| Vorapong's profileMR.T's blogBlog | Help |
|
September 25 สักครั้งกับรัฐประหารขอบคุณเต้ ฝ้าย รัดจิ และ พี่เอ็กสำหรับ comment นะครับ
เอาละขอสั้น ๆ ก่อน blog จะร้างละกัน
ช่วงนี้ blog ที่ไม่ร้างมีอยู่น้อยมาก เป็นเพราะว่าทุกคนเริ่มเบื่อเขียน blog แล้วมั๊ง เผอิญว่าเราเป็นพวกตกกระแส ชอบทำอะไรที่มันตกกระแสไปแล้ว เช่นวันก่อนก็เพิ่งจะได้กิน roti boy เอง
ตอนนี้ร้านโล๊งโล่งเนอะ ก็นี่แหละเป็นธรรมดา คนทุกคนในโลกชอบการเปลี่ยนแปลง เรื่องการรัฐประหารก็เหมือนกัน มันเกิดจากการที่คนต้องการความเปลี่ยนแปลงมีอยู่มาก เอาหละตั้งใจจะเขียนถึงเรื่องรัฐประหารใน entry นี้แน่ ๆ
หลังจากยุให้คนอื่นเขียนแล้วไม่สำเร็จหนะ ก็ตั้งใจว่าถ้าจะปิดก็ขอลาทุกคนล่วงหน้าเลยนะครับ อาจจะเป็น entry สุดท้ายที่ได้เจอกัน คุยเรื่องอื่นก่อนละกัน
ที่ผ่านมางานยุ่งมาก ๆ เลย แต่ก็คงไม่ยุ่งเท่าไหร่ถ้าได้ขยันมากกว่านี้ งานทำให้คนอื่นก็ไม่เสร็จซะทีเริ่มหงุดหงิดนะเนี่ย แต่ก็ดีเหมือนกันนะ พอเริ่มได้มีงานได้ทำงานแล้วเนี่ย ความเหงาที่เคยมี เคยมาบ่นก่อนหน้า มันหายไป เราไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนั้นอีกเลย บอกตามตรง ตอนนี้ที่ยังทำงานอยู่ ก็เพราะไม่อยากเหงา ไม่อยากฟุ้งซ่าน ทำไมก็ไม่รุ้ความทะเยอทะยานที่เคยมี มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว อยู่ไปวัน ๆ ใช้ชีวิตตามที่อยากเป็น ทำงานก็เพราะไม่อยากอยู่เฉย ๆ แค่นั้น ถ้าไม่อยากทำก็ไม่ทำ เอ แล้วไอ้การทำงานไปเรื่อย ๆ เนี่ย มันเรียกว่าความสุขที่แท้จริงรึเปล่าก็ไม่รู้นะ อย่างไรก็ดี การที่เราใช้ชีวิตในวิกฤติเนี่ย ทำให้รู้เลย ว่ามีคนเป็นห่วงเราเยอะมาก ก็ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะ (รวมทั้งที่เป็นห่วงรึเปล่าไม่รู้ แต่เราก็แอบดักความเป็นห่วงมาสร้างความสุขให้กับตัวเองเรียบร้อยแล้ว :):):):):):)) จะกลับเป็นคนที่ทะเยอทะยานโดยเร็วที่สุดให้จงได้ เนี่ยหละนะ
เราก็แปลกอยู่อย่าง ถ้าไม่พูดเรื่องงานด้วย ทุกคนก็จะนึกไม่ออก ว่าเราจะพูดอะไรกับ "แก" ดีเนี่ย ทั้ง ๆ ที่บางคนมีเรื่องที่จะคุยกับเราเยอะแยะมากมาย แต่เห็นหน้าเราแล้วนึกออกแต่เรื่องงาน :):):):):):) หน้าเรามีคำว่า "งาน" หรือ "เรียน" แปะอยู่เหรอเนี่ย เราเองก็แปลกอยู่อย่าง เวลาเจอคนอื่นก็พูดเรื่องอื่นไม่ออกเหมือนกัน พยายามจะพูดเรื่องอื่นแล้วนะ แต่มันก็ไปได้แป๊ปเดียวอะ แล้วทุกอย่างก็เงียบลงกลับไปเรื่องงานเหมือนเดิม :):):):):) เอาหละกลับมาเรื่อง "การปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" (กว่าจะพิมพ์จบเหนื่อยมาก)
ก่อนจะแสดงความคิดเห็นใด ๆ ขอเขียนไว้ก่อนว่าความคิดเห็นนี้เป็นความคิดเห็นของนักศึกษาตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ตามเจตนารมณ์ของประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 5 เรื่องการให้นิสิต นักศึกษาแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมือง มีเจตนาเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพื่อฝึกฝนการใช้ความคิด เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย มิได้มีเจตนาเพื่อความแตกแยกแต่อย่างใด เวลาเรียนปรัชญาเนี่ยมันจะมีอยู่ 2 คำซึ่งนักปรัชญายุคใหม่มักจะถกเถียงกัน นั่นก็คือ ทฤษฎีเชิงคุณธรรม และ ทฤษฎีเชิงอัตถประโยชน์นิยม ทฤษฎีเชิงคุณธรรมเป็นทฤษฎีที่เน้นว่าความดีเป็นความดีในตัวเอง สิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่ดีในตัวเอง ทฤษฎีเชิงอัตถประโยชน์นิยมจะไม่สนใจว่าอะไรดีไม่ดี สิ่งที่ดีคือสิ่งที่ก่อให้เกิดผมที่ดี ลองยกตัวอย่างนะครับ ถ้าคุณรู้สึกว่าการบอกความจริงอันโหดร้ายกับเพื่อน จะทำให้เขาอยู่ในสภาวะที่น่าสงสารอย่างมาก จึงโกหกเขาไม่บอกความจริงเหล่านี้แก่เขา เพราะคาดหวังว่าการบอกความจริงแก่เขาจะทำให้เกิดผลไม่ดี อย่างนี้ถือว่าเป็นการอัตถประโยชน์นิยม แต่ถ้าคุณเลือกที่จะบอกเขาไปตรง ๆ เพราะคิดว่าการโกหกยังไงซะก็เป็นการโกหกวันยันค่ำ แสดงว่าคุณเป็นพวก Normative มันก็เหมือนกับเลือกที่ถกเถียงกันในเชิงปรัชญาทุกอย่างนั่นแหละ ถ้าคุณพยายามที่จะเลือกเข้าข้างไหนข้างหนึ่งจนโงหัวไม่ขึ้นละก็ มันก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่เดียว เพื่อนของคุณที่นิยมทุนนิยมจนน่ากลัวมองทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง เชื่อว่าคนที่อ่อนต้องตาย คนแข็งเท่านั้นจะอยู่ ก็เป็นคนน่ากลัว เพื่อนของคุณที่นิยมสังคมนิยมจนน่ากลัวมองว่าทุกคนต้องเท่ากัน ต้องใส่เสื้อ กางเกง กางเกงในเหมือนกัน กินอาหารเหมือนกันทุกมื้อนี่ก็เป็น คนน่ากลัวใช่ย่อย
อัตถประโยชน์กับคุณธรรมก็เหมือนกัน ไม่ควรจะอยู่ฝ่ายไหนฝ่ายหนึ่งซะจนน่าเกลียด อย่างน้อยที่สุดความคิดที่อยากจะอยู่ตรงกลางก็อาจจะเป็นผลดีที่ป้องกันไม่ให้เราฉีกออกไปทางไหนจนกู่ไม่กลับก็ได้นะ กำลังมองว่าทุกวันนี้ค่านิยมของสังคมไทย กำลังถูกลากไปที่ฝ่ายอัตถประโยชน์มากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ เมื่อก่อนนี้เราถูกรัฐบาลลากไปอัตถประโยชน์นิยมก็ครั้งหนึ่งแล้ว เราจะทำอะไรก็ได้เพื่อให้เรารวย ๆ มีฐานะมากขึ้นเรื่อย ๆ
จะโกงยังไงก็ช่าง เคยเขียนในข้อสอบทุนคิงตั้งแต่ตอนม. 6 (ซึ่งเราสอบตกเละเทะ นี่อาจจะเป็นเหตุผลก็ได้) ---> คือเราเองไม่ชอบท่านอดีตนายกตั้งแต่ตอน นั้นแล้ว พวกที่คิดว่าเราฝักใฝ่ท่านอดีตนายกนี่เปลี่ยนความคิดได้นะ
ว่าสมมติว่าคุณมีญาติคนหนึ่ง มาหาคุณทุกครั้งก็เอาของมาฝากเอาแต๊ะเอียมาให้ รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นคนที่เลวร้ายมาก โกงคนอื่นเละเทะ คุณจะนิยมชมชอบญาติคนนี้อยู่ไหม แต่เขาก็เอาของมาให้คุณทุกครั้งที่เจอกันนะ ในบริบทตอนที่เขียน analogy นี้เป็นครั้งแรกคนส่วนใหญ่จะตอบว่า "ไม่" เพราะตอนนั้นเรื่องทุจริตของท่านอดีตนายกไม่โด่งดังเหมือนทุกวันนี้ แต่เวลาผ่านไปกลายเป็นว่าทุกคนเหมือนจะรู้ว่าท่านโกงจากสื่อต่าง ๆ สิ่งที่ท่านอดีตนายกทำก็คือพยายามจะสร้างภาพว่าถึงแม้ท่านจะโกงแต่ท่านก็ทำเพื่อประเทศชาตินะ กลายเป็นว่าตอนนี้คนไทยหลายส่วนก็ไม่โกรธไม่เกลียดญาติคนนั้น ใครจะโกง ใครจะเลวแค่ไหน ช่างมัน ให้เราได้ของ ได้ตังค์ก็พอแล้ว แล้ววันนี้หลังจากคณะปฏิรูปการปกครองฯ เข้ายึดอำนาจสำเร็จ
สิ่งที่เขาประกาศออกมาก็คือ สิ่งที่เขาทำนั้น "ถูก" เป็นการทำเพื่อชาติเพื่อสังคม แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ใช้ความรุนแรง แต่ก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะทำได้ อืมลองเทียบ analogy เล่น ๆ นะครับ มีเด็กน้อยคนหนึ่งโดนอันธพาลที่โรงเรียนกลั่นแกล้ง ฟ้องครูก็โดนเพื่อนแกล้งหนักขึ้น ฟ้องพ่อแม่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ทำอะไรไม่ได้ซะที วันรุ่งขึ้นค้นหลังตู้พ่อ เจอปืน M16 อันหนึ่ง หยิบ M16 อันนั้นไปทั้งอัน แล้วก็เอาไปจ่อหัวอันธพาลเหล่านั้น พร้อมกับบอกว่าจงไปไกล ๆ ซะอย่ามากลั่นแกล้งผมอีก ถามจริง ๆ ว่า ทุกคนที่อ่านบล๊อกนี้มองว่านี่เป็นการกระทำที่ถูกรึเปล่า หรือว่าถูกเพราะว่าเด็กคนนั้นคิดมาดีแล้วและไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้อันธพาลเหล่านั้นเลิกเกาะแกะตัวเขา เพราะฉะนั้นเขาจะทำอะไรก็ได้ จะใช้ความรุนแรงขนาดไหนก็ได้ M16 รถถัง นิวเคลียร์ เพราะเขาไม่มีวิธีอื่นแล้วที่จะทำให้อันธพาลมัน "ออกไป" จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้วิธีนี้ ปรากฎว่าเขาทำเสร็จคนไทยทั่วประเทศตบมือให้เด็กคนนี้ เอาดอกไม้ไปให้ ถ่ายรูปแสดงความยินดี นี่ก็เป็นอัตถประโยชน์นิยมที่เห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ เพราะเรากำลังโกรธใครเกลียดใครอยู่รึเปล่า เลยไปมองว่าสิ่งที่ผิดเหมือนกันแต่ผิดน้อยกว่าเป็นสิ่งที่ถูกไปเสีย ไม่อยากให้สังคมไทยคิดอย่างงั้น อย่างแรกเสียดายบรรทัดฐาน อย่างสองการที่ทุกคนคิดอย่างนั้นจะทำให้การปฏิรูปเป็นไปอย่างเชื่องช้าไม่ได้ทำไปภายใต้สภาวะกดดัน แล้วสังคมไทยอาจจะถูกขังภายใต้เผด็จการไปอีกนาน จะว่าไปก็ตลกดีนะ ตั้งแต่ปี 2475 เนี่ย เราอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารมากกว่าครึ่งนึงซะอีก ก็มานั่งคิดว่า เผด็จการทหารกับพระมหากษัตริย์อันไหนดีกว่ากันเน๊าะ อยากให้ทุกคนที่ไม่เคยสนใจการรัฐประหารได้ลองไปอ่านประวัติศาสตร์การรัฐประหารเก่า ๆ ทั้ง 8 ครั้ง
มันมีเหตุผลอยู่ด้วยว่าทำไมคนไทยมักจะเรียก "ปฏิวัติ" "รัฐประหาร" สับสนกัน เออ ถ้าใครเห็นว่า blog นี้ไม่สร้างสรรค์ก่อให้เกิดความแตกแยะ
บอกได้นะครับ ยินดีจะลบทันที อยากรู้ว่า...~พลอย ณัฐชา
|
|
|