ขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ แน็ค กวาง พี่หมี พี่บิ๊ก และ พี่วินครับ
ไม่ได้ ๆ เราจะให้ใครเขียนเรื่องเที่ยวก่อนเราไม่ได้ เดี๋ยวเขียนไม่ละเอียดแล้วมันน่าเกลียด
จริง ๆ แล้วเราเป็นคนชอบเขียนนะ แต่ชอบเขียนแบบบ่น ๆ ด่า ๆ (ซึ่งไม่น่าอ่าน)
จะให้มานั่งบรรยายคุณสมบัติไอ้นู่น ไอ้นี่ อ้วน ต่ำ ดำ ขาว ก็คงไม่สนุกสำหรับคนเขียน
บล๊อกนี้ก็เลยติดเรทติ้งต่ำสุดขั้วโลกอยู่หนะ
เอนทรี่นี้มีวัตถุประสงค์จะเล่าเรื่องการไปคันไซตามแผนการ
ไม่ใช่แผนการอะไรหรอก ไม่ใช่จริง ๆ นะ ไม่ใช่อะไรเลย ไม่ต้องคิดมาก อ๊ะ คิดมากที่เราเน้นคำว่าแผนการเป็นพิเศษเหรอ ไม่มี๊ ไม่มี ไม่มีอะไรจริง ๆ
มันคือแผนการตะลุยคันไซ ของรพี ที่ทำออกมาได้ละเอียดรอบคอบทุกรูขุมขน ต่างกับแผนการตะลุยจิบะที่เราเคยทำเมื่อเดือนก่อนโดยสิ้นเชิง
ตอนนั้นก้อคิดว่าเราคิดมากแล้วนะนั่น นั่งดูเว็บนู้นเว็บนี้ เป็นคืน ๆ เลย
แต่ของรพีนี่ มืออาชีพของจริง วางแผนกันเป็นเดือน ซึ้อหนังสือมากมาย แผนที่มายมายมาหาข้อมูล (ตอนนั้นเราก็มีหนังสือเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้ซื้อ จิ๊กรพีเอามาวางแผนก่อน)
เอาหละ ก่อนจะเข้าไปถึงวัตถุประสงค์หลัก (ทุกคนจะเริ่มรู้ไต๋แล้วว่าซักพักก็จะออกนอกเรื่องไปไกลแล้วไปพูดเรื่องคันไซนิดนึงตอนจบ)
ขอย้อนไปนิดนึงตั้งแต่ตอนกลับไทย
นั่งแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิหละ ๆ แท็กซี่ที่ขับเขาเล่าให้ฟังว่าเคยไปรบในสงครามร่มเกล้ามาก่อน
ร่มเกล้าเป็นชายแดนติดต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว ที่จังหวัดพิษณุโลก (รอยต่อระหว่างจังหวัดพิษณุโลก และ จังหวัดอุตรดิตถ์)
นึกภาพตามนะครับ ถ้าเราให้ภาคอีสานเป็นใบขวาน (ของขวานทองอันเป็นสัญญลักษณ์ประเทศสยามนั่นแหละครับ) ภาคเหนือเป็นหัวขวาน
ร่มเกล้าคือซอกระหว่าง หัวขวาน กับ ใบขวาน พอดี (เรียกส่วนประกอบของขวานไม่ถูกแน่นอน แต่เดาว่าเพื่อน ๆ ก็คงเห็นภาพกันแล้วหละครับ)
ก่อนจะเล่าถึงเรื่องของแท็กซี่ ซึ่งตอนนั้นเป็นนายสิบ คนนั้นจะเล่าเรื่องสงครามร่มเกล้าที่ได้ยินจากคุณพ่อ คุณแม่นะครับ
สงครามร่มเกล้าเป็นสงครามที่นับว่าประเทศไทยสูญเสียมากที่สุดครั้งหนึ่งในสมัยรัชสมัยปัจจุบัน เกิดเมื่อปีประมาณ 2531 - 2532
เกิดจากการที่ชนกลุ่มน้อยแบ่งแยกดินแดนของประเทศลาว เดินทางพร้อมอาวุธมายึดภูเขาแห่งหนึ่งของไทย ทางการไทยก็ระดมกำลังเพื่อไปต่อต้านชนกลุ่มน้อยกลุ่มนั้น แต่กว่าที่คนกลุ่มน้อยจะออกจากประเทศไทยไปได้เราก็สูญเสียกำลังทหาร ว่ากันว่า เรือนหมื่นเลยทีเดียว
สำหรับจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ตอนนั้นครอบครัวรวมทั้งเราก็อยู่ที่นั่นแล้ว ถือว่า สภาพการณ์หดหู่มาก แม้ว่าจะไม่มีการเกณฑ์พลเรือนไปเป็นทหารเพิ่ม แต่ว่าทหารที่อยู่ในค่ายทหารในช่วงนั้น ก็หายไปเพื่อเข้าร่วมรบในสงคราม เรียกว่าตอนนั้น ค่ายทหารได้กลายเป็นเมืองแม่ม่าย ของแท้เลย (เมืองลับแล ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ในสมัยโบราณถูกเล่าขานกันว่าเป็นเมืองแม่ม่าย ว่ากันว่าชายโสดเข้าไปแล้วจะไม่ได้กลับออกมา)
วัดท่าเสา ที่เป็นวันหลักในจังหวัดอุตรดิตถ์ทุกวันจะมีรถบรรทุกศพ เอาศพทหารมาทำพิธีศพที่นี่ เนื่องจากใกล้กับสมรภูมิรบ (เราใช้เวลาสะกดคำว่า สมรภูมิรบอยู่นานมาก กลัวแน็คทักว่าสะกดผิด)
สงครามครั้งนั้นเรามีจอมทัพระดับขงเบ้งเป็น ผู้บัญชาการทหารบก นั่นก็คือ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ พรรคความหวังใหม่ ก็ไม่เคยได้ ส.ส. จากจังหวัดอุตรดิตถ์ หรือ พิษณุโลก เลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน หรือไม่ว่าคนสมัครจะดีเลิศประเสริฐศรีแค่ไหน (หรือคนกรุงเทพ จะเล่ากันว่า พรรคนี้ใช้เงินเยอะขนาดไหน) ก็ตาม แปลกดีเหมือนกัน
เอาหละ ต่อไปจะเป็นสิ่งที่เราได้ยินมาจากแท็กซี่คันนั้นนะ (ซึ่งนอกจากจะไม่กรองแล้ว เรายังเพิ่มเติมเสริมเรื่องให้บล๊อกดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น ข้อมูลในส่งต่อไป ไม่สามารถนำไปอ้างอิงในทางวิชาการได้ และ ผู้เขียนจะไม่รับผิดชอบถึงความถูกผิดของข้อมูล รวมทั้งไม่รับผิดชอบถึงผลเสียอันอาจบังเกิดแก่สุขภาพกายหรือสุขภาพจิตของผู้ใช้ข้อมูลด้วย)
ระหว่างที่กำลังขับรถอยู่ แท็กซี่เล่าว่า ตัวเองผ่านการผ่าตัด ทั้งแบบถูกต้องตามหลักการแพทย์ แล้วไม่ถูกต้อง นับครั้งไม่ถ้วน เพราะได้รับอาการบาดเจ็บจากสงคราม เช่นขาก็ต้องดามด้วยเหล็ก เพราะ ว่าถูกก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ทับ หรือ ที่ไหล่ซ้ายก็มีแผลซึ่งถ้าจับก็จะเจ็บเพราะว่าเคยถูกยิงที่บริเวณนั้น
โชเฟอร์ซึ่งตอนนั้นอายุยี่สิบเอ็ด สอบผ่านเข้าโรงเรียนนายสิบได้ (โรงเรียนนายสิบ จะสอบเข้าตอนม.สี่ เหมือนกับเตรียมทหารแต่ว่าตำแหน่งจะไม่ใหญ่เท่าและมีหลายที่) ถูกส่งให้ไปรบที่ร่มเกล้าเดินทางโดยเครื่องบิน แล้วให้กระโดดลงไปบริเวณที่มีการลบหละ
แค่ก้าวแรกที่ลงจากเครื่องบิน ก็พบว่ายุทโธปกรณ์เราไม่พร้อม มีร่มจำนวนมากที่รั่ว มีทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการที่ร่มขาดด้วยแฮะ สมรภูมิที่รบเนี่ยเป็นสมรภูมิที่ว่ากันว่าเสียเปรียบมาก ๆ เพราะชนกลุ่มน้อยอยู่บนภูเขา ในขณะที่ทหารเราบุกโจมตีจากตีนเขาขึ้นไป ก็เป็นเป้าให้ชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีอาวุธครบมืออย่างไม่น่าเชื่อ เขาบอกว่าเยอะและมีประสิทธิภาพรุนแรงกว่าทหารไทย ทหารไทยมีวิธีเดียวคือต้องใช้เลเซอร์ (จากอเมริกา) เพื่อบุกขึ้นไปตอนกลางคืน เขาบอกว่าอาหารก็ไม่มี ที่นอนก็ไม่มี เรียกว่ากินน้ำค้าง อาหารก็หญ้า ใบไม้แถวนั้นแหละ
ที่สำคัญเขาบอกว่าสงครามครั้งนั้นมีการสังหารพลเมืองยกหมูบ้าน ที่อยู่บริเวณนั้นหลายหมู่บ้านมาก ๆ ทั้งที่เป็นการกระทำของฝ่ายไทย และ ฝ่ายชนกลุ่มน้อย
สงครามยืดเยื้อประมาณหนึ่งปี คุณแม่บอกว่า ไม่รู้อีท่าไหน ชนกลุ่มน้อยก็ถอยกลับประเทศซะงั้น ทิ้งซากศพจำนวนมากของทหารไทย ให้อยู่เฝ้าแผ่นดินร่มเกล้าต่อไป
น่าแปลกที่คนรุ่น ๆ เรามีน้อยมากที่จะรู้จักสงครามร่มเกล้า เรารู้จักสงครามที่เราพบกับความพ่ายแพ้มากมายไม่ว่าจะเป็นสงครามเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง และ สอง หรือ สงครามโลกครั้งที่สอง แต่น้อยคนมาก ๆ ที่จะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสงครามร่มเกล้า เราเองก็รู้ข้อมูลน้อยมาก ๆ ขนาดเป็นคนในพื้นที่ หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับสงครามร่มเกล้าก็มีน้อยนับเล่มได้...........เราอาจจะต้องการรอเหตุการณ์ทางการเมืองบางอย่างเพื่อทำให้เรื่องเหล่านี้มันเปิดเผยขึ้นมาเองก็ได้
เล่ามาตั้งเยอะ ก็ไม่ได้เล่าเพราะว่าความสนุก ที่ได้คุยเรื่องเลือด เรื่องอาวุธ เรื่องสงครามหรอก แต่อยากแสดงความคิดเห็นว่า สงครามไม่ว่าคนชนะ หรือคนแพ้ มันต้องมีผู้เสียหายทั้งนั้น เขียนหลายรอบแล้วว่าการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ไม่ว่าในรูปแบบไหนก็ตาม ไม่เคยช่วยอะไรทั้งนั้น ถึงจะช่วยก็เป็นวิธีที่เสียมากกว่าได้ เหมือนกับการตัดขาทิ้งเพราะไม่อยากให้คันอะไรทำนองนั้น
ที่อยากแสดงความคิดเห็นเพิ่มขึ้นก็คือ ลัทธิชาตินิยม วันนี้เราจะลองตั้งคำถามกับลัทธินี้ ซึ่งเป็นอีกลัทธิหนึ่งที่ห่อหุ้มพวกเราอยู่ตั้งแต่ช่วงปลายยุคกลางในยุโรป (ใช่เปล่าแฮะ เราแอบมั่วประวัติศาสตร์อีกแน่เลย ใครรู้ช่วยแก้ที)
ถามว่ามันนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าจริง ๆ เหรอ เราจำไม่ได้แล้วว่าในบริบทของการเกิดมันขึ้นมา (ยุคฟิวดัลลิซึ่มรึเปล่า) มันอาจจะมีประโยชน์อย่างมากเพื่ออะไรบางอย่าง
เราไม่รู้ว่าการตัดสินใจในระดับผู้นำที่กระหายสงครามมีอะไรอยู่ในหัว ผลประโยชน์ เศรษฐกิจ ความแค้นส่วนตัว
แต่สิ่งที่อยู่ในหัวของคนระดับดำเนินการ ในทุกสงครามในระยะหลัง ๆ ก็คือชาตินิยม ปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์อะไรทำนองนี้
ซึ่งถ้าเราไม่ปลูกฝังชาตินิยมในหัวประชาชน ทหารก็ไม่มีแรงจูงใจในการทำสงคราม สงครามความรุนแรงก็ไม่เกิด
กลายเป็นว่าสิ่งที่อยู่ภายใต้สงครามมากมายในระยะหลัง ๆ ซึ่งที่ไหนที่เทคโนโลยีเข้าถึงแล้ว มนุษย์ทุกคนจะมีโอกาสได้รับปัจจัยสี่ครบถ้วน (เราคิดไปเองแน่ ๆ เลย) ก็คือลัทธิชาตินิยมรึเปล่า
แล้วมันมีประโยชน์ยังไง การที่เอาแม่น้ำ เอาภูเขา เอาชอล์ก เอาด่าน หรือเอาอะไรไม่รู้มากั้น ๆ ว่าคนนั้นเป็นพวกเขา คนนี้เป็นพวกเรา แล้วก็ต้องไปฆ่า ๆ ยิง ๆ หั่น ๆ เพียงเพราะว่า ต้องปกป้อง ความเป็นแม่น้ำ ต้องปกป้องภูเขา ต้องปกป้องเส้นชอล์ก ต้องปกป้องเส้นลวดหนาม
ฟังดูแล้วตลกเนาะ
แล้วเราจะไม่ปกป้อง แม่น้ำ ภูเขา ชอล์ก ลวดหนามบ้างเหรอ อืม ก็อาจจะปกป้องแหละ แต่มันคงไม่สำคัญเท่าชีวิตของคนรึเปล่า คน ๆ นึงสำคัญมากเลยนะ การขาดหายไปของคน ๆ นึง เนี่ย มีผลต่อคนอีกหลาย ๆ คนอย่างหาที่สุดไม่ได้ มีมูลค่ามหาศาลประเมินไม่ได้............เราว่ามันมีวิธีอีกมากที่ไม่ใช่สงครามเพียงแต่จะเลือกใช้รึเปล่า...........
เมื่อไม่นานมานี้คุยกับพี่การ์ตูนกับรพี เรื่องเกี่ยวกับมาตราเก้าของรัฐธรรมนูญฉบับโชวะของญี่ปุ่น (ใช่มะมันชื่อรัฐธรรมนูญฉบับโชวะใช่มะ เอาเป็นว่าฉบับที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันละกัน) โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (มันมีอายุ 60 ปีแล้วมากกว่าอายุเฉลี่ยของรัฐธรรมนูญไทย 14 เท่า) โดยสหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้น โดยการกำหนดว่า (หาแบบที่เป็นภาษาไทยไม่ได้ และ เราขี้เกียจหาภาษาอังกฤษมาแปะ เพราะคงไม่มีใครอ่าน เพราะงั้นเราเขียนขึ้นจากความจำนะ) ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่สงบ และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงครามใด ๆ (วรรคหนึ่ง) เพื่อให้ถึงการนี้ญี่ปุ่นจะไม่จัดตั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และ กองทัพอากาศ (วรรคสอง)
หลายคนต้องการที่จะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญข้อนี้และต้องการให้ญี่ปุ่นมีกำลังทหารเพื่อปลดแอกตัวเองจากการอยู่ภายใต้สหรัฐอเมริกาอย่างสมบูรณ์ แต่เรากลับไม่เห็นอย่างงั้น
เมื่อประเทศนึงเริ่มเพิ่มกำลังทหาร ประเทศอื่นก็จะรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า รู้สึกไม่ปลอดภัย แล้วก็จะเพิ่มกำลังทหารของตัวเองไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่ออินเดียมีอาวุธนิวเคลียร์(อย่างน้อยก็บอกบางคนว่ามี) ปากีสถานก็อยากมีด้วย คนนู้น ก็อยากมี คนนี้ก็อยากมี กลายเป็นว่าก็ไม่มีใครได้อยู่อย่างมีความสุขซะที เพราะมัวแต่กลัวแล้วก็เพิ่มกำลังทหาร หรือ สมรรถนะในการทหาร สมรรถนะในการฆ่าคน แทนที่จะเอาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่าเราคิดว่าถ้ามีปัญหาที่ต้องใช้กำลังทหารญี่ปุ่นมีสมรรถนะพอที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นได้
.................ความคิดเห็นส่วนตั๊วส่วนตัวส่วนตัวมาก ๆ คือ ที่ญี่ปุ่นเจริญมาได้ขนาดนี้เนี่ย ส่วนหนึ่งก็เพราะรัฐธรรมนูญมาตราเก้านี่แหละ (ลองคิดดูถ้าไทยไม่มีกำลังทหาร เราก็จะไม่มีการปฏิวัติมั่วซั่วเละเทะ มากมายหลายสิบครั้ง และเราเชื่อว่าประเทศเราจะเจริญกว่านี้ ถ้าไม่ปล่อยให้คนงี่เง่าบ้าพลังมามีอำนาจ......เอ๊ย.......หมิ่นเหม่ถูกปิดบล๊อกอีกแล้ว) ถ้าต้องแก้จริง ๆ ก็ยอมรับว่าน่าเสียดายมาก ๆ ตามความคิดของเรา
จะสรุปว่าถ้าตามแนวคิดการแก้ปัญหาแบบล่างขึ้นบนของเรา การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัทค้าอาวุธสงคราม หรือ รัฐบาลกระหายสงครามหรอก ปัญหามันอยู่ที่คน ทหาร ประชาชน ยังคงกระหายสงครามเพราะลัทธิชาตินิยมอยู่ต่างหาก เราคิดว่าถ้าจะลดสงครามจริง ๆ น่าจะมีภาคีระดับโลกหรือสนธิสัญญาอะไรบางอย่างที่ลดการปลูกฝังลัทธิชาตินิยมในหลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละชาติ หรือ ส่งเสริมให้เรียนประวัติศาสตร์โลกมากขึ้นเพื่อให้มองภาพรวมความเป็นโลกมากขึ้น(อืม ถาม แหนมและกวางเลยละกันว่าความคิดเพ้อเจ้องี่เง่าของเรามันเป็นไปได้ไหมอะ เราว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะไม่มีใครทำ :):):):):):) ถามเองตอบเองซะงั้น )
จ๊ะ เพ้อเจ้อไปถึงไหนแล้วเนี่ย...........จากกลับเมืองไทยเป็นสนธิสัญญางี่เง่าอะไรไม่รู้ไปได้..................คนอ่านหนีหมดแล้ว อย่าเพิ่งหนีนะคร้าบบบบบบบบ ไปคอมเม็นต์ก่อน ๆ อะเพื่อเร่งรัดให้คอมเมนต์ ก๊อปไปแปะเลยก็ได้ "เหอ ๆ ฟังดูงี่เง่าดีนะ" เอาหละไปแปะข้างล่างแล้วลงชื่อไว้เลย ๆ
โอเค เล่าต่อ ๆ เนื่องจากบล๊อกมันเริ่มยาวแล้ว เราก็จะรวบรัดตัดตอนให้จบเร็ว ๆ เหมือนทุกทีละกันเนอะ
ปรากฎว่า พอถึงเคาน์เตอร์แอร์อินเดียก็พบว่า...........
เครื่องมันเลต จากเที่ยงคืนเป็นเจ็ดโมงเช้าหละ............
อ้าวเฮ้ย...........
คืนนี้นอนสุวรรณภูมิเหรอเนี่ย.............
เหอ ๆ แต่เขาบอกว่าให้ไปนอนที่โรงแรมอะ โรงแรมเดอลุกซ์ (ชื่อโรงแรมชวนฝันมากเลย)
ก็เลยไปก็ไปฟะ เหมือนได้แพ็กเกตทัวร์กรุงเทพเพิ่มอีกหนึ่งคืน เพียงแต่ว่าคนที่อยู่คณะเดียวกับเราทั้งหมด เป็นคนญี่ปุ่นเกือบหมดเลยเท่านั้นเอง (แน่นอนไม่มีคนไทยเลยแม้แต่คนเดียว) รู้สึกว่าแอร์อินเดียเนี่ยมันจะเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่นจริง ๆ นะ คือไอ้ที่นั่งรถทัวร์ไปโรงแรมกับเรา มันเป็นคนญี่ปุ่นอายุประมาณเด็กม.ปลาย ไปจนถึงเด็กมหาลัย มาเที่ยวกันเป็นกลุ่ม ๆ ทั้งนั้นเลย
ก็อาจจะเป็นได้ว่า คนที่อาวุโสหน่อยก็คงไม่เที่ยวไทยหละมั๊ง ก็อาจจะหนีไปเที่ยว ปารีส ลอนดอน ชิคาโก้ หรือ ลอสแองเจอลิส มากกว่าที่จะไปเที่ยวไทยมั๊ง (เหมือนกับคนที่ไปเที่ยว ภูกระดึง ภูสอยดาว บ้านเราละมั๊ง) แล้วพวกนี้ก็อาจจะไม่ได้มีเงินมากอะไรอาจจะได้จากทำงานพิเศษ ก็เลยซื้อตั๋วที่ถูกที่สุดแบบเรานั่นก็คือแอร์อินเดีย
มีอาหารบุฟเฟต์แบบโรงแรมให้กินก่อนเข้านอนกับตอนตื่นเช้าด้วย ห้องนอนก็ใหญ่ ๆ ดี อืมดูแล้วก็ไม่เสียหายมากนะ ความโกรธต้นสามารถทำให้หายไปได้ด้วยอาหารและการนอนหละ
ตอนแรกว่าจะปลุกตีสอง แต่ตื่นมาอีกทีตีสี่ครึ่ง.........หาตีสี่ครึ่ง ได้ข่าวว่าเครื่องออกเจ็ดโมง (ยังไม่ได้อาบน้ำกินข้าวเลย) ก็เลยลก ๆ คว้ากระเป๋าวิ่งลงมากินข้าว
ไปถึงสนามบินถึงได้เข้าใจว่ามันเลทเพิ่มอีกเป็น 9 โมงเช้า.........เลทไป 9 ชั่วโมง........ทำไมตอนขาออกจากญี่ปุ่นไม่เลทอย่างงี้มั่งฟะ จะได้ไม่ตกเครื่องบินเสียสามหมื่นเยน ฮึ่ย.........แย่ที่สุด
ตอนบิน ๆ อยู่ก็ได้ยินเสียงกัปตัน (พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงอินเดีย ซึ่งเราว่าคนทั้งเครื่องซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นทั้งลำ และกระเหรี่ยงไทยหนึ่งคน ก็คงไม่เข้าใจ) ประมาณว่าเครื่องบินบินทางปกติไม่ได้ ต้องบินอ้อม ก็เลยจะใช้เวลานานกว่าปกติที่บอกไว้ เลยได้ของแถม นั่งเครื่องบินจากไทยปกติ 6 ชั่วโมงกลายเป็น 8 ชั่วโมง สรุปจริง ๆ ต้องมาถึงญี่ปุ่น แปดโมงเช้า กลายเป็นมาถึงตอนหกโมงเย็น (ได้ใจเราไปเลย แอร์อินเดีย)
อ้าในที่สุดเราก็มาถึงญี่ปุ่นซักที ตอนเขียนบล๊อกเหนื่อยกว่าตอนเดินทางอีกให้ตายสิ (ถ้าแกไม่โม้ ก็เขียนจบไปนานแล้ว)
โอเค ต่อไปเราจะเล่าเกี่ยวกับการท่องเที่ยวครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี (หลายปีจริง ๆ นะ เมื่อนับจำนวนเงินที่จ่ายไปแล้ว) นั่นก็คือการไปเที่ยวคันไซ (จริง ๆ แล้วก็มีแค่สองเมืองหละ ก็คือ โกเบ กับ โอซาก้า หลังจากนั้นเขาก็ไปเที่ยวนารา กับ เกียวโต กันต่อ แต่เราก็กลับมาก่อนเพราะสองเมืองนั้นเคยได้มีโอกาสไปมาแล้วตอนไปโรโบคัพ) ออกเดินทางโดยรถเมล์หละ เพราะว่ามันถูกกว่ารถไฟ มาก ๆ (บอกแล้วว่าแผนการรพีมันดีจริง ๆ ) เป็นรถเมล์ตอนกลางคืน ที่นั่งเล็กมากกกกกก (สำหรับคนอื่นอาจจะเฉย ๆ ก็ได้นะ แต่สำหรับต้นมันเล็กจริง ๆ) นอนไม่ได้ คุณแน็คที่ตอนนั่งรถก็บ่น ๆ เรานอนไม่ได้ ๆ ไม่ถนัดนอนบนรถ ถ้ารถจอดเราจะตื่น ถ้าคนเดินผ่านไปผ่านมาเราจะตื่น เนี่ย หลับเยอะกว่าชาวบ้านเลย (หลับแล้วไม่ค่อยตื่นตลอดทางอีกตะหาก) รถทัวร์ที่ญี่ปุ่นจอดพักข้างทางบ่อยมากทุกสองชั่วโมง เข้าใจเหตุผลนะเพราะรถมันไม่มีห้องน้ำและจะจอดให้คนฉี่ข้างทางมันก็ไม่ใช่ญี่ปุ่นอะ
ก็ไปถึงโกเบในสภาพกึ่งซอมบี้ เพราะว่าอดหลับ อดนอนตลอดทั้งคืน คืนนั้นเรานอนกันที่คิตะโนะ อยู่บนภูเขาเลยที่พักบรรยากาศดีมาก(แอบชอบ) เหมือนสร้างต่อเติมมาจากวัด เป็นที่พักเล็ก ๆ ที่วันนั้นมีคนพักนอกจากพวกเราแล้วแค่สามหรือสี่คนเอง คนดูแลก็ใจดีมาก ๆ เลย ปีนขึ้นไปแอบชันเล็กน้อย คนขับรถที่นี่เนี่ยต้องเซียนอย่างไม่ธรรมดาเลย สามารถขับถอยหลังบนทางที่ชันมากกว่า 45 องศาได้
เข้าที่พักเสร็จ ก็ไปดูบ้านคน รู้สึกจะเป็นบ้านของพวกฑูต พ่อค้าที่เข้ามาสมัยปฏิวัติเมจิหละ แล้วก็จะมีแบบ บ้านอเมริกา บ้านอังกฤษ บ้านฝรั่งเศส อยู่เป็นแพ ๆ แต่รู้สึกไม่ค่อยมีอะไร มันก็บ้านคน แถมค่าเข้าแพงระยับ
แล้วก็ถึงไฮไลต์สุดยอดของเมืองโกเบ........นั่นก็คือ เนื้อย่างโกเบ แอบเข้าร้านผิดเหมือนกัน แต่ร้านที่เข้าผิดเนี่ย ก็รสชาติไม่ธรรมดาเลย แตะลิ้นเข้าไปเนี่ยบินได้ อยากกินอีกจังเลย
หลังจากนั้นก็ไปดูสะพานแขวนที่ว่ากันว่ายาวที่สุดในโลก เจ๋งมากเลย มันให้คนเดินลอดใต้สะพานได้ด้วย ตรงสะพานมีกระจกให้เดือนบนกระจกข้างล่างเป็นทะเล (เท่ห์มั่ก ๆ)
ดูสะพานเสร็จก็มุ่งหน้าสู่ภูเขาร็อกโก้ กว่าจะถึง ต้องนั่งรถไฟ ต่อ รถเมล์ นั่งรถเมล์ ต่อ รถกระเช้า และ นั่งรถกระเช้าต่อรถเมล์ เพื่อไปดูวิวที่ชื่อว่า วิว 10 ล้านดอลล่าร์ มันก็สวยจริง ๆ นะแต่ทำไมต้องตีค่าเป็นเงินดอลล่าร์ด้วยอะ อยู่ญี่ปุ่นทั้งที จะบอกว่าวิวพันล้านเยนไม่ได้เหรอ แล้วก็ขึ้นไปที่การ์เดนอะไรไม่รู้ บรรยากาศสวยมาก ๆ แบบเป็นบ้านเล็ก ๆ สวย ๆ อยู่บนภูเขาเยอะ ๆ แล้วก็มีนักร้องมาร้องเพลงเพราะ ๆ ท่ามกลางวิวที่อาจจะไม่ถึงสิบล้านดอลล่าร์ คง เก้าล้าน เก้าแสนอะ แต่ว่าตรงนี้ถึงจะไปไม่แนะนำคนโสดนะครับเพราะไปแล้วมันจะเหงาอย่างมากที่นี่นอกจากกระเหรี่ยงแล้ว ก็จะเป็นคู่รักเท่านั้น ย้ำว่าเท่านั้นจริง ๆ นะเพราะงั้นถ้าใครจะมากับแฟนละก้อแนะนำครับ ถ้าใครจะมาคนเดียวละก้อแนะนำให้หลีกเลี่ยง (แต่เราชอบที่นี่มาก ชอบทุกอย่างที่นี่ นอกจากคู่รัก)
วันนั้นเราแอบเลทหละ เนื่องจากกินข้าวกันช้า ต้องเข้าที่พักก่อน สามทุ่มครึ่ง ก็เลยต้องรีบ ๆ เดิน ซึ่งการเดินเร็ว ๆ ขึ้นเขาชัน ๆ เนี่ย ทำให้เหนื่อยมาก ๆ เลย
เป็นอันเสร็จภารกิจของเราที่โกเบไป
เดินทางเข้าสู่โอซาก้า ไปปราสาทโอซาก้า
ตอนนั้นมากับพวกโรโบคัพ แบบว่าเดินงง ๆ จากที่พัก (คนอื่นคงมีแผนแหละ แต่เรางง) แล้วก็อ๊ะ เจอปราสาทโอซาก้าพอดี ตอนนั้นมาตอนกลางคืนด้วย ก็เลยเดินดู ๆ แต่เราหามุมที่เคยไปนอนเล่นไม่เจอแล้วอะ ไม่รู้อยู่ตรงไหน เพราะบรรยากาศตอนกลางวันกับตอนกลางคืน มันก็ต่างอยู่เหมือนกัน
ก็เดินรอบ ๆ แต่ว่าไม่ได้เข้าไปดู ถ้าเกิดมีอะไรดีข้างในก็ขอโทษทุกคนด้วยเด้อ...............
เสร็จจากปราสาทโอซาก้าก็ไปเดินนัมบะทาวน์ ถนนคนกิน แต่เท่าที่ดู ก็ไม่เห็นมีอะไรกินนอกจาก ทาโกะยากิ กับ โอโคโนมิยากิ ก็เลยกินโอโคโนมิยากิกัน แล้วก็เดินไปดูหมู่บ้านอเมริกา แล้วก็จะไปวัดอะไรบางอย่างจำไม่ได้แล้วแต่มันก็ปิดแล้วก็เลยไม่ได้ดู
ปิดท้ายโปรแกรมทัวร์โอซาก้า ด้วยตึกชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว (ช่วงนี้ง่วงนอนเลยจำอะไรไม่ค่อยได้) ด้วยตึกที่มันมีชั้นบนสุดเป็นรูปวงแหวนหละ เขาเรียกกันว่าสวนลอยฟ้า ค่าเข้า 700 เยน เข้าไปถึงมันก็ไม่เชิงสวนนะ เป็นแบบไฟฟลูออเรสเซนท์เปิด แล้วพื้นก็เรืองแสงได้...........วิวที่มองลงมาจากตึกนั้น เห็นทั้งเมืองแล้วก็เห็นสะพานข้ามแม่น้ำโอกาว่าด้วย สวยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นสถานที่สำหรับคู่รัก (อีกแล้ว)
หลังจากนั้นก็เข้านอน
และวันที่สามนี่แหละ เป็นวันที่เราและหลาย ๆ คนรอคอย นั่นก็คือ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ นั่นเอง ออกตั้งแต่เช้า เพื่อให้ได้เล่นเครื่องเล่นเยอะ ๆ เพราะตั๋วเป็นตั๋วแบบจ่ายทีเดียวเล่นกี่เครื่องก็ได้ราคาห้าพันแปดร้อยเยน
กว่าจะได้เล่นแต่ละเครื่องต่อแถวกันนานมาก เรามาดูกันว่าเราได้เล่นเครื่องเล่นอะไรกันมั่ง มีการจัดเรทความคิดเห็นส่วนตัว และเวลารอเท่าที่จำได้ (น่าจะจำผิดเยอะมาก เพราะไม่ได้จดไว้
1. Back to the Future - 1 Star - Waiting time 70 mins. ผิดหวังมากถึงมากที่สุดอะเครื่องนี้ มันเป็นแค่ดูหนังสั้นมาก ๆ แล้วก็มีรถสั่น ๆ คือต่อแถวเจ็บสิบนาทีคาดหวังอะไรเจ๋ง ๆ มากกว่านี้อะ ก็เลยผิดหวังมาก ๆ
2. Spiderman - 3 Stars - Waiting time 130 mins -_-" จากการผิดหวังจาก back to the future เราก็คาดหวังอะไรที่มันสุด ๆ มากระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเราอะ ก็เลยไปที่ที่พี่วิน และ อู๋ บอกว่ามันคือที่สุดของยูนิเวอร์แซลสตูดิโล นั่นก็คือ สไปเดอร์แมน โดยใช้เวลานานรอเป็นประวัติการณ์ ระหว่างรอก็มีการต่อศัพท์ภาษาญี่ปุ่นไปด้วยหละ แต่พวกนั้นเขาเซียนกันมาก รู้ศัพท์ภาษาญี่ปุ่นกันเยอะ เราเล่นแล้วก็มั่ว ๆ งง ๆ แต่สุดท้ายแล้วสไปเดอร์แมนก็เป็นอะไรที่เราผิดหวังอีกเหมือนกัน คือมันเป็นแบบสามมิติให้ใส่แว่นแล้วก็รถไฟขยับ ๆ ไปตามรางข้างในอะ เนื้อเรื่องประมาณว่าสไปเดอร์แมนพยายามจะช่วยเราให้รอดพ้นจากสัตว์ประหลาด อารมณ์ประมาณว่าเรานั่งอยู่ในรถที่หนีสัตว์ประหลาดอยู่อะ แต่สำหรับเราแล้วมันก็กราฟฟิคธรรมดา
3. Hollywood Dream - 4 1/2 Stars - Waiting time 60 mins + Delay caused by rain จบจากสไปเดอร์แมนเราเริ่มโวยวายแล้ว เพราะเริ่มรู้สึกว่าอีที่นี่เนี่ยมันช่างไม่มีอะไรเลยจริง ๆ เพราะว่าไม่ชอบสองเครื่องเล่นแรก แล้วก็เริ่มอยากเล่นอะไรที่มันเห็น ๆ กันอยู่ว่าน่าจะสนุก นั่นก็คือรถไฟเหาะ รอ ๆ ไปซักพัก ปรากฎว่าฝนตก มีโอกาสสูงมากที่จะไม่ได้เล่น เขาก็หยุดรถไฟ เหมือนเมื่อปรับพารามิเตอร์อะไรบางอย่าง แล้วก็ลองให้รถไฟวิ่ง ๆ สองสามรอบ แล้วก็ให้พนักงานนั่งอีกสองสามรอบ กว่าจะเปิดให้เล่นอีกรอบก็เสียเวลานานเหมือนกัน แต่พอขึ้นไปเล่นแล้วไม่ผิดหวังเลย รถไฟมันส์มาก ๆ มันขึ้นไปสูงมาก ๆ แล้วก็ดับเครื่องปล่อยให้ตกมาด้วยแรงโน้มถ่วง (ได้ยินเสียงดับเครื่องเลย ตอนที่รถไฟตกลงมา) เหอ ๆ ถ้าทางเขากลัวคนนั่งจะเครียดเกินไปมีการเอาเพลงมาให้ฟังระหว่างนั่งรถไฟเหาะด้วยเจ๋งดี
4. Shrek (4 dimension movie) - 3 Stars - Waiting time 50 mins หลังจากฮอลิวูด ดรีมเสร็จ เราก็อยากนั่งต่ออีกรอบทันที (มันส์อะ) แต่รพีก็ยั้งเพราะอยากไปดูอย่างอื่นมั่ง ก็เลยไปดูโรงหนังสี่มิติ เข้าใจว่าไอ้มิติที่สี่นี่คือ เก้าอี้สั่นได้ มีพ่นน้ำ มีพ่นลม มีทำให้ร้อน อะไรแนว ๆ นี้ แต่มันก็ซ้ำ ๆ กับที่เคยเห็นที่ดิสนีย์แลนด์ ตอนมาอิเมจิ้นคัพหละ ก็เลยรู้สึกว่าน่าเบื่อ Shrek มันก็เป็นหนังสือสามดีอยู่แล้วด้วยก็เลยไม่รู้สึกแปลกอะไร
5. Flicked & The wizard of oz (Show) - 2 Star - Waiting time 15 mins ออกมาจาก Shrek มันก็ฝนตกหนักอยู่หละ ก็เลยรีบ ๆ เดินเพื่อจะหาที่ร่มอะ ก็ไปเจอโชว์ ตัวเขียว ๆ พอดี ฟังไม่รู้เรื่องอะว่ามันบ่นอะไรอยู่ (บ่นเป็นภาษาญี่ปุ่น) บวกกับง่วงอยู่ก็เลยหลับเกือบตลอดโชว์เลย ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น แต่เพลงเพราะดีนะ
6. Jurassic Park - 3 1/2 Stars - Waiting time 40 mins ฝนก็ยังตกต่อไป เราก็ยังหาที่หลบฝนต่อไปก่อนเข้าจูแรสสิกปาร์กเนี่ย ได้ไปกินเขาว่าเป็นน่องไดโนเสาร์ แต่จริง ๆ คงเป็นน่องไก่ที่ตัวใหญ่มาก ๆ แต่ว่าอร่อยเหาะเลยทีเดียว เอาเข้าไปกินตอนรอซะงั้น สะดวกดีนะ ในแถวมีน้ำให้ดื่ม มีถังขยะให้ทิ้งด้วย เหอ ๆ แต่คนญี่ปุ่นคงมองเป็นตัวประหลาดแหละ คนที่นี่ไม่ค่อยเดินหรือยืนกินเท่าไหร่หนะ อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย ขนาดดื่มโค้กยัง ต้องนั่งดื่มเลย เหอ ๆ แต่คงต้องพยายามปรับตัวแหละ ช่วยไม่ได้นี่เนอะ จูราสสิกเป็นเครื่องเล่นประเภทกระโจนลงน้ำหละ มีการขายเสื้อกันฝนที่หน้างานด้วยตลกดี ราคาสามร้อยเยนก็ถือว่าไม่แพงนะ แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้เปียกขนาดนั้นหละ อาจจะเป็นเพราะเรานั่งในตำแหน่งที่ไม่เปียกด้วยก็เลยรอดตัวจากความงกที่ไม่ยอมซื้อเสื้อกันฝน
7. Jaws - 4 1/2 Stars - Waiting time 35 mins อันนี้เป็นเครื่องเล่นที่เราชอบมากสุดเลย อารมณ์ประมาณว่าให้นั่งเรือ แล้วนั่ง ๆ ไปก็จะมีฉลามโผล่มาเรื่อย ๆ แล้วก็จะมีพี่คนนึงทำตัวเหมือนเป็นลูกเรือ คอยเอาไรเฟิลยิงฉลาม เจ๋งดี อาจจะเป็นเพราะเราทำงานคอมก็ได้มั๊ง ก็เลยรู้สึกกันอะไรที่มันดูเป็นของจริง แล้วก็ไม่ค่อยตื่นเต้นกับอะไรที่เป็นสามมิติ
8. Hollywood Dream (second time) - Waiting time 80 mins ตามคำเรียกร้อง ในที่สุดก็ได้นั่งฮอลิวู๊ด ดรีมเป็นรอบที่สอง เย่..........คราวนี้น่ากลัวกว่ารอบแรก ตรงที่พวกเรารู้กันแล้วว่าจะเจออะไร แต่ก็แก้เครียดด้วยการเล่มเกม สิบ ยี่สิบระหว่ารอ เกมนี้เคยเล่นเมื่อสมัยประถม ที่เราจะต้องไปมั่วนั่งกับเพื่อนอยู่น่าตึกเล่นเกมงี่เง่าทุกพักเที่ยงหละ
9. Sesame Street (4 dimension movie) - 5 stars - Waiting time 30 mins
ขึ้นบรรทัดใหม่ดีกว่า อาจจะเขียนยาวนิดนึง
เพราะว่าเซซามี่ สตรีทเนี่ย เป็นของที่เราชอบมากที่สุด
เหอ ๆ คนอื่นอาจจะรู้สึกเฉย ๆ ตั๋มก็บ่น ๆ ว่ามันน่าง่วงมาก ๆ
แต่สำหรับเราแล้วมันเป็นความประทับใจอะ
ไม่ได้ประทับใจเพราะหรูหราไฮโซที่มันมีสามดี หรือเก้าอี้มันสั่นได้ หรือ ว่ามันมีน้ำพ่น มีลม มีความร้อน
ความประทับใจมันคืออะไรก็ไม่รู้ที่ดูแล้วรู้สึกว่ามันอบอุ่นมาก ๆ มันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ทั้งรูปธรรมและนามธรรม (ตามชื่อเอ็มเอสเอ็นของเราช่วงนี้)
อาจจะเป็นเพราะเราเคยดูเซซามี่ สตรีทอยู่หลายครั้งเมื่อตอนเด็ก ๆ
คุณพ่อ คุณแม่ เข้ากรุงเทพซื้อวิดีโอ เซซามี่ สตรีทให้ เพราะอยากให้เก่งภาษาอังกฤษ
แน่นอน เราฟังไม่ออกหรอก แต่ก็สนุกตื่นเต้น เห็นตัวละครตัวนู้นตัวนี้ตลกดี
ดีใจที่ได้เห็นพระเอกของเราคือบิ๊กเบิร์ด ซึ่งเรามักจะเรียกว่าบิ๊กดั๊กตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ตอนนี้ก็ยังเรียกว่าบิ๊กดั๊กอยู่เหมือนเดิม
ถามเราว่าตัวละครตัวนั้นตัวนี้ชื่ออะไร เรื่องมันเป็นยังไง เราไม่รู้หรอก เพราะว่าไม่เคยดูรู้เรื่อง แล้วตอนนั้นก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะดูให้รู้เรื่อง
เราทุกข์ทรมานอยู่กับการเสาะแสวงหามาตลอดเพราะว่าเราเป็นมนุษย์
ตอนนั้นสิ่งที่เรามีมันน้อยสิ่งที่เราคาดหวังจะมีมันก็น้อย
ตอนเด็ก ๆ เราเคยฝันว่าจะมีเงินร้อยนึงอยู่ในกระเป๋า จะได้ซื้อลูกชิ้นปิ้ง 50 ไม้กินให้พุงกาง ซื้อไอติมโคนของลุงอ้วนหน้าโรงเรียน 100 โคน (ตะกละตั้งแต่เด็ก)
เราตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นเครื่องบินวิ่งผ่านโรงเรียน สนุกที่ได้ไปชี้ ๆ กับครู นักเรียนในโรงเรียน ว่าเห็นเครื่องบินแล้วแล้วก็ฝันว่าอยากขึ้นเครื่องบินซักครั้ง
เราเคยอยากได้ที่หนึ่งของห้อง ครูจะได้ชม
ตอนนี้เรามีเงินมากกว่าร้อยบาทอยู่ในกระเป๋าสตางค์ แม้ว่าถ้าเอามันไปซื้อไอติมโคนร้อยโคนมันจะดูงี่เง่าไปหน่อยก็ตาม
เรานั่งเครื่องบินด้วยเงินเดือนของเราแม้ว่าต้องกระเบียดกระเสียนไปบ้าง
เราได้ที่หนึ่งของห้องครั้งแรกเมื่อตอนป.ห้า เนื่องจากความฟลุ๊กหรือยังไงไม่รู้เหมือนกัน
เรามาไกลกว่าที่เราเคยฝันไว้เมื่อตอนเด็ก ๆ แล้ว แต่เนื่องจากว่าเราเป็นมนุษย์ เราก็ต้องหาสิ่งใหม่ ๆ ทำตัวเองให้ใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แต่การที่ได้กลับไปฝันถึงตอนเป็นเด็ก แม้ว่าตอนเป็นเด็กเราจะไม่สนุกเพราะเราไม่มี แต่เมื่อคิดว่าตอนนี้เราได้มีสิ่งที่เราเคยฝันแล้วมันก็เป็นความสุขที่สนุกมากทีเดียว (แต่ตอนเราดูเซซามี่สตรีทไม่ได้คิดลึกขนาดนี้นะ)
เหอ ๆ ออกจาก Sesame Street ก็ดึกแล้วต้องรีบเผ่นไปท่ารถบัส ตอนที่เผ่นไปท่ารสบัสนี่เราแอบเครียดอะ เพราะภาพการตกเครื่องบินมันยังอยู่ในหัว แล้วเราก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีกหละ
ไม่รู้มันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่นะแต่เราเป็นพวกถ้าทำผิดไปแล้วก็จะไม่อยากให้ผิดอีกรอบ ก็จะเครียดมากถ้ามีโอกาสจะต้องทำผิดอีกรอบ บางทีการที่ลน หรือ ลก ก็ทำให้งานใหญ่เสียบ่อย ๆ ได้เจอปัญหาแล้วต่อไปก็ต้องพยายามแก้แล้วหละ
สุดท้ายนี้ขอบคุณรพีสำหรับการจัดทริปที่สุดยอดอย่างทริปนี้ครับ
ศิลปิน : เพียว (Pure)
อัลบั้ม : -
เพลง : คนไม่ฉลาด
ในบางครั้งฉันถามตัวเอง นี่เราเป็นบ้าไปหรือป่าว
ที่คิดที่หวังที่รักเธอเหมือนเดิม
ฉันยังทำไป เหมือนว่าไม่เข้าใจทุกสิ่ง
ยังทิ้งความหวังให้ค้างในหัวใจ
* และสุดท้ายก็ลงเอยแบบเดิมๆ
คือต้องเหลือตัวคนเดียวอย่างนี้
** ได้เกิดมารักเธอได้ทุ่มเททุกอย่าง หนึ่งชีวิตนี้ก็มีค่า
ถ้ารักใครถึงที่สุด สุดชีวิตมันโง่ไปใช่ไหม
ได้เกิดมาครั้งเดียวจะขอทำทุกอย่าง ต่อให้เธอไม่เห็นคุณค่า
อาจเหมือนคนไม่ฉลาด ก็ยอมรับ มันโง่ตั้งแต่รักเธอหมดใจ
ดูก็รู้ว่าเธอไม่แคร์ แม้จะทำเพื่อเธอทุกสิ่ง
เธอนั้นไม่คิดไม่เห็นจะสนใจ
และเหมือนคนงมงาย เหมือนฉันไม่เข้าใจทุกอย่าง
ยังคิดตามหาความรักที่สวนทาง
(ซ้ำ *, **)
ได้เกิดมาครั้งเดียวจะขอทำทุกอย่าง ต่อให้เธอไม่เห็นคุณค่า
อาจเหมือนคนไม่ฉลาด ก็ยอมรับว่ามันรัก
และยอมรับ มันโง่ตั้งแต่รักเธอหมดใจ