Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

Blog


    July 01

    คันจิ.......จุดเริ่มต้นของความรุนแรงในภูมิภาคเอเซียตะวันออก

    ขอบคุณน้องตั้ม, ป๊อก, รัดจิ, ฝ้าย, กวาง, พี่หมี และ พี่บิ๊ก สำหรับการคอมเมนต์นะครับ
    เอาหละหลังจากนี้ต่อไปจะไม่ปล่อยให้บล๊อกร้างนาน ๆ อีกละ
    (เป็นข้ออ้างจริง ๆ แล้วขี้เกียจตะหาก)
    จริง ๆ แล้วตอนนี้ต้องนั่งคัดอะไรซักอย่างที่มันเป็นชื่อของบล๊อกเอนทรี่นี้หละ
    ก้อคือคันจินั่นแหละ
    แต่มันก็เป็นเรื่องปกติของบล๊อกนี้ไปแล้ว
    ที่หัวข้อเรื่องกับเนื้อความในบล๊อกมักจะต่างกันโดยสิ้นเชิง
    (ความเพ้อเจ้อเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจซักกะหน่อย)

    จิง ๆ แล้วชีวิตตอนนี้จืดชืดไร้รสชาติสุด ๆ
    ไปเรียน นั่งอ่านญี่ปุ่น นั่งอ่านหนังสือสอบเข้าที่แล็บ ไปเที่ยว
    แต่อาทิตย์หน้าจะกลับไทยหละ
    หวังว่าจะมีเรื่องให้เราได้ออกจากเรื่องซ้ำ ๆ เดิม ๆ บ้าง ตอนที่กลับไปที่ไทยอาทิตย์หน้าเนอะ
    แต่จะว่าไปแล้ว
    เราก็เป็นคนที่ชอบอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ เหมือนกันเนอะ
    พี่วิน (พี่ที่หอ) เขาสังเกตแล้วก็บอกเราว่า..........เราเป็นคนชอบทำอะไรมีโปรแกรมแล้วก็ทำตามโปรแกรม
    ก็อาจจะจิงมากถึงจิงที่สุดแม้แต่เราเองก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นอย่างงั้นเหมือนกัน
    แต่ให้ทำตามโปรแกรมตอนนี้รู้สึกเบื่อ ๆ ไร้รสชาติแปลก ๆ
    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแฮะ สุดท้ายอำนาจเงินก็บังคับให้เรานั่งเรียนภาษาได้อย่างเริ่มมีความสุขแล้ว
    ก็ไม่คิดมาก่อนว่าจะสามารถเรียนภาษาได้เป็นเรื่องเป็นราวเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้
    แต่เป้าหมายสอบระดับสองปีนี้ก็คงยังอยู่ไกลอยู่ ยังไงก็จะพยายามหละ

    อยู่ทางนี้ไม่ได้ข่าวเพื่อน ๆ ที่ไทยเลย
    ไม่รู้ว่ากลับไทยคราวนี้โลกของเรา โลกของเพื่อน ๆ ยังเหมือนเดิมรึเปล่า
    3 เดือน จะบอกว่าแป๊ปเดียว ก็แป๊ปเดียว
    แต่จะบอกว่านานมันก็นานมากเลยนะ
    จะว่าไปแล้ว 3 เดือนเนี่ย
    ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในชีวิตเรามันก็ตั้ง 0.36 % แหนะ
    3 เดือนเนี่ย.......สามารถทำให้คนคุยกันรู้เรื่องกลายเป็นคนที่คุยกันไม่รู้เรื่อง
    สามารถทำให้ของดี ๆ กลายเป็นของแตกหักได้
    สามารถทำให้อะไร ๆ ที่ไม่น่าจะพังก็พังได้
    ทำให้คนธรรมดากลายเป็น Superman ก็ได้ 555
    เขียนถึงตรงนี้กลับไปคราวนี้อยากไปพูดขอโทษกับหลาย ๆ คนที่เราเคยทำผิดด้วยจัง
    แต่ก็อย่างว่าแหละ เราขอโทษรู้สึกผิด แต่ก็ไม่เคยพยายามจะแก้ไข ให้ไม่ต้องพูดขอโทษอีกครั้งซะที

    ไม่รู้อย่างไหนจะดีกว่ากันนะ
    คนสองคน คนนึงไม่เคยได้ยินคำว่าขอโทษหลุดออกมาจากปากเลย
    ไม่ว่าเขาจะทำอะไรเขาจะไม่พูดคำว่าขอโทษแต่จะพยายามแก้ไขจนได้ผลสำเร็จ การกระทำความผิดอันนั้นไม่ได้ส่งผลเสียหายอะไร
    กับอีกคนหนึ่งพูดขอโทษตลอดเวลา พยายามแก้แต่ด้วยความที่งี่เง่า ด้วยความที่กิเลสจัด มันก็แก้ไม่ได้ซักที
    เฮ้ย ไม่มีแก่นสารแล้วบล๊อกนี้ เขียนหลุดโลกไปเยอะ
    โอเคเราจะเขียนให้มีประเด็นแล้วนะ

    วันนี้ตั้งใจจะเขียนสามประเด็น (นี่ดู.......มุ่งมั่นแค่ไหนเพื่อที่จะทำให้บล๊อกมีสาระ)
    ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องที่ไปได้ยินได้ฟัง Podcast เรื่อง สอนนักศึกษาให้เป็นนักศึกษา
    http://www.thaimacdev.com/node/470
    ประเด็นที่พูดเกี่ยวกับการศึกษาคอมพิวเตอร์บ้านเราครับ
    แต่คนที่มาจากสาขาวิชาอื่นก็ฟังได้นะครับ
    มีประเด็นน่าสนใจหลายประเด็นทีเดียวครับ
    บรรยายโดยอ.อภิรักษ์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากรครับ (น่าคิดจริง ๆ ว่าเป็นคนเดียวกับคุณ WeeKeN รึเปล่าเนี่ย)
    ไม่อยากโพสในบอร์ดครับเพราะว่าเกรงใจทั้งสองฝ่าย เป็นเรื่องของอาจารย์ทะเลาะกับอาจารย์ครับ
    แต่สิ่งที่พูดลงใน Podcast เนี่ย สำหรับผมมันดูจะอุดมคติเกินไปครับ
    ที่ว่าอุดมคติเกินไปเพราะว่า เมื่อพิจารณาจากหลักสูตรที่ผมเพิ่งจบมาเนี่ย
    นักศึกษาก็ไม่มีเวลาว่างสำหรับทำจริงอะไรมากมายครับ
    เนื่องจากปัจจุบันคอมพิวเตอร์มันกว๊างกว้างแล้วก็กำลังกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
    จะให้มาทำจริงปฏิบัติจริงทุกวิชามันเป็นไปไม่ได้ครับ
    สิ่งที่ต้องทำคือทำให้สามารถมองภาพกว้าง ๆ แล้วไปเริ่มต้นในจุดที่ควรเริ่มครับ จุดที่เขาชอบที่สุด
    แต่สิ่งที่ทำให้ฉุนกึ๊กอย่างบอกไม่ถูกครับ
    คือการที่บอกว่าการศึกษาไม่สนองตลาดครับ
    แล้วก็หัวเราะเยาะมหาลัยตัวเองที่เลือกภาษา C และ C++ มาสอนครับ ประมาณว่า สอนทำไม สอนเพื่ออะไร
    เรียนไปก็ไม่เห็นใช้ ไม่เห็นตลาดเหรอ ตอนนี้เขาจาว่ากันนะ python กันนะ
    ผมฟังเรื่องทำนองนี้มาหลายสิบรอบ จากเพื่อนบ้างจากคนที่ทำงานแล้วบ้าง
    สิ่งที่ผมสงสัย เมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่ได้ฟัง Podcast อันดังกล่าวก็คือ
    ทำไมทุกคนต้องคิดให้ภาคการศึกษาปรับตามภาคการตลาด
    ทำไมไม่คิดให้ภาคการตลาด ปรับตามภาคการศึกษาซะบ้าง
    เมื่อสองฝ่ายไม่ตรงกัน
    ทุกคนเลือกที่จะโอ๋ภาคการตลาด และ ประณามภาคการศึกษา
    ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วภาคการศึกษาก็เดินรุดหน้า เพียงแต่เดินไปคนละทิศกับภาคการตลาด
    ทั้ง ๆ ที่ภาคการตลาดโดยเฉพาะในเมืองไทย
    คนที่จบคอมพิวเตอร์มันก็แค่กรรมกร ทำงานซ้ำ ๆ (เหมือนกับเครื่องถ่ายเอกสารที่อาจารย์บอกหละครับ เพียงแต่อาจจะเป็นเครื่องถ่ายเอกสารที่ฉลาดขึ้นมาอีกนิดแค่นั้นเอง)
    สนองนายทุนแค่ไม่กี่คน.........ก็แค่นั้น
    เอ๋ พิมพ์ถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าแรงไปหละ แล้วก็รู้สึกด้วยว่ายึดตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไปนิดนึง
    ไม่ลบนะครับ แต่ว่าถ้าทำให้เพื่อน ๆ โกรธ ต้องขอโทษเพื่อน ๆ มานะที่นี้ด้วยครับ (นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่เป็นการขอโทษที่ไม่ปรับปรุงตัวซะที เรื่องด่าชาวบ้านในบล๊อกเนี่ย)
    ในขณะที่ภาคการศึกษา
    โอเคไม่เถียง ธุรกิจเหมือนกัน
    แต่ความที่ต้องการจะทำอะไรให้โลกมันรุดหน้า ก็คงมากกว่าภาคธุรกิจนิดหน่อย
    มาถึงตอนนี้เพื่อน ๆ ก็คงเริ่มคิดแล้วหละว่า..........
    งั้นแกก้อเชิญ...........
    จนต่อไปทั้งชาติละกัน...................
    เออ เออ โอเคคร้าบ ก้อไม่ได้ว่าเพื่อน ๆ ที่ทำงานอยู่ในภาคธุรกิจหรอกนะ
    มันก็เป็นงานและมันก็เป็นโลกของความจริง
    แต่หงุดหงิดทุกครั้งที่ได้ยินคำว่าภาคการศึกษาไม่ตอบสนองธุรกิจหละครับ
    ลองนึกสภาพคนสองคน
    คนนึงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้มนุษยชาติมีความสุขสบาย
    ในขณะที่อีกคนนึงเน้นสร้างเงิน สร้างความร่ำรวย สนองนายทุน
    แต่ทุกคนกลับเลือกที่จะบอกไอ้คนแรก ว่า ไอ้โง่ หัดทำตามแบบไอ้คนที่สองซะมั่งจะได้รวย ๆ ซะที
    จะว่าไปแล้วมันก็น่าหดหู่เหมือนกันนะครับ ปกครองเผด็จการ แต่เศรษฐกิจเนี่ย ทุนนิยมอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้นทุกที ๆ

    โอเค เรื่องที่สอง หละครับ
    เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตที่นี่หละครับ
    มิตรภาพที่นี่ดีมาก ๆ เลยครับ พี่ ๆ ที่นี่ใจดีทุกคน (แต่แย่จังไม่มีรุ่นเราเลย.........มีแต่ลุง ๆ ป้า ๆ เพ่นพ่านเต็มหอไปหมด)
    แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่คนแข็งแบบเราจะต้องมีเรื่องให้ทุกคนหงุดหงิดหุดหิดอยู่เสมอ
    ด้วยความที่ตั้งใจว่าจะเป็นพวก Objective สุด ๆ คือจะไม่ฟังใครไม่เปลี่ยนเพราะใครในเรื่องที่ตัวเองเห็นว่าผิด
    อารมณ์ประมาณว่ายอมหัก ไม่ยอมงอ
    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่เมื่อใช้ชีวิตกับต้นไซโคมาก ๆ เข้าก็จะรู้สึกว่า
    "ทำไมหมอนี่มันเรื่องมากจังวุ้ย" ------"พี่"แน็ค
    เออจิง ๆ จะบอกว่าไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่โดนคอมเมนต์ว่าเรื่องมาก
    คือยังไงดี เราไม่ใช่ Perfectionist หละ
    คือไม่จำเป็นต้องทำทุกเรื่องให้มันสมบูรณ์แค่ทำให้มันถูกให้มันใช้งานได้ให้มันผ่านเกณฑ์ก็พอ

    แต่เรื่องที่ตั้งเกณฑ์เอาไว้ยังไงก็ไม่อยากผิด
    แล้วเผอิญว่าเป็นพวกชอบตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองเสมอ
    เอาเป็นว่าจะใช้ทฤษฎีบอลลูนของพี่แผ่นให้มากที่สุดละกันครับ
    คือจะไม่เอาบรรทัดฐานตัวเองไปใช้ตัดสินใคร
    จะใช้บรรทัดฐานของเราเพื่อตัดสินเราเท่านั้น
    ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้คนอื่นมาบังคับทำเรื่องนู่นเรื่องนี่ที่ไม่อยากทำ
    ก็ถ้าเผอิญต้องบังคับกัน แล้วเผอิญเผลอทำหน้ายักษ์(ยักษ์ที่น่ารักที่สุดในโลก...........)ใส่ก็อย่าว่ากันน้าคร้าบบบบบบบ
    แต่สุดท้ายแล้วผมก็เป็นผม
    ไม่ใช่ไม่เชื่อคนอื่น แต่ถ้าคนอื่นมาพยายามบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
    ก็จะไม่ทำ และไม่พอใจที่มาบังคับกัน

    อ่านถึงตรงนี้(มีคนอ่านถึงตรงนี้ด้วยเหยอ...........คน ๆ นั้นต้องมีความอดทนสูงจริง ๆ นะเนี่ย)ก็คงเริ่มคิดแล้วว่า มันจะตั้งชื่อหัวข้อให้เป็นอย่างงั้นทำไม ถ้าไม่ใช่เพื่อเรียกเรตติ้ง
    แน่นอนครับ จริง ๆ แล้วก็เพื่อเรียกเรตติ้งจริง ๆ นั่นแหละ เพราะเนื่องจากช่วงนี้คนที่ผ่านไปผ่านมาบล๊อกนี้ส่วนใหญ่กำลังสนใจภาษาญี่ปุ่นอยู่

    งั้นเราจะขอจบบล๊อกวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้หละกันนะครับ....................อย่าเพิ่งทำหน้าหงิกสิ

    แปะเพลง

    http://baifern.imeem.com/music/W2nrZD7V//

    เพลง กฎของแฟนเก่า.........ลิเดีย

     

    นั่งในร้านประจำของเรา ตั้งแต่เช้าถึงเย็นเฝ้ารอเธอ

    เผื่อเจอกันสักวัน ตรงที่นัดเจอกันทุกที

    มาวันนี้ก็ไปเหมือนเมื่อวาน ต่อให้ไม่เคยได้พบเธอ

    ได้ยินเสียงฟ้าร้องทุกๆ ที ก็ยังห่วงเธออยู่ดีหรือเปล่า

    ข้อความข้างในมือถือก็ยังคงเก็บไว้

    ได้ยินเพลงที่เธอนั้นชอบฟัง

    มันก็ยังคงคิดถึงทุกครั้งไป

    ต้องเตือนตัวเองซ้ำๆ ทำเอาไว้

    *อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ

    อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า

    ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา

    บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่าที่ต้องจำ

    จริงๆ แล้วฉันเองก็รู้ดี ในวันนี้อะไรที่ต้องจำ

    ก็คือต้องห้ามใจ ต้องยอมรับความจริงที่เป็นอยู่

    แต่ไม่รู้จะทำได้เมื่อไหร่ ก็ในเมื่อใจมีแค่เธอ

    ได้ยินเสียงฟ้าร้องทุกๆ ทีก็ยังห่วงเธออยู่ดีหรือเปล่า

    ข้อความข้างในมือถือก็ยังคงเก็บไว้

    ได้ยินเพลงที่เธอนั้นชอบฟัง

    มันก็ยังคงคิดถึงทุกครั้งไป

    ต้องเตือนตัวเองซ้ำๆ จำเอาไว้

    *อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ

    อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า

    ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา

    บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่าที่ต้องจำ

    *อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ

    อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า

    ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา

    บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่า

    *อย่าโทรไปรบกวนเธอ อย่าไปเจอให้กวนใจ

    อย่าทำตัววุ่นวาย อย่าคิดถึงเรื่องเก่า

    ต้องไม่ลืมว่าเป็นใคร เจ็บยังไงต้องทนเอา

    บอกตัวเองทุกเช้า กฏเกณฑ์ของแฟนเก่าที่ต้องจำ

    ต้องขอโทษด้วยนะครับ สำหรับคนที่กำลังหาที่คอมเมนต์เหมาะ ๆ เพราะว่าถูกบังคับมา
    เขียนดีกว่า (ไม่ค่อยมีความรู้นะครับ แต่ว่าก็อยากเขียนเรื่องที่คิดเพราะว่ามันเป็นบล๊อกของต้นนี่นา)
    ตอนนี้มาเริ่มเรียนภาษานั่งคัดคันจิ
    รู้สึกเลยว่าช่วงนี้ความรุนแรงในหัวมันมากทวีขึ้นเรื่อย ๆ
    เพราะคันจิเนี่ยมันกำเนิดขึ้นมาในจีนในยุคทีคนจีนใช้กำลังกันเป็นส่วนใหญ่เป็นยุคที่ความรุนแรงมีบทบาทมากในสังคมจีน(ราชวงศ์ฉาง)
    รู้สึกว่าตัวคันจิเนี่ยจะว่าไปแล้วมันแฝงความรุนแรงมาด้วยเยอะมาก ๆ เลย
    เช่นว่า ตัวคันจิที่แปลว่าตัวเลขหรือการนับเนี่ย จะเห็น ผู้หญิงอยู่ใต้ข้าวแล้วก็มีแส้ (นับเวลาตีผู้หญิงที่นับข้าวอยู่)
    ตัวที่แปลว่าการสอน เนี่ย ก็จะมีเด็กอยู่ใต้ดินแล้วก็มีแส้ (เอาเด็กไปฝังได้ดินแล้วก็ตี ๆ ) 
    อะไรประมาณนี้ คนที่เรียนคนที่ท่อง โดยเฉพาะ เด็ก ๆ ถ้าท่องไปนึกภาพไปด้วย
    ภาพเหล่านี้ก็จะกลายเป็นความรุนแรงที่เขานับถือ
    ประเทศเพื่อนบ้านแถวนี้เลยมีปัญหาความรุนแรงไม่รู้จักจบจักสิ้นซะที
    (เราคิดมากเกินไปมะเนี่ย)