Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

Blog


    August 27

    ไปเที่ยวกันเถอะ

     

    ขอบคุณ รัดจิ เล่ย ฝ้าย พี่หมี พี่บิ๊ก พี่เอ็ก และ พี่วินสำหรับการคอมเมนต์ครับ 


    พักนี้แอบเหงาขึ้นแล้วหละ
    มีคนเปลี่ยนสถานที่เขียนบล๊อกเยอะ
    ตอนนี้บล๊อกของเพื่อนแต่ละคนก้อดูเหมือนว่าจะกระจัดกระจายไปตามแต่ละที่.........เหมือนกับที่ชีวิตของพวกเราก้อเริ่มกระจัดกระจายกันไป
    ถ้าเมื่อห้าเดือนที่แล้วเป็นฤดูของการพบคนใหม่รู้จักคนใหม่...........ฤดูกาลนี้ก็อาจจะเป็นฤดูของการกระจัดกระจายก็ได้นะ
    ความสัมพันธ์ที่สร้างกันมาเมื่อเวลาผ่านไปมันก็เริ่มที่จะถูกวันเวลาทำให้มันน้อยลงกร่อนลง.........รู้สึกแย่จัง
    แย่ตรงที่ว่าเราดันเป็นคนที่ลืมคนอื่นยาก..........แล้วก็เริ่มคบกับใครก็เริ่มยากด้วย...........สนิทกับใครก็สนิทยากเหมือนกัน
    ใบหน้าภายใต้หน้ากากเราเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะและไม่อยากให้ใครเปิดออก...........แต่หลีกเลี่ยงไม่ให้คนที่สนิทเห็นก็ไม่ได้
    คนที่เห็นใบหน้าที่น่าเกลียดภายใต้หน้ากากก็คงหลีกเลี่ยงไป........คนที่เหลืออยู่ก็เหมือนจะน้อยจิง ๆ

    เหอ ๆ เขียนไรไปเนี่ย ไม่ลบดีกว่า ดูจะเป็นการขึ้นบล๊อกที่ปกติดีเพราะคนอื่นเขาก้อชอบเขียนบล๊อกกันแนว ๆ นี้ เหอ ๆ อยู่ญี่ปุ่นนาน ๆ ชักติดนิสัยชอบทำอะไรให้เหมือนชาวบ้าน พฤติกรรมกลุ่ม ไปซะได้

    เอาหละ เล่าเรื่องสอบหน่อยดีกว่า
    ตกลงว่าก็สอบอย่างที่เขียนไว้หละ ปีนี้ข้อสอบเปลี่ยนแนวเล็กน้อย ให้ทำทุกข้อ (ดีแล้วขี้เกียจเลือก) เลขออกง่ายขึ้นเล็ก คอมเปลี่ยนหัวข้อออก(ไม่ออกโอเอส คอมไพเลอร์ คอมอาร์คิเทคเจอร์ แต่ดันออกเน็ตเวิร์กซึ่งไม่เคยออกตั้งสองข้อ)
    เอาจริง ๆ แล้วเราชอบระบบแบบนี้มากกว่านะ ที่คัดคนเข้าด้วยมาตรฐานทางวิชาการหละ
    อย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองถูกตัดสินอย่างยุติธรรม
    แม้ว่าข้อสอบออกในเนื้อหาวิชาที่เด็กโตไดเรียน แต่มันก็คงดีถ้าเราได้รู้ว่าเด็กโตไดเรียนอะไรเพื่อปรับพื้นฐานให้เข้ากับเขาให้ได้ก่อนเริ่มเรียนป.โทจริง ๆ
    รู้สึกว่าชอบระบบนี้มากกว่าแอ๊ดมิชชั่นของอเมริกา
    คิดว่าถ้าจะนิยามความพร้อมของบุคคลที่จะเข้ามาเรียนป.โท
    แม้ว่าจะพูดว่าเอสเสมันดีอย่างงู้นอย่างงี้ สัมภาษณ์มันดีอย่างงู้นอย่างงี้
    แต่ผมว่าการสอบคือการวัดระดับมาตรฐานทางวิชาการ และความพร้อมของผู้มาเข้าเรียนมากกว่า เกรด ความสามารถในการเขียนโฆษณาชวนเชื่อ หรือ ความสามารถทางภาษา (แน่นอนความสามารถทางภาษาจำเป็นมาก แต่รู้สึกเหมือนมหาลัยบางแห่งเอาเรื่องนี้เป็นเกณฑ์ในการคิดคนเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์
    บ่อยครั้งที่เราเห็นระบบแอ๊ดมิชชั่นปฏิเสธคนที่เราเห็น ๆ กันว่าดีที่สุด (แน่นอนหละเราคิดว่าเราต้องมองคนได้ดีกว่าคนที่เพิ่งอ่านเอสเสย์ไม่กี่หน้าแน่นอน)
    และบ่อยครั้งเราก็เห็นคนที่ไปด้วยระบบนี้แล้วไม่มีความสามารถในการเรียนมากพอสุดท้ายก็กลายเป็นการเปลืองที่นั่งในมหาลัยไป
    เอาหละ หลายคนก็คงเห็นว่าดี ความเห็นแตกต่างมากมาย
    แต่เราก็ดีใจที่ถูกตัดสินด้วยความสามารถจริง ๆ ไม่ใช่อะไรก็ไม่รู้

    อ้อ มีเรื่องเล่าที่ประทับใจจากการสอบ
    คือหลังจากสอบสัมภาษณ์เสร็จ เขาก็ให้คนที่สอบไปเข้าแถวรวมกันที่หน้าห้องใดห้องหนึ่ง เรียงตามไอดี
    แล้วก็เรียกคนเข้าไปในห้องทีละคนเพื่อบอกผลว่าผ่านหรือไม่ผ่าน
    แล้วคนที่รู้ผลแล้วเนี่ย ก็จะเดินยิ้มไม่ก้อทำหน้าเครียดผ่านแถวของพวกเราไป
    เป็นบรรยากาศที่กดดันมาก ๆ เลยครับ
    จริง ๆ แล้วก็มานั่งคิดทีหลังว่าที่เขาทำแบบนี้เนี่ย ก็เป็นเพราะว่าอยากให้พวกเราทุกคนที่ผ่านและไม่ผ่านเห็นว่า
    กว่าจะเข้าโตได หรือเข้าไปเรียนป.โทได้เนี่ย เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน
    และยินดีที่จะทำงานวิจัยอย่างเต็มกำลัง

    หลาย ๆ คนที่ได้ยินเรื่องเล่านี้ก็คงต้องอุทานมาว่า
    คนญี่ปุ่นสังคมญี่ปุ่นนี่มันช่างแย่จิง ๆ กดดันคนต่าง ๆ นานามากมาย
    แต่เราว่าอย่างงี้ก็ไม่ได้แย่อะไรนะ
    ไม่น่าเชื่อเลยว่าระบบนี้จะสามารถทำให้คนหลาย ๆ ชาติที่มาจากประเทศชิว ๆ
    หลายคนที่ไม่เคยคิดจะอ่านหนังสือ เพราะอยู่ที่ประเทศมันก็เป็นระดับท๊อปสามารถอ่านหนังสือได้
    โดยที่ไม่ต้องใช้แส้ ไม่ต้องเคี่ยน ไม่ต้องดุด่าว่ากล่าว
    มันอยู่ที่ว่าคนจะเชื่อว่าธรรมชาติของมนูษย์เป็นอย่างไร
    ถ้าเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างที่โทมัส ฮอบส์สรุปไว้ใน Leviathan ว่า

    "solitary, poor, nasty, brutish, and short."

    แล้วละก็เราก็ต้องคิดกันว่าเราก็ต้องกดดันมนุษย์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อให้สังคมมันคงอยู่ได้โดยปราศจากสภาวะสงคราม
    การกดดันด้วยสภาวะ ด้วยการไซโคทางจิตใจแบบคนญี่ปุ่นก็อาจจะเป็นทางออกที่ดีของความเชื่อแบบนี้
    เพราะมันเป็นทางออกที่ดีกว่า การใช้กำลัง การใช้ความรุนแรง
    แน่นอนหละว่าคนที่เชื่อในเสรีภาพหลาย ๆ คนก็คงไม่ชอบแน่แน่ เพราะเขาเหล่านั้นย่อมเชื่อว่ามนุษย์สามารถมีสังคมที่ดีได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไร
    มันก็อยู่ที่ว่าคุณเลือกเชื่อใคร
    แต่ผมว่า ถ้าคุณฮอบส์มาเห็นญี่ปุ่นยุคนี้แล้วหละก้อ
    เขาก็คงต้องตบมือแล้วบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่มนุษย์ใฝ่ฝันหา สังคมที่ปราศจากความรุนแรง และการตายโหง

    เห
    บล๊อกนี้ไม่ได้มีไว้เขียนเรื่องมีสาระนะครับคุณต้น
    ไร้สาระหน่อยสิ ไร้สาระ...........
    ช่วงนี้ได้หยุดอยู่เฉย ๆ ก็ได้คิดอะไรสนุก ๆ ได้เยอะ ตั้งแต่ได้ดูเรื่อง The Story of David Gale (เรื่องเกี่ยวกับอาจารย์ภาควิชาปรัชญา ต่อต้านการประหารชีวิต แต่โดนจับกุมข้อหาฆ่าข่มขืนเองซะงั้น)

    อ้อ นึกออกละว่าวันนี้จะเล่าอะไร (เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ย)
    เนื่องจาก เรามีโครงการว่าจะไปเที่ยวหลังสอบเสร็จ แต่ดันมีแผนจะกลับบ้านเร็ว
    ก็เลยต้องรีบเที่ยว โดยไม่สนใจว่าชาวบ้านชาวช่องเขาจะเป็นตายร้ายดียังไง
    วางแผนไปเที่ยวชนบทญี่ปุ่น แต่ก้อไม่รู้อะไร จิ้มมั่ว ๆ ไปที่ใกล้ ๆ ที่ชิบะ
    (แฮะ ๆ ต้องแอบเขียนก่อน เพราะว่าถ้าแน็ค รพี หรือ พี่บิ๊กเขียนไปแล้วเราต้องเขียนให้ละเอียดกว่า เขียนก่อนได้เปรียบ)
    ชื่ออะไรก็ไม่รู้ โนโกริยามะ อยู่ห่างจากตัวเมืองชิบะไปชั่วโมงครึ่ง เป็นภูเขาที่อยู่ติดทะเล แต่ก็มีป่า ซึ่งมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ (ใหญ่จิง ๆ นะ น่าจะพอ ๆ กับหรือใหญ่กว่าที่คามาคุระ) รูปแกะสลักเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูปอื่น ๆ รวมกันพันห้าร้อยองค์ แล้วก็มีกระเช้าให้ขึ้น
    แล้วก็จิ้มไปอีกที่นึงชื่อโยโรเคโคคุ อะไรไม่รู้ แต่ว่ามีภูเขา แล้วก็มีน้ำพุร้อน แล้วก็มีน้ำตก

    ไปเจอพี่บิ๊กที่ตัวเมืองชิบะก่อนครับ แล้วก็วางแผนจะไปเที่ยวตัวเมืองชิบะ ซึ่งด้วยเวลาขนาดนั้นก็เลยวางแผนจะไปแค่สองที่ คือ ชิบะ พอร์ต ทาวเวอร์ กับ ปราสาทชิบะ อืม อย่างอื่นมันหาได้ในโตเกียวหงะ
    จะบอกว่าตอนไปเที่ยวชิบะเนี่ย มันช่างเป็นเมืองที่ไร้ผู้คนจิง ๆ เลย
    เดินไปตามท้องถนนไม่มีคนเดินสวน น่าจะเป็นเพราะเหตุผลสองอย่างคือ หนึ่งชิบะคนเบาบางกว่าโตเกียวและกรุงเทพ และสอง อากาศมันร้อนจนไม่มีใครออกจากบ้านหรือออฟฟิส
    เข้าไปพอร์ต ทาวเวอร์ไม่เจอใคร แต่วิวก็สวยดี แต่มันก็เหมือนขึ้นไปบนตึกทั่วไป วิวแบบนี้ดูจากชั้นยี่สิบก้อได้นะ เออจะว่าไปแล้ว ชั้นยี่สิบอาจจะสูงพอ ๆ กันก้อได้ แต่ความพิเศษคือไอ้ทาวเวอร์เนี่ย มันดันอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายไม่มีตึกสูงตึกอื่นบดบังรัศมี ทำให้มันดูยิ่งใหญ่เมื่อมองจากไกล ๆ
    จะว่าไปแล้วตึกมันคงเหงาเนอะ
    เป็นคนเตี้ย ๆ แบบเรา ก้อดีแล้วหละ ไม่เหงาดี
    ไปปราสาทชิบะต่อ แต่คนญี่ปุ่นนี่มันจิง ๆ เลย
    คือถ้าเป็นชาติอื่น ๆ ในโลกเขาก้อคงพยายามรักษาของเก่าให้มันอยู่ในสภาพดีนาน ๆ ที่สุด
    แต่คนญี่ปุ่นนี่........รื้อทิ้งทำใหม่ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ -_-"
    คราวที่แล้วไปปราสาทโอซาก้าก้อเป็นเงี้ย............รื้อทิ้งทำใหม่เหมือนกันเลย
    หรืออย่างตอนที่ไปโนกิริยามะ เงี้ยเขาก้อไปอัญเชิญพระพุทธรูปจากที่อื่นมาวางไว้รวมกันเพื่อให้คนบูชา
    จากหนังสือโพสต์โมเดิร์นที่เพิ่งมีโอกาสได้อ่านไป เขาว่ากันว่า คนญี่ปุ่นเนี่ยมีความเป็นโมเดิร์นสูงเหมือนกันนะเนี่ย
    ความเป็นโมเดิร์นสำหรับเราแล้วก็คือความเชื่อในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    เชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถสร้างสรรค์ทุกอย่างที่เป็นความสุขในชีวิตของเราได้
    เพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์ที่เราจะต้องไปพึงอาลัยอาวรณ์กับของที่เป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์
    แค่ทำใช้วิทยาศาสตร์ทำให้คนที่เข้ามาดูรู้สึกว่ามันเป็นประวัติศาสตร์ ได้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจที่ได้เจออะไรที่มันเป็นประวัติศาสตร์ แล้วก็อุ่นใจตามสไตล์คนหัวโบราณ แค่นั้นก้อพอแล้ว
    ก็ไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่ผิดหรือถูกยังไงนะ ไม่ฟันธงดีกว่า

    ก็ไปต่อโนกิริยามะกัน อย่างที่บอกไปข้างบน ขึ้นกระเช้า เดินเขา
    แต่ภูเขาที่โนกิริยามะก้อเป็นสไตล์ โมเดิ๊ร์น โมเดิร์นแบบชาวยุ่น นั่นคือถึงแม้ว่า ทางขึ้นเขาลงเขาจะสูงแค่ไหน
    ท่านก้อกรุณาสร้างบันไดเป็นอย่างดีให้พวกเราชาวกระเหรี่ยงได้เดินกัน
    จิง ๆ แล้วเดินขึ้นเดินลงนี่มันก้อเหนื่อยแหละ เล่นเอาคงที่ต้องทำพลังงานศักย์มาก (เนื่องจากน้ำหนักตัวมาก) ลิ้นห้อยจนถึงเท้า
    แต่วิวมันก้อสวยจิง ๆ นะพระเจ้าจอร์ช มันก้อสวยกว่าที่จะหาได้ในโตเกียวแล้วหละ

    เดือนลงมาจากเขากะจะไปพักที่โรงแรมที่อาโอโฮริ (ทางไปโยโรเคโคคุ) แต่เนื่องจากไปเห็นป้ายเรียวคัง (สถานที่พักแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น) อยู่ใกล้ ๆ โนกิริยามะ ว่างอยู่ ราคาแพงกว่านิดหน่อย แต่ก้อเอาหละ เพื่อบรรยากาศแบบญี่ปุ่น พักที่นี่ดีกว่าพักโรงแรมมันยังไง ๆ อยู่
    ตกลงว่าคืนนั้นเราก้อพักที่เรียวคังที่ดูเป็นญี่ปุ่น ๆ แล้วก้อลองเข้าไปมั่ว ๆ อนเซ็นกับเขาด้วยหละ (มั่วมาก ๆ เลยหละ)
    มันมีห้องซาวน่าอยู่ ก้อเลยลองของเดินเข้าไปแล้วก้อ อ๊าก..........
    คือมันตั้งเตาซึ่งมีขนาดใหญ่เท่ากับคูณห้าของขนาดคุณเตาที่ใช้ย่างคุณหมูเวลาไปกินยากินิคุ(เนื้อย่าง) ไว้ตรงหน้า จ๊ะนี่มันจะย่างสดเราเหรอเนี่ย
    ลองนั่งลงไปก้อไม่สามารถเพราะเก้าอี้มันร้อน พื้นก้อร้อนยืนนานไม่ได้ ต้องเต้นไปเต้นมา
    สรุปว่าก้อไปเต้นในซาวน่าได้ยี่สิบวินาทีแล้วก้อเดินออกมา
    หลังเข้าไปมีคุณน้องน่าจะประมาณเด็กประถม เข้าไปบ้างเข้าไปแล้วก้อออก เข้าไปแล้วก้อออก สองสามรอบ แล้วก้อร้องว่า "เป็นไปไม่ได้หรอกครับป๋า"
    แต่คุณป๋าของคุณน้องผู้นั้นก้อสามารถเข้าไปได้นานมากอย่างน่าทึ่งทีเดียว

    คนญี่ปุ่นเนี่ยจะว่าไปแล้วก้อมีความอดทนสูงจนน่ากลัวทีเดียวนะ
    ที่หอจะมีคุณแม่บ้านแถวนี้มาสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับกระเหรี่ยงอย่างพวกเรา
    แล้วก็จะพาน้อง ๆ มาเที่ยวเล่นที่หอด้วย
    คุณน้องบางคนก็เลือกที่จะใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือที่ห้องอ่านหนังสือ
    ไม่อยากจะเชื่อเลยคุณน้องประถมสามารถมีสมาธิกับหนังสือศัพท์ภาษาอังกฤษนานมาก (แน่นอนนานกว่าที่ต้นมีสมาธิกับหนังสือศัพท์ภาษาอังกฤษตอนอายุเท่าคุณน้องหลายร้อยเท่าพันทวี)
    จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ คุณพ่อพาเข้าห้องสมุดประชาชนประจำจังหวัด แล้วก็อ่านหนังสือการ์ตูนได้ประมาณสิบห้านาที แล้วก็อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแล้วไม่มีสมาธิ
    เป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว อาจจะเป็นเรื่องที่คนไทยกับคนญี่ปุ่นต่างกันก้อได้นะ
    เราไม่มีสมาธิมากขนาดนั้น ก็เลยอาจจะไม่สามารถลงลึกในเรื่องต่าง ๆ ได้มากเท่ากับคนญี่ปุ่น
    แต่ก็นั่นแหละ เพราะว่าคนญี่ปุ่นเป็นพวกอนุรักษ์นิยม เขาก็เลยไม่สามารถที่จะทำอะไรกว้าง ๆ ได้เท่ากับคนไทย
    (เป็นสมมติฐาน ที่ยังไม่ได้ผ่านการทดลองนะครับผม)

    วันรุ่งขึ้นเราก้อมีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อย เนื่องจากโยโรเคโคคุ ทั้งไกล แพง และดูเหมือนว่าจะเหนื่อย
    ก็เลยเปลี่ยนแผนนั่งเฟอร์รี่ข้ามมาที่เมืองมิอุระ
    เหมือนว่ามันจะอยู่ในโตเกียวนะ แต่มันก็ดูไม่เหมือนโตเกียวเลย
    คือที่นี่บรรยากาศมันจะดูชิว ๆ กว่า และแน่นอนไม่มีคน
    หลังจากนั้นก้อไปเที่ยวใต้สุดของโตเกียว ชื่อเกาะอะไรไม่รู้จำไม่ได้แล้ว
    ไปเดินเล่นบนเกาะ ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นชายหาดแต่ว่าเป็นโขดหิน เหมือนสิมิลัน (แต่คนญี่ปุ่นก็ประพฤติต่อมันเฉกเช่นเดียวกับมันเป็นชายหาด เนื่องจากญี่ปุ่นไม่ค่อยมีชายหาด)
    เดิน ๆ ไปเนี่ย บรรยากาศเหมือนเป็นจอมยุทธในหนังจีนเลย มีแบบโขดหินเยอะ ๆ มีคุณเหยี่ยวบินไปบินมา แล้วก็มีป่าไม้ไผ่

    สุดท้ายแล้วก็กลับหอด้วยความลากเลือดในที่สุด

    แปะเพลงก่อนจบครับ

    อ้อ ก่อนจบ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะเข้ามาอ่านรึเปล่า แต่ว่า
    ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้เราสอบได้นะคร้าบบบบบบบ

    Thank you Fernando san for many advise on Linear Algebra and Computer Graphics.
    ขอบคุณ แน็ค สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับ Genome informatic
    ขอบคุณ พี่เป็ด พี่แผ่น พี่มิ้ว สำหรับ คำแนะนำเรื่องโจทย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ Linear Algebra, Analysis, Calculus, Differential Equation
    ขอบคุณ รพี ที่ช่วยติวคอมพิวเตอร์ กราฟฟิกให้
    小島さん、ロジクの事を教えて本当にありがとごさいました。
    松本さん、いろいろな事を教えてたとえば Algorithm, Linear Algebra, Differential Equation, Statistic, Discrete Mathematic, 日本の生活、試験のし方。
    พี่บุ๋ม พี่โจ้ สำหรับการวางแผนเตรียมตัวสอบ ขอบคุณพี่บุ๋มมาก ๆ เรื่องเฉลยข้อสอบเก่าครับ และขอบคุณพี่โจ้มาก ๆ เรื่อง Study Plan ครับ
    今井先生、私の試験の事を心配させて、もしわけごさいません。インタビュウのことを教えになって、どもありがとございました。今から、よくがんばります。お願いいたします。

    สุดท้ายแล้วขอขอบคุณ กำลังใจทั้งจากครอบครัว จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่หอ ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ ต้องขอพึ่งพาอีกเยอะมาก ๆ เลยครับ

    เพลงจากสยามโซนครับ

     

    ชื่อเพลง ::คนแปลกหน้า

    ศิลปิน ::Portrait

    อัลบั้ม ::คนแปลกหน้า

    .:: เนื้อเพลง ::.

    น้อยลง ความรู้สึกดีๆดูน้อยลง
    ทุกที ไม่รู้ว่าเหลือเท่าไหร่
    น้อยใจ ต่อให้พยายามสักแค่ไหน
    แต่ดูเหมือนว่าความเข้าใจก็ยิ่งน้อยลง ไป
    * มีอะไรอยู่ในใจเธอ ไม่รู้
    สิ่งใดที่เธอนั้นคิดอยู่
    สายตาเธอเหมือนไม่รู้จักกัน แล้ว
    ** เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอแกล้งทำ
    ฉันเป็นคนแปลกหน้าของเธอเมื่อไหร่ ช่วยบอกให้เข้าใจ
    เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอลืมไป
    เธอลืมไปแล้วว่าเรารักกัน ใช่ไหม
    คนแปลกหน้าคนนี้ ยังรักเธออยู่ จำไว้
    (เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอแกล้งทำ ฉันเป็นคนแปลกหน้าของเธอเมื่อไหร่)
    เธอจึงไม่สนใจ เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอลืมไป
    เธอลืมไปแล้วว่าเรารักกัน ใช่ไหม
    คนแปลกหน้าคนนี้ ยังรักเธออยู่ จำไว้
    น้อยลง ความรู้สึกดีๆดูน้อยลง
    ทุกที ไม่รู้ว่าเหลือเท่าไหร่

    August 13

    A week to go.....

     

    ทำไมเราชิวได้ขนาดนี้เนี่ย

    ได้ข่าวว่าจะสอบอาทิตย์หน้าอยู่แล้ว
    วันนี้ยังมานั่งเขียน(ไม่ใช่สิ) พิมพ์บล๊อกได้อีก
    ไม่รู้จะมีใครเคยเป็นรึเปล่า เวลาอ่านหนังสือไปพักนึงแล้วจะเกิดอาการช๊อตแปลก ๆ
    ประมาณว่าคิดอะไรไม่ออกอ่านอะไรไม่เข้าหัว
    เมื่อวานมันเกิดตอนทุ่มกว่า ๆ หละ
    ก็เลยไปกินข้าว แล้วก็ปวดหัวเข้านอนเลย ตื่นมาอีกทีตีสี่ครึ่ง
    แต่ตอนตีสี่ครึ่ง พี่วิน พี่บอล และ เพื่อนชาวเกาหลีสองท่าน ก็ยังอ่านหนังสือกันอย่างขมักเขม้นกันอยู่เลย
    คิดแล้วอาการเหนื่อยก้อกลับมาทันที :):):):):):)

    วันนี้ก็คงจะอัพไม่ยาวหรอก เพราะว่าตอนนี้รอไปรษณีย์เปิด จะไปถอนเงิน
    บริษัทไปรษณีย์ญี่ปุ่น เขาจะรับฝากเงินเหมือนธนาคารด้วย ที่สำคัญ ไปรษณีย์ของที่นี่ยังเป็นธนาคารที่มีเงินฝากมากที่สุดของญี่ปุ่นทีเดียวหละ และเราก็ถูกบังคับให้ฝากเงินกับธนาคารนี้หละ เพราะว่าเงินเดือนของเราจะโอนผ่านธนาคารนี้ ธนาคารไปรษณีย์ ตู้เอทีเอ็มมันจะเปิดเจ็ดโมงเช้าหละ และตอนนี้ถ้าไม่ไปหาตู้เอทีเอ็มเราจะกินข้าวไม่ได้เพราะไม่มีตังค์ (หวังว่ามันจะเปิดเจ็ดโมงเช้าจริง ๆ นะจ๊อจ)

    ช่วงนี้มีได้อ่านหนังสือปรัชญาการเมืองชื่อ โพสต์โมเดิร์น เห็นรัดจิสนใจเรื่องนี้อยู่พักนึง
    มันมืออยากจะเขียนอะไรเกี่ยวกับมันอยู่บ้างเหมือนกัน
    แต่ไม่ใช่เวลานี้ เอาเป็นบล๊อกเอ็นทรี่เร็ว ๆ นี้ละกันนะ
    ถามว่าชอบไหม ไม่ค่อยชอบมาก
    ทำไมแทนที่เราจะเอาทุกอย่างออก เพื่อจะได้ใส่ของใหม่เข้าไป
    ทำไมเราไม่ใส่ของใหม่เข้าไปก่อน แล้วพยายามผสมผสานเพื่อหาสิ่งที่ดีขึ้น (เฮเกล)
    แทนที่เราจะปิดตัวจากทุกอย่าง ทั้งของใหม่และของเก่า แล้วทำตามใจตัวเอง
    ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ทุกคนจะทำตามใจตัวเองแล้วเราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้
    ความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด ในขณะที่ทรัพยากรมีจำกัด
    แล้วเอาจริง ๆ โพสต์โมเดิร์นมันก็ไม่ได้เหมือนพุทธศาสนาซะทีเดียว เหมือนอย่างที่ตัวนิชเช่เขียนเอาไว้ในหนังสือของเขา
    เพราะ เรารู้สึกว่าโพสต์โมเดิร์นมันคือการรื้อทุกอย่าง เพื่อทำตามใจตัวเอง เพื่อคิดอะไรที่เป็นปัจเจกชน ปัจเจกบุคคล
    แต่ พุทธศาสนาให้เรารื้อทุกอย่าง รวมทั้งความเป็นตัวตน ความเป็นตัวผมของผม ด้วย และใช้ชีวิตอยู่ด้วยการละกิเลส ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นไปตามกิเลส เมื่อทุกคนไม่มีกิเลสไม่มีความอยาก เราถึงจะมีชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้
    แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายแล้ว โพสต์โมเดิร์นก็อาจจะมีหลายสาย อาจจะมีสายที่เรายังไม่ได้ศึกษา และ อาจจะทำให้เราเห็นด้วยก็ได้นะ

    เอาหละ เรารู้ว่าคนอ่านเริ่มจะเบื่อที่เราเริ่มพูดเรื่องปรัชญา ที่จริง ๆ แล้ว เราก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมันนักหรอก
    เราชอบศึกษาปรัชญานะ เพราะเราสงสัยสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ว่าเป็นยังไงมายังไง มีคนคิดมายังไง คนที่อยู่ในบริบทที่ต่างกันกับเราเขาคิดขึ้นมาได้ยังไง
    แล้วก็มักจะสงสัยมาก ๆ ว่านักปรัชญาหลายท่าน (รวมทั้งนิชเช่ด้วย) มักจะไม่สนใจจะศึกษาด้านอื่น ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ หรือ เอาจริง ๆ บางคนก็ไม่ได้ศึกษาสังคมศาสตร์อย่างลึกซึ้ง
    บ้างก็ว่าไม่มีความสำคัญต่อชีวิตเป็นแค่เครื่องหลอกลวง
    บ้างก็ว่าไม่ใช่หน้าที่ของนักปรัชญาเป็นหน้าที่ของคนอื่นทำไมเขาจะต้องมีศึกษาเรื่องพวกนี้อย่างลึกซึ้งด้วย
    ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่เคยศึกษาอย่างละเอียดว่าเอาจริง ๆ แล้วถ้าเราตามศาสตร์พวกนี้ไปเรื่อย ๆ อาจจะพบสิ่งที่ลึกซึ่งสิ่งที่เป็นแนวคิดของคนอีกกลุ่มหนึ่ง และ อาจจะทำให้ได้ปรัชญา แนวคิดใหม่ ๆ ที่แปลกไปก็ได้
    ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพยายามแยกปรัชญาออกจาก วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ หรือ สังคมศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว คนที่เป็นนักปรัชญาในฐานะศาสตร์ที่เป็นพ่อของสิ่งเหล่านี้ก็ควรจะมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้อย่างแจ่มแจ้ง
    แต่น่าแปลกใจที่นักปรัชญาหลายคนมักจะเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านั้น โดยอ้างว่าไม่ใช่หน้าที่
    จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้มันยากเกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าใจรึเปล่า

    ปกติแล้วบล๊อกเราจะมีเรื่องการเมืองมาใส่ไว้ในทุกบล๊อกเพราะว่าสนใจติดตามการเมืองมาตั้งแต่ยังเด็ก
    แต่ช่วงนี้ขอยอมรับเลยว่าตั้งแต่ติดตามข่าวเรื่องการชุมนุมที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์แล้ว ก็ไม่ได้ติดตามการเมืองต่อเลย จะอ้างว่ายุ่งกับการสอบเข้าก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะเวลาส่วนตัวก็มีมาก
    แต่ยังไงดีหละ การเมืองช่วงนี้สำหรับหลาย ๆ คนมันไม่สนุกเท่ากับตอน "ทักษิณออกไป"
    บรรยากาศมันดูอึมครึมแล้วก็ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ใครเป็นพวกใคร ใครหนุนหลังใคร
    ถ้าเทียบกับเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งการเมืองดูเหมือนจะเป็นหนังฮีโร่ที่มีพระเอกรูปร่างอ้วนตุ้ยใส่แว่นขี่ม้าขาวผอมโซ แล้วการเมืองตอนนี้ก็คงเป็นหนังเจ้าพ่อหักเหลี่ยมเฉือนคม ปัญหาก็คือเวลาที่ดูหนังเจ้าพ่อก็มักจะมีคนที่ตามหนังทัน เพราะว่าฉลาดพอ แต่การเมืองตอนนี้หลักจากที่เรามาอยู่ญี่ปุ่นแล้วก็ได้รับข่าวสารน้อยลงกว่าแต่ก่อน
    ก็ชักจะเริ่มตามหนังไม่ทันแล้วหละ (จริง ๆ ก็ตามไม่ทันมาตั้งนานแล้ว) แล้วก็คิดว่าคนหลาย ๆ คนก็ตามไม่ทันเหมือนเรา พอตามไม่ทันมันก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย
    ซึ่งความน่าเบื่อหน่ายนี่แหละ อันตรายต่อการเมืองไทยมาก ๆ เลย ถ้าคนไทยไม่สนใจการเมืองมันก็จะนำมาสู่ผลเสียอะไรหลาย ๆ อย่าง

    คงจะพูดบ่อยแล้วหละ แต่ว่าก็อยากจะพูดอีกรอบว่า
    ไม่อยากให้ใครเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยหวังผลชนะ แพ้
    สำหรับเราแล้วการเมืองไม่ใช่เรื่องของอำนาจ(จริง ๆ แล้วก็ใช่แหละ เอาเป็นว่าไม่ใช่ประเด็นหลักละกัน)
    ประเด็นหลักคือการที่เราจะทำประโยชน์ให้กับคนอื่นยังไงแค่ไหนต่างหาก
    อยากให้คนที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นม๊อบกู้ชาติ ม๊อบต่อต้านกบฏ กลุ่มนายทุน กลุ่มคนมีสี คิดเรื่องพวกนี้บ้างจัง
    เพราะถ้าคิดถึงเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา สุดท้ายแล้วทุกคนจะคุยกันได้ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่ต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มันก็จะไปหาเป้าหมายที่ดีเดียวกันได้
    เราไม่รู้ข้อเท็จจริงเป็นยังไงนะ แต่สำหรับกรณีที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ ถ้าทั้งทหารตำรวจ รวมทั้งกลุ่มม๊อบ ทั้งคู่ต่างคิดถึงคนอื่น คิดถึงประชาชน มากกว่าเรื่องชนะหรือแพ้ เหตุการณ์นั้นคงไม่เกิด
    แต่เรากลับคิดว่า เราต้องประท้วงเพื่อชัยชนะของประชาธิปไตย(นปก.) เราต้องประท้วงเพื่อชัยชนะของการขับไล่คนโกงชาติคนขายชาติ (ม๊อบกู้ชาติ)
    เป็นอย่างงั้นไปปัญหามันก็ไม่จบ ไม่หยุดไม่หย่อนซะที
    เวลาคนในพันธ์ทิพย์ หรือ คนในเว็บบอร์ดอะไรก็แล้วแต่อภิปราย (ใช้คำว่าเถียงแล้วลบทิ้ง) กันเรื่องการเมืองก็ด้วย
    ก็ต้องถามว่าสุดท้ายแล้ว เถียงไปเพราะต้องการให้เกิดประโยชน์อะไร
    เพื่อให้เกิดชัยชนะ และทำให้คนที่อภิปรายแพ้เห็นดีเห็นงามด้วย
    เพื่อความสะใจ ที่ในที่สุดก็มีชัยชนะทางด้านการเมืองเหนือคนอื่นแม้จะเป็นในเว็บบอร์ด
    เพื่อให้คนที่ยังไม่ตัดสินใจมาเข้าพวกตน เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ
    หรือเพื่อหาข้อสรุปที่ดี กว่าเพื่อนำไปสู่ข้อมูลที่ดีกว่า ที่สามารถจะทำให้คนทุกคนที่ต้องการจะทำเพื่อคนอื่นผ่านทางการเมืองมีทางออกที่ดี ที่นำไปสู่สภาวะอันดีของสังคมผ่านทางการเมือง
    อยากให้ทุกคนได้คิดถึงตรงนี้กันด้วยนะครับผม

    เอาหละจะสอบวันจันทร์และอังคารหน้าแล้วครับ

    สถานะตอนนี้ (ลงเทคนิค)

    - Compiler + OS + Computer Architecture => อ่านจบแล้วแต่ก็ยังจำได้ไม่หมด ข้อสอบถามจี้ละเอียดมาก เช่นมีปีนึงถามว่า จงอธิบายวิธีทำ Memory Protection การทำ Memory Protection สัมพันธ์กับ Access Control List Capability List อย่างไร มีอีกปีนึงถามว่า Monitor (ที่ไม่ใช่จอภาพ) สำคัญอย่างไรและเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา Deadlock อย่างไร ซึ่งพวกนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้เรียนมาเพราะมันละเอียดเกินไปอาจารย์ไม่ได้สอนหงะ
    ส่วนคอมไพเลอร์เนี่ยมาเรียนใหม่หมดที่นี่ แล้วก็พบว่ามันช่างรายละเอียดเยอะมาก อัลกอริทึมเป็นร้อยต้องจำให้ได้ทั้งหมด เพราะมีปีนึงข้อสอบถามว่า จงอธิบายอัลกอริทึมการสร้าง Intermediate Code ในคอมพิวเตอร์แบบ RISC หละ ฮ่วย......

    - Linear Algebra + Analysis + Prob. + Stat. => Linear Algebra หลังจากอุทิศตัวให้มันนั่งคิดโจทย์ไปสี่วันก็รู้สึกท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นละ ส่วนอันอื่นก็คงถู ๆ ไถ ๆ ไป แต่กลัวลนจนคิดเลขผิดจังเลย
    ปล. อยากเสนอให้เอาลีเนียร์แอลจีบรา กลับมาในหลักสูตรจัง เพราะมันสำคัญสำหรับคนที่ทำงานวิจัยด้านซีจี และ โรบอตมาก (ตอนทำโรบอต รู้เลยว่ามันเป็นปัญหาจริง ๆ ภาคคอมอ่านหนังสือคอนโทรลไม่ค่อยออกเพราะว่าไม่มีตัวนี้แหละ) โจทย์ที่ออกมันถึกหละ คิดไม่เคยทันเลย หลายข้อขนาดคิดออกแล้ว เขียนพิสูจน์ 2 หน้า

    - CG + Logic => อื่ม วิชาหน้าใหม่ไม่เคยเรียนมา Logic เนี่ยได้โคจิม่าซัง (รุ่นพี่ที่แล็บ) มาติวให้แล้วหละ แต่ก็ต้องอ่านเพิ่มอีกเยอะทีเดียว CG ก็ได้ความกรุณาของรพีมาติวให้แล้วหละ ตอนนี้ก็ต้องเน้นสองวิชานี้เป็นหลักหละ หวังเก็บให้ได้..............

    - Algorithm + Data Structure + Discrete Structure + Formal Language and Automaton พวกนี้ยังไงก็ต้องเก็บคะแนนจากพวกนี้ให้ได้อะ หวังให้เป็นวิชาชูโรง แต่บางปีออกยากคิดไม่ออก คิดไปไม่รู้ครอบคลุมทุกเคสรึเปล่าก็มี

    - Digital Logic Circuit เป็นวิชาเดียวที่คิดว่าเด็กกระเหรี่ยงอย่างเรามีความรู้มากกว่าคนญี่ปุ่น (ก็แหงหละ แกจบคอมเอ็นมาสอบคอมซายน์นี่นา ) รู้สึกว่าข้อนี้มักจะทำได้เสมอแม้ว่าบางปีต้องใช้แรงไปหน่อย

    - Computer Network + AI + Genome Informatics + Programming Methodology + Programming Language Principle + Numerical Method + Distributed System + Computer Security วิชาพวกนี้ไม่มาทุกปีอะ แต่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา คงไม่มีแรงเก็บอะหมดแรง 

    แปะเพลงแล้วไปมหาลัยดีกว่า

    เห็นในบล๊อกพี่บิ๊กเลยขอหยิบมาใช้มั่ง

     

    Utada Hikaru - Boku wa kuma
    Title : Boku wa kuma

    Artist : Utada Hikaru

    Boku wa kuma kuma kuma kuma
    Kuruma ja nai yo kuma kuma kuma
    Arukenai kedo odoreru yo
    Shaberenai kedo utaeru yo
    Boku wa kuma kuma kuma kuma

    Boku wa kuma kuma kuma kuma
    Kenka wa yada yo kuma kuma kuma
    Raibaru wa ebi Furai da yo
    Sensei wa kitto Chokore-to
    Boku wa kuma kuma kuma kuma

    Bonjour! Je m' appelle kuma.
    Comment ca va?

    Boku wa kuma kuma kuma kuma
    Fuyu wa nemui yo kuma kuma kuma
    Yoru wa "oyasumi, makura-san"
    Asa wa "ohayou, makura-san"
    Boku wa kuma kuma kuma kuma

    Yoru wa "oyasumi, makura-san"
    Asa wa "ohayou, makura-san"
    Boku wa kuma kuku kuma
    Mama kuma kuma