายว่างานต้องเป็นอย่างงู้นนะอย่างงี้นะ มีอิสระในการทำงานมากมาย พี่ ๆ จะเข้าก็ได้ไม่เข้าก็ได้ไม่มีใครว่า ทำงานกิจกรรมชมรม (Robocup) ตั้งใจจะทำงานสบาย ๆ อยู่กันแบบพี่แบบน้อง กลายเป็นทำงานเช้ายันเย็นไม่พูดไม่จา เวลาทำงานเป็นเรื่อง strict ถ้าไม่เข้าบ่อย ๆ เนี่ยจะมีคนบ่นว่าทำไมไม่เข้าเลย ผลงานเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่ได้ตามนี้ในวันนี้ถือว่ามีความผิด ถ้าทำงานพลาดบ่อย ๆ เนี่ยก็จะโดนด่าโดนว่า เวลาคุยกันก็ต้องมีหัวหน้ามีลูกน้อง ปกครองกันเป็นระดับชั้นมากมาย เหมือนบริษัทเลย !!!!!!!!!!!! บริษัท EIC จำกัด (มหาชน) …………..
อุตส่าห์ฮามาตลอด ดันจบเครียด............
April 29 Entry นี้เขียนที่สยาม paragon
Blog นี้แปลกพอสมควร นั่งเขียนกลางงาน Robot World ร้าน AIS Shop สยามพารากอน ห้างใหม่ใจกลางกรุงเทพ ต้องบรรยายสรรพคุณของห้างนี้เปล่าเนี่ย คิดว่าทุกคนน่าจะพอรู้จักความหรูหราฟู่ฟ่าของมันอยู่บ้างแล้ว เพื่อน ๆ คับตอนแรกว่าจะ up blog ตั้งแต่เมื่อวานเพื่อชวนคุณมาดู แต่ไม่มีเวลา up ดูบอลแล้วก็หลับไป Up วันนี้ทุกคนก็คงไม่น่าจะมาทันแล้วหละ เอาเป็นว่าโชว์คราวนี้ หรูหราฟู่ฟ่าอลังการไฮโซ ยิ่งกว่าตอนโชว์ที่งานจุฬาวิชาการแน่นอน เนื่องจากเรามีพระเจ้า (หรือปีศาจก้อไม่รู้) 2 คนมาช่วยเขียน ตอนงานจุฬาวิชาการเราเขียนเกือบจะคนเดียว มันก้อเลยห่วย ๆ ดูไม่ค่อยลื่น อย่างที่หลาย ๆ คนได้เห็น
เอาเป็นว่าก้อโชว์ ๆ ไปเรื่อย ๆ เหมือนไม่ค่อยจะได้อะไรเท่าไร เพราะคนดูก็ไม่เยอะเหมือนตอนจุฬาวิชาการ สนามก็เล็ก ๆ ต้องใช้ความพยายามกันอย่างมาก ที่จะทำให้หุ่นวิ่งในสนามเล็ก ๆ แล้วก็ต้องติดกล้องเฉียง ๆ ได้ โอ๊ย ไม่อยากเล่าเรื่อง robot เลย รู้สึกชีวิตอยู่กับมันตลอด 7 * 24 (ตอนนอนยังฝันถึงเลย) เขียน blog ทั้งทีอยากพูดเรื่องอื่นมั่งจัง เอ๊ะแต่ปกติเวลาเขียน blog เนี่ย เขาต้องเขียนชีวิตที่ตัวเองเจอ ตลอดสัปดาห์ไม่ใช่เหรอ อื่ม นั่นสิ
อ่าขอบคุณ รัดจิ เต้ และ ก็พี่ธงเอก ที่อุตส่าห์มา comment ใน blog entry ที่แล้วนะคับ Comment อีกละกันน้า.................................
ตอนนี้จะลงทะเบียนอยู่แล้ว หมดเขตลงทะเบียนวันพุธ จนถึงตอนนี้เป็นวันอาทิตย์ ยังนึกไม่ออกเลยว่า จะลงอะไรดี วิชาเลือกมันยังออกมาไม่ครบ ถึงออกมาครบแล้ว ก็ยังไม่มีใครยืนยันว่า ที่ออกมาหนะมันครบแล้ว อ้อใช่ ชวนคนไปเรียน advance data structure อย่าเพิ่งเงียบสิไปเรียนกันเถอะ ……. สงสัยต้องเรียนคนเดียวอีกแล้ว -_-“
ในเมื่อมันไม่มีเรื่องจะเขียนขนาดนั้น
เริ่มเครียดขึ้นมานิดนึง เรื่องของคำว่า “ทำไมไม่รู้ซักที” เข้ากับวัยรุ่นดีออกเห็นช่วงนี้มีเพลงยอดนิยมอยู่เพลงนึงชื่อ “ทำไมไม่รับซักที” เกี่ยวกับมะเนี่ย -_-“ บางทีเราก็รับรู้บางเรื่อง รู้เยอะจนเห็นว่าเรื่องนั้นมันปกติ เรื่องธรรมด๊า ธรรมดาใครก็น่าจะรู้ เวลาพูดก็เลยละเลยเรื่องนั้นโดยที่ตั้งข้อสมมุติว่า เอ๊ะคุณก็น่าจะรู้นี่นา แต่คุณก็ไม่รู้แฮะ คุณก็งงแล้วก็หาว่าผมพูดมะรู้เรื่อง ก็กลับไปที่เรื่องที่ว่า คุณต้องประเมินค่าต้องประมาณความสามารถของคนที่คุณพูดด้วย ทั้ง ๆ ที่การประเมินค่าคนอื่นเนี่ยเป็นงานที่เหนื่อย เป็นงานที่เหนื่อยของคนประเมินต้องพยายามประเมินให้มันได้ตรงกับค่าจริงมากที่สุด เป็นงานของคนที่ถูกประเมินต้องทำให้ค่าที่คนอื่นเขาประเมินได้เป็นค่าออย่างที่คนที่ถูกประเมินต้องการ คิดไปคิดมาแล้ว โลกนี้ก็สร้างมาให้คนเครียด ไม่ต้องทำอะไรเลย มันก็เครียดอยู่แล้ว จะไม่ประเมินใครก็ไม่ได้ การประเมินก็เป็นเรื่องที่เหนื่อยและไม่ดีต่อทุกคนอีก อันนี้ก็เป็นอีกอันนึง ที่เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันบนโลกนี้ แล้วทำไม เราต้องพยายามเปลืองสมอง เพื่อให้บทสนทนาในแต่ละครั้ง ราบรื่นที่สุด ทำไมเราต้องถูกประเมิน ประเมินว่าฉลาดแค่ไหน ประเมินว่าหน้าตาดีแค่ไหน ประเมินว่าเป็นคนดีแคไหน แล้วก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ค่าที่คนอื่นประเมินเราดีที่สุด ทำไมทุกวันโดยที่ไม่ต้องทำอะไร ก็ต้องถูกเปรียบเทียบกับคนนู้น คนนี้ ในขณะเดียวกันก็ต้องทรมานกับ การไม่รู้ซักที ของคนอื่น ทำไมไม่รู้ซักทีว่าธุรกิจกับรัฐกิจมันต่างกัน มีเป้าหมายต่างกัน และมีความคิดในการทำงานที่ต่างกัน ทำไมไม่รู้ซักทีว่าแต่ละคนมันก็มีเรื่องที่ทรมานที่ต่างกัน เรื่องบางเรื่องบางคนเห็นเป็นเรื่องเฉย ๆ ในขณะที่บางคนเห็นเป็นเรื่องใหญ่มาก ทำไมไม่รู้ซักทีว่าคนเรามีความสุขกับสิ่งต่างกัน ทำไมไม่รู้ซักทีว่า Visual Studio .NET คืออะไรเวลาที่มาถามว่าเขียนว่าอะไรแล้วตอบว่า Visual Studio .NET มักจะทำหน้างง ๆ ทำไมไม่รู้ซักทีว่า robot ของจุฬาบังคับอัตโนมัติแม้ว่าจะเขียนโปรแกรม fix ไว้ก้อตามเหอะ แต่การ fix ให้ดูเฉย ๆ เนี่ยทำไมไม่รู้ซักทีว่ามันยากรู้ไหม สุดท้ายแล้ว การรู้ก็เป็นเรื่องที่กว่าไม่รู้ ก็ต้องปล่อยให้คนอื่นมาประเมินค่ากันต่อไป แล้วก็อยู่ในโลกที่อยู่ไปก็มีแต่ความทุกข์เหมือนเดิม
ตอนนี้มีโอกาสที่จะได้กลืนน้ำลายตัวเอง เพราะว่าอาจจะไปแข่ง robocup ที่เยอรมัน ทำไมไม่รู้ไม่สามารถแสดงเหตุผลได้อย่างฉะฉาน อย่างที่แสดงไว้ใน 2 blog entry ที่แล้ว ก็แค่มีโอกาส ยังไม่แน่นอนว่าเขาจะให้โอกาสมากน้อยแค่ไหน ก็คงต้องรอดูกันต่อไป ตอนแรกก็ต้องลุ้นว่าทีมตัวเองจะได้ไปไหม ตอนนี้ก้อต้องคิดต่อ ว่าตัวเองจะได้ไปรึเปล่า :):):):):):) ลุ้นบ้างก้อดีนะชอบ แต่ลุ้นมาก ๆ มันก้อเหนื่อยใจ เหนื่อยใจที่ต้องตามคนข้างหน้าให้ทัน ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วยังไงก้อคงไม่ทันอยู่ดี เหนื่อยในทุกครั้งที่เห็นตัวเองขี้เกียจ
เอาหละ ไปจัดโชว์ต่อดีกว่า ก่อนจบอวยพร ขอให้ตัวเองเก่งขึ้นกว่านี้ ขอให้ได้ทำงานที่ตัวเองอยากทำมาก ๆ ขอให้ทำงานผิดพลาดให้น้อย ๆ ขอให้ plasma-z เป็น champ โลก ขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านโดยเฉพาะคนที่เข้าเมนท์มีความสุข ขอบคุณครับ
แปะเพลง
ปล.เขียนได้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วแต่เพิ่งจะมาได้แปะเอาตอนวันเสาร์ดีจิง ๆ เลย
จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ Artist : บอยด์ โกสิยพงษ์ * April 08 แถลงจุดยืนของ MR.Tเออ..........
เห็นช่วงนี้ขยันแถลงจุดยืนกันจริง ๆ เลย
เอากะเขามั่งละกัน
จุดยืนข้อที่ 1
ต้นมีความยินดีอย่างมากที่คนอ่านอ่านจบแล้ว
จะ comment blog ต้นซักที
และไม่ยินดีอย่างมากที่คุณเข้ามาแล้วไม่ยอม comment
ฉะนั้น ๆ ๆ ๆ ๆ
comment หน่อยนะคับ
เข้ามาแล้ว comment ซักแว๊บ
comment หลาย ๆ ทีก็ได้
ขอบคุณรัดจิ กับ บอยมากที่อุตส่าห์ comment ใน blog entry ที่แล้ว
ความจิงแล้วหลาย ๆ คนที่เข้ามาอ่านแต่ไม่ได้ comment
ก็ขอบคุณด้วยนะคับ
อย่างน้อยก็ยังสนใจคลิ๊กเข้ามา
เออ ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้เขียน blog นาน(ประมาณ 2 อาทิตย์เศษ ๆ แล้วมั๊ง)
ก็ไม่ได้ยุ่ง ไม่ได้งานเยอะหรอก
เพียงแต่งานที่มีมันยากเกินกว่าที่จะทำได้เกินกว่าเวลาที่กำหนด
บวกกับความอู้งานเล็กน้อย
มันก็เลยผลาญเวลาชีวิตไปมากหน่อย
จุดยืนข้อที่ 2
เรื่องไปเยอรมันกะเรื่องโรบอทละกัน(ค่อนข้างสำคัญเลยยกขึ้นมาใส่ก่อนแต่แรก)
ตอนนี้สถานการณ์ยังค่อนข้างลูกผีลูกคน
ไม่แน่ใจว่า plasma-Z จะได้ไปเยอรมันรึเปล่า
รายละเอียดไปดูที่ blog แหวน wrn.bloggang.com ละกัน
เขียนไว้ละเอียดอยู่แล้ว
ตอนนี้ก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า
ไม่ว่าทีมจะได้ไปเยอรมันรึเปล่าก็ตามที
จะไม่ไปเยอรมัน
และจะเลิกทำ robot หลังจากเดือนมิถุนายนที่การแข่งขัน Robocup World Championship จบ
อาจจะเข้าห้อง robot เป็นบางครั้งไปช่วยแนะนำ(โดยที่ไม่มีอะไรแนะนำ)
อาจจะเข้าประชุม โดยไปออกความเห็นโง่ ๆ ทำให้การประชุม late
เหตุผลเบื้องหลังส่วนใหญ่เป็นเหตุผลที่เห็นแก่ตัวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
ไม่เชื่อลองอ่านดู
1. ก็อยากลองทำงาน Field อื่นบ้าง
สนใจ field ด้าน robotics มาก ๆ
แต่หลังจากทำไปเริ่มรู้สึกขึ้นเรื่อย ๆ ว่า field นี้ไม่ค่อยเหมาะ
อยู่มาปีกว่า ๆ เป็นอันดับที่ 3 ของรุ่นตอนนี้ แต่ ความรู้ไม่ต่างจากเด็กปี 1 ที่เพิ่งเข้ามาใหม่
ไม่ได้พัฒนาให้ดูมีคุณค่าเหมือนกับคนที่อยู่ชมรมมานานเลย
มันไม่ใช่ว่าไม่ถนัด field นี้หรอก
ที่ไม่ถนัดหนะ
คือการเขียนโปรแกรมต่างหาก
ไม่น่าเชื่อเนาะว่า
โปรแกรมโปรแกรมเดียวกัน
ทำงานเหมือนกัน
คนต่างกัน
จะทำงานได้โดยเวลาต่างกันเป็น"ร้อย"เท่าได้
ไม่ได้เป็นคำพูดที่เกินความจริงเลยนะ
นอกจากเวลาจะต่างกันเยอะขนาดนั้นแล้ว
คุณภาพยังต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
2. เรากับหลาย ๆ คนในชมรมอยู่ห่างกันเกินไป
ก็พยายามหลายทีที่จะลดระยะห่างนี้
เป็นระยะห่างด้านความสามารถ
พักหลัง ๆ ด้วยความสามารถที่ต่างกัน
กลายเป็นว่างานที่ทำทุกคนต้องรอ
งานที่ทำทุกคนต้องช่วยกันคิด ต้องช่วยกันแก้
ซึ่งข้อสรุปกลายเป็นว่า
(ถ้าใครในชมรมอ่าน ข้อสรุปนี้เป็นข้อสรุปที่เกิดจากการที่ต้นประเมินตัวเองไม่ได้ predict ความคิดของใครทั้งนั้นนะคับ)
ไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าจะไม่ให้งานมันซะเลย
เร็วกว่าซะอีก
ให้มันทำเนี่ย
นอกจากช้าแล้วคุณภาพยังต่ำอีก
ทำเร็วกว่าเยอะเลย
ก็ยังรู้สึกแย่กับการประชุมเมื่อวานนี้
ที่"การหางาน" ให้เราเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าจะให้มันทำอะไรดี
บอกตามตรงว่าเป็นความรู้สึกที่แย่มาก
ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะตกต่ำขนาดนี้
ลืมไปแล้วว่าเขาแปลเป็นไทยว่าอะไร
แต่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า dilemma
dilemma คือ 2 สิ่งที่ต่างก็สนับสนุนให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมากขึ้น
เช่นไก่ กับ ไข่(อันนี้ไม่ค่อยเห็นภาพมาก)
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นภาพมากกว่าก็คือความขี้เกียจกับความโง่
เรามักจะด่าคนโง่ว่ามันโง่เพราะมันขี้เกียจ
แต่ทำไมไม่ค่อยมีใครจะคิดเลยว่าที่มันขี้เกียจเพราะว่ามันพยายามเท่าไรก็ไม่เห็นจะฉลาดซะที
ความจริงแล้วไม่ใช่แค่ระยะห่างด้านความสามารถเท่านั้น
ยังรู้สึกว่ามีระยะห่างด้านอุปนิสัยด้านการทำงาน
ระยะห่างด้านสภาพแวดล้อม
ระยะห่างด้านความคิดและกำลัง
ดูยังไงก็มีแต่ระยะห่างไปหมด
ไม่มีใครมีความผิด
ถ้าจะมีใครซักคนมีความผิด
คงเป็นตัวเอง
ผิดที่ไม่สามารถลดช่องว่างเหล่านี้ได้
แต่ขอย้ำว่าในเวลาที่เหลือก่อนไปเยอรมัน
จะยังทำอยู่
และยังพยายามเต็มที่ที่จะลดระยะห่างนั้น
ด้วยพลังทั้งหมด
3. อยากใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น
เวลาที่จะอยู่กับครอบครัว คนที่เรารักที่สุด มันอาจจะเหลืออีกไม่มาก
เพราะเรียนจบตรี ก็อาจจะต่อโทต่างประเทศถ้ามีโอกาส
จึงอยากใช้เวลาที่เหลือ
กับคนที่เรารัก และ คนที่รักเรามากที่สุด
จุดยืนที่ 3
เรื่องที่ฝึกงาน
เล่ายังไงดี
ฝึกที่ cauley เพราะต้องทำ project ที่ cauley
ได้ทำ project เป็นระบบโอนสายโทรศัพท์กึ่ง Call Center เล็กน้อย
จุดเด่นของ project นี้ก็คือ
มันต้องสามารถรู้จำเสียงได้
นั่นคือผู้ที่โทร.เข้ามา
จะสามารถพูดชื่อของคนที่ต้องการคุยด้วยได้
และระบบจะทำการตรวจสอบเสียงชื่อนั้น
เมื่อตรวจสอบพบแล้วว่าตรงกับชื่อไหน
จะโอนสายไปให้กับคนคนนั้น
แทนที่คนที่โทร.เข้ามาจะต้องกดหมายเลขภายในซึ่งจำยากและคนข้างนอกก็ไม่ค่อยจะรู้กัน
ความจริงแล้วบริษัท cauley ไม่ใช่บริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับ sound recognition
แต่เป็นบริษัทแม่ของบริษัท ubiquity ซึ่งทำงานเกี่ยวกับด้านนี้อยู่
พี่ ๆ ที่มา train(พูดให้ฟัง) ส่วนใหญ่ก็จะมาจาก ubiquity
แต่เนื่องจาก project มันอยู่ที่ cauley
ก้อเลยต้องฝึกที่นี่ซะงั้น
ถามว่าที่ผ่านมามีความสุขแค่ไหน
ก็ทำงานเรื่อย ๆ
ไม่ค่อยมีงานที่น่าสนใจส่งเข้ามา
hardware ที่ต่อกับโทรศัพท์ยังไม่มา
ก็ยังทำอะไรไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่
ไม่ได้มีความสุข แต่ก็ไม่ได้ทุกข์อะไรมากมาย
อยู่ไปวัน ๆ รอเวลากลับมาทำงานห้อง robot ต่อ
จุดยืนที่ 4
เนื่องจากจะไม่ทัน robot ต่อหลังเดือนมิถุนา
ก็เลยอยากบอกทุกคนว่า
ขออนุญาตไม่ทำ senior project ด้าน robot
กับอาจารย์อรรถวิทย์
คิดว่าเป็น lab ที่น่าทำมาก
พี่ ๆ น่ารักแล้วก็เห็นว่าเก่งกันทุกคนเลย
แต่ก็ไม่อยากมีความรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย
หมดแรงจะเป็นหางสิงห์แล้ว
ถ้าเพื่อน ๆ ที่ทำเก่งหมด
แล้ว project ทีทำมันดูแย่กว่าทุก project ทั้งหมดที่มีหละ
นี่คือเหตุผล
ไม่อยากให้เป็นอย่างงั้น
เลยจะขออนุญาตพี่ ๆ เพื่อน ๆ ทุกคนไว้ที่นี้เลยละกันนะคับ
หวังว่าพวกพี่ ๆ เพื่อน ๆ จะเข้าใจในการตัดสินใจนี้นะครับ
จุดยืนที่ 5
ยังชอบแปะเพลงเหมือนเดิม
ขอบฟ้า Bodyslam
Dm9 Bb9 Am7 Bb9 C
ได้แต่เหลียวมองไปสุดฟ้าไกล มันช่างน่าเสียดายที่เราไปไม่ถึงขอบฟ้า.....
Intro: Dm Bb Am Bb C
Dm Bb Am Bb C
จบเสียที ที่เธอต้องทนทรมานเดินบนทางที่เราสองคน หวังกัน ไปยังฝันสุดฟ้า
Dm Bb Am Bb C
ปิดฉากเสียที เมื่อเจอคนที่ดี จงโชคดีกับเส้นทางที่ยังเหลือข้างหน้า เธอไปกับเขาคงดีกว่า
Bb C Bb C
* ยอมเข้าใจ ยอมเข้าใจ จะไปด้วยกันก็มีแต่เหนื่อยล้า ฉันเข้าใจ ฉันเข้าใจ ที่เธอร่ำลา
F Dm Bb C F
ขอบฟ้าต้องกลายเป็นเขาที่พาไป ทุกสิ่งที่ฝันกันเอาไว้ จบแล้วไม่เหลือสักอย่าง
Dm Bb C Dm Bb Dm Bb C
ฉันทำได้เพียงแค่เท่านี้ มาส่งเธอได้แค่ครึ่งทาง ก็คงต้องยอมรับมัน ยอมรับมัน
Dm Bb
จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทน เมื่อเธอจะไปฉันห้ามไม่ได้
Dm Bb C
ต้องปล่อยเธอไปทั้งน้ำตา แม้แทบขาดใจ
Dm Bb
จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะยอม ให้เธอมีวันที่ดีข้างหน้า
Dm Bb C Bb C
ให้เธอเดินไปพบความสุข ที่ตรงขอบฟ้า ฉันยอม ยอม..
(ซ้ำ *)
F Dm Bb C F
ขอบฟ้าต้องกลายเป็นเขาที่พาไป ทุกสิ่งที่ฝันกันเอาไว้ จบแล้วไม่เหลือสักอย่าง
Dm Bb C F
ฉันทำได้เพียงแค่เท่านี้ มาส่งเธอได้แค่ครึ่งทาง พรุ่งนี้ไม่มีแล้วเธอ
Dm Bb C F
ต้องกลายเป็นเขาที่พาไป ทุกสิ่งที่ฝันกันเอาไว้ จบแล้วไม่เหลือสักอย่าง
Dm Bb C Bb C
ฉันทำได้เพียงแค่เท่านี้ มาส่งเธอได้แค่ครึ่งทาง ก็คงต้องยอมรับมัน
Dm Bb Dm Bb C
จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทน โฮ.. ให้เธอเดินไปที่บนขอบฟ้า โฮ..
Dm Bb Dm Bb C Dm
ให้เธอไปดี.. โชคดีเถิดหนา โว้.. จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทนเออมันมี คอร์ดกีตาร์ติดมาด้วย แต่เราไม่รู้เรื่องกีตาร์แฮะมันไม่ค่อยตรงเพราะเราย้ายมาไว้ตรงกลาง คงไม่เป็นไรมั๊ง February 25 เรื่องของความรู้สึกรู้สึกว่าไม่มีอารมณ์อ่านหนังสือ
เลยไม่อ่านหนังสือมานั่งเขียน blog
รู้สึกว่าไม่มีคนมา comment blog เลย
ทุกคนคงยุ่งกันหมดมั๊ง
มีบอยคนเดียวเอง thx มาก ๆ นะ
รู้สึกว่าอยากบ่นเรื่องการเมืองต่อจัง
แต่ก็บ่นมามากที่บอร์ดภาคคอมแล้ว
ไม่บ่นต่อดีกว่า
รู้สึกว่าทำไม่ถูก
นัดที่บ้านไว้ว่าจะกลับบ้านเร็ว
โดยที่ลืมไปว่าวิดจะให้ทำงานดึก
ก็เลยต้องชิ่งกลับบ้านก่อนตั้งแต่ทุ่มนึง
ทั้ง ๆ ที่วิดทำงานแก้ bug อยู่ถึงตี 4
ไอ้เราก็คิดว่างานมันใกล้เสร็จแล้วเหมือนไม่มีอะไร
แต่คงมี bug มากมายซ่อนอยู่ที่เรามองไม่เห็นอีกแล้ว
ตอน present ก็ present ไม่ค่อยดี
พูดไม่รู้เรื่อง
อย่างไรก็ดี
ขอบคุณ วิด ใหม่ มีน แม่นกยูง และ กระแตมาก หวังว่าจะได้ร่วมงานกันอีกนะครับ(ไม่ค่อยเห็นแก่ตัวเลย กรรมของท่าน บุญของผมแท้ ๆ)
รู้สึกว่าช่วงนี้ตารางมันแน่น ๆ
แต่ก็ยังชิว ๆ
ยังมาเที่ยวดู blog ชาวบ้าน
ยังมา update blog ตัวเอง
ยังมาโพสเรื่องการเมืองน่าเบื่อในบอร์ดภาค
หมดไฟยังไงไม่รู้สิ
มีสอบและ project ไปเรื่อย ๆ ถึงวันที่ 10
แล้วก็มี moshimi และ robocup ค้ำคออยู่หลังจากนั้น
รู้สึกว่าวันพุธก่อนมีนิตยสารมาสัมภาษณ์
นิตยสาร chip
พูดไม่ได้เรื่องเลย
แต่คราวนี้ต่อจัดการ
ทุกอย่างมันเลยดูลื่นไม่เหมือนตอน U Channel
สัมภาษณ์ ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไร
รู้สึกว่าแย่จัง
present sa ห่วย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
เราดันสลับเนื้อหาอะ
ส่วนหนึ่งคืออยากพูดต่อเนื่องเพราะเราไม่อยากพูดแทรกคนอื่นหลาย ๆ ช่วง
ส่วนหนึ่งคือรู้สึกว่าเนื้อหามันควรจะเป็นอย่างนั้นจิง ๆ
แต่อาจารย์ไม่ชอบแฮะ
สรุปก็คือ
กลุ่มเรา present ได้ไม่ได้เรื่องที่สุด
ไม่รู้เรื่องทั้งระบบเลย
คิดว่าคงไม่ใช่ใครอะแหละ
คงเราเองทั้งนั้น
ไม่รู้ว่าจะได้โอกาสอีกเมื่อไร
แต่คิดว่าตัวเองต้องฝึกเรื่องความเป็นผู้นำให้มากกว่านี้
ยังตัดสินใจไม่ดีพอ
อยากมีโอกาสเยอะ ๆ
ไม่งั้นก็คงไม่ได้เรื่องซะที
ตอนนี้ก็ส่งรายงานเรียบร้อยแล้ว
แต่ยังไม่ได้ write cd ขึ้นไม่ให้อาจารย์
อั๋นหรือ big ก็ได้ write ให้ทีดิ๊ :):):):):):)
ขอบคุณผู้ร่วมงานทุกคนมากเลยนะ ทั้ง อั๋น บิ๊ก รัดจิ และ พงศ์เลย
หวังว่าจะได้ร่วมงานกันอีกครั้ง(มุขเดิมอีกแล้ว)
รู้สึกว่าบล๊อก entry นี้จะไม่มีเนื้อหาสาระใด ๆ
เป็นความรู้สึกล้วน ๆ
รู้สึกว่าแย่ที่รู้ว่าเรื่องบางเรื่องมีปัญหา
รู้สึกอึดอัดที่ทั้ง ๆ อยากช่วยแก้ปัญหานั้นเหลือเกิน
ทั้ง ๆ ที่อยู่ในตำแหน่งที่อาจจะพอช่วยแก้ปัญหานั้นได้
แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเดินไปบอกบริเวณที่เกิดปัญหาว่า
เฮ้ย "ขอผมมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ได้ไหม"
ไม่กล้าเพราะกลัวจะถูกมองด้วยสายตาที่ว่า
เฮ้ย "คุณแก้ปัญหานี้ไม่ได้หรอก"
กลัวที่พอเข้าไปแก้ปัญหานี้แล้ว
จะทำให้ปัญหามันร้ายแรงขึ้น
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าปัญหามันร้ายแรงขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ก็ละไว้ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น
เราดีพอที่จะเป็นคนรึเปล่าเนี่ย
อย่างน้อยก็ดีใจที่ยังไม่มีใครเห็นเป็นขยะแล้วเอาไปโยนทิ้ง
ถ้าคิดว่าเป็นคนที่กำลังพูดถึงอยู่
แล้วบังเอิญสุด ๆ ได้มาอ่าน blog นี้พอดี
ขอพูดไว้ที่นี่ละกัน อย่างคนป๊อดสุด ๆ เพราะไม่กล้าเอาไปพูดที่อื่น
ว่า "ขอผมมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ได้ไหม ผมทำอะไรไม่ได้หรอก แต่การอยู่เฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามีปัญหามันน่าอึดอัด"
รู้สึกว่าจะต้องฝึกงานแล้วหละ
แต่อย่ามาถามยังไม่รู้อะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับอนาคตตัวเอง
ยังไม่รู้ว่าเริ่มเมื่อไรอะไรยังไง
ยังไม่รู้ว่า project จบจะเป็นอะไร
ยังไม่รู้ว่าจบแล้วจะไปไหนต่อดี
ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะจัดการกับตัวเองที่ไม่มีอารมณ์ทำงานยังไง
ยังไม่รู้ว่า 2 เมษานี้จะกาเบอร์อะไรดี (ที่แน่ ๆ ไม่ใช่ไทยรักไทยและประชาธิปัตย์แน่นอน)
อย่ามาถามไม่รู้อะไรทั้งนั้น
รู้สึกว่าทำไมเราถึงตอบแทนคนที่ทำอะไรดี ๆ ตั้งมากมายให้เราไม่ได้เลย
อยากมีโอกาสตอบแทนคนเหล่านั้นมาก ๆ
แต่ทำไมไม่มีโอกาสซะที
รู้สึกว่าคงต้องจบแล้วหละ
มาเขียนเพราะพี่ x บังคับให้มาเขียน
แม้ว่าจะมั่นใจว่าคงไม่มีคน ment
counter มันเฉลี่ยแค่ 10 คนต่อ blog entry นึงอะ
ช่างเป็น blog ที่เงียบเหงาจริง ๆ
แปะเพลงตามธรรมเนียม
February 05 จดหมายถึงใครบางคนถึงผู้อ่านทุกคน
blog entry นี้ลองเขียนเป็น style แปลก ๆ ดู
เพราะต้องการจะเปลี่ยน style การเขียนไปเรื่อย ๆ
entry นี้จะเขียนเป็นคล้าย ๆ จดหมายถึงคนนู้นคนนี้ไปเรื่อย ๆ
แต่ทุกคนก็อ่านได้ทุกฉบับนะ
ยังคงเป็นการเล่าเรื่องน่าเบื่อ ๆ เหมือนเดิมหละ
เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเล็กน้อย
จากคนเขียน blog
ถึงคนที่อ่าน blog เราและดูบอลด้วย
ตอนนี้กำลังดูคู่ฟุตบอลระหว่างเอฟเวอร์ตันกับแมนซิตี้อยู่
ที่ผ่านมา 30 นาที
วันนี้เอฟเวอร์ตันเล่นดีอย่างไม่น่าเชื่อ
เล่นกับแมนซิตี้ที่เพิ่งทำให้ซูอี้เดินเตะฝุ่นไปแล้ว
แล้วก็ทำให้คู่ชิงชนะเลิศลีกคัพตกรอบเอฟเอคัพด้วยแฮะ
ตอนนี้นำอยู่ 1 ต่อ 0
เพราะว่าดันน์สะกัดมาชนเวียร์เข้าประตู
แมนซิตี้เพิ่งมีโอกาสยิงแค่ครั้งเดียวเองแฮะ
จากกองเชียร์เอฟเวอร์ตัน
ถึง รัดจิ บอย วิด และ ต่อ
ขอบคุณมาก ๆ ที่มา comment blog เราใน entry ที่แล้ว
comment blog entry นี้อีกทีก็นะ ขอบคุณล่วงหน้าพวกนายทุกคน
คนอื่นช่วย comment ให้หน่อยสิ
ว่าไป blog เรานี่ก็
เป็นที่นิยมน้อยติดอันดับเลยนะเนี่ย
เขียนเป็นเดือนแล้ว
counter ยังขึ้นไม่ถึงร้อยเลยแฮะ
เร็ว ๆ นี้อาจจะเปิดเป็น public ไม่รู้ว่าจะมีคนอ่านเพิ่มรึเปล่า
หรือว่าลดลงก็ไม่รู้นะ :):):):):):)
สำหรับรัดจิ
ไม่รู้ว่าเราตัดสินใจถูกรึเปล่านะ
แต่เราเลือกที่จะมาตอบรัดจิอีกทีใน blog
แทนที่จะพูดตรง ๆ
รู้สึกว่าเรื่องใน blog ก็อยากคุยใน blog
ไม่ค่อยอยากคุยข้างนอก blog เท่าไร
ความจริงแล้วเราไม่อยากพูดว่า
ชื่อเมล์นี้เป็นความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง
เราคิดว่าตัวเองมีส่วนร่วมกับความผิดนี้ค่อนข้างมากนะ
ไม่ใช่ว่าไม่เบรกแต่ว่าชอบเห็นดีเห็นงามด้วย
เอาเป็นว่าเราขอโทษอีกครั้งละกัน
ก็ไม่อยากให้ว่าบิ๊กมากอะนะ
เพราะเราว่าถึงบิ๊กจะเป็นแบบที่รัดจิพูดหรือไม่เป็นก็เหอะ
คิดว่าบิ๊กเป็นเพื่อนที่ห่วงรัดจิมากสุดอะ
คือเวลารัดจิไม่ได้ทำงาน
หรือโดดเรียน
สังเกตมานานแล้วว่า
บิ๊กจะเป็นคนพูดขึ้นมาคนแรก
ว่า "รัดจิมันจะทำไงเนี่ย"
เราก้อเลยไม่อยากให้ทะเลาะกันเท่าไรนะ
ขอแสดงความขอบคุณ
จาก ต้น หมีพูห์
ถึง ครอบครัวของผมซึ่งประกอบด้วยเด หม่าม๊า และน้องตั้ม
วันอาทิตย์เป็นวันเที่ยว
อาทิตย์นี้ก็ไปเที่ยวกันที่ IT Square (อีกแล้ว)
คราวนี้ไปกินกันที่ร้านเจ๊ง้อ
เป็นร้านอาหารจีนมีสาขาอยู่หลายที่
แต่ที่ IT Square เป็นสาขาใหม่
บรรยากาศหรูหราไฮโซ
พอ ๆ กับราคาที่หรูหราไฮโซพอ ๆ กัน
เปิดเมนูดู ทุกคนตกตะลึง
ราคามันเริ่มต้นที่ 100 บาทต่อจานหงะ
เหตุผลสำคัญคือเมนูส่วนใหญ่จะเป็น ปลา กุ้ง แล้วก็ ปู
พวกนี้ส่วนใหญ่จะแพง
หมู กับ ไก่มีอยู่นิดเดียว
ตัดใจสั่งอย่างกระอักกระอ่วนเป็นที่สุด
แต่สุดท้ายอาหารอร่อยมาก
หรือเป็นเพราะว่ามันแพงเลยต้องกินอย่างช้า ๆ เพื่อให้รู้สึกอร่อยกันนะ
แต่โดยรวมสุดท้ายก็อิ่มกันทุกคน
สุขสันต์ ๆ ๆ ๆ ๆ
ด้วยรักและเคารพ
น้องต้นเองครับ
ถึงผู้ร่วมงานทุกคน ทั้งงาน SA งานฐานข้อมูล งานประมวลผลภาพ และงานหุ่นยนต์
วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นวันเที่ยว
ความจริงก็ไม่ได้จะตั้งใจจะอู้นะ
แต่ว่าอารมณ์มันพาให้อู้ไปเรื่อย ๆ หงะ
ไม่น่าเชื่อว่าการอู้วันอาทิตย์วันเดียว
จะทำให้เราเจอวิกฤติการทั้งอาทิตย์เลย
วันจันทร์ไปเรียนพบว่า
เราลืมไปแล้วว่าวันอังคารมีสอบวิชาประมวลผลภาพ
ลืมสนิทเลยแฮะ
เลยต้องรีบกลับบ้านมาอ่าน
ใช้เวลาอ่านไป 1 คืน(นอน 5 ชั่วโมง)
วันรุ่งขึ้นไปสอบ
ก็ทำไม่ค่อยจะได้อยู่ดี
ก็ทำได้นะแต่ทำไมมาเช็คกะอั๋นแล้ว
มันไม่ตรงกันแฮะ
กลับมาบ้าน
นึกขึ้นได้ว่าวันพุธต้องส่งการบ้าน Abstract (Algebra)
ก็เลยต้องกลับมารีบปั่น ๆ ๆ ๆ ๆ
ถึงเช้ายังไม่เสร็จ
ก็เลยไม่ส่ง (นอน 6 ชั่วโมง)
วันพุธต้องอ่านหนังสือสอบ Abstract วันพฤหัส(นอน 5 ชั่วโมง)
อันนี้ทำได้แฮะ
ข้อสอบไม่ยาก
ทำเสร็จก่อนหมดเวลาพอดี
แต่ก็คงได้คะแนนไม่เยอะมาก
เพราะว่ายัง prove อะไรให้เป็น format ของชาว math แท้ ๆ ไม่เก่งมาก
กลับมาวันพฤหัสก็มีการบ้าน network ต้องทำอีก (นอน 5 ชั่วโมงครึ่ง)
ทำแบบมั่ว ๆ ถึงเวลาต้องแก้อีกเยอะเลย
ทำผิดอะ
ลอกเขาไปเยอะอยู่เหมือนกันนะเนี่ย
สุดท้ายก็มีส่ง
กล่าวโดยสรุป
ตลอดอาทิตย์
ได้ทำงานที่กล่าวมาข้างต้นน้อยมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เลย
ขอโทษทุกคนด้วยละกันนะคับ
ทำงานก่อนส่ง 1 วันทุกอย่างเลย
เอาหละอาทิตย์นี้ต้องไม่เป็นแบบนี้แล้ว
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
(ตะกี้บอลจบแล้วเอฟเวอร์ตันชนะแมนซิตี้ 1-0 ทำสถิติไม่แท้ 7 นัดติดต่อกันแล้ว) (ยังไม่พอ 7 นัดที่ผ่านมายิงนัดละ 1 ประตูเท่านั้นทุกนัด)
(ถ้าคู่ต่อสู้ยิงได้ก็จะเสมอ ถ้ายิงไม่ได้ก็จะชนะ)
(ว่าแต่ซามาราส 9 ล้านปอนด์นี่ ไม่เห็นจะเก่งเลย เอาเงินไปถมทิ้งชัด ๆ)
แค่นี้ก่อนละกัน
วันนี้เขียน blog สั้นเนื่องจากยุ่ง ๆ อยู่
ถ้าว่าง ๆ จะมาเขียนต่อมีเรื่องอยากเขียนอีกเยอะมาก
January 29 blog entry นี้มีเหตุผลเหตุ : พี่เนย แบดด์ และ น้องแชมป์ comment ให้ใน blog entry ที่แล้ว
ผล : ขอบคุณพี่ ๆ น้อง ๆ มากนะครับ แม้ว่าจะได้อ่านหรือไม่ได้อ่าน คนที่อ่านหนะหัดละอายบ้างไหม ขนาดพี่เนยเขาไม่อ่าน เขายัง comment เลย :):):):):) เหตุ : น้องแชมป์ถามเรื่อง resource imagine cup
ผล : ง่าตอนที่คุยกันใน msn พี่เข้าใจผิดคิดว่าน้องจะขอ "source code" พี่ ก้เลยตอบไปว่าไม่ได้ ความจริงแล้วก็ไม่ได้หวงห้ามอะไร source code มากนะหรอกนะครับ แต่ว่า ๆ ๆ ๆ ๆ ถ้าน้องเอาไปดูน้องต้องด่าแน่ ๆ พี่เขียน code ไรเนี่ย ห่วยแตกไม่ได้เรื่อง อ่านไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย เอ๊ะ ทำไมตรงนี้มั่วเละเทะไปหมด อ๊ะมีขยะทำไมไม่ทิ้ง อะไรทำนองนั้น แต่ถ้าเป็น resource ที่เคยเขียนให้ใน blog entry ที่แล้ว มันมีอยู่ตัวเดียวอันเดียวอะ ให้ดูได้ แต่ให้ขาดไปเลยคงไม่ได้มั๊ง ไม่รู้จะเจอเราเมื่อไร แต่ถ้าจะเจอเมื่อไร จะหยิบติดมือไปแน่นอน เหตุ : น้องแชมป์เดาว่า sa ย่อมาจากอะไร
ผล: เดาเกือบถูกแฮะ sa ย่อมาจาก system analysis ครับ จะว่าไปเมื่อวันจันทร์อ.ศุภมิตร ที่สอนการเมืองระหว่างประเทศ รู้ด้วยแฮะว่าเรียนวิชานี้อยู่ หรือว่าแอบมาอ่าน blog นี้ ม่าายยยยมั๊งงงงงงงงงงง เหตุ : พ่อมาเนื่องจากวันนี้เป็นวันตรุษจีน แล้วก็ดูทีวีอยู่
ผล : น่าจะอดดูบอลเอฟเวอร์ตันกะเชลซี อย่างน้อย ๆ ก็ครึ่งแรกคงต้องรอพ่อหลับก่อนถึงดูได้ :'( :'( :'( :'( :'( เหตุ : แอบรู้สึกว่าเขียน blog ทุกอาทิตย์เนี่ยทำให้มักจะลืมเหตุการณ์ที่เกิดวันอาทิตย์ไป
ผล : นึกตั้งนาน ก็นึกได้แต่ว่าวันอาทิตย์นั่งทำการบ้าน ทำการบ้าน อู้ อู้ อู้ และ อู้ สังเกตุว่าทำการบ้านมี 2 ครั้ง ส่วนอู้มี 4 ครั้ง หมายความว่าอู้มากกว่าทำการบ้าน อย่างไรก็ดี งานวิชาฐานข้อมูลมันเสร็จแล้วหละ แต่ก็แบบชุ่ย ๆ อะ เพราะว่าดันไปเลือกใช้ C# เจ้าเก่า ใช้ตั้งแต่เกิดยันตาย ในขณะที่คนอื่น ไม่ค่อยมีใครเลือกใช้ภาษาที่ตัวเองคุ้นเคย เขาก็เลยจะได้ทักษะการเขียนภาษาใหม่ ๆ กัน สำหรับเราตอนนี้ จำนวนที่ภาษาที่เขียนได้ มันน้อยมาก ๆ เลย คิดมากเหมือนกันนะเนี่ย ง่ายที่สุด แก่จนป่านนี้ ยังไม่เคยเขียน Web Application จริง ๆ จัง เลยแม้แต่ Web เดียว เคยแต่เขียนเล่น ๆ หวังว่าก่อนจบจะได้เขียน Web อย่างเป็นงานเป็นการซักครั้ง เหตุ : วันจันทร์ก็เป็นวันจืด ๆ ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร
ผล : ก้อยังเรียนเหมือน ๆ เดิม มีประชุม SA ซึ่งขำ ๆ ไม่ค่อยมีอะไรเหมือนเดิม แล้วก็กลับบ้าน นอนไม่ทำงาน อันนี้หลังสุดนี่ไม่ค่อยเหมือนเดิมนะ พักนี้อู้แปลก ๆ มาถึงบ้านทีไร ไร้อารมณ์ทำการบ้าน ไม่ได้ ๆ ต้องเปลี่ยน ๆ เราต้องขยันทำการบ้านมากกว่านี้ เหตุ : วันอังคารนัดสมาชิกกลุ่ม SA มาทำงานตอน 6 โมงครึ่ง
ผล : ทุกคนที่เห็นแปลกใจว่า ทำไมนัดเช้าแบบนี้ น่าจะเป็นเวลาที่เช้าที่สุด ตั้งแต่กลุ่มต่าง ๆ เคยนัดมา แต่ก็นั่นแหละ ทุกคนเวลาว่างไม่พร้อมกัน รัดจิก็มีสอนพิเศษตอนเย็นทุกวัน วันเสาร์อาทิตย์มันก็นานเกินไป กลัวจะไม่ทันกาล เหตุ : การประชุมวันจันทร์ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง
นั่นคือจะใช้ mail กลางเมล์หนึ่ง เวลาคนทำงานเสร็จก็จะส่งเข้าเมล์นั้น จะได้เป็นที่รวมของงานทุกคน ซึ่งเมล์นั้นมี username คือ "lazyrachi@hotmail.com" ผล : รัดจิโกรธ โกรธอย่างหนักซะด้วย ไม่คิดว่ารัดจิจะโกรธขนาดนี้อะ เห็นว่าปกติเป็นคนไม่ค่อยโกรธใครเท่าไร เราขอโทษด้วยนะ แถมประชุมวันนั้นนัดเช้า ไม่ค่อยได้อะไรอีก ความจริงแล้วมีเรื่องต้องขอโทษอย่างหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของวันศุกร์ เก็บเอาไว้ทีหลังแล้วกัน เหตุ : นัดประชุมตอนเช้าก็เลยเบลอ ๆ
ผล : เนื่องจากความเบลอเลยเป๋อหลายเรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 ในคาบวิชาประมวลภาพ อาจารย์เรียกภาคย์ให้ไปตอบคำถามบางอย่าง ภาคย์ยังงง ๆ ตอบไม่ได้ อาจารย์เรียกให้ต้นไซโคไปตอบ ต้นก็ตอบ "........" ขอสงวนคำตอบเนื่องจากมันจะทำให้ blog เครียดเกินไป แต่คำตอบมันเหมือนจะถูกนะ ต้นก็ได้ใจไง ก็เลยถามอาจารย์อะไรไปอีกบางอย่าง ว่า ".................." ????????????? ทุกคนในห้องงง งงว่าถามไปได้ยังไง เพราะคำถามนั้นแสดงให้เห็นถึงการไม่รู้เรื่องเลย แม้แต่น้อย!!!!!!!!!! หน้าแตกยับ !!!!!!!!!!! เรื่องที่ 2
ซึ่งก็เป็นเรื่องสุดท้ายความจริงแล้วมีอีก แต่ก็นึกออกแค่ 2 เรื่อง ระหว่างกลับบ้าน จ่ายเงินรถตู้เสร็จเรียบร้อย ได้เงินทอนเป็นเหรียญ 10 แต่ก็มีเหรียญ 10 อยู่ในมืออยู่แล้ว กำเหรียญ 10 2 เหรียญไว้ในมือ แต่มือดันไปกระแทกกับเก้าอี้เต็ม ๆ เหรียญ 10 2 เหรียญหล่นลงบนถนน เหรียญแรกดีหน่อย หล่นใกล้กับทางเท้า เก็บได้อย่างง่ายดาย แต่เหรียญที่ 2 นี่สิ มันกลิ้งไปอยู่ใต้ล้อรถพอดี ถ้าเป็นคนอื่นก็คงไม่เก็บ แต่นี่เป็นต้นจอมงก แถมยังอยู่ใน mode blur ก็เลยเลือกที่จะเก็บ วัดใจกับคนขับรถอยู่ ว่าคุณจะออกรถก่อน หรือว่าจะให้ผมหยิบเหรียญก่อน สุดท้ายตั้งใจจะหยิบเหรียญก่อน แต่ว่ารถเจ้ากรรมเหมือนจะเริ่มออกแล้ว ชักมือกลับแทบไม่ทัน ทีนี้จากเดิมที่ต้องวัดใจกับรถตู้ ก็ต้องไปวัดใจกับ taxi ด้านหลังแทน ไม่ชนะแฮะ taxi ไม่ยอมเราแน่ ๆ คันต่อมาเป็นรถตู้ เขาจอดส่งผู้โดยสารเสร็จแล้วหละ แต่เห็นเรายืนรอจะเก็บเหรียญมานานแล้ว เขาก็เลยไม่ออกรถ ให้เราหยิบเหรียญ เย่ดีใจ เหตุ : ในที่สุดก็ได้ดูบอลแล้วเพราะว่าขอให้พ่อไปนอน
ผล : ดีใจ ได้เห็น แม็คกี้ ยิงประตู แม็คกี้ กองหน้าดาวรุ่งชื่อ เจมส์ แม็คฟาดเด้น ชื่อเล่นจริง ๆ ก็คือแฟดดี้ แต่เราเรียกว่า แม็คกี้ เพราะว่าชอบซ๊อส แม็คกี้ คิดว่าเป็นกองหน้าที่เก่งใช้ได้ ฤดูกาลนี้ยิงแมนยูด้วยลูกยิงที่เหนือมาก ๆ เหตุ : หลังจากกลับบ้านวันอังคารคุยกับพ่อว่า
เหมือนกับชีวิตมันวน ๆ เวียน ๆ อยู่ที่เดิม ทำแต่เรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ทั้งเทอมนี้แทบจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย พ่องง!!!!!!!!! หาว่าอยากมีแฟน!!!!!!!!! ผล : วันพุธก็เลยเจอเรื่องแปลก ๆ ใหม่ ๆ ซะเลย เรื่องของเรื่องก็คือ คะแนนวิชาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ออก !!!!!!!! น้อยกว่าที่คิดไว้มาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เมื่อเทียบกับคนที่รหัสนิสิตอยู่ใกล้ ๆ กัน แทบจะน้อยที่สุดเลยละมั๊ง เครียดจัดผิดหวังมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนของอาจารย์ชัยรัตได้แค่ครึ่งเดียวเองแฮะ มันไม่ควรจะได้น้อยขนาดนั้น ระหว่างบ่น ๆ เรื่องคะแนน อาจารย์เดินมาพอดี เลยขออาจารย์ดูข้อสอบ ซึ่งมีเราขอดูคนเดียว เนื่องจากคนอื่น คำนวณตามหลักตรรกะแล้วว่า ขอไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี อาจารย์นัดเป็นวันพฤหัสตอนเที่ยง ได้เลยพรุ่งนี้จะรอดู ว่าจะเป็นยังไง เหตุ : ได้คะแนน network น้อย
ผล : ออกมาตรการใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถทำงานได้มากขึ้นเรียนได้มากขึ้น 1. ตัดแว่นใหม่ เพื่อการมองเห็นที่ดีขึ้น 2. เลิกเล่น cm เพราะมันกินเวลา 3. จำกัดเวลาเล่นเน็ตให้น้อยลง จดบันทึกเวลาเล่นเน็ตที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน 4. ดูทีวีให้น้อยลง ไม่ดูรายการที่ไม่ได้วางแผน 5. แต่ว่ายังเขียน blog เหมือนเดิม ยังสนุกกับการเขียนอะไรมั่ว ๆ ให้ทุกคน scroll ผ่านไปเรื่อย ๆ อยู่ รู้สึกว่าการเขียน blog ทำให้มีความตั้งใจทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น รู้สึกว่าเสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเยอะ รู้สึกว่าได้พยายามแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมากขึ้น รู้สึกว่าพูดได้รู้เรื่องมากขึ้น หรือว่าเรารู้สึกไปเองแฮะ เหตุ : ได้คะแนน network น้อย
ผล : ฝันร้ายติดต่อกันหลายคืน คืนวันพุธ ฝันว่าถูกฆ่า ฝันว่ากำลังฆ่าคน และฝันว่าเห็นคนกำลังฆ่าคน (เห็นเป็น 3 มุมมองในฉากเดียวกัน) ด้วยวิธีฆาตกรรมที่ค่อนข้างน่ากลัว มัดไว้กับเสาแล้วใช้ท่อนไม้ทุบ ๆ ๆ ๆ ๆ ทุบไปเรื่อย ๆ จนตาย หลังจากการฆาตกรรมหั่นศพเป็นชิ้น ๆ เหมือนหมูแผ่น แล้วไปยัดไว้ในโถส้วม คืนวันพฤหัส
ฝันว่ามีใครก็ไม่รู้มาแจกของให้ ใส่กล่องสีแดงขนาดเล็กเล็กกว่าฝ่ามือ มีคนให้ 1 คน คนรับ 3 คน ในกล่องมีของล้ำค่าที่อยากได้มาก ๆ อยู่ แต่พอเปิดกล่องของตัวเองดู กลายเป็นขวดน้ำหอมเล็ก ๆ รูปเป็ดน้อย เหมือนกับอีกคนหนึ่ง ในขณะที่ได้ของล้ำค่าชิ้นนั้นไปดีใจเริงร่า ใครสามารถทำนายฝันได้บ้าง
อยากรู้ว่าหมายความว่ายังไง ทั้ง 2 ฝันเป็นการฝันตอนย่ำรุ่งเหมือนกัน แล้วทำให้ต้องไปเรียนในวันถัดมาเหมือนกัน เหตุ : เมื่อตะกี้ดันเผลอพูดถึงเรื่องของล้ำค่าไป
นึกขึ้นได้ว่าอาทิตย์ที่แล้วเขียนถึงเพลงบานไม่รู้โรยของปนัดดาไป หลังจากเขียนไปไม่นานพบว่า เพลงของเขาถูกคุณระเบียบรัตน์แบน เพลงคนเลวที่รักเธอ ตอนแรกว่าจะเอาเพลงนี้มาแปะ แต่คิดไปคิดมา ในเมื่อเพลงนี้ถูกแบบอยู่ ก็เลยไม่แปะเพลงนี้ละกัน ผล : ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เล็กน้อย ความจริงแล้ว เพลงนี้ผิดบรรทัดฐานของคนทั่วไปจริง ๆ นะ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า......ของมีเจ้าของ แต่ก็ยังแย่ง หรือใช้จังหวะเวลาที่เหมาะที่ควรเข้าแย่งเนี่ย ถ้าเกิดขึ้นในสังคมของเราจริง ๆ เนี่ย ถือว่าเป็นเรื่องน่าละอายทีเดียว แต่สำหรับบรรทัดฐานของเพลง ซึ่งเพลงนั้นเป็นเพลงประกอบละครด้วย มันก็ควรจะเป็นไปตามอารมณ์ของละคร ซึ่งบรรทัดฐานของเพลงกับละครอยู่คนละระดับกับชีวิตจริง แต่มักจะเป็นเครื่องชี้นำบรรทัดฐานของชีวิตจริง ความจริงแล้วการที่คุณระเบียบรัตน์ออกมาพูด ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะเป็นการขัดเกลาทางสังคมที่ดี แต่การขัดเกลาทางสังคมที่ดี กับการขัดเกลาทางสังคมที่ใช้ได้ ต่างกันออกไป การออกมาพูดที่ขัดแย้งกับสังคม เป็นการขัดเกลาทางสังคมที่ดี แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร สังคมไม่สามารถเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ด้วยบรรทัดฐานที่อยู่สูงเหนือค่านิยมของสังคมสูงขนาดนั้นได้ วิธีการก็คือพยายามเริ่มจากการลดระดับบรรทัดฐานคำพูดของตัวเอง ให้ใกล้เคียงกว่าค่านิยมทางสังคมแต่ว่ามากกว่าเล็กน้อย หรือว่าให้เหนือกว่าบรรทัดฐานของคนที่เราจะชักจูงเขาเล็กน้อย แต่เนื่องจากโลกนี้เป็นโลกแห่งความขัดแย้ง เคยพูดไปเมื่อคราวที่แล้วว่า มีประโยคที่ขัดแย้งในตัวมันเองอยู่ในโลกมากมาย รวมทั้งประโยคที่พูดมาตั้งแต่ด้านบนด้วย เพราะการที่เราลดระดับบรรทัดฐานไปให้เหนือกว่าเขาเล็กน้อย ทำให้เราไม่สามารถรักษาระดับบรรทัดฐานของตัวเองไว้ได้ ยิ่งเข้าไปใกล้เขา ก็เริ่มไม่แน่ใจว่า ใครชักจูงใครกันแน่!!!!!!!!!!! ขอเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "การแพร่ของคุณธรรม" คิดขึ้นมาเองแหละ แต่เห็นตัวอย่างนี้เยอะมากจากหลาย ๆ ที่ ขออนุญาตไม่พูดถึง เป็นคนที่ชอบพูดทฤษฎีกว้าง ๆ ให้ไปคิดต่อ ไม่ค่อยชอบยกตัวอย่าง เพราะว่าการยกตัวอย่าง จะส่งผลกระทบต่อคนวงกว้าง แม้ว่าจะทำให้ blog ดูน่าอ่านขึ้นกว่าพูดแต่ทฤษฎีกว้าง ๆ ก็ตาม :):):):):):) แต่อยากให้ดูไว้ละกัน บางครั้งบางที อาจใกล้ตัวผู้อ่านมากกว่าที่คิดก็ได้นะ เหตุ : (กลับมามีเหตุผลซะที) ขออาจารย์ชัยรัตดูข้อสอบว่าทำไมไอ้กระผมถึงได้แค่ 15
ผล: เข้าไปดูได้ผลดังนี้ 1. ข้อที่คิดว่าผิดแน่ ๆ ขอเรียกว่าข้อ 9 (แต่มันปะอยู่เป็นข้อแรก) ไม่ผิดเลยแฮะ ได้ 10 เต็ม อ้าวเฮ้ย !!!!!!!! งั้นก็ผิดอีก 2 ข้อที่เหลือสิ 2. ข้อ 8 ผิดงี้เง่าผิดในหลักการที่รู้ ๆ กันอยู่ แต่งี่เง่าลืมไปได้ไงไม่รู้คือ -------- สำหรับคนที่อยู่ภาคเดียวกันเท่านั้น ------------ ไม่ว่า connect กี่ครั้งมันก็ควรจะ look up ip address ทีเดียว แต่เราดันไป look up ip address ทุกครั้งที่มีการ connect อยากเถียงเหมือนกัน ว่ามันอาจจะไม่ได้ cache ip address ไว้ก็ได้ แต่รู้สึกว่ามันดูงี่เง่าเกินไป ไม่เถียงดีกว่า ----------------------------------------------- สรุปแล้วคือเรางี่เง่ามาก ๆ ข้อนี้ได้ 0 คะแนนเลย ผิดทุกข้อ เพราะหลักการผิดเลยผิดหมด 3. ข้อ 7 ข้อนี้ฮึ่ม !!!!!!! ทีสุด เอามาดู ได้ 5 คะแนน เลยไปนั่งจ้องข้อที่ผิด จ้องตั้งนาน เอ๊ะ !!!!!!!!! เราก็คิดถูกนี่นา ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาระหว่างต้นกับอาจารย์ชัยรัตครับ ต้น: อาจารย์ครับ ผมคิดผิดตรงไหนครับข้อนี้ อาจารย์ชัยรัต: (ทำหน้างงเต็มที่ เหมือนไม่รู้ว่าผิดตรงไหนเหมือนกัน) อาจารย์ชัยรัต: (เปิดข้อสอบข้อนี้ของภาคย์มาดู แล้วก็ยังทำหน้างงต่อไป) ต้น: (เริ่มทำหน้ามีความหวังเห็นมะคับไม่เห็นจะมีอะไรผิดเลยอาจารย์ตรวจผิดแล้ว) อาจารย์ชัยรัต: (หยิบโทรศัพท์มือถือมากด ๆ ๆ ๆ ๆ) ต้น: (นึกว่าอาจารย์มี message เข้ามากำลังดู message อยู่) และแล้วอาจารย์ชัยรัตก็หันโทรศัพท์มือถือมาให้ต้นดู อาจารย์ชัยรัต: เอ่อ ตรงนี้คุณเขียน 8000 ใช่ไหม แล้วก็ข้างล่างเท่าไรนะ........อ๋อ 1500 ใช่ไหม........เอ่อ ทำไมผมหารได้ไม่เท่าคุณละ ผมได้ 5.3333 อะแต่คุณได้ 4.13333 ต้น: (อึ้ง ทำอะไรไม่ถูก) ครับ ขอบคุณมากครับ ต้น: (รีบว่ายอาจารย์ชัยรัตอย่างรวดเร็วแล้วเผ่นออกมาจากห้องอาจารย์ชัยรัต) ต้น: ใช่อะซี่!!!!!!!! ผมมันโง่!!!!!!!!!(ทำไมต้องเยาะเย้ยกันขนาดนี้ด้วย!!!!!!!) ไม่มีอารมณ์ทำแล็บ network ต่อ แต่ว่าก็นั่งทำแบบไร้อารมณ์ผิด ๆ ถูก ๆ เซ็ง ๆ แล้วก็เพิ่มกฎให้ตัวเองอีก 2 ข้อ ต่อจาก 5 ข้อด้านบนนั่นคือ ข้อ 6. ต้องตรวจทานข้อสอบอย่างน้อย 3 ครั้งก่อนออกจากห้องสอบ ข้อ 7. ต้องอยู่ในห้องสอบให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เซ็งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง แถมหน้าแตกอีกตะหาก ขอบคุณมากครับอาจารย์ชัยรัต ผมจะตั้งใจเรียน network แล้วครับ ว่าไปผมคะแนน network นี่ นับว่าแย่ที่สุด นับตั้งแต่ปี 1 เลยละมั๊ง จะมีแย่เท่าก็โครงสร้างข้อมูล แต่นั่นมันเป็นวิชาที่สามารถจะกลับมาได้ เครือข่ายคอมพิวเตอร์นี่ถือว่าเป็นเกมที่หนักพอสมควรเลย เหตุ: เผลอพูดถึงเกมหนัก
ผล: ตกลงว่าเอฟเวอร์ตันเสมอกับเชลซีแฮะ แลมพาร์ดยิงประตูตีเสมอได้ในนาทีที่ 74 แถม เจมส์ แม็คฟาดเด้นยังเจ็บอีกตะหาก บีตตี้ก็เจ็บอยู่ เบนท์ก็ขายไปแล้ว ตอนนี้ทั้งทีมเหลือเฟอร์กูสันกองหน้าอายุ 34 ปีเพียงคนเดียว เห้อ!!!!!!!!!!!!!!!! เหตุ: คุยกับเอว่าทำงานวิเคราะห์ระบบไปถึงไหนแล้ว
ผล: เอตอบมาว่ายังไม่ถึงไหนเพราะอาจารย์สั่งกลับมาแก้เยอะมาก เหตุ: เห็นเอต้องแก้เยอะเลยชักหวั่น ๆ ใจ
ผล: ชวนอั๋นขึ้นไปหาอาจารย์วิชาญ ผลก็คือโดนสั่งแก้เยอะพอสมควร เลยชวนทุกคนในกลุ่มมานั่งแก้กันในบ่ายนั้น เราอู้ไปหน่อยเลยยังแก้กันไม่เสร็จ เกินเวลารัดจิสอนพิเศษไปเยอะทีเดียว ขอโทษนะรัดจิ เราจะตรงต่อเวลามากกว่านี้ เหตุ: เมื่อวานนี้เป็นวันตรุษจีน
ผล: ตื่นมาช่วยที่บ้านจัดของไหว้ตรุษจีน ทั้งที่ปกติไม่ค่อยได้ช่วยเพราะวันไหว้ไม่ค่อยตรงกับวันหยุด คราวนี้ช่วยจัดของนู่นนี่ เลยรู้จักของในประเพณีจีนขึ้นมาบ้างแฮะ ที่ผ่านมาเป็นคนจีน แต่เวลาใครถามอะไรจีน ๆ มักจะตอบไม่ค่อยได้ เหตุ: เมื่อวานนี้เป็นวันไหว้
ผล: ญาติ ๆ ทางฝ่ายแม่ มาหากันหลายครอบครัวเลยทีเดียว แต่ละครอบครัวมีน้อง ๆ อยู่ในวัยซนทีเดียว มีน้องจีน(2 ขวบ) น้องแจม(5 ขวบ) แล้วก็น้องแองเจิ้ล(5 ขวบ) ไป ๆ มา ๆ เราก็เลยได้เล่นกับน้องทั้ง 3 ในขณะที่คนอื่นหายไปไหนไม่รู้ จีนนี่เป็นจอมวางแผนเลย เป็นคนที่วางแผนได้อย่างมีเลศนัยมาก ส่วนแจมนี่มีพลังเล่นด้วยแล้วสนุกดี ส่วนแองเจิ้ลนี่ช่างเจรจาพูดเก่ง โดยสรุปแล้วเล่นแล้วสนุกมาก 3 คนนี้โตเร็วกว่าที่คิดแฮะ แป๊ปเดียวพูดเก่งวิ่งกันปรื๋อแล้ว เวลาเปลี่ยนไปเร็วจัง เราเองปีหน้าก็จะ 20 แล้วเนอะ ไม่ได้แต๊ะเอียแล้วมั๊ง เฮ้อ!!!!!!!!!!!!!!!! เหตุ: เขียนจนจะจบแล้วลืมไปว่าอาทิตย์นี้ลืมเขียนเรื่องเกี่ยวกับคณิตศาสตร์
ผล: มันตีหนึ่งครึ่งแล้วหละได้เวลาที่เขาจะไหว้ตรุษจีนกันแล้ว ที่บ้านเรียกแล้วหละ ขอผลัดไว้อาทิตย์หน้าจะหามาใส่ 2 เรื่องละกัน ก่อนจบแปะเพลงก่อนละกัน
เธอเหงาใช่ไหมของโบกี้ดอจจ์ ความจริงแล้วไม่ได้ชอบ rs แล้วก้อบอยแบนด์วงนี้เท่าไรนะ แต่ว่าเพลงนี้ตรงกับสถานการณ์ดีเอามาแปะไว้ละกัน
ฟังได้ที่ http://radio.sanook.com/lyric.php?song_id=2985
ก่อนจบแปะเพลงก่อนละกัน January 22 บานไม่รู้โรยขอบคุณ รัดจิ แน็ค วิทย์ บอย พี่เนย และ น้องแชมป์ ครับ
ที่มา comment blog ใน entry ที่แล้ว รู้สึกดีใจมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนมา comment blog ถึง 6 reply ใน blog entry เดียว :):):):):):) สำหรับ blog entry นี้เราจะทำตามคำแนะนำของบันโดะ
จะขยาย font ให้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยนะ แต่จะเขียนยาวเกินไปอย่างที่ทุกคนบอกอีกรึเปล่า ต้องดูอารมณ์กันอีกทีว่าจะมีอารมณ์เขียนแค่ไหน ปกติแล้วจะเขียน blog ระหว่างดูบอล
คือดูบอลไปเขียน blog ไป แต่เนื่องจากบอลนัดนี้ที่เพิ่งดูเสร็จตะกี้นี้ ระหว่างเอฟเวอร์ตันกับอาร์เซนอล มันมาก !!!!!!!!!! ไม่สามารถละสายตามาเขียน blog ได้ เลยดูมันตลอดเกมแล้วค่อยเขียน blog หลังจากดูบอลเสร็จ เอฟเวอร์ตันฉะนั้นอาร์เซนอล 1-0 จากลูกยิงของเจมส์ บีตตี้นาทีที่ 13 เกมนี้เอฟเวอร์ตันไม่ได้เล่นดีมาก ๆ ตัดเกมอาร์เซนอลได้เกือบหมด แต่อาร์เซนอลก็ยังเป็นทีมที่เล่นสวยงาม ส่งบอลกันสวยงามเหมือนเดิม ว่าง ๆ จะทำ blog เป็น blog ที่รวบรวม fact เกี่ยวกับเอฟเวอร์ตันไว้ ยังไม่เห็นใครทำ หัวข้อ blog วันนี้
เป็นดอกไม้ แล้วเราเกี่ยวอะไรกับดอกไม้ชนิดนี้หละ อ่าน ๆ ไปเดี๋ยวก็รู้ อาทิตย์นี้ชีวิตค่อนข้างจะน่าเบื่อ
ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ว่าจะพยายามเขียนให้คนอ่านไม่เบื่อละกัน วันอาทิตย์อยู่บ้านทั้งวันไม่มีอะไร
ถึงจะมีอะไรก็ต้องลืมไปแล้วแน่ ๆ เลย :):):):):) วันจันทร์มีเรียน 3 วิชา
คือ พีชคณิต(abstract algebra) ทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ แล้วก็ความรู้พื้นฐานระบบกระจาย วิชาสุดท้ายเป็นวิชาบังคับ ส่วน 2 วิชาแรกเป็นวิชาที่แอบไปมั่วเรียน นั่งเป็นวิศวะหัวโด่อยู่คนเดียว เท่ห์ที่สุดก็ตอนที่วิชาพีชคณิตมันประกาศห้องสอบ ส่งมาให้ทะเบียนคณะวิศวะเป็นตารางสอบเฉพาะนิสิตวิศวะ เทห์มากเลยทั้งใบมีชื่ออยู่คนเดียว เด่นเป็นสง่า หรูหราอลังการ เคยพูดถึงพีชคณิตไปแล้วใน blog entry ที่แล้ว ลองไปอ่านย้อน ๆ ดูนะ วันจันทร์มีพิสูจน์ทฤษฎีของคุณ Fermat ด้วย เล่าเรื่องของคุณ Fermat นิดหน่อยคิดว่าเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่น่าจะเคยได้ยินแล้ว คุณ Fermat เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่สร้างทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ขึ้นเป็นจำนวนมากในยุคกลาง มีทฤษฎีที่โด่งดังที่สุดก็คือ Fermat's last theorem เป็นทฤษฎีที่เขาเขียนไว้ว่า เขาสามารถพิสูจน์ได้แล้ว แต่ไม่สามารถเขียนได้เนื่องจากหน้ากระดาษในหนังสือของเขา เวลาผ่านไป 350 ปียังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้ จนในปี 1993 มีคน prove ได้คือคุณ Andrew Wiles แต่การพิสูจน์นั้นยุ่งยากมาก ยากซะจนกระทั่งการ proof ต้องใช้กระดาษ 200 กว่าหน้าในการพิมพ์ ยากซะจนกระทั่งมีคนตั้งคำถามว่า Fermat พิสูจน์ทฤษฎีของเขาได้จริงหรือ กลับมาเข้าเรื่องตัวเองดีกว่า
ออกนอกเรื่องไปซะเยอะ ตอนแรกตกใจนึกว่าจะพิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของ Fermat ให้ดู อาจจะต้องใช้ทั้ง course ความจริงแล้วเป็นทฤษฎีบททฤษฎีนึงของท่านผู้นั้นเท่านั้นเอง อีกวิชานึงซึ่งแอบเข้าไปมั่วเรียนด้วยก็คือ วิชาทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกเป็นวิชาปี 3 เทอม 2 ซึ่งโดยมาก คนที่เรียนก็จะมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศอย่างละเอียดยิบ แต่ว่าเรียนแล้วได้แนวคิดอะไรใหม่ ๆ เยอะขึ้นมาก ๆ บางทีเรื่องหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับการเมือง การปกครอง การบริหาร เราคิดกันหัวแทบแตก มันมีคนคิดมาก่อน มีคนโต้เถียงกันมาก่อนแล้ว บางทีการได้เรียนเรื่องที่เขาโต้เถียงกัน ก็ทำให้ได้เปิดกว้างขึ้น ได้ฟังคิดเห็นของคนที่ต่างกันสุดขั้วมากขึ้น ก็เป็นการเปิดโลกเรามากขึ้นนะ แต่ให้เรียนทุกวันนี่ก็คงแย่เหมือนกันหละ เราไม่เหมาะกับพวกนี้ซะทีเดียว เรียนแบบมั่ว ๆ อะดีที่สุดแล้ว อาทิตย์นี้ชอบทฤษฎีของคุณ Hans Morgenthau เป็นนักคิดฝ่าย realism http://www.mtholyoke.edu/acad/intrel/morg6.htm ลองเข้าไปดูรายละเอียดของทฤษฎีเขาเล่น ๆ ดูก็ได้นะ ติดจะตรงที่เขาบอกว่าการเมืองต้องสร้างสมดุลระหว่าง การแสวงหาอำนาจ กับ คุณธรรม เพราะธรรมชาติของมนุษย์เป็นแบบนี้ มีทั้งความต้องการและความอยากเป็นคนมีคุณธรรมขัดแย้งกันอยู่ภายในตัว ซึ่งความต้องการของมนุษย์มีอยู่ 2 แบบ คือความต้องการพื้นฐานเพื่อให้ใช้ชีวิต และความต้องการที่จะเป็นที่รู้จักในสังคม (self assertion) ตรงกับความคิดเราช่วงนี้พอดี ความคิดขัดแย้ง ความคิดว่าบางคนทำไมต้องทำอย่างนั้น มานั่งคิด ๆ ดูความจริงแล้ว ทุกอย่างที่ทำให้เราเดือดร้อนกันทุกวันนี้ ก็คือ self assertion นี่เอง เราอยากเด่นอยากดังอยากมีชื่อเสียงไปอีกหลายร้อยปี เราเลยต้องเหนื่อยกันอย่างทุกวันนี้ เพื่อน ๆ เคยได้ยินประโยคนี้ไหม ประโยคที่บอกว่า "ประโยคนี้เป็นเท็จ" ประโยคนี้ขัดแย้งในตัวมันเอง จะจริงก็ไม่ใช่จะเท็จก็ไม่เชิง ความจริงแล้วในวันหนึ่ง ๆ เราพูดประโยคหรือประโยคที่คล้ายกับประโยคนี้ มากมายนับไม่ถ้วน ตัวอย่างของประโยคในกลุ่มนี้ก็เช่น จะทำให้สังคมสงบสุข จะทำได้อย่างไร เพราะขนาดแค่จะนิยามคำว่าสงบสุขยังนิยามให้เหมือนกันไม่ได้เลย เมื่อเรานิยามคำว่าสงบสุขให้เหมือนกันไม่ได้ การมีแต่ความพยายามทำให้สังคมสงบสุข ตามการนิยามของคำว่าสงบสุขในแบบตัวเอง ก็อาจกลายเป็นความไม่สงบสุขไปซะได้ =======================================
ถ้าเพื่อน ๆ กำลัง scroll ลงมาอย่างรวดเร็ว เพราะขี้เกียจอาจเรื่องไร้สาระ จุดนี้เป็นจุดที่ดีที่เพื่อน ๆ จะหยุด scroll แล้วเริ่มอ่านต่อไปนะคับ เพราะหลังจากนี้ต่อไป จะไร้สาระกว่านี้อีก :):):):):):):) ======================================= วันอังคาร
วันนี้คะแนนออกมา 3 วิชารวด ดีใจมาก ๆ โดยเฉพาะวิชาพื้นฐานระบบกระจาย ได้เยอะอย่างไม่น่าเชื่อ โอเคหละมันอาจจะน้อยสำหรับใครบางคน แต่ก็ดีมากสำหรับเรา เพราะตอนออกจากห้องสอบทำไม่ได้เลย กลับมาที่บ้านมานั่งจัดห้อง ไม่ได้จัดห้องมานานแล้ว ที่ใส่ของมันเยอะ ก็เลยยัด ๆ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนใช้ที่เก็บของไปประมาณ 80% ก็ทำให้เริ่มรู้ว่าได้เวลาจัด ประกอบกับวันนั้นไม่มีอารมณ์ทำงานอยู่พอดี พูดถึงไม่มีอารมณ์ทำงาน ช่วงนี้ไม่มีอารมณ์ทำงาน robot เลยแฮะ ไม่รู้ทำไม พอหยิบงานขึ้นมาแล้ว มันก็เบื่อ ๆ อย่างบอกไม่ถูก หยิบมาเปิดดูนิดหน่อย ก็ไม่มีสมาธิ ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นซะทุกที วันอังคารไม่มีงานอื่นกวนเลย แต่ว่าก็ยังไม่มีอารมณ์ทำ robot อยู่ดี สุดท้ายก็เลยจัดห้อง พบว่ามี resource จำนวนมากที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่จะสมัครปีนี้เช่น - โปรแกรมที่ทีมจากชาติต่าง ๆ ในปีที่แล้วส่งกัน - โปรแกรมที่ทีมต่าง ๆ ที่เข้ารอบสุดท้ายของประเทศไทยในปีที่แล้วส่งกัน - หนังสือเกี่ยวกับนโยบายสุขภาพของ microsoft - อื่น ๆ อีกชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยที่เก็บไว้ ใครสนใจก็บอกมาแล้วกันนะ วันพุธได้ oracle จากวิทย์มา
เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการจัดการกับข้อมูลปริมาณมาก ๆ ใช้ยากทีเดียว ตอนนี้งาน project วิชาฐานข้อมูล ยังไม่เสร็จดีเลย อยากให้เสร็จในพรุ่งนี้ให้ได้ ความจริงแล้ว โปรแกรมมันก็อาจจะใช้ไม่ยากก็ได้นะ แต่ทุกคนติดอยู่กับการใช้โปรแกรมในแบบฉบับของ microsoft พอเจอโปรแกรมจากบริษัทอื่นก็เลย งง!!!!!!!!!!! งงตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เลยแฮะ ระหว่างงง ไปพบเพลงเก่า ๆ ที่เคยชอบฟังอยู่ในเครื่อง desktop เป็นจำนวนมาก ที่เพิ่งเจอเพราะไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเลย ตั้งแต่ได้ notebook มา ฝุ่นเกาะเต็มเลยแฮะ ชอบเพลงนี้หละ เลยเอามาตั้งไว้เป็นชื่อ blog แล้วก็เอาเพลงมาแปะใน blog ด้วย ของปนัดดา มีเพลงปนัดดาเพราะอยู่หลายเพลง แต่ว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่ค่อนข้างแปลก ในบรรดาเพลงของคนนี้ เพลงมันชื่อเพลง "บานไม่รู้โรย" หงะ
จะหาเนื้อเพลงมาแปะ ปรากฎว่าเนื้อเพลงมันหายากจัง หาไม่เจอเลย ไม่ใช่เพลงโปรโมตของอัลบั้มนั้นด้วยแฮะ แม้จะเป็น track แรกก็ตาม เอาเป็นว่าชอบฟังมาก ลองไปหามาฟังดู เพลงนี้เพราะชอบเป็นพิเศษ แปะเพลงนี้แทนละกัน :):):):):):) ชื่อเพลง/Title : อยากให้รู้ว่ารักเธอ
อัลบัม/Album : เพลงประกอบภาพยนตร์ Sexphone ศิลปิน/Artist : จอนนี่ อันวา ค่ายเพลง : เนื้อร้อง ด้วยเหตุใดก็ตาม เธอไม่เคยรับรู้ ใกล้เธอซักเท่าไหร่ แต่เหมือนไกล ไกลห่างกัน ได้แค่มองหน้าเธอ ทำได้เพียงแค่นั้น หัวใจที่แอบฝัน อยู่ใกล้กันยิ่งหวั่นไหว * หากเธอรู้ใจ หากเธอรู้ตัว เธอจะเข้าใจกันหรือเปล่า ก็ไม่รู้เลย แต่ต้องพูดไป และจะมาเพื่อกวนใจคำถามเดียว ** แค่อยากรู้ รังเกียจกันไหม ขอให้มันอย่าเป็นแบบนั้นเลย อยากได้ยินเสียง คนที่คุ้นเคย อยากเจอเธอคนเดิมที่เคยได้เจอในเมื่อวาน หากพรุ่งนี้ทุกอย่างหมุนไป ฉันคนหนึ่งจะยืนตรงที่เก่า อยู่เพื่อบอกเธอ คำที่ค้างใจ ต่อให้มันจะไม่มีวันเป็นจริงเลยก็ตาม อยากให้รู้ว่ารักเธอ อยากให้หันมาหน่อย อยากให้มองหน้ากัน ถ้าเธอไม่หวั่นไหว กับสายตาคนอย่างฉัน ไม่บังคับใจเธอ หากเจอคนที่ฝัน หวังเพียงใครคนนั้น จะใกล้เคียงคนอย่างฉัน (*,**) เจ้าเดิม ๆ :):):):):):):)
อันนี้ลืมเล่า วันศุกร์มีประชุม sa วันนี้ได้ไปกินข้าวที่ ITSquare กับน้องตั้มแล้วก็แม่ กินที่สกาย อาร์คแบบที่มันเป็นร้านอาหาร พรุ่งนี้น้องมีสอบสัมภาษณ์ทุนกระทรวงวิทย์ เพื่อไม่ให้ blog มันยาวไปกว่านี้
January 14 ผู้ชายก็ร้องไห้เป็นรู้สึกแย่จัง ตั้งแต่เมื่อวานหลังจากเรียน SA เสร็จ ชื่อหัวข้อวันนี้ดูหวือหวาดีนะ blog นี้เรียงลำดับเป็นแบบ time-order เมื่อวันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ กลับมาเรียน numer เอาเพลงมาลงละกัน
เนื้อร้อง ใครว่าผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น ใครว่าผู้ชายไม่เคยเสียใจ ใครว่าผู้ชายไม่เคยอ่อนไหว ใครว่าผู้ชายไม่คิดอะไร ลองคิดดูใหม่เถิดหนา ใครว่าผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น (ผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น) ใครว่าผู้ชายหัวใจเฉยชา (ไม่เคยหัวใจเฉยชา) ใครว่าผู้ชายไม่เคยเหว่ว้า ใครว่าผู้ชายไม่มีน้ำตา รู้ไว้เถิดหนา ผู้ชายก็คน (รู้ไว้ผู้ชายก็คน) * ผู้ชายถูกสอนให้มีความอดทน ผู้ชายไม่ควรพร่ำบ่น ลำบากลำบนต้องทนให้ไหว (ต้องทนให้ไหว) อกหักผิดหวังก็ไม่ควรเสียใจ ยืดอกสามศอกเข้าไว้ ทนได้ใช่ไหมพ่อยอดชาย ** ใครว่าผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น (ผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น) แค่ไม่ให้เห็นเพราะมันน่าอาย (ผู้ชายร้องไห้น่าอาย) ยามรักผิดหวังหัวใจสลาย ยามเศร้านั่งหงอหงอยเหงาเดียวดาย รู้ไว้ผู้ชาย ก็ร้องไห้เป็น (ผู้ชายก็ร้องให้เป็น) (*) ** ใครว่าผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น (ผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น) แค่ไม่ให้เห็นเพราะมันน่าอาย (ผู้ชายร้องไห้น่าอาย) ยามรักผิดหวังหัวใจสลาย ยามเศร้านั่งหงอหงอยเหงาเดียวดาย รู้ไว้ผู้ชาย ก็ร้องไห้เป็น ยามรักผิดหวังหัวใจสลาย ยามเศร้านั่งหงอเหงาหงอยเดียวดาย รู้ไว้ผู้ชาย… ก็ร้องไห้เป็น (ผู้ชายก็ร้องให้เป็น) สำหรับคนที่ไม่เคยฟังลองไปฟังได้ที่ http://music.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=1820
เอาเพลงมาแปะแล้วอยากร้องเกะจังเลยแฮะ ตอนเดินกลับบ้านเห็นมีลิเกมาเล่นด้วย
อยากดูจังเลย ๆ ๆ ๆ ๆ เมื่อก่อนนี้ที่บ้านมักจะมีหนังกลางแปลง ลิเก อะไรพวกนี้มาฉายบ่อย ๆ ก็ไม่ค่อยได้ดูเท่าไรหรอก ได้ดูนิดหน่อยตอนหัวค่ำเพราะเป็นคนนอนเร็ว ส่วนใหญ่พวกนี้จะจัดกันจนถึงเช้า แต่ถ้ามีโอกาสอยากดูอีกรอบแฮะ วันพฤหัสมี lab network
ทำเสร็จแบบงง ๆ เมื่อไหร่เราจะเก่ง network กะเขาซะทีแฮะ มีเรียน numerical ด้วย ความจริงแล้ววิชานี้มี quiz ตอนแรกคนนั่งกันอยู่หรอมแหรม พอมี quiz ขึ้นมาคนมานั่งอยู่เต็มห้องเลยแฮะ จะโกรธเราไหมถ้าเราจะบอกว่า อันนั้นเขาเรียกว่า "เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง" เป็นเรื่องที่เรามักจะด่านักการเมืองดี ๆ นั่นแหละ เข้าใจว่ามันเป็นการขัดแย้งของสถานภาพทางสังคม เพื่อนที่ดี กับ นักเรียนที่ดี ไม่ใช่คนคนเดียวกันแล้วก็ขัดแย้งกันเอง ก็เหมือนกับที่เราพูดว่า นักการเมืองที่ดี กับ นักธุรกิจที่ดีไม่ใช่คนคนเดียวกันนั่นแหละ ความจริงแล้วมีทฤษฎีตั้งไว้ว่า เราเชื่อว่าการเมืองไทยจะคงที่อยู่แบบนี้ อย่างน้อยก็จนกว่ารุ่นเราจะเดินผ่านไป เพราะจากการแอบสังเกตการเมืองทั้งระดับคณะและระดับมหาวิทยาลัย มีทุกอย่างอย่างที่การเมืองระดับชาติมี ข่มขู่ ใส่ร้ายป้ายสีลับหลัง ปล่อยข่าวลือโจมตี เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง รวมไปจนถึงการทุจริต และการซื้อเสียง ไม่ได้พบอย่างที่ทำกันในการเมืองระดับชาติหรอก แต่สิ่งที่ทำบางอย่าง เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่หากไม่มีใครตักเตือน ก็อาจกลายเป็นการเมืองที่สกปรกกว่าที่นั่งวิจารณ์กันอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ อ๊ะ ตอนแรกคิดว่าจะไม่พูดเรื่องการเมือง เผลอพิมพ์ไปแล้วก็จะไม่ลบทิ้งละกัน อย่าโกรธเราน้า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เราขอโทษ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ถ้ามุมมองเราอยู่คนละมุมกัน เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะทำให้ทุกคนมีมุมมองตรงกันนะครับ ทุกคนอาจจะมองว่าเราร้ายเหลือเกิน ที่ไปนั่งอยู่หน้าสุด แล้วก็ตอบคำถามทุกอย่างที่อาจารย์ถาม แต่ถ้าลองมานั่งหน้าสุดซักครั้ง แล้วมองไปข้างหลัง อาจจะรู้มากขึ้นว่าทำไมเราถึงทำอย่างงั้น ก็จริงว่าอาจารย์พูดไม่รู้เรื่อง ก็ไม่รู้เรื่องเหมือน ๆ กันนั่นแหละ แต่การพูดไม่รู้เรื่องก็ไม่ใช่ความผิดอะไรนี่ เขาก็ตั้งใจสอนตั้งใจให้ความรู้ แล้วทำไมเราต้องมาเห็นใจเขาเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะว่า เป็นคนพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่องเหมือนกันมั๊ง แล้วก็อาจจะเป็นเพราะการที่พูดไม่รู้เรื่อง เลยทำให้ไม่มีใครอยากคุยด้วย ทำให้ต้องเดินคนเดียว เหงาคนเดียวอยู่อย่างทุกวันนี้ เพื่อน ๆ ครับ เราเห็นใจคนไม่เก่ง คนไม่มี มากันก็เยอะแล้ว คนไม่เก่งคอมก็เห็นเพื่อน ๆ ถึงขนาดยอมออกต่างจังหวัดเอาคอมไปตั้ง ยอมออกไปนอนโรงแรมเกรม 3 ที่ต่างจังหวัดกันเป็นอาทิตย์ คนไม่รู้เรื่องเนื้อหาที่เรียนก็อุตส่าห์ยกขบวนกันไปสอนให้ คนไม่มีสะพานใช้ก็ไปสร้างให้เสร็จสรรพ บางคนก็ไปสอนหนังสือให้เด็กสลัม ความจริงแล้วยังมีคนต้องการความช่วยเหลือ ที่อยู่ใกล้ ๆ คุณ แล้วมีแต่คุณเท่านั้นที่จะช่วยเหลือเขาได้ ไม่ได้ช่วยให้เขามีฐานะดีขึ้นอะไร แต่ช่วยให้เขามีความสุข บางคนอาจไม่รู้หรอก ว่าสภาวะการที่ทำงานของตัวเอง ทำเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ ทำเท่าไหร่ก็ไม่มีใครพอใจ มันทุกข์หนักแค่ไหน ก็เลยแค่คิดอยากจะช่วย ส่วนเพื่อน ๆ จะคิดยังไง ก็คงไม่พยายามบังคับให้เพื่อน ๆ เชื่ออย่างนั้น อย่างที่เราเชื่อ แต่อยากให้เพื่อน ๆ เข้าใจมุมมองของเรา ไม่โกรธเราแค่นั้นก็พอใจแล้ว อื่ม
เผลอวกเข้าเรื่องการเมืองอีกแล้ว
เดี๋ยวจะกลายเป็น 'ไซโครายสัปดาห์สัญจร' เปล่า ๆ ว่าแต่อาทิตย์หน้าเราจะออก backStageShow แล้วนะเพื่อน ๆ อย่าลืมติดตามดูหละ :):):):):):) วันศุกร์
มีรายงาน Proposal SA แฮะ เพื่อน ๆ ทำกันหรูมาก เราพูดไปพูดมาอาจารย์หลับแฮะ อุตส่าห์พยายามกระแทกเสียงแล้วนะ อาจารย์ก็ยังไม่ตื่นอยู่ดี เพื่อน ๆ ก็ไม่ค่อยมีใครฟัง ทำงานส่วนตัวกันหมด ก็อย่างงี้แหละธุรกิจรัดตัว อ๊ะแม่เรียกไปกินข้าวแล้ว ไปกินข้าวก่อน ขอบคุณต่อกับรัดจิสำหรับการ comment ด้วยนะ เอา counter มาตั้งพบว่ามันไม่ค่อยจะเดินแฮะ อย่างไรก็ดีขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและอุตส่าห์อ่านจนจบ comment ทิ้งได้ด้วยคร้าบบบบบบบบบบบ |
||||||||||||||||||||
|
|