Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

Blog


    August 27

    Freshy Man

    ก่อนจะลืม

    ขอบคุณ พี่เอ็ก น้องนิว ฝ้าย รัดจิ บอย เต้ และ หมู

    อ่า ถึงรัดจิ เราก็บ่นไปงั้น ๆ แหละ

    ไม่รู้ใครเป็นแบบเดียวกันบ้างเปล่า

    แต่เวลาเขียนบล็อกถ้าเขียนอะไรสร้างสรรค์ ๆ นี่

    มันจะเขียนไม่ค่อยออก

    ต้องเขียนแบบ

    ด่าคนนู้นที จิกคนนี้ที ว่าคนนั้นที

    แล้วมันจะเขียนเพลินไม่รู้จบ ประมาณว่าหาที่จบไม่ได้

    เป็นความบันเทิงส่วนตัวที่คนที่ถูกด่า ถูกจิก ถูกว่า มักจะไม่ค่อยบันเทิงด้วยเท่าไรแฮะ -_-“

     

    ถึงบอย เราว่าโปรเจ๊กบอยเนี่ย

    หรูหรา ฟู่ฟ่าอลังการงานสร้างสุดแล้ว

    โปรเจ๊กเราเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวผงธุลีของโปรเจ๊กบอยมากเลย

     

    สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่งความสดจริง ๆ

    เนื่องด้วยเพิ่งสอบวิชาเลือกที่วิดยาเสร็จ

    วันเสาร์ไปกินข้าวกับที่บ้าน

    กินข้าวเสร็จนอนอืด

    วันอาทิตย์ก็เอื่อยเฉื่อย

    แต่ว่า ๆ ๆ ๆ ๆ ตอนเย็นแน็ค[1] โทร.มาเร่งให้ทำการบ้านให้เสร็จ

    เพราะแน็คจะทำต่อ

    ก็เลยปั่นด้วยความง่วงนอนไปเรื่อย ๆ

    เราได้ทักษะ การเขียนโปรแกรมเสมือนจาก Robocup มาแล้วได้มาประยุกต์ใช้กับการบ้าน

    การเขียนโปรแกรมเสมือนหมายความว่า

    ทักษะอย่างหนึ่งที่ทุกอย่างเหมือนการเขียนโปรแกรมปกติทุกอย่าง

    เว้นแต่ว่าตาจะปิดบ้างเปิดบ้าง

    มือจะพิมพ์ถูกบ้างผิดบ้าง

    ผลผลิตจากการเขียนโปรแกรมเสมือนคือ

    โค้ดเน่า ๆ กลุ่มนึง

    ซึ่งจะใช้เวลาในการเขียนโปรแกรมมากกว่า 10 เท่าในช่วงการเขียนโปรแกรมเสมือน

    ในการทำให้มันใช้ได้เหมือนเดิม

    นั่นแหละที่ทำการบ้านส่งไปให้แน็คเนี่ย

    มันก้อทำด้วยการเขียนโปรแกรมเสมือนนั่นแหละ

    แล้วตอนนี้ก็กำลังเขียนบล็อกเสมือนอยู่ JJJJJ

    เขียนไปหลับไป

     

    เออวันจันทร์ก็ไปฟังว่าต้องกรอกใบสมัครอะไรบ้าง

    ฟังไม่รู้เรื่องเลยแฮะ

    มีแต่คนคอยแต่ถามเรื่องประเด็นย่อยที่เกี่ยวกับตัวเอง

    จนคนอธิบายไม่สามารถอธิบายประเด็นหลักที่ทุกคนควรรู้ได้

    เป็นเรื่องที่ทำให้ต้องคิดเลยนะ

    เมื่อสมัยเด็ก ๆ หรือตอนนี้ก็ช่าง

    ตอนที่อาจารย์สอนเสร็จ

    เวลาก็เหลือ

    แต่ว่าอาจารย์ก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะสอนอะไร

    อาจารย์ก็มักจะถามว่า

    มีใครต้องการจะถามอะไรไหมคะ

    แล้วพอไม่มีใครถาม (ซึ่งโดยมากก็เกิดจากการไม่รู้จะถามอะไรจิง ๆ)

    ก็จะบ่น ๆ ว่า

    เนี่ยนะเด็กไทยเราเป็นแบบนี้แหละ

    เลยแพ้เด็กฝรั่ง

    เด็กไทยเราเสียตรงนี้แหละ

    ไม่กล้าแสดงออก

    แล้วประเด็นที่จะยกมาพูดวันนี้ก็คือ

    ไม่มีความเป็นผู้นำ

    แต่ถ้าเกิดคนทุกคนกล้าแสดงออก กล้าเป็นผู้นำ โดยที่ไม่สามารถเป็นผู้ตามที่ดีได้เนี่ย

    ห้องเรียนก็จะล้มเหลว

    ล้มเหลวเหมือนกับการอธิบายการเขียนใบสมัครในทุนญี่ปุ่น

    ทุกคนก็จะพากันลากเรื่องที่เรียน

    ไปยังเรื่องที่ตัวเองสนใจ

    เพื่อจะได้เป็นผู้นำของทุกคน

    แล้วในที่สุดก็จะไม่มีประเด็นอะไรเลยที่ได้จากการเรียน

    คำถามที่มักจะติดอยู่ในใจเสมอ(เออ ฟังเพลงนี้อยู่พอดีเลยแฮะ)

    คือคนที่เป็นผู้นำ มักจะเป็นผู้ตามที่ดีไม่ได้จริงรึเปล่า

    ไม่รู้ว่าจริงเท็จเป็นยังไง

    แต่ที่เห็นก็เป็นอย่างงี้เยอะเหมือนกัน

    คือคนที่มีความเป็นผู้นำสูง ๆ เนี่ย

    มักจะหงุดหงิดหุดหิดเวลาที่ต้องมาตามก้นคนอื่น

    ยิ่งถ้าต้องมาตามก้นคนที่ความสามารถน้อยกว่าเนี่ย

    เขาจะหงุดหงิด ๆ แล้วก็โมโหไปเลย

    ผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรนะ

    แต่จากการสังเกตมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร

    ผมคิดว่าการเป็นผู้ตามที่ดีเนี่ยก็เป็นงานที่ยากมาก ๆ งานนึง

    คนบางคนเป็นผู้ตามไม่ได้เอาซะเลย

    แอบสังเกตคนประเภทนี้มักจะไม่ค่อยชอบเข้าห้องเรียน

    ผมว่าการเข้าห้องเรียนเนี่ยเป็นการฝึกทักษะการเป็นผู้ตามที่ดีมาก ๆ

    เพราะเราต้องเป็นผู้ตามของอาจารย์ผู้สอน

    เพื่อพัฒนาทักษะตามแบบฉบับของผู้สอนให้ได้

    คนบางคนเมื่อเจอผู้นำที่แย่กว่าตนก็เลือกที่จะเป็นผู้ตามที่แย่

    เลือกที่จะหลับหรือว่าจับกลุ่มคุยกัน

    การปฏิบัติตามกฎระเบียบก็เหมือนกัน

    ผู้ตามที่แย่มักจะปฏิบัติตามกฎระเบียบเฉพาะกฎที่ตัวเองชอบ หรือว่ามันตรงกับกฎของผมเท่านั้น

    และพยายามจะโจมตี หรือตั้งคำถามกับกฎที่ตัวเองไม่ชอบ

    หรือจะเสียประโยชน์เมื่อปฏิบัติ

    เขียนไปเนี่ยก็ดูตัวเองไปเรื่อย ๆ อยู่นะ

    ว่าตัวเองเป็นผู้ตามที่แย่รึเปล่า

    ได้คำตอบว่าเราเป็นผู้ตามที่แย่แฮะ

    คอยทำอะไรแหวกแถวผู้นำอยู่เรื่อย

    ผมมองว่าสังคมไทยปัจจุบันนี้

    ไม่ได้ขาดผู้นำอย่างที่ใคร ๆ เขาพูดกันหรอก

    สิ่งที่ขาดไปก็คือขาดผู้ตาม

    ทุกคนต่างพากันแย่งกันเด่น

    ทุกคนพยายามจะสร้างข้อสงสัยในผู้นำของตน (ไม่ได้หมายถึงระดับประเทศเท่านั้นนะ แต่หมายถึงระดับภูมิภาค ระดับองค์กร ระดับท้องถิ่น หรือ แม้แต่ระดับครอบครัว)

     

    อื้มฟังเรื่องใบสมัครเสร็จแล้วก็ไปหาที่เรียนญี่ปุ่น

    ยังหาไม่ได้แฮะ สรุปแล้วก็ไปเรียนญี่ปุ่นแถวเกษตร

    เหตุผลสำคัญก็คือ

    น้องเคยเรียน

    แล้วก็เลยเชื่อน้อง

    ตอนนี้ก็เรียนได้ 2 ครั้งแล้วหละ

    ก็ใช้ได้นะ

    ไม่รู้ว่าดีรึเปล่า

    เพราะไม่เคยเรียนที่อื่น เลยไม่มีอะไรเปรียบเทียบ

    วันพรุ่งนี้จะสอบภาษาญี่ปุ่นยังไม่รู้จะเอาอะไรไปสอบเลย

     

    หลังกลับมาบ้านก็นั่งปั่น Senior project proposal

    เจ๋งดีมะ

    เวลาจะส่ง Senior project proposal เนี่ย

    เขาต้องให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจจนอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นว่า proposal ผ่านแล้วส่งได้

    มันส่งวันพุธหละ

    แต่เราเริ่มทำคืนวันจันทร์

    แล้วก็ต้องเอาไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาวันอังคาร

    เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาติทุกอย่างให้เรียบร้อย

    แล้วก็เอาไปแก้ในคืนวันอังคาร

    แล้วก็แก้ให้เสร็จส่งในวันพุธ

    ซึ่งการทำเนี่ยเวลาน้อยแล้วยังกะแดะ

    ใช้ latex โดยที่ไม่เคยใช้มาก่อน

    ด้วยความคาดหวังว่ามันจะช่วยลดเวลาในการทำงาน

    ความจริงแล้วมันช่วยเพิ่มเวลาอย่างมากมายเลยแหละ

    เริ่มด้วยการที่ต้องใช้ภาษาไทย

    ซึ่งก็ติดตั้งยากบรม

    เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดมันก็ติดตั้งภาษาไทยไม่ได้

    แล้วมันก็ไม่มีที่ไหนเลยที่เปิดให้ load Version เก่า ๆ ที่ติดตั้งภาษาไทยได้

    เลยต้องไปขอความช่วยเหลือจากพี่เนย[2]

    ในที่สุดหลังจากลองอยู่นานก็เลยสามารถใช้ภาษาไทยได้ซะที

    แต่ว่าก็ยังไม่มี editor ตัวไหนสามารถเขียนภาษาไทยซะที

    มี 2 ตัวที่สามารถเขียนภาษาไทยได้อย่างยอดเยี่ยม (ยอดเยี่ยมมาก) นั่นก็คือ EditPlus กับ Notepad

    เลือกใช้ตัวที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าอย่าง EditPlus แหละ

     

    ในที่สุด Draft Proposal แบบสดสุด ๆ ก็ถึงมืออาจารย์อรรถสิทธิ์

    แต่ว่าก็ต้องโดดเรียนวิชาปรัชญาการเมืองด้วยแฮะ

    นั่งทำหัวโต (ก็โตอยู่แล้วหนิ)

    แต่ว่าขนาดเล่นกระดาษให้มัน ขอบ ซ้าย ขวา บน ล่าง เยอะ ๆ

    สมการเยอะ ๆ (สมการมันกินที่หนะ แต่ก็ใช้เวลาเหมือนกันเพื่อจะประดิษฐ์สมการให้มันได้รูปสวย ๆ)

    ยังได้ Proposal ที่บางเฉียบเมื่อเทียบกับเหล่าเซียน

    เพิ่งเห็นถึงความเหนื่อยของการทำโปรเจ็กท์คนเดียวก็ตอนนี้แหละ

    นอกจากจะเหงาไม่มีใครปรึกษา ไม่มีใครเร่งรัด นอกจากอาจารย์แล้ว

    ยังต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเป็น 2-3 เท่าอีกต่างหาก

    แม้ว่าจะไม่ต้องงอนใคร ทะเลาะกับใคร โดนใครด่าก็เหอะ

    เหงาจัง

    ไม่น่าเชื่อเลยเนาะ

    เราทำให้คนที่คิดถึงเรา และคนที่เราคิดถึงเสียใจพร้อม ๆ กัน

     

    ส่ง Draft เสร็จกลับที่บ้านหวังจะทำการบ้าน AI

    แต่ก็หลับไปตื่นมาทำอีกทีตอนตี 2

    แต่ว่าก็มีเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจเล็กน้อย ตอนตี 2 – ตี 3

    รู้สึกผิดจังเลย

    เหมือนเป็นตัวการที่ทำให้คนสองคนทะเลาะกัน

    อื่มเอาไงดี

    คือการที่จะคนจะทะเลาะเนี่ย

    ถ้าจะทะเลาะแล้วก็โกรธอยู่นานเนี่ย

    ก็แสดงว่าคนสองคนจะต้องสนิทต้องผูกพันกันพอสมควรเลยเนาะ JJJJJ

    การที่เราไปทะเลาะกับคนข้างถนน

    เพราะว่าดันไปเดินชนเนี่ย

    ก็คงไม่ทำให้เราโมโหมากมายเท่ากับการทะเลาะกับเพื่อนสนิท หรือ ว่าคนที่เรารักอย่างมากได้หละมั๊ง

    การที่คนสองคนทะเลาะกันเนี่ย (รวมทั้งทะเลาะกับเราด้วยเนี่ย)

    แล้วก็โกรธกันอย่างมากด้วย

    แสดงว่าคนสองคนต้องสนิทกันพอสมควร

    ก็เสียดายความสนิทนั้นหนะคับ

    ไม่อยากให้ทะเลาะกัน

    อยากให้คืนดีกันเร็ว ๆ หนะคับ

    จากการสังเกต

    คือคนที่สนิทกันมาก ยิ่งสนิทกันเท่าไรก็ยิ่งจะโกรธกันง่าย

    ยิ่งรักกันเท่าไร ยิ่งคาดหวังอยากให้คนที่เรารักทำอะไรให้เยอะ ๆ

    ต่างฝ่ายต่างคาดหวัง

    ลงท้ายด้วยความโกรธกัน

    ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าธรรมชาติจะสร้างความแปลกประหลาดบ้า ๆนี้มาให้กับมนุษย์

    พี่น้องก็เลยทะเลาะกันบ่อย ๆ

    คนเป็นแฟนกันก็เลยทะเลาะกันบ่อย ๆ อีกเหมือนกัน

    เฮ้อ

     

    พูดถึงเรื่องนี้เลยนึกขึ้นมาได้

    ต้องแก้ตัวหน่อย เป็นพิธี

    มีหลายคนชอบหาว่าเราขี้งอนหมายเลข 1

    จิงเหรอ

    ความจิงแล้วเนี่ยตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยงอนใครมาก่อนนะ

    หรือที่ไม่เคยงอนใครเพราะว่าไม่เคยจะสนิทกับใครนะ

    แล้วก็เพิ่งจะงอนไม่กี่ครั้งเอง

    อยากให้พวกคนที่ชอบคิดว่าเราขี้งอนเนี่ย

    มาเจอบรรยากาศเหตุการณ์ หรือได้มาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันบ้างจัง

    อยากจะรู้ว่าจะทนไม่ให้งอนได้ไหมอะ

    สถานการณ์บางอย่างมันไม่สามารถบรรยายได้เป็นคำพูดได้นะ

    ว่ามันเป็นยังไง

    แล้วคนแต่ละคนก็ Sensitive กับเรื่อง

    คนที่หาว่าเรางอนเนี่ย

    บางคนเจออะไรนิดหน่อยก็โวยวาย ๆ บ่น ๆ ๆ ๆ ๆ แล้ว

    แต่บางคนก็ยอมรับว่ามีความอดทนมาก

    แต่นั่นแหละ

    ความจิงแล้วก็ฟังเสียงส่วนใหญ่นะ (อย่าลืมเลือกผมนะคับ)

    ก็พยายามจะขี้งอนให้น้อยลงอยู่

    แม้ว่าจะแอบคิดว่าเสียงส่วนใหญ่เนี่ย

    เกิดจากการที่ขีดกั้นทางการเผยแพร่ความคิดมันต่ำ(ไม่ต้องตกใจ ๆ มันเป็นคำที่เพิ่งนึกขึ้นมาตะกี้)

    แนวความคิดมันก็เลยเผยแพร่ไปถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ได้ง่าย

      

    อ่านต่อในความคิดเห็นที่ 1 

    August 06

    se กับ sos

    โอ้

    คุณ Microsoft ครับ

    นอกจากที่คุณจะทำอันตรายต่อ blog ผม

    จนทำให้กระผมหุดหิดหัวใจทุกครั้งที่ใช้ blog แล้ว

    ยังมาทำอันตรายต่อ spaces ของกระผม

    เล่นเอาซะหน้าตากลายเป็นเป็ด

    กว่าจะทำให้หน้าตาเป็นแบบนี้ได้เนี่ย

    นั่งงงอยู่ตั้งนาน (เอ๊ะหรือเราโง่เองหว่า คนอื่นเขาปรับได้ง่าย ๆ )

    ถ้ามีปัญหามากนี่

    จะหนีไปใช้ blog ที่อื่นแล้วนะ

    (แล้วจะมีใครไปอ่านมั่งเนี่ย ขนาดมีดาว ๆ ยังไม่มีใครอ่านเลย)

     

    อาทิตย์ที่ผ่านมาก็โดนดูดเวลาไปกับ SE ซะเยอะ

    เนื่องจากอาทิตย์แล้วสอบ SE ไป

    ทำได้น้อยมาก ๆ เลยเกิดอาการคึก

    นัดทุกคนมาทำซะงั้น (ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยคิดอยากทำมาก่อน)

    จากนั้นก็ปราบดาภิเษกตัวเองขึ้นเป็น phase leader อีกด้วย (บ้าที่สุดเป็น phase leader งานที่อยากทำน้อยที่สุดเนี่ยนะ)

    จากความบ้าชั่ววูบวันนั้น

    ก็ทำให้ชีวิตดูเหนื๊อย เหนื่อย

    งาน SE Analysis Phase นี่

    แบ่งงานยากชะมัด

    กลุ่มก็ใหญ่

    งานมันไม่สามารถแบ่งเป็นหลาย ๆ ส่วนได้ด้วย

    ต้องทำต่อกันไปเรื่อย ๆ ตาม Flow

    ซึ่ง Flow ที่ว่าก็ต้องย้อนกลับมาที่เดิมบ่อยมาก

    แล้วกลุ่มมันก็ใหญ่มาก 9 คน

    ที่มีพื้นฐานมีสไตล์การทำงานที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว

    บางคนชอบทำงานเร็ว ๆ พอทำงานกับเราแล้วเขาก็จะหุดหิดหงุดหงิดหัวใจ

    ทำไมแกถึงเชื่องช้าจังฟะ ๆ ๆ ๆ ๆ รีบ ๆ ทำให้มันเสร็จเซ่ (เออถ้ามาอ่านจะบอกว่าทำไปเหอะไม่เป็นไรหรอก เจอที่โรบอทบ่อยแล้ว)

    บางคนชอบทำงานเนี๊ยบ ๆ พอทำงานกับเราแล้วก็กลายเป็นเราที่หงุดหงิดหุดหิด

    เราก็ขอโทษด้วยน้า เผลอหงุดหงิดหุดหิดใส่ป๊อกไป 2-3 ที

    แต่งานป๊อกนี่เนี๊ยบมาก ๆ เลยแบบไม่มีอะไรผิด

    ด้วยความที่กลุ่มมันใหญ่ด้วย step ที่ต่างกันสุด ๆ

    จะบอกว่าเวลาประชุมนี่แอบมึนมากเลย

    ใครพูดเรื่องอะไรนะลืมไปแล้ว

    เอาเป็นว่าสุดท้ายงานไม่เสร็จ

    กลับบ้านดึก 3 ทุ่ม 2 วันรวด (แต่ปกติทำงานโรบอทกลับบ้าน 3 ทุ่มเนี่ย คงโดนพี่ช้างกระซวกถึงไส้)

    แต่ในที่สุด.............ก็มีส่ง

    โดนติไม่เยอะเท่าไหร่แฮะส่วนใหญ่ก็เป็นเหตุผลมาจากความขี้ลืมของเราเอง

    เขียนไว้กันลืมอีกทีว่า

    ลืมเขียนไปว่าจะ Train ยังไง ลืมทำงบประมาณชี้แจงให้อาจารย์ดู แค่นี้แหละมั๊ง

    โดนตำหนิไปซะเยอะเลย

     

    อื่ม

    ถ้าเป็นเมื่อก่อนเนี่ยก็คงเขียนลงใน blog ว่า

    โดน ด่าไปซะเยอะเลย

    แต่ว่าพอทำโรบอทไปนาน ๆ เนี่ย

    ต้องลดระดับความเว่อร์ลงเล็กน้อย

    ไม่อย่างงั้นก็ไม่รู้จะเรียกไอ้ที่เจอในโรบอทว่าอะไร

    ว่าแต่การหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองโดนด่าเนี่ย

    เป็นงานที่น่าสนใจอย่างนึงเลยนะเนี่ย

    เช่นสมมติว่ามีโชว์ซักที่ซึ่งทำให้ต้อง set ระบบรวมเวลาแล้วก็ไม่เห็นจะเคยต่ำกว่า 5 ชั่วโมง
    (ถ้าเป็นโชว์ที่ไม่ต้องใช้แรงงานก็จะไม่ได้ข่าวไปเลยว่ามันมีเพราะคนอื่นก็ไม่รู้จะเชิญฉากไปทำไมเราเองก็ไม่ได้อยากเป็นฉาก
    JJJJJ)

    ถึงจะมีคนบอกว่ามันแค่ 3 ชั่วโมงก็เหอะ แต่รวมเวลาเตรียมของเวลาเดินทางมันก็เกิน 5 ชั่วโมงทุกที

    ถ้าไม่สนใจจะหาข่าวว่ามันมีเวลาที่เขาไปเซ็ตกันแล้วบังเอิญเดินไปเจ๊อะพี่ช้างพอดี

    ก็จะเจอพี่ช้างด่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ (อันนี้ด่าจิง ไม่ใช่ตำหนิ)

    จะบอกว่าเหล่าลูกรักของพี่เขาไม่เคยบอกเนี่ย

    ก็มีโอกาสจะโดนสวนหนักกว่าเดิม

    กรณีต่อมาถ้าเกิดได้ข่าวแล้วติดธุระจะไม่ไป (ทั้ง ๆ ที่ติดธุระจิง ๆ หนะนะ)

    ก็จะเจอแหวนน้อยใจ แล้วก็บ่น ๆ มุบมิบ ๆ ว่า แกก็ไม่เคยว่างอยู่แล้วหนิติดธุระทุกที

    กรณีถัดมาไปปรากฏตัวที่ห้องโรบอท

    แล้วก็ไปทำงานจับนู่นจับนี่

    ก็มักจะทำไม่ถูกโรค

    ไม่ซุ่มซ่ามทำอะไรพลาดแล้วโดนด่า (ก็คนมันเป็นซะอย่างงี้อะ ทุกครั้งที่จับที่แตะก็ตั้งสติสุด ๆ แล้วนะ)

    แล้วนอกจากซุ่มซ่ามแล้วเนี่ยก็มักจะไม่รู้ข้อมูลด้วยว่าไอ้นู่นไอ้นี่มันทำยังไง

    ก็ข้อมูลมันถูกกักอยู่ในผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชมรม

    เหล่าลูกรักจะได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้อย่างรวดเร็ว กระชับ ฉับไว

    แต่ลูกชังก็จะ............บอกมันไปทำไมวะ

    พอถามก็จะทำหน้ารำคาญ ๆ ไม่ก็ทำเป็นไม่ได้ยินคำถามซะงั้น

    พอเซ้าซี้มาก ๆ ก็จะโดนด่า (โดนด่าอีกแล้ว)

    กรณีสุดท้ายเข้าไปนั่งเฉย ๆ เป็นหุ่น

    ไม่ก็ไปนั่งหางานอื่นทำ

    ให้พอมีรูปร่างตัวตนปรากฏในห้อง

    ก็จะโดนคนด่าอีกอยู่ดีว่าทำไมไม่ช่วยเพื่อนทำ

     

    เฮ้ยเดี๋ยว

    ที่เล่านี่ตั้งใจให้เป็นเรื่องตลกนะ

    อย่าเข้าใจเจตนารมณ์ผิด

    แต่บางอย่างมันก็ทำให้รู้สึกแย่จิง ๆ แหละ

    เด๋วนี้พวกโรบอทคุยกันเนี่ย

    ก็ฟังไม่รู้เรื่องแล้วหละ

    ไม่รู้เรื่องงานอะไรเพิ่มเพราะไม่มีใครบอกอะไร

    แอบรู้สึกไปเองรึเปล่าว่าเวลาเข้าไปอยู่ในห้องโรบอทคนอื่นมันเหมือนจะทำงานไม่ได้เพราะงานที่ต้องทำมันต้องปิดบังอะไรอยู่ (แกสำคัญถึงขนาดต้องมีอะไรปิดบังเลยเหรอ)

    อาจารย์มานพพูดตอนนั้นว่า เหมือนเรากำลังพยายามผลักงานแล้วก็ไม่ยุ่งไม่รู้ไม่ชี้

    แต่ก็ไม่รู้จะทำไง

    เหล่าผู้บริหารระดับสูง และเหล่าลูกรักไม่ส่งข่าวมาทำอะไรไม่ได้เลย

     

    มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ เรื่องนึงที่หลาย ๆ คนมักจะพลอยเปลี่ยนให้เป็นเรื่องใหญ่ ๆ เสมอ

    อย่างเช่นเมื่อ 2 – 3 อาทิตย์เนี่ย

    ต้นรู้สึกเครียดมากอย่างบอกไม่ถูก

    คืออยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าสายตาของทุกคนที่มองมา

    มันดูเครียดแค้นเหมือนมีใครส่งจิตสังหารตลอดเวลา

    แบบเวลาเดินผ่านก็ไม่ค่อยมีใครมองที่ตา

    พยายามหลบหน้าเบี่ยงออกไปอีกทางนึง

    หรือแบบหลาย ๆ คนเวลาพูดด้วยก็เหมือนจะพยายามปิดบังอะไรอยู่

    ความจิงแล้วมันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้นะ

    รู้เปล่าว่าผมคิดมากไปถึงไหน

    แต่สุดท้ายได้ไปวัดอาทิตย์นั้นพอดี

    หลวงพ่อท่านก็บอกว่า

    คนที่ทำอะไรผิดเนี่ยจะระแวดระวังตลอดเวลาว่าจะมีคนโกรธ มีคนทำร้าย

    การที่รู้สึกหวาดกลัวแบบนี้เกิดจากการทำความชั่วเก็บไว้มาก ๆ

    เอ

    แล้วเราทำความชั่วอะไรหว่าถึงเอาแต่คิดแบบนี้

    ก็เลยนั่งคิดกับตัวเองว่าเราทำอะไรชั่ว ๆ บ้าง

    แต่ไป ๆ มา ๆ คิดไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่าความคิดที่อยากปกป้องตัวเองก็บอกว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย

    แล้วอยู่ดี ๆ ความคิดเรื่องจิตสังหารก็หายไปซะงั้น

    ตลกดี

     

    วันก่อนเถียงกับกีวี่อย่างรุนแรง

    เรื่องที่ว่าคอมพิวเตอร์แก้ปัญหาจากเป้าหมายระดับบน (งานที่ต้องทำ) ไปยังระดับล่าง (จะทำอย่างไร) หรือมากปัญหาจากเป้าหมายระดับล่างขึ้นไประดับบน

    ขอเรียกว่า Top – Down และ Bottom – up ละกัน

    ก็เราเคยอ่านหนังสือของคุณ Donald E. Knuth

    ชื่อหนังสือ The Art of Computer Programming

    เป็นหนังสือที่ มันมาก recommend

    แต่เรายังอ่านไม่จบเลยนะ

    อ่านแบบผ่านมาก ๆ ตรงไหนอ่านรู้เรื่องอ่าน

    ตรงไหนอ่านไม่รู้เรื่องดูถ้าเหมือนยาก

    ช่างมันอ่านข้าม

    เขาบอกว่า Model คอมพิวเตอร์ปัจจุบันซึ่งใช้แบบจำลองของ แวน ฮอยเก้น (เขียนยังไงหว่า) แก้ปัญหาจากข้างล่างขึ้นข้างบนแหละ

    แบบพยายามแก้ปัญหาเล็ก ๆ ก่อน

    แล้วค่อย ๆ ดูว่าปัญหาเล็ก ๆ เหล่านั้นจะรวมขึ้นเพื่อใช้แก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ยังไง

    เราจึงไม่สามารถจำลองคอมพิวเตอร์เป็นอะไรที่ Non-Deterministic ได้

    คำว่า Non-Deterministic หมายความว่าถ้า input มีค่าเป็นค่าหนึ่ง ๆ จะต้องได้ output เป็นค่าใดค่าหนึ่งเสมอรึเปล่า

    ซึ่งคอมพิวเตอร์เป็นแบบนั้น

    ลองคิดดูว่าถ้าคอมพิวเตอร์แก้ปัญหาแบบ Top – Down คอมพิวเตอร์จะสามารถ Generate หลาย input จาก output นึง

    เพราะจะมองเห็นว่าไปทางไหนได้บ้าง

    ด้วยเหตุนี้คนถึงมักจะไม่ค่อยสามารถเขียนสั่งงานคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เพราะเรามองสวนทางกัน

    คนนึงมองจากข้างบนแล้วก็บอกว่าตึกรามบ้านช่องข้างล่างสวยดี แล้วก็กลัวความสูงเลิกมองไป

    อีกคนนึงมองจากด้านล่าง แล้วตะโกนบอกคนข้างบนว่ารู้รึเปล่าว่าที่ข้างบนเห็นว่าสวยเนี่ย มีแต่ความน่ารังเกียจปะปนอยู่ ที่คนจากข้างบนมองลงมาก็จะไม่เห็น

    (แต่กีวี่เห็นว่าในเมื่อคอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมาจากคน มันก็ต้องมอง Top – Down แบบคน อืมก็อาจจะจิงก็ได้นะ)

    เออพูดแค่นี้แหละ

    Blog นี้เกิดขึ้นจากความเหน็ดเหนื่อยจากเรื่องเทคนิคลึก ๆ

    หันมาบ่นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมการเมือง

    ดีกว่า

     

    อาทิตย์นี้กะจะคุยเรื่อง project กะเขาบ้าง

    เพราะว่ามีคนถามเยอะ ก็ทำเรื่องเกี่ยวกับ Computer Arithmetic อยู่คับ

    Computer Arithmetic ก็เกี่ยวกับว่าเราจะแทนตัวเลขต่าง ๆ อย่างไร

    และจะหาวิธีการบวก การลบ การคูณ การหารจากการแทนตัวเลขเหล่านั้นได้อย่างไร

    อย่างเช่นว่า

    ปกติเนี่ยคอมพิวเตอร์มันจะแทนจำนวนต่าง ๆ ด้วยเลขฐาน 2 ใช่มะ

    แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่เอาแบบนั้น ลองแทนด้วยฐานรูท 2 ดู

    ก็น่าจะทำให้แทนเลขอตรรกยะได้ง่ายขึ้น

    หรือแทนด้วยฐาน -2i ก็อาจจะแทนเลขจำนวนเชิงซ้อนได้ดียิ่งขึ้น

    แล้วถ้าแทนด้วยฐาน Golden Ratio (รูท 5 บวก 1 หาร 2)

    อาจจะทำให้การบวกเลขทำได้เร็วขึ้นก็ได้นะ

    เรื่องที่คิดว่าจะทำเกี่ยวกับการหาวิธีแทนจำนวนเชิงซ้อนให้มีน้ำหนักน้อยที่สุด

    น้ำหนักน้อยสุดนี่หมายความว่ามีจำนวนเลขที่ไม่ใช่ศูนย์น้อยที่สุดเพราะว่าเวลาที่ใช้ในการคูณเลขเลขศูนย์จะไม่ทำให้การคูณช้าลง เพราะมันไม่จำเป็นต้องบวกอะไรเข้าไป

    ก็เป็นเรื่องทางด้านคณิตศาสตร์เต็ม ๆ เลย

     

    วันนี้เพิ่งสอบของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชไป

    แอบไปเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ไว้

    ทำไม่ค่อยได้เพราะอ่านไม่ค่อยทัน

    ผิดแผนเพราะมัวแต่ทำ se กะเอา robot ไปโชว์

    แต่ก็ไม่เกี่ยวมากหรอกเราขี้เกียจเองตะหาก

    วันนี้เขียนแค่นี้ละกัน

    สั้นกว่าทุกทีเพราะหิวข้าวแล้ว

    ขอบคุณ พี่เอ็ก น้องแชมป์ และเต้ ที่มาคอมเมนต์คับ

     

      แอน ธิติมา และ ปิงปอง ศิรศักดิ์

     

    เนื้อเพลง: ต่างคนต่างรู้
    อัลบั้ม: Full Moon Duet
    ดู เนื้อเพลง ทุกเพลงของ แอน ธิติมา และ ปิงปอง ศิรศักดิ์

    ช. ถ้าวันนั้น ฉันได้เอ่ยคำนี้ สิ่งดีๆ คงไม่จางหายไป
    ญ. ดอกไม้ก็คงจะหอม ท้องฟ้าคงยังสดใส ไม่เป็นไป เหมือนอย่างวันนี้
    ช. ถ้าวันนั้น บอกรักเธอให้หมดใจ กอดเธอไว้ สบตากันอีกสักที
    ญ. ชีวิตคงไม่มืดมน ต้องทนทุกข์อยู่อย่างนี้ คงจะมีฉันและเอ เดินเคียงข้างกัน

    พ. ต่างคนต่างรู้ ต่างคนต่างรัก กลับต้องพลัดพราก ทั้งที่ยังผูกพัน

    ญ. น้ำตาก็ยังคงเสียไป
    ช. หัวใจยังคงร้าวราน
    ญ ไม่รู้ว่านานแค่ไหน
    พ. ไม่รู้จะมีวันไหน ที่ใจจะลืม
    พ. อีกนานไหม ที่ลมจะพัดหวน ที่เธอจะหวนกลับมารักกันอีกที

    ญ. ถ้าวันนั้น บอกรักเธอให้หมดใจ
    ช. กอดเอาไว้ สบตากันอีกสักที
    ญ. ชีวิตคงไม่มืดมน
    ช. ต้องทนทุกข์อยู่อย่างนี้
    พ. คงจะมีฉันและเธอเดินเคียงข้างกัน

    พ. ต่างคนต่างรู้ ต่างคนต่างรัก กลับต้องพลัดพราก ทั้งที่ยังผูกพัน

    พ. ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ที่ใจจะลืม

    เพลงจาก www.siamzone.com ครับ