Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

Blog


    July 28

    Academy Fantasia

    ตกใจละซี่เห็นชื่อ  blog แล้ว

    ถึงเป็นเด็กเนิร์ดแต่ก็มีหัวใจเหมือนกันนา

    ทีวีตั้งอยู่ที่บ้านก็ดูเป็น

    ดูบ่อยซะด้วย

    ช่วงนี้เห็นเขาฮิต ๆ เกมโชว์ชื่อ Academy fantasia ก็เลยเปิดดู

    ก็นั่นแหละเด็กเนิร์ดอย่างเราสุดท้ายก็ดู Af แม้กระทั่งก่อนสอบ se 2 วัน ก่อนสอบทุนญี่ปุ่น 1 วัน

    สนุกดี

    ที่สนุกไม่ใช่เพราะว่าไอ้คนนู้น คนนี้น่าตาดี หรือว่าไอ้คนนู้น ไอ้คนนี้ ร้องเพลงเพราะมากมาย

    แต่สนุกตรงที่ปฏิกิริยาของคนหลังจากการตัดสินนี่แหละ

    น่าสนใจชะมัด ๆ (คนอ่านจะเริ่มคาดเดาได้แล้วว่าจะพูดอะไรต่อ)

    เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเนี่ย

    เพชรซึ่งเขาว่ากันว่าเป็นคนที่เก่งที่สุดในบ้าน

    ต้องออกจากบ้านเหตุผลคือได้รับคะแนนโหวตน้อยที่สุด

    เลยอยากรู้มากว่า

    เหล่า ๆ แฟนคลับของบ้านอแคเดมีเขาจะบ่นว่าไงบ้าง

    ข้อสรุปเท่าที่อ่าน ๆ ดูก็คือ

    ไม่พอใจที่คนเก่งต้องออก

    ในเมื่อรายการนี้เป็นรายการที่แข่งกันว่า

    ใครร้องเพลงและมีการแสดงบนเวลาได้เก่งที่สุด

    เพราะฉะนั้นมีคนจำนวนมากที่คิดว่า

    การตัดสินโดยใช้การโหวตเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม

    ตอนแรกเห็นด้วยนะ

    เห็นด้วยมาก ๆ เลย

    แต่เอ๊.......คิดไปคิดมา

    มัน match เข้ากับเรื่องที่แอบเขียนเมื่อ entry ที่แล้วยังไง ๆ ชอบกล ๆ เนอะ

    ค่านิยมของคนทุกวันนี้นิยมคนเก่งนะ

    ผมเคยดูการประกวดนางสาวไทย นางงามจักรยาน

    ก็คิดอยู่เหมือนกันว่างานประกวดพวกนี้

    ชื่อก็บอกอยู่ว่า

    มันเป็นการประกวดความงาม ความสวย

    แต่พักหลัง ๆ นี่

    ก็มักจะมีคนเสนอขึ้นมาว่า

    สวยอย่างเดียวเนี่ยไม่ได้นะ

    จะต้องตอบคำถามบนเวทีได้ดี

    มีไหวพริบดีด้วย

    ไป ๆ มา ๆ รายการที่ใช้สำหรับการประกวดความงามก็เลยผนวกความเก่งเข้าไปด้วย

    นักมวยเขาก็มีเครื่องป้องกันมากมาย

    จนคนที่ใช้แรงไม่ได้เปรียบเพราะถ้าไม่โดนไล่ต้อนจนฝ่ายเดียว

    ยังไงก็ไม่ knock

    คนที่จะชนะมวยสมัยนี้คือคนที่เก่งไหวพริบดีคอยหลบคอยหาจังหวะได้ดี

    แล้ว academy เนี่ย ดูไปดูมาก็ไม่เห็นมันจะเขียนไว้ตรงไหนเลยว่า

    งานประกวดศักยภาพทางการแสดงบนเวที

    แต่ตอนนี้ทุกคนที่ดูก็มักจะเข้าใจว่า

    รายการนี้เป็นรายการที่วัดความเก่งกัน

    จะเห็นได้ว่า ข่าวสารทุกวันนี้

    ถ้าเป็นข่าวดีเมื่อไหร่

    จะเป็นข่าวสารยกย่องความเก่งกาจของคนที่ทำอย่างงู้นได้อย่างงี้ได้

    ข่าวดีที่เกี่ยวกับความดีของคน

    ผมคนนึงแหละที่ไม่อยากฟัง

    แล้วพอฟังเสร็จก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าไอ้คนนั้นมันจะดีจริง

    ก็มักจะคิดว่าไอ้นี่มันทำดีเอาหน้าชัด ๆ เสมอ ๆ

     

    พูดถึงความเก่ง

    เรียนปรัชญาการเมืองเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

    ประทับใจมาก ๆ

    โทมัส ฮอปส์ บอกว่า ไม่มีใครบนโลกนี้ที่คิดว่าตัวเองโง่

    ตอนนั้นในหัวทั้งหัว ขัดแย้งขึ้นมาทันที

    ก็ผมนี่ไงหละที่คิดว่าตัวเองโง่

    รอให้อาจารย์พูดว่ามีคำถามไหมครับอย่างใจจดใจจ่อ

    แล้วก็ยกมือถามด้วยความอยากรู้มาก ๆ

    เกิดบทสนทนาที่ถูกปรับแต่งด้วยความหลง ๆ ลืม ๆ ของต้นและเพื่อให้ดูดี และไม่ต้องอธิบายบริบทของบทสนทนามาก (เพื่อสร้างภาพ ๆ อย่าคิดมาก)

    ต้น : อาจารย์ครับ ถ้ามีคน ๆ นึงอยู่เบี้ยล่างของสังคมเป็นระยะเวลาหลายปีมาก ๆ เขาจะไม่คิดบ้างเหรอครับว่าเขาโง่

    อาจารย์ : อื่ม อันนี้ฮอปส์ไม่ได้กล่าวเอาไว้นะครับ แต่ผมว่านะ คนจะรู้สึกว่าตัวเองโง่ก็ตอนที่เขาตายเท่านั้นแหละครับ

    ต้น : ก็เป็นไปได้ไม่ใช่เหรอครับที่คนจะท้อแท้แล้วก็เลิกรู้สึกว่าตัวเองไม่โง่

    อาจารย์ : แล้วคุณจะอธิบายยังไงถ้ามีผู้ชายที่หน้าตาแย่ที่สุด จีบผู้หญิงที่หน้าตาดีที่สุด

    คุณไม่คิดเหรอว่าเขาจะท้อแท้ที่จีบเท่าไหร่ก็จีบเท่าไหร่ก็จีบไม่ติดซักที

    ต้น : ไม่ใช่ว่าเขาก็รู้เหรอครับว่าเขาหน้าตาแย่ที่สุด แต่เขาก็ยังดึงดันอยากจะทำอย่างงั้น

    อาจารย์ : แล้วคุณว่าผู้ชายทุกคนเวลาตื่นตอนเช้าทุกเช้าแล้วส่องกระจก ยิ้มให้ตัวเองแล้วจะบอกว่าตัวเองเนี่ยหล่อที่สุดในโลกรึเปล่า

     

    อึ้ง พูดไม่ออก

    เรื่องจิงแฮะ หลายครั้งที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หน้ากระจก

    นั่งไปซักพักเริ่มฟุ้งซ่านนั่งคิด

    อื่ม

    เรามันก็หน้าตาดีเหมือนกันนะเนี่ย (ความคิดฟุ้งซ่านจากการอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง)

    แต่ก็ยังรู้สึกขัดแย้งอยู่ในหัวนะ

    ว่าเอ๊

    แต่นั่นมันก็เป็นการพิสูจน์ว่าคนทุกคนจะคิดว่าตัวเองหน้าตาดีไม่ใช่เหรอ

    ไม่ได้พิสูจน์ซักหน่อยว่าคนทุกคนจะคิดว่าตัวเองไม่โง่

    แต่ก็ไม่กล้าซักต่อแล้ว

     

    มาคิดดูทีหลัง

    อาจจะจริงก็ได้นะ

    เวลาคนเห็นคนอื่นเก่งกว่าเนี่ย

    ก็มักจะคิดว่า ไอ้คนเก่งเนี่ยมันมักจะแย่เรื่องอื่น ไม่เก่งไปทุกเรื่อง

    เช่นว่า ไอ้พวกนี้เก่งแต่ว่ามันเนิร์ด สังคมแย่

    หยิ่งยะโส โอหัง เห็นแก่ตัว

    ชอบดูถูกคนอื่น

    เวลามันใช้ชีวิตเนี่ย

    ไม่เก่งหรอก

    สู้พวกผมไม่ได้เจอประสบการณ์มากมาย

    เวลาใช้ชีวิตเนี่ยเด๋วก็เก่งกว่าพวกมัน

    แล้วก็จบที่การขัดแข้งขัดขาไปมา

    อย่างที่ฮอปส์พูดไว้เลยว่า

    คนที่มีของที่มีคุณค่าทางสังคมน้อย

    มักจะพยายามแย่งชิงของที่มีคุณค่าทางสังคม

    ถ้าใช้วิธีปกติไม่ได้

    ก็มักจะใช้วิธีลอบกัด

    ทุกคนจึงเสมอภาคจากการตายอันเกิดจากเรื่องไม่สมควร

    อื่ม

    ฟังดูแล้วก็จิงชะมัด

     

    หรือว่าเราจะเป็นพวกคนพิเศษแฮะ

    รู้สึกจริง ๆ นะว่าตัวเองเนี่ยโง่ชะมัด

    ไม่มีอะไรเลยที่จะไปเทียบกับคนที่ฉลาดในความคิดของผมเองได้

    แล้วคำพูดที่ว่าผมมันโง่ ผมมันไม่ได้เรื่องเนี่ย

    ทุกครั้งมันออกมาจากใจจริง

    ไม่ได้ออกมาเพื่อต้องการจะถ่อมตัว หรือยกย่องใคร

    ผมมันโง่จริง ๆ

    ผมมันเข้าใจอะไรผิดมากมาย

    แล้วชาตินี้ทั้งชาติ ก็คงไม่สามารถที่จะเข้าใจเรื่องบางเรื่องได้ อธิบายไปก็เท่านั้น

     แต่คนโง่ก็อยากรู้นะ

    ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

    ถึงแม้ว่าจะทำความเข้าใจทั้งชาติ ก็เข้าใจไม่ได้ก็เหอะ

    แต่จะดีมาก

    ถ้าจะบอกให้รู้บ้างว่ามันมีเรื่องแบบนี้อยู่ในโลกได้

    บางทีคนที่โง่ เขาก็แก้ไขความโง่ได้ด้วยการท่องจำ

    ถ้าให้รู้ซักที รับประกันว่าจะท่องจำไปอีกนาน

     

    อ๊าก หลุดประเด็น ๆ

    อาทิตย์นี้ขอการเมืองหน่อยละกันนะคับ

    ข่าวสั่งจำคุก กกต. นี่

    บอกตามตรงเลยว่ารู้สึกสงสารมากกว่าสะใจครับ

    ผมมองว่าที่สังคมมันแย่ ๆ อยู่อย่างทุกวันนี้เนี่ย

    มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดของใครคนใดคนหนึ่งทั้งหมดอย่างที่หลาย ๆ คนคิดหรอกครับ

    มันเกิดจากการทำความผิดเพียงเล็กน้อยของใครคนใดคนหนึ่ง

    ซึ่งความผิดอันนี้ก็ไปบีบให้อีกคนนึงกะทำความผิด

    แล้วความผิดของคนคนนั้นก็ไปบีบให้อีกคนทำความผิดไปด้วย

    จะลองยกตัวอย่างกรณีของการสอบ O-Net A-Net ที่ผ่านมา

    หลายคนจะโยงความผิดพวกนี้ไปที่ สกศ. เพราะเป็นคนจัดการสอบ O-Net A-Net ที่ไร้ประสิทธิภาพ

    ในขณะเดียวกันหลายคนจะโยงไปบอกว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ความผิดของสกศ.หรอก

    นักการเมืองรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างหากที่เป็นคนผิดเพราะว่าเป็นคนที่บีบให้สกศ.เปลี่ยนเพื่อโอกาสฝากใคร ๆ เข้าจะได้ง่าย ๆ (ว่าไปนั่น)

    แต่ไม่คิดบ้างเหรอคับ

    ว่าเป็นพวกเราแหละคับที่บีบให้นักการเมืองปฏิรูปการศึกษา

    ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาที่ทำแล้วมันเห็นภาพเร็ว

    เห็นว่ามันมีงานอะไรออกมาอย่างรวดเร็ว

    ก็มีอยู่ไม่กี่อย่างหรอกครับ

    เปลี่ยนหลักสูตร

    เปลี่ยนวิธีการสอบ

    อย่างอื่นมันทำค่อนข้างยาก

    ยิ่งแรงบีบจากฝ่ายประชาชนให้ปฏิรูปการศึกษาเร็วมากขึ้นเท่าไร

    ผลก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น

    สุดท้ายมันก็ลงมาที่คนที่อยากเห็นการปฏิรูปนั่นแหละคับ

    กรณีกกต.มันก็เป็นอย่างงี้เหมือนกัน

    แต่ละคนทำความผิดอย่างไม่มีทางเลือก

    กลายเป็นโซ่ที่แกะบ่วงไม่ออก

     

    อีกเรื่องที่อยากเขียนไว้เพราะเป็นความรู้สึกส่วนตัวก็คือ

    ตอนแรกจะหาข่าวมาแปะไว้

    แต่หาไม่ได้เลย

    เพราะว่าข่าวการเมืองช่วงนี้มีแต่เรื่องกกต.

    แต่จะเล่าคร่าว ๆ ว่า

    ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์นี้

    มีประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง

    นั่นคือการเร่งการสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มที่ค่อนข้างล่าช้าแล้วตอนนี้

    แต่ท่านนายกเห็นว่าประเด็นนี้ค่อนข้างจะเป็นประเด็นที่ละเอียดและต้องใช้เวลานาน

    จึงนัดแนะกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านรัฐมนตรีพงษ์ศักดิ์

    คุยกันหลังจากที่การประชุมคณะรัฐมนตรีสิ้นสุด

    ปรากฏว่าท่านรองนายกสุริยะ ฉุนขาด

    ถึงขนาด Walk out เดินออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเลยทีเดียว

    เพราะว่างานเกี่ยวกับรถไฟฟ้านี้

    จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีให้รองนายกสุริยะดูแลก่อนหน้านี้

     

    เท่าที่ผมฟังเสียงใครใครดู

    เสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างจะเป็นไปในทางตำหนิท่านนายกครับ

    ส่วนใหญ่แล้วคนจะว่าว่าท่านเนี่ย

    ทำงานแบบล้วงลูก

    สัจจะไม่เป็นสัจจะ

    ใช้ใครแล้วไม่ไว้ใจคนนั้นจริง ๆ

    แล้วก็มักจะเข้าไปแทรกในงานทุกอย่างจนคนที่ทำงานนั้น ๆ ไม่สามารถทำได้อย่างสะดวก

     

    แต่ลองคิดดูนะครับ

    ถ้าเป็นเมื่อ 5 ปีที่แล้วสมัยที่ท่านนายกเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกใหม่ ๆ

    แล้วเกิดเหตุการณ์อย่างเดียวกันขึ้นเป๊ะ ๆ

    ท่านนายกคนเดียวกันนิสัยเหมือนกัน

    ท่านรัฐมนตรีสุริยะเปลี่ยนตำแหน่งเล็กน้อยแต่ก็เป็นคน ๆ นี้นี่แหละ

    สังคมก็คงจะวิจารณ์ไปที่ท่านรัฐมนตรีสุริยะ

    ว่าท่านทำแบบนี้ไม่สมควร

    ถ้าท่านไม่สามารถทำโครงการรถไฟฟ้าได้เสร็จทันเวลา

    ท่านก็ควรจะหลบให้คนอื่นอย่างเช่นนายก หรือ รัฐมนตรีพงษ์ศักดิ์ทำ

    ท่านทำอย่างงี้เป็นการขัดขวางการพัฒนาประเทศ

    เหมือนเด็ก ๆ ไม่มีผิด

     

    ก็เลยมานั่งคิดว่า

    บริบททางการเมืองเนี่ยสำคัญมาก

    เปลี่ยนเรื่องเดียวกันแท้ ๆ ให้ผิดเป็นถูกได้เลย

    5 ปีที่แล้ว

    ภาพพจน์ท่านนายกเป็นนายกรัฐมนตรีของคนรุ่นใหม่

    บริหารประเทศแบบคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางนโยบายมากมายที่ถึงแม้จะมีผู้ขัดแย้งแต่ก็ฟังดูดี

    แต่ตอนนี้

    ท่านเป็นผู้นำที่ทุจริตและนำมาสู่ความขัดแย้ง

    คนเรามักจะตัดสินไม่เป็นธรรม

    เรื่องเดียวกันมักจะใช้บริบทมาร่วมมากกว่าข้อเท็จจริง

    มักจะชอบแบ่งแยกคนเป็นกลุ่ม ๆ พวก ๆ

    แล้วพวกที่ไม่ดีทำอะไรก็มักจะไม่ดีไปซะหมด

    พวกที่ดีทำอะไรก็แตะไม่ได้อยู่บนฟ้า

     

    ช่วงนี้ไม่ค่อยมีอารมณ์จะทำอะไรเท่าไหร่แฮะ

    การที่ได้คุยกับน้องน้อยลงเนี่ย

    มันทำให้รู้สึกโหวงแปลก ๆ

    ถ้าคนอ่านเคยเล่นเกมยอดนิยมอย่าง the sims

    จะลองเอามาเปรียบเทียบกับตัวเองตอนนี้ดู

    ตอนนี้อารมณ์ของคนเขียนเหมือนกับชาวซิมส์ที่ไม่ค่อยได้พูดคุยกับใคร

    คุยกับคุณแม่จนไม่รู้จะคุยอะไร topic มันหมดแล้ว

    ไม่ค่อยได้ เล่าเรื่องตลกไม่ค่อยได้ ชื่นชมไม่ค่อยได้ นินทา

    มีอารมณ์ทางสังคมที่ขึ้นขีดแดงแป๊ดอยู่ตลอดเวลา

    แม้ว่าจะดูทีวีเล่นเกมคอมพิวเตอร์จนความสนุกสนานเขียวอื๋อ

    นอนวันละ 9 ชั่วโมงจนพลังงาน และ ความสะดวกสบายเต็มเอี๊ยด

    หรือว่ากินมากจน ความหิวเยอะมาก

    ก็ไม่ได้รู้สึกมีความสุขเลย

    อารมณ์โดยรวมก็ยังรวมแล้วเป็นขีดแดง

    แล้วพอจะฝึกทักษะทีไร

    เราก็มักจะบ่นกับตัวเองว่า ฉันไม่มีอารมณ์จะฝึกทักษะตอนนี้

    ทุกครั้งทุกทีไป

    (ความจิงแล้วก็คุยโทรศัพท์กับน้องบ่อยนะ แต่ไม่ค่อยชอบการคุยทางโทรศัพท์เลย คุยเสร็จแล้วจะหงุดหงิด ยังไงบอกไม่ถูก)

     

    ขอบคุณรัดจิ ที่ comment ให้นะครับ ขอบคุณพี่เอ็ก ที่มาคอมเม็นต์ให้หลังจากโดนลากมาหลายรอบ แล้วก็ขอบคุณเต้ด้วยน้า

     

    เนื้อเพลง: ทะเลาะ
    อัลบั้ม: Oh! Yes
    ดู เนื้อเพลง ทุกเพลงของ โอ้ เสกสรร ปานประทีป

    กินไม่ได้นอนไม่หลับ. . . อีกแล้ว. .ทำไม
    เราจึงต้องเป็นกันอย่าง. .นี้เรื่อยไป
    ฉันก็รัก เธอก็รัก. .ก็เข้าใจ แต่ทำไม. . .ต้องทะเลาะ

    ฉันก็รู้ลิ้นกับฟัน ฉัน. .เข้าใจ
    แต่ทำไมมันจึงบั่น. .ทอนฉัน. . เรื่อยไป
    เธอก็เหนื่อย ฉันก็เหนื่อย. .ในหัวใจ หมดแรงไป. .ก็เท่านั้น

    ก่อนที่มันจะสาย. . . . . . . . . . เกินไปกว่านี้

    ไม่เอาอีกแล้ว. . . . . .เราไม่ทะเลาะกันได้ไหม
    เมื่อต่างคนก็รัก และต่างคนก็หวง
    แล้วเรา. . จะเถียงกันเพื่อใคร?
    เมื่อผลสุดท้าย. . . . . ก็ดีแต่ต้องเสียใจกันไป
    เมื่อมันไม่ไปไหน ทำไมต้องทนทุกข์
    ให้เรา. . .ได้รักกันดีกว่า

    ฉันก็รู้ลิ้นกับฟัน ฉัน. .เข้าใจ
    แต่ทำไมมันจึงบั่น. .ทอนฉัน. . เรื่อยไป
    เธอก็เหนื่อย ฉันก็เหนื่อย. .ในหัวใจ หมดแรงไป. .ก็เท่านั้น

    ก่อนที่มันจะสาย. . . . . . . . . . เกินไปกว่านี้

    ไม่เอาอีกแล้ว. . . . . .เราไม่ทะเลาะกันได้ไหม
    เมื่อต่างคนก็รัก และต่างคนก็หวง
    แล้วเรา. . จะเถียงกันเพื่อใคร?
    เมื่อผลสุดท้าย. . . . . ก็ดีแต่ต้องเสียใจกันไป
    เมื่อมันไม่ไปไหน ทำไมต้องทนทุกข์
    ให้เรา. . .ได้รักกันดีกว่า

    ไม่เอาอีกแล้ว. . . . . .เราไม่ทะเลาะกันได้ไหม
    เมื่อต่างคนก็รัก และต่างคนก็หวง
    แล้วเรา. . จะเถียงกันเพื่อใคร?
    เมื่อผลสุดท้าย. . . . . ก็ดีแต่ต้องเสียใจกันไป
    เมื่อมันไม่ไปไหน ทำไมต้องทนทุกข์
    ให้เรา. . .ได้รักกันดีกว่า

    . . . .. . . . . . . . . . . . กับเวลาที่เหลือ. . .ต่อไปจากนี้
    ให้เรา. . .ได้รักกันดีกว่า

    July 22

    เกาะกระแสฟุตบอลโลก

    สวัสดีครับ

    ก่อนจะไปไหน

    เด๋วขอเล่าความอับอายที่เพิ่งเจอเมื่อตะกี้นิดนึง

    ปกติเด๋วนี้จะกินข้าวที่คณะ

    แต่เนื่องจาก 4 อาทิตย์ล่าสุด

    กินข้าวคณะวันละ 2 มื้อ

    ถ้าอยู่คณะก้อกินข้าวที่คณะ

    เดินผ่านร้านขายข้าวเหนียวหมู - เนื้อ - ไก่

    เป็นแผงลอยอยู่แถว ๆ หมอชิต

    น่ากินดีแฮะ

     

     

    หลังจากซื้อเสร็จขึ้นรถไฟฟ้า

    ก็เพิ่งรู้ว่า

    ไม่มีบริการใส่ช้อนมาในถุง

    ช้อนมันตั้งอยู่ตรงหน้าร้าน

    ใครใคร่อยากได้ช้อน

    ผู้นั้นต้องหยิบเอง -_-"

     

    ไม่มีช้อนทำไงดี

    แต่เด๋วก่อนเนื่องจากมันเป็นข้าวเหนียว

    เพราะฉะนั้นโซลูชั่นแบบต้น ๆ ก็คือ

    เปิป

    แต่ว่าจะให้ไปนั่งเปิปที่โรงอาหาร

    มันก็กระไร ๆ อยู่

    มันออกจะผิดเพี้ยนจากสมบัติผู้ดีเล็กน้อย

    ก็เลยหามุมสงบ

    มันก็ไม่สงบเท่าไหร่อะนะ

    หน้าห้องสมุดเนี่ย

    แต่ว่าตอนเช้า ๆ ไม่ค่อยมีใครไป

     

    ขึ้นไปถึงไม่มีคนอยู่จิง ๆ ด้วยแฮะ

    เอาเลยเปิปเลยละกัน

     

    แต่ว่าตอนที่กินใกล้จะเสร็จแล้ว

    มีใครไม่รู้เดินเข้ามา

    เป็นสุภาพสตรีซะด้วย

    แย่แล้ว

    สุภาพบุรษที่ดีต้องไม่มูมมามต่อ "สุภาพ"สตรี

    แต่

    มันก็ใกล้หมดแล้วนะ

    ไม่สน ไม่รู้ ไม่ชี้

    ไม่มอง แกล้งทำเป็นไม่เห็น

    กินต่อไป ๆ ๆ ๆ

    เย่

    กินหมดแล้ว

    เอาไปทิ้งดีกว่า

    แต่ระหว่างจะเอาไปทิ้ง

    "พี่ต้น หวัดดีคะ"

     

    จ๊าก

    ปรากฎว่า

    สุภาพสตรีที่บังเอิญโผล่มาก้อคือ

    น้องแพร น้องรหัสที่กรุ๊ป -_-"

    อายจัง ๆ ๆ ๆ ๆ

     

    เข้าเรื่องดีกว่าแฮะ (อะไรเนี่ยแกพูดตั้งนานยังไม่เข้าเรื่องเลยเหรอ)

    เรื่องที่จะเขียนอาทิตย์นี้

    ดูจะเกาะกระแสบอลโลกหน่อย (สงสัยต้องรีบเขียนแล้วแฮะ อีกครึ่งชั่วโมงมีเรียน)

    ก็คือข่าวที่ฟังดูแล้วต้นรู้สึกดีมาก ๆ

    กับข่าวที่ฟังดูแล้วต้นรู้สึกไม่ดีมาก ๆ

     

    ข่าวที่ฟังแล้วรู้สึกไม่ดีมาก ๆ เนี่ย

    ใคร ๆ ก็คงได้ยินกันบ้างแล้วมั๊ง

    นั่นก็คือ

    ข่าวที่เซเนอดีน ซีดาน กองกลางกัปตันทีมชาติฝรั่งเศส

    เอาหัวไปโขกมาร์โก มาร์เตรัซซี่ กองหลังทีมชาติอิตาลี

    ในนัดชิงชนะเลิศ

    สิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่ดีหนะ

    ไม่ใช่การที่เขาเอาหัวไปโขกหรอกนะ

    แล้วก็ไม่ได้รู้สึกโกรธซีดานที่เอาหัวไปโขกมาร์เตรัซซี่ด้วย

    แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่ดีก็คือ

    บรรทัดฐานของคน

    ไม่ใช่แค่คนไทย

    แต่เป็นบรรทัดฐานของคนบนโลกใบนี้

    แทนที่ทุกคนบนโลกใบนี้

    จะรู้สึกเสียใจ

    ที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น

    (ซึ่งตอนแรกก็เป็นแบบนั้น)

    แต่เมื่อเวลาผ่านไป

    โมเมนตัมมันก็เปลี่ยนไป

    คนที่ผิดกลายเป็นมาร์เตรัซซี่

    ที่บังเอิ๊น บังเอิญไปพูดจายั่วยุซีดานซะงั้น

    ทั้ง ๆ ที่เมื่อพิจารณากันดี ๆ แล้ว

    ต่อให้มาร์เตรัซซี่ไปพูดจายั่วยุซีดานเนี่ย

    แต่ตามกฎหมายมันก็ถือว่าผิดฐานหมิ่นประมาท

    ซึ่งเป็นคดีแพ่ง จ่ายตามที่เสียหาย ยอมความกันได้

    แต่การทำร้ายร่างกายเนี่ย

    มันเป็นความผิดอาญา ยอมความไม่ได้ และถ้ามาร์เตรัซซี่บาดเจ็บ

    โทษของซีดานคือจำคุก

    แต่ผมไม่เข้าใจว่า

    ทำไมคนถึงฟังซีดาน

    แล้วก็เห็นด้วยกับซีดานว่า

    การที่เขาเอาหัวไปโขกเนี่ย

    เป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อให้เขายังมีความเป็นมนุษย์ได้

    คนจำนวนมากซึ้งกับคำพูดนี้

    พร้อมทั้งยกย่องคำพูดนี้ให้เป็นคำพูดของวีรบุรุษ

    ทั้ง ๆ ที่ไอ้คนที่ยกย่องคำพูดนี้นักหนาเนี่ย

    ยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่า

    มาร์เตรัซซี่พูดอะไร

    แต่ทุกคนพยายามตีความให้คำพูดที่มาร์เตรัซซี่พูด

    เป็นคำพูดที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เขาเองจะสรรหามาได้

    ต้องแต่ด่าพ่อด่าน้องสาว

    ด่าว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

    หรือว่าการเหยียดสีผิว

    ยังโมโหอยู่เลย

    ที่สมาพันธ์ต่อต้าน"ความรุนแรง"ที่เกิดจากการเหยียดสีผิว

    ออกมาประณามการกระทำของมาร์เตรัซซี่

    ว่าไม่ควรเกิด

    ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่ามาร์เตรัซซี่พูดอะไร

    ทั้ง ๆ ที่การกระทำของซีดานหนะ

    มันคือการกระทำที่แสดงออกถึงความรุนแรงชัด ๆ

     

    คำถามที่เกิดขึ้นในหัวของคนเขียนก็คือ

    ทำไมถึงเป็นอย่างงั้น

    ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้น

    โดยที่มาร์เตรัซซี่อาจจะพูดเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา

    อย่างที่พวกเพื่อน ๆ อย่างเรา ๆ พูดกัน

    แต่ด้วยความเครียดของซีดานตอนนั้น

    จึงเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น

    (อันนี้เป็นคำพูดของมาร์เตรัซซี่นะครับ)

    ทำไมไม่มีใครถือเอาคำพูดนี้เป็นคำพูดสำคัญเลย

     

    คิดไปคิดมา

    คำตอบที่ได้มันก็คือ

    เพราะว่าซีดานเป็น"คนเก่ง"

    โลกนี้นับถือ "คนเก่ง"

    "คนเก่ง" ทำอะไรก็เป็นคนดีเป็นคนถูก

    โลกนี้แม้ว่าจะเป็นยังไง

    คนที่ถูกยกย่องก็คงยังเป็นคนเก่งโดยที่ไม่มีใครสนใจว่าเขาจะเป็นคนดีหรือไม่

    ทุกวันที่ 26 มิถุนาเราก็ยังแต่งกลอนต่าง ๆ นานา

    ยกย่องสุนทรภู่

    ทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็รู้จากการอ่านประวัติว่า

    เขาเป็นคนที่แย่แค่ไหนแค่แต่งกลอนเก่งอย่างเดียว

    ศิลปินจิตรกรอีกหลายคน

    เป็นคนโลกจิตชอบกัดหูตัวเอง

    บางคนก็ชอบขโมยของชาวบ้าน

    แต่เขาเขียนรูปเก่ง

    ทุกคนก็ยกย่องกัน

    ตามความเข้าใจของหลาย ๆ คน

    เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเป็นคนเก่งแม้ว่าเขาจะเป็นคนเลวคนทุจริตโกงประเทศชาติมากมาย

    เขาก็ยังน่ายกย่อง

    กรณีของซีดานก็เหมือนกัน

    ผมไม่เคยเห็นความน่ายกย่องอันไหนของซีดาน

    ที่น่าจะยกเป็นถึงวีรบุรุษเลย

    นอกจากว่าเขาเป็นคนที่เล่นฟุตบอลเก่ง

    ตลอดชีวิตการค้าแข้ง

    เขาโดนใบแดงมากถึง 14 ใบ

    ซึ่งเลขนี้มากเป็นอันดับต้น ๆ ของนักฟุตบอลซักคน

    ที่จะโดนใบแดงทีเดียว

    เขามีพฤติกรรมนอกสนามที่แย่มาก ๆ

    เรียกว่าเป็น bad man คนนึง

    แต่ก็มีคนเป็นจำนวนมาก

    ที่ยกย่องเขาเป็นวีรบุรุษ

    เหตุผลอย่างเดียวคือ

    เขาเก่ง

    แล้วครั้งนี้ลองคิดกลับกัน

    ถ้าซีดานเป็นคนถูกมาร์เตรัซซี่วิ่งเอาหัวโขก

    คนคงคิดมา

    เฮ้ยไอ้นี่มันน่าขันสิ้นดี

    เอาหัวมาโขกซีดาน

    แล้วจะมีใครสนใจไหมว่า

    ซีดานพูดอะไรมาร์เตรัซซี่เลยวิ่งเอาหัวโขก

    แล้วถ้ามาร์เตรัซซี่ออกมาเปิดใจภายหลัง

    ว่าเขาเอาหัวโขกเพราะซีดานด่าแม่ด่าน้องสาว

    จะมีใครฟังแบบนี้ไหม

     

    เมื่อก่อนนี้เคยอยู่ห้องท้าย ๆ

    แล้วก็ค่อยเรียนเก่งขึ้นมาบ้าง

    เลยมาอยู่ห้องคิงที่โรงเรียนตอนม.ต้น

    รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า

    ครูอาจารย์

    มีบรรทัดฐานในการปฏิบัติต่อนักเรียนห้องท้าย ๆ

    กับนักเรียนห้องคิง

    ที่ไม่เท่ากัน

    เวลาเป็นนักเรียนห้องท้าย ๆ เนี่ย

    ผิดนิดผิดหน่อย

    ก็โดนเอ็ดตะโร

    โดนตะคอกใส่

    ด่าแบบไม่เป็นมนุษย์

    ลืมทำการบ้านส่งก็ลากไปเฆี่ยน ๆ ๆ ๆ ๆ จนเป็นรอยเขียว

    เข้าห้องเรียนสายเนี่ยลืมไปได้เลย ถึงตายแน่นอน

    ทำการบ้านลืมขีดเส้นใต้ใต้คำว่า ตอบ

    ก็โดนลากไปบิด "หัวนม"

    (ทุกคนเคยโดนหมด ยิ่งวันไหนเรียนลูกเสือจำเป็นจะต้องติดดาวที่เป็นโลหะไว้แถว ๆ นั้นเนี่ยจะเจ็บอย่างมาก)

    แต่กับนักเรียนห้องคิง

    ไม่ว่าทำอะไรก็จะเป็นถูกไปหมด

    ลืมทำการบ้านอาจารย์ก็จะถามว่า

    ช่วงนี้มีธุระยุ่งอยู่เหรอเลยไม่มีเวลาทำการบ้าน

    ต้องเตรียมสอบทุนหนักใช่ไหม

    เข้าห้องเรียนสาย

    อาจารย์ก็บอกว่าขยันขวนขวายอยู่ในห้องสมุดอ่านหนังสือติดพันอยู่ใช่ไหม

    ไม่ก้อ

    เมื่อคืนอ่านหนังสือดึกใช่ไหมเนี่ย รักษาสุขภาพหน่อยนะ

     

    สำหรับข่าวที่ประทับใจในฟุตบอลโลกคราวนี้

    ก็คงเป็นข่าวของทิม เคฮิลล์ กองกลางทีมชาติออสเตรเลีย

    ก่อนฟุตบอลโลกคราวนี้

    เคฮิลล์บาดเจ็บยาวจากการเล่นให้เอฟเวอร์ตัน

    บอลโลกครั้งนี้ลงสนามเป็นตัวสำรอง

    แต่ว่านัดแรกเจอกับญี่ปุ่น

    หลังจากตามหลังญี่ปุ่นอยู่ 1-0

    ซึ่งถ้าแพ้นัดนั้นออสเตรเลียตกรอบแรกแน่นอน

    แต่นาทีที่ 75 เคฮิลล์ก็ถูกส่งลงมาเพื่อเปลี่ยนเกม

    แล้วก็ยิง 2 ประตูให้กับออสเตรเลียนำไป 2-1

    นัดที่เจอโครเอเชียก็จ่ายให้กับคีเวลล์(มีน้ำใจจิง ๆ จ่ายให้เด็กหงส์ฮึ่ม)

    ยิงตีเสมอให้ออสเตรเลียเข้ารอบ

    เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย

    ก่อนจะแพ้ให้กับอิตาลีจอมพุ่งล้ม 1-0 ด้วยลูกที่น่าสงสัยเอาซะมาก ๆ (มันได้จุดโทษหละ)

    ซึ่งอันนั้นก็ไม่ได้ทำให้ประทับใจอะไรมากมาย

    ข่าวที่ประทับใจมากก็คือข่าวที่เคฮิลล์กลับไปที่โรงเรียนประถมของเขา

    ทันทีที่การแข่งขันสิ้นสุด

    พร้อมทั้งไปขอบคุณ คุณครูชั้นประถมที่ได้สั่งสอนเขามา

    ซึ่งเขาก็ได้รับการต้อนรับจากโรงเรียนประถมเป็นอย่างดี

    อื่ม

    ฟังแล้วรู้สึกประทับใจ ขนลุกเลย

    อยากมีวันนั้นอย่างเคฮิลล์บ้างจัง

    วันที่ประสบความสำเร็จได้ทำอะไรให้บ้านเกิดของตัวเอง

    วันที่มีส่วนในการเผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัด

    วันที่ได้กลับไปขอบคุณ ครูอ้อ ครูเมาท์ ครูแอ๋ว ครูพลอย ที่ทำให้ผมมีวันนี้

    คนอื่นอาจจะรู้สึกเฉย ๆ นะ

    แต่ก็เป็นเรื่องประทับใจเล็ก ๆ ของคน ๆ หนึ่งแหละ

     

    เรื่องดีหนะ ไม่ค่อยมีใครชอบอ่านกันหรอก

    รีบจบดีกว่าเดี๋ยวมันจะโพสไม่ได้ ตัวอักษรเกิน

    ก่อนจบขอบคุณ พี่เอ็ก แน็ค รัดจิ บอย ฝ้าย หมู และน้องแชมป์

    ทั้งการคอมเมนต์ใน blog ที่แล้วแล้วก็ happy birthday ครับ

    July 08

    Black Birthday and the Other Stories

     ขอบคุณทุกคนที่อุตส่าห์ comment นะครับ

    ซึ่งประกอบด้วยพี่เอ็ก ฝ้าย ตั้ม และ น้องนิว

    ไม่กล้าแขวะคน comment หนะ ช่วงนี้พูดอะไรก็ไม่ถูกใจตัวเอง ไม่ถูกใจคนอื่นซะที

    เอาเป็นว่าจะพยายามพูดถึงคนอื่นให้น้อย ๆ

    พูดถึงตัวเองให้มาก ๆ ใน entry นี้ละกัน

    เผื่อมีใครยังไม่รู้

    เมื่อวานนี้วันที่ 7 กรกฎาคม

    ดูเผิน ๆ ก็เป็นวันธรรมดา ๆ ที่ไม่น่าจะมีอะไรเท่าไร

    เป็นวันธรรมดา ๆ ของต้นที่ก็หอบกระเป๋าหนัก ๆ

    ไปมหาลัยแต่เช้าแล้วก็กลับอย่างรวดเร็ว

    เหมือนเด็กเนิร์ดชั้นสูงธรรมดา ๆ คนนึง

    แล้วมันสำคัญยังไงเหรอ

    ก็มันเป็นวันเกิดต้นไงคับ

    วันเกิดครบ 20 ปีแล้ว

    ก็หมายความว่าหลังจากนี้ต้นก็เป็นคนสุดท้ายในรุ่น

    ที่บรรลุนิติภาวะแล้วคับ

    แล้วก็เป็นวันที่ cp30 ไม่เหลือใครที่อายุอยู่ในวัย teenage แล้ว

    ความจริงแล้ววันเกิดเนี่ย

    คนเราก็ควรจะมีความสุขกันมาก ๆ เนอะ

     

    แต่วันเกิดปีที่ 20 เนี่ย

    กลายเป็นวันเกิดปีที่เศร้าที่สุดปีนึงเลยนะเนี่ย

    เป็นยังไงเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

    วันนี้มามหาลัยตั้งแต่เช้า

    ขับรถมา

    แต่ว่าก็เบลอ ๆ ขับแปลก ๆ ไปหลายที

    ไปถึงมหาลัยก็ปวดหัวเล็กน้อย

    เบลอ ๆ นิดหน่อย

    เลยขึ้นไปนอนบนชั้น 20 ตึก 4

    นอนอยู่เกือบ ๆ 2 ชั่วโมง

    พบว่าปวดหัวมากขึ้นแฮะ

    เริ่มนอนไม่หลับแล้วด้วย

    เลยลงมาเล่นเน็ตที่ชั้น 17

    เล่นจนกระทั่งถึงเวลาเรียน ASR (วิชาเกี่ยวกับการวิเคราะห์เสียงพูดหนะ)

    อาจารย์ติดใจห้องชั้น M

    เลยไปเรียนชั้น M กันอีกรอบ

    จะบอกว่าตอนนี้ปวดหัวมากเลย

    ง่วงนอนมาก ๆ ด้วย

    เรียนด้วยวิญญาณเหลืออยู่ในตัวประมาณ 2%

    นอนก็นอนไม่ได้

    โต๊ะมันเล็ก

    ที่ให้ฟุบไม่พอ

    ก็เลยทนตื่นนั่งเรียนไปจนหมดคาบ

    วันนี้เนื้อหาก็ไม่น่าเรียนอย่างมาก

    มันเป็นเหมือนชีวะเลย

    ประมาณว่าเราเปล่งเสียงออกมาได้ยังไง

    ให้ดูอวัยวะภายในของหลอดเสียงทีละชิ้น ๆ

    อาจานคร้าบบบบบบบ

    ถ้าผมอยากเรียนคอมนะค้าบบบบ ไม่งั้นก็คงหนีไปเรียนหมอแล้ว

    โอย ง่วงงงงงงงงง

     

    เรียนเสร็จลงมากินข้าวด้วยความไม่อยากกินสุด ๆ

    ระหว่างกินข้าวก็พบว่าเลือดออกตามไรฟันแฮะ

    แรงมากด้วย

    เคี้ยวข้าวเหนียวเข้าไป(ไม่น่ากินข้าวเหนียวเล๊ย)

    เจ็บฟันมาก

    (แต่สุดท้ายก็กินหมดแฮะ)

    แล้วก็รีบขึ้นไปห้องเรียน

    ระหว่างขึ้นพบว่า

    ตาปลาที่เคยระเบิดที่เบรเมน

    และเหมือนจะหายแล้ว

    มันก็กลับมาเจ็บอีกครั้ง

    เพิ่งรู้ว่าการขึ้นบันไดไปห้องเรียนชั้น 3

    มันยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้

    ขาก็เจ็บ

    ปวดหัวเป็นหวัดไม่มีแรง

    น้องบอกว่าการขึ้นบันไดตอนเป็นหวัดมาก ๆ

    แค่ขึ้นบันไดก็จะทำให้หูอื้อปวดหัวมากขึ้น

    อยากล้มคาบันไดตรงนั้นให้ได้

    ว่าแต่ดีแฮะ

    ห้องเรียนเปิด

    แถมยังเปิดแอร์ทิ้งไว้อีกด้วย

    มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร

    ก็เลยหาที่เหมาะ ๆ นอนมันซะตรงหลังห้องเลย

    เอาเก้าอี้มาต่อกัน 3 ตัวแล้วก็นอนมันซะตรงนั้น

    ดีนะเนี่ย

    ที่ไม่มีสาว ๆ เข้ามาตอนที่กำลังนอนอยู่

    มีแต่โบ๊ท กะ ฮะ แล้วก็บิ๊ก

    ไม่งั้นก็คงเขินแย่เลย JJJJJJ

    นอนได้อีกชั่วโมงนึง

    ก็ยังปวดหัวอย่างหนักอยู่ดี

    อยากนอนอย่างมาก

    แต่ก็นอนไปเยอะแล้ว

    นอนไม่หลับ

    แต่การเรียน Wireless นี่

    มันก็สามารถทำให้คนที่นอนเยอะมากแล้ว

    เกือบหลับได้เหมือนกันแฮะ

    ช่วงพักเพื่อน ๆ ชมรม robot

    มาชวนไปงานปาร์ตี้ชมรมเย็นนี้อะ

    แต่เพื่อน ๆ คับ

    แค่ยืนต้นยังยืนลำบากเลย

    ให้ต้นไปซดวอดก้าเนี่ย

    คงต้องหามส่งโรงบาลกันแน่ ๆ

    และที่สำคัญ

    วันเกิดต้น

    ต้นก็อยากฉลองวันเกิดอยู่กับคนสำคัญที่สุด

    นั่นก็คือคุณแม่ กับ น้อง ละกัน

    ก็เลยรีบกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

    ด้วยสภาพโทรมสุดขีด

    กว่าจะขึ้นรถลงรถแต่ละที

    เหมือนตาลุงอายุ 50 เลย

    แถมใส่เสื้อที่ไม่ค่อยจะเหมือนชุดนิสิตซะด้วย(ลงครามซะจนเสื้อสีฟ้าจัด)

    หน้าก็แก่ ๆ

    ใครไม่รู้จะเรียกเป็นคุณลุง คุณปู่เอาง่าย ๆ

    กลับมาถึงบ้านแม่กำลังวิ่งจะไปเอาเค้กวันเกิดมา surprise

    แต่ตอนนั้นยังไม่รู้นะ

    ก็เลยขึ้นไปนอนต่ออีกพักใหญ่ ๆ

    เพิ่งรู้ว่าตัวร้อนเอาซะมาก ๆ

    เพราะเพิ่งจับหน้าผากตัวเองดู

    ซักพักน้องกลับมา (น้องก็โดดงานรับน้องบางอย่างของเด็กถาปัดมาเหมือนกัน)

    ก็เลยไปกินข้าวง่าย ๆ กันที่ IT Square

    กินอาหารญี่ปุ่นง่าย ๆ กันที่สกายอาร์ค (แบบที่เป็นร้านไม่ได้เป็นซุ้มในฟู้ดเซ็นเตอร์)

    กินอาหารโปรดก็คือข้าวหมูมาโบ (กินบ่อยมากแต่ก็ไม่รู้จักเบื่อซักที)

    กลับมาบ้านมาเป่าเทียน

    ปีนี้ต้องเป่าตั้ง 20 ดอกแนะ

    แต่ก็หมดนะ

    หมดตอนเฮือกสุดท้ายพอดีเลย

    กินเค้ก เป็นเค้กของ S&P อร่อยมากเลย

    ข้อมูลจากปรัชญาการเมือง

    รุสโซบอกว่าสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด

    และเป็นฐานให้เกิดสังคมทุกชนิดทุกประเภท

    ก็คงจะจริง

    เพราะปีนี้ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายแฮะ

    ไม่มีใครจำวันเกิดได้

    ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างปกตินะ

    เพราะเราก็จำวันเกิดเพื่อนได้น้อยคนมาก ๆ (ซัก 10 – 20 คนเองมั๊ง)

    แต่ครอบครัวเราเนี่ย

    ยังไงกี่ปี ๆ ก็ไม่เคยลืมวันเกิดต้นเลย

    แล้วก็เป็นคุณแม่ที่ Happy Birthday เป็นคนแรกทุกปี

     

    แล้วในที่สุด

    วันนี้ที่น่าจะเป็นวันที่เลวร้ายที่สุด ด้วยมรสุมนานับประการ

    ทั้งเรื่องให้คิดมากทางจิตใจ

    ทั้งเรื่องความไม่สบายทางด้านร่างกายที่เหมือนจะหายไปแล้วอยู่ ๆ ก็กลับมาใหม่

    เพราะว่าคุณแม่ กับน้อง

    นี่แหละ

    ไม่รู้ว่าชาตินี้เราจะหาคนที่เป็นห่วงกันได้

    เหมือนกับครอบครัวที่มีอยู่ปัจจุบันได้ไหมน้า

    อาทิตย์น้องก็ต้องบินไปอเมริกาแล้ว

    แล้วปีหน้าก็ตั้งใจอยากไปเรียนหรือทำงานเมืองนอก

    ไม่รู้ว่าปีหน้ายังจะมีใครมาฉลองวันเกิดให้กันแบบนี้อีกรึเปล่าน้า

    ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

    ก็คงจะได้ทำแค่

    ยืนยิ้มให้กับตัวเอง

    1 นาที

    แล้วก็ฉลองวันเกิดให้กับตัวเอง

    อยู่ในห้องมืด ๆ คนเดียว

    ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย

     

    วันนี้คุยกับบิ๊ก

    บิ๊กบอกว่าแกจะเป็นนักวิจัยจิง ๆ เหรอ

    ความจิงเราไม่ได้อยากเป็นนักวิจัยขนาดนั้นนะ

    แค่ไม่อยากทำงานด้าน se sa หรือเป็น consult เขียนเว็บ หรือเป็น admin แค่นั้นเอง

    (ใครที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง com ขอโทษด้วยน้า คือมันเป็นงานน่าเบื่อ ๆ ที่คนที่ภาคมักจะชอบทำกัน)

    บิ๊กบอกว่านักวิจัยที่บิ๊กได้ยิน

    มักจะจบชีวิตอย่างอนาถ

    แล้วก็มีชื่อเสียงหลังจากที่ตายไปแล้วเป็นระยะเวลานาน

    ก็อาจจะจิงนะ

    เพราะงานวิจัยหลายอย่าง

    เป็นงานที่ต้องคิดคนเดียวทำคนเดียว

    คนเราพอต้องอยู่คนเดียวนาน ๆ

    ก็มักจะฟุ้งซ่าน

    ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้

    มีนักคณิตศาสตร์ดัง ๆ หลายคนเลยหละ

    ที่เสียชีวิตท่ามกลางความเศร้า

    ไม่ว่าจะเป็น ออยเลอร์ ที่เสียชีวิตในสภาพที่ตาบอดท่ามกลางกอง paper ถูกกาแฟหกใส่และไม่ได้ publish อย่างเดียวดาย (เคยเขียนไว้ใน blog หลายครั้งที่แล้ว)

     

    Diophantine ก็เป็นอีกคนที่ต้องตายอย่างน่าอนาถ

    สมการไดโอฟันไทล์เป็นสมการที่มีบทบาทสำคัญมากในเรื่องทฤษฎีจำนวน

    เกี่ยวกับการแก้สมการ 2 สมการให้เป็นจำนวนเต็ม

    เรียกว่าเป็นรากฐานที่สำคัญสุด ๆ ของทฤษฎีจำนวน

    ต้องมาเสียชีวิตด้วยเหตุผลเกี่ยวกับสงคราม

     

    Alan Turing เป็นซึ่งเป็นบิดาของทฤษฎี computational

    เขาเป็นคนที่วางโครงสร้างให้เป็นแบบอย่างสำหรับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

    แต่เขาก็ฆ่าตัวตายในช่วงอายุประมาณ 40

    เพราะเขาเชื่อว่าเขาเป็นพวกรักร่วมเพศ

    และสังคมสมัยนั้นก็ยังไม่ยอมรับพวกรักร่วมเพศ

     

    อีกคนนึงที่ต้องฆ่าตัวตายตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 50

    นั่นก็คือ Delbert Ray Fulkerson

    เขาเป็นคนคิดอัลกอริทึมเกี่ยวกับ Maximum Flow

    ชื่ออัลกอริทึมที่คิดออกมานั่นก็คือ Ford-Fulkerson Algorithm (ไม่รู้จะมีใครเคยได้ยินรึเปล่า)

    ในหนังสือลาตายเขาเขียนไว้ว่า

    เนื่องจากเขาอายุมากขึ้น

    สมองเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

    เขาไม่สามารถคิดทฤษฎีได้เหมือนเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงได้อีก

    เขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ไปก็ไม่มีความหมายใด ๆ

    จึงเลือกที่จะฆ่าตัวตาย

     

    แต่ก็นั่นแหละ

    ก็มีนักคณิตศาสตร์จำนวนมากที่ได้เสียชีวิตอย่างสง่างาม

    ไว้วันหลังจะเอามาเล่าอีกเยอะเลย

    แต่พยายามจะไม่ลง technic ให้หนักนะ

    เพราะงั้นใครอยากลง technic คงต้อง search google เองละกัน

    (ทำไมถึงต้องสนใจชีวิตชาวบ้านขนาดนี้ด้วยเนอะ)

     

    ก็มีเรื่องที่ต้องเขียนนะ

    แม้ว่าจะรู้ว่าไม่ควรเขียนขนาดไหนก็เถอะ

    มีอยู่ 2 เรื่อง

    มีนิสัยอย่างนึง

    ที่ติดตัวต้นมาตั้งแต่เด็ก ๆ

    นั่นก็คือความดื้อด้าน ไม่ยอมเลิกรา

    ถ้าอยากจะทำอะไร อยากจะได้อะไร

    ยังไงก็ต้องทำให้ได้

    วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ลองใหม่

    พรุ่งนี้ไม่ได้ วันต่อไปก็ลองใหม่

    แม้ว่าจะรู้ว่าโอกาสแทบจะไม่มี

    ก็ยังพยายามอยู่อย่างงั้นเหมือนคนบ้า

    เรื่องบางเรื่องพยายามอยู่หลายปี

    ไม่ใช่แค่ไม่ยอมเปลี่ยนสิ่งที่อยากได้แค่นั้น

    บางทีไม่ยอมเปลี่ยนวิธีที่จะได้สิ่งนั้นด้วย

    ทั้ง ๆ ที่ก็เห็นว่าถ้าเปลี่ยนวิธีเนี่ย

    ทำอีกนิดเดียวก็ได้แล้ว

    แต่ก็มักจะดื้อดึงใช้วิธีเก่าของตัวเอง

    แล้วพยายามพิสูจน์ให้โลกรู้ว่า

    เห็นมะ

    วิธีของผมก็ใช้ได้นะ

    ซึ่งวิธีนี้มีข้อเสียอย่างมาก

    เวลาทำงานเป็นทีม

    จะเหมือนต้นกั๊กงานทุกอย่างไว้กับตัวเอง

    งานที่ทำไม่ได้ก็ไม่ปล่อยให้คนอื่น

    เวลาคิดโจทย์เลขโจทย์คอมเนี่ย

    ก็คิดอยู่แต่ในกรอบเดิม ๆ ของตัวเอง

    ไม่สามารถหลุดออกไปนอกกรอบซะที

    เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เหมือนกัน

    วันนี้ยังแก้ปัญหาไม่ออก

    พรุ่งนี้ตื่นมาเริ่มแก้ปัญหาใหม่ด้วยวิธีเดิม ๆ

    มะรืนก็คงต้องแก้ปัญหาเดิม ๆ ด้วยวิธีเดิม ๆ ต่อไป

    อีก 10 ปี ถ้ายังไม่เบื่อซะก่อนก็ยินดีจะแก้ปัญหาเดิม ๆ ด้วยวิธีเดิม ๆ

     

    อีกเรื่องก็คือ

    เมื่อก่อนนี้เป็น programmer นิสัยเสียมาก

    Hack มันทุกอย่าง

    Hack เว็บ Hack นู่น Hack นี่

    ตอนนั้นรู้สึกว่าการ Hack เนี่ยเป็นเรื่องปกติซะทีเดียว

    แล้วมีอยู่วันนึงที่กำลังจะเอารหัสบัตรเครดิตไปซื้อของอย่างนึงซึ่งราคาแพงทีเดียว

    (ทำที่ร้านเน็ตที่ไม่ได้บันทึกว่าใครใช้เครื่องไหนเมื่อไรด้วยนะ เช็ก ip ลำบากมาก)

    ก็คิดขึ้นมาได้ว่า

    เอ๊ะนี่เรากำลังทำอะไรอยู่

    หลังจากนั้น

    นอกจากใครโปรแกรมผิดลิขสิทธิ์แล้ว

    ก็พยายามจะไม่ทำอะไรที่อยู่นอกกรอบการใช้คอมพิวเตอร์ที่ดีเลย

    Ka-Zaa Bit Torrent ก็ไม่พยายามจะเล่น

    หรืออะไรหลาย ๆ อย่างก็ไม่พยายามจะสนใจไม่ติดตามข่าว

    คนเราบางที

    คงต้องเอาใจคนอื่นมาใส่ใจคนอื่นให้มาก ๆ หน่อย

     

    ที่เขียนนี่ก็เตือนตัวเองอยู่ด้วยเหมือนกัน

    เพราะว่าพักหลัง ๆ รู้สึกว่าสิ่งที่ขาดไป

    ก็คือการเอาใจคนอื่นมาใส่ในใจของตัวเอง

    แต่ก็นั่นแหละ

    คนทั้งโลกคิดไม่เหมือนกัน

    ชอบไม่เหมือนกัน

    คิดไม่เหมือนกัน

    บางทีการเอาใจคนอื่นมาใส่ลงในใจตัวเองเนี่ย

    อาจให้ผลในทางลบอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดก็ได้เนาะ JJJJJ

     

    แปะเพลง

     

    เนื้อเพลง: ได้ไหม
    อัลบั้ม: เพลงประกอบละคร สาวใช้หัวใจชิคาโก้
    ก้อง สหรัถ สังคปรีชา

    ได้ไหม


    จะให้อภัยได้ไหมให้ใครคนนึง ที่ทำให้เธอเหนื่อยหัวใจ
    ใครสักคนที่เธอรัก และคิดร่วมวันฝันใฝ่ แต่เหมือนใจร้ายกว่าใครทุกคน

    เธอให้อภัยได้ไหมให้คนๆนึง หนึ่งคนที่กำลังทุกทน
    ที่ต้องทำให้เธอช้ำ ทำให้เธอหมองหม่น ทั้งที่รักเธอจนแทบจะขาดใจ

    เข้าใจเสมอ ถ้าเธอโกรธฉัน ที่ทำกับเธอวันนั้นฉันเองก็ยังเสียใจ
    เข้าใจเสมอ ถ้าเธอไม่คิดให้อภัย ฉันก็คงโชคร้ายกว่าใครทุกคน

    ได้โปรดสบตากับฉันเหมือนวันเดิมๆ ได้โปรดอย่าเพิ่งเมินหมางไป
    อยากให้เธอเข้าใจฉัน และพร้อมร่วมวันฝันใฝ่ บอกฉันได้ไหมว่าเธอก็ยังเหมือนเดิม

    เข้าใจเสมอ ถ้าเธอโกรธฉัน ที่ทำกับเธอวันนั้นฉันเองก็ยังเสียใจ
    เข้าใจเสมอ ถ้าเธอไม่คิดให้อภัย ฉันก็คงโชคร้ายกว่าใครทุกคน

    ได้โปรดสบตากับฉันเหมือนวันเดิมๆ ได้โปรดอย่าเพิ่งเมินหมางไป
    อยากให้เธอเข้าใจฉัน และพร้อมร่วมวันฝันใฝ่ บอกฉันได้ไหมว่าเธอก็ยังเหมือนเดิม

    อยากให้เธอเข้าใจฉัน และพร้อมร่วมวันฝันใฝ่ บอกฉันได้ไหมว่าเราจะยังรักกัน

     

     

    July 01

    ละครเรื่องที่ถูกดองมานาน

    อ่า ขอบคุณ พี่เอ็ก รัดจิ หมู อิ๊ก และ เต้

    ที่ช่วยคอมเมนต์ให้ในบล็อกที่แล้ว

     

    บล็อกครั้งนี้ก็คงจะเป็นไปตามที่พูดไว้เมื่อคราวที่แล้ว

    คือตั้งใจจะคุยเรื่องการไป trip 227

    ไปเที่ยวพัทยากันคับ

    อื่มมันผ่านมาเป็นเดือนแล้วหละ

    แต่ก็เพราะยุ่ง ๆ อยู่เลยไม่ได้ลงมาเขียนซักที

    ก็ขออนุญาตเขียนเป็นที่แรกเพราะเพื่อน ๆ ก็ยุ่ง ๆ กันอยู่ไม่มีเวลาเขียนเหมือนกัน

    ตอนที่เขียนนี่ก็ไม่ได้ว่างมาก

    แต่แค่ไม่ค่อยจะมีอารมณ์ทำงานแค่นั้นเอง

     

    ว่าไปตั้งแต่กลับจาก robocup เนี่ยไม่ค่อยมีอารมณ์ทำงานเลย

    ยังไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน

    เหมือนความมั่นใจหมด

    และมีเรื่องจุกจิกที่ไม่เกี่ยวกับงานเท่าไหร่ให้คิดอยู่ตลอดเวลา

    เอาหละเรื่องที่จะเล่าเนี่ย

    ค่อนข้างจะมั่วอยู่หลายจุด

    เพราะว่ามันผ่านมานานแล้ว

    ก็เลยจะจำไม่ค่อยได้

    สมองคนนะ

    ไม่ใช่ harddisk

    จะได้จำทุกอย่างได้เป๊ะ ๆ

    แม้ว่าอยากจะจำแค่ไหนก็ตาม

     

    (อื่ม ต้นโดนคอมเมนต์เยอะมากเรื่องพูดไม่ค่อยเข้าเรื่อง เข้าใจเหตุผลแล้วหละ)

    ก็ถ้าเพื่อนที่ไปด้วยกันมาอ่านบล็อกนี้พอดี

    ช่วยกันแก้ ๆ ด้วยนะคับ

     

    เริ่มเลยดีกว่า

    นัดตั้มไว้ที่รถไฟฟ้าหมอชิตตอน 6 โมงครึ่ง

    เกือบไปไม่ทันแต่ไปถึงก็พบว่า

    ยังมากันไม่ครบ

    คนที่นัดกันที่รถไฟฟ้าก็มี ตั้ม เฟื่อง หนิง เอ๋ และ เรา

    อยู่จุฬาทั้งนั้นเลย

    มีแค่หนิงอยู่ศิริราช

    แต่ไม่ค่อยได้เจอ

    ก็มีตั้มนี่แหละเจอบ่อยหน่อยอยู่ภาคเดียวกัน

    ส่วนเฟื่องเนี่ยอยู่คณะเดียวกันแท้ ๆ

    แต่แทบจะไม่เห็นกันเลย

    เอ๋ยิ่งแล้วใหญ่

    เจอกันครั้งล่าสุด

    3 เดือนที่แล้วตอนดึก ๆ

    (เอาเรื่องที่เจอเราตอนดึก ๆ มาเผาด้วย)

    นั่งรถไฟฟ้าไปที่เอกมัย

    ก็เจอ บี ผึ้ง เก๋ง เม่น และ แบงค์

    ตอนนี้ปัญหาก็คือ

    บูนหายไปไหน ????????

    (เออจะว่าไปปัญหานี้เราเคยเจอบ่อยมากที่ญี่ปุ่นตอนไป imagine)

    ก็รอ ๆ หา ๆ บูนอยู่พักใหญ่

    กว่าจะออกจากกรุงเทพได้

    แทบแย่

    ได้ขึ้นรถเร็วพอสมควรเนื่องจากความเชี่ยวชาญในเส้นทางของเม่น

    ก็ไปถึงพัทยาประมาณเที่ยง ๆ

    ตอนนี้เรายังมีสมาชิกอีก 2 คนที่ยังไม่มา

    นั่นก้อคือตู้กับอ้อ

    จะมาเจอกันก่อน

    แล้วค่อยมาสมทบกับพวกเราอีกที

    ค่อย ๆ เขยิบไปตั้งใจว่าจะขึ้นเรือไปเที่ยวเกาะ

    แต่เกาะมันก็ไม่มีอะไรเป็นเกาะงี่เง่า ๆ ไม่มีอะไรต่างจากบนฝั่งพัทยา

    ค่าเรือก็แพง

    เลยตัดสินใจจะไม่ขึ้น

    เข้าห้องพักเอาของไปเก็บดีกว่า

    จากนั้นก็นั่งรถไปสวนสนุกอะไรบางอย่าง

    ได้โหนสลิงลงมาจากหอสูง 100 เมตร

    แล้วก็ได้เล่นเครื่องเล่นที่เขาเรียกกันว่า Free Fall

    สนุกดีเหมือนกันนะ

    รู้สึกเหมือนได้กลับเป็นเด็ก ๆ อีกครั้ง

    แต่แอบผิดหวังเล็กน้อย

    ตรงที่โหนสลิงเนี่ย

    มันค่อย ๆ ลงมาช้า ๆ ด้วยความเร็วคงที่

    ดูน่าเบื่อกว่าที่คิด

    กว่าจะลงมาถึงเนี่ย

    ถ้าหลับได้ก็คงหลับไปแล้ว

    ส่วน Free Fall เนี่ย

    ได้เห็นวิวแป๊ปเดียว

    เวลาที่เหลือใช้ไปกับการทดลองว่า

    มันตกด้วยการที่ไม่มีแรงต้านจริงรึเปล่า

    เอาเหรียญไปวางบนมือ

    แล้วดูว่ามันจะลอยอยู่เหนือมือเสมอรึเปล่า

    ปรากฏว่ามือไม่นิ่งและเหรียญมันก็ตกหายไปไหนไม่รู้ JJJJJ

    พลาด ๆ ๆ ๆ ๆ

     

    เสร็จจากสวนสนุกแล้ว

    ก็ไปต่อด้วย

    รถ Go Cart

    แพงมากเลย

    เล่น 10 นาทีราคาตั้ง 300

    แต่เผอิญเป็นอะไรที่อยากเล่นมานานแล้ว

    ก็เลยลองเล่นดู

    ซ้อมกับเกม Need For Speed ตอนฝึกงานมาเยอะ

    ขอลองซักทีนึงเหอะ

    ปรากฏว่าตอนขับแรก ๆ เนี่ย

    กล้า ๆ กลัว ๆ อยู่แฮะ

    ก็เลยขับแบบช้าที่สุด

    ขับแบบรถยนต์จิง ๆ เลยหละ

    ค่อย ๆ เหยียบคันเร่งอย่างช้า ๆ

    ตอนเข้าโค้งเนี่ยก็ต้องเหยียบเบรกอย่างใจเย็น

    ต่อมาขับเร็วขึ้นอีกนิดนึง

    แต่ก็ยังไม่วาย

    โดนบีน๊อครอบไป 2 รอบ

    โดนแบ๊งค์น๊อครอบไป 2 รอบเช่นกัน

    อายจัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

    ความเร็วกับต้นเนี่ยก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากอยู่ดีแฮะ

    เอาเป็นว่าอย่างน้อยที่สุด

    ก็ยังสามารถแซงเด็ก(ที่ขับรถคันเล็กมาก ๆ)

    ได้ตั้งสองรอบแหนะ

    ภูมิใจมาก ๆ เลยนะเนี่ย JJJJJJ

    จะบอกว่าแม้ว่ามันจะ 10 นาทีเนี่ย

    แต่รู้สึกว่ามันนานมากเลย

    เล่นแล้วสนุกอยากเล่นอีกรอบ

    เล่นอีกทีจะไม่ยอมโดนน๊อกรอบแล้วนะฟุ้ย ๆ ๆ ๆ ๆ

    ตั้งใจจะไปเล่น Paintball ต่อ

    แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่ค่อยมีใครอยากเล่นซักเท่าไร

    ก็เลยไม่เล่นกัน

     

    กลับมาห้องพักสมทบกับตู้และอ้อ

    แล้วก็นั่งรถสองแถวออกไปเล่น banana boat

    ถึงตอนนี้ต้นเริ่มหมดสภาพเล็กน้อย

    เมื่อวานนอนตี 3 ตื่นตี 4 ครึ่ง

    นอนขนาดนี้ถ้าเป็นนั่งเขียนโปรแกรมบั๊ก ๆ อยู่กับโต๊ะก็ไม่เป็นไรหรอก

    ทำบ่อย

    แต่นี่ก็เดินทาง

    แม้จะเป็นการเดินทางแบบสบาย ๆ ไม่ได้เลวร้ายเหมือนเข้าค่าย

    แล้วก็มาเที่ยวทะเล

    ไม่ได้ปีนเขาก็เหอะ

    ก็ยังรู้สึกเหนื่อยอยู่ดี

    เล่น banana boat ไม่ไหวจิง ๆ แฮะ

    เลยขอนั่งคุยกับเพื่อน ๆ ริมหาดดีกว่า

    ได้คุยกับตู้กับเม่นไม่กี่คำ

    ต้นก็ถึงบางหลับ

    (มาทริบนี้ต้นโดนคอมเมนต์ว่านอนหลับบ่อยอย่างรุนแรงมาก)

    ตื่นขึ้นมาเพื่อน ๆ ไปอาบน้ำที่โรงแรม

    ต้นก็หลับต่ออีก

    จากนั้น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

    ก็นั่งรถไปดูจุดชมวิวของพัทยา

    ถ่ายรูปกันพอเป็นพิธีสองสามรูป

     

    แล้วก็ลงมากินข้าวที่ร้านนางนวล

    เพื่อน ๆ กินกันโหดจังเลยคับ

    กินเหมือนพายุเข้าไปที่จานอาหาร

    พอพายุหายไปอาหารก็หายไปหมดแล้ว

    ก็แน่ละสิ

    เที่ยวเหนื่อยกันมาทั้งวัน

    ก็เลยหิวกันแบบสุด ๆ

    เล่นเอาต้นที่กินน้อย ๆ งิดเล็กน้อยเลย

    แต่สุดท้ายต้นที่งิดอยู่ก็เก็บจนชนิดที่เรียกว่า

    ก้างปลาก็ไม่เหลือ(คิดดูเอาเองละกัน)

     

    กินข้าวเสร็จแล้วก็ไปเดินที่ถนนอะไรไม่รู้

    แต่น่าจะเรียกว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรมของเมืองพัทยาเลยหละ

    สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอโกโก้ (สะกดยังไงดีหละ)

    แล้วก็มีเมียระเด่นลันไดยืนอยู่เต็มไปหมด

    (สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด .... งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า .... นั่นแหละ)

    ไม่น่ามองซักนิดเลย

    แต่ก็เป็นบรรยากาศที่แปลกดีทีเดียว

    ไม่น่าเชื่อว่าบ้านเราจะมีอะไรที่ดูแล้วก็แปลกตาขนาดนี้ด้วย

    สรุปไป ๆ มา ๆ ก็ไม่ได้เข้าไปดูโชว์อโกโก้

    เพื่อน ๆ เลือกที่จะเดินไปที่ท่าเรือท่าหนึ่งท่าไหนก็ไม่รู้

     

    ในขณะที่ต้น เม่น ตู้ และ ตั้ม

    ไม่เดินไปไหน

    เพราะมีภารกิจสำคัญต้องไปดู FA Cup นัดชิงชนะเลิศ

    ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

    แน่นอนในฐานะสาวกท๊อฟฟี่ที่ดี

    เชียร์เวสต์แฮมสุดกู่

    ฮึ่มไอ้คุณเจอร์ราดกัปตันทีมลิเวอร์พูล

    ยิงลูกฟลุ๊กโคตร ๆ ได้นาทีสุดท้ายเลย

    ทุกคนพากันชื่มชมเจอร์ราดในฐานะกัปตันทีมที่เต็มไปด้วยใจ

    และสามารถนำทีมลิเวอร์พูลไปถึงแชมป์วันนั้นได้

    แต่คำถามที่ยังคาใจของต้นอยู่เสมอก็คือ

    กัปตันทีมอย่างเจอร์ราดเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของผู้นำจิงเหรอ

    กัปตันทีมอย่างเจอร์ราดจะเข้าไปสั่งงานบัญชาเกมในทุกแผง

    แผงกองหน้าของลิเวอร์พูลนอกจากต้องพยายามยิงประตูสวย ๆ แล้ว

    ต้องพยายามชงลูกดี ๆ มาให้เขายิง

    แผงกองกลางก็ต้องรอฟังคำบัญชาของเขา

    ในขณะเดียวกันเจอร์ราดลงไปเล่นในแผงกองหลังบ่อยครั้ง

    ทำให้กองหลังต้องเหลือพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เขาเล่นด้วย

    หากเขาจะลงมาเล่นในแผงกองหลัง

    เจอร์ราดเป็นคนเก่งมากในฐานะนักเตะคนหนึ่ง

    วันไหนเขาเล่นได้ดีบัญชาเกมดี

    คนอื่นซึ่งกำลังฟังคำบัญชาของเขาอยู่

    ก็จะเล่นได้ดีด้วย

    ในขณะที่วันไหนเจอร์ราดเล่นไม่ออก

    เกมของลิเวอร์พูลทั้งหมดก็จะหยุดลงไปด้วย

    ทั้ง ๆ ที่ผู้เล่นของลิเวอร์พูลแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นซุปเปอร์สตาร์

    ถ้าเกิดไปมีระบบที่มีเจอร์ราดเป็นศูนย์กลาง

    วันนั้นลิเวอร์พูลอาจจะเล่นได้ดีกว่านั้น

    เพราะเป็นทีมที่ผู้เล่นมีความสามารถเฉพาะตัวสูง(ก็แหงละสิมีเงินนี่นา)

    แต่ทุกอย่างต้องมาหยุดที่เจอร์ราดหากเขาเล่นไม่ออก

    แล้วเจอร์ราดก็แปลกอยู่อย่าง

    เขาเล่นในฐานะกัปตันทีมลิเวอร์พูลมาโดยตลอด

    พอเขาได้ไปลงเล่นในทีมชาติอังกฤษที่มีเบ็คแฮมเป็นกัปตันอยู่

    ก็เห็นได้ชัดว่า

    ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสไตล์ของทีมที่มีเบ็คแฮมเป็นกัปตันอยู่ได้

     

    เฮ้ย

    เผลอออกนอกเรื่องอีกแล้ว

    หลังจากดูบอลเสร็จเรียบร้อยแล้ว

    ต้นก็........

    หลับอีกแล้วหละ

    (นี่แกมาเที่ยวหรือมานอนเนี่ย)

    เข้าไปห้องตัวเองพบว่า

    เห็นเพื่อน ๆ เล่นการ์ดอะไรซักอย่างไม่รู้ของบูนอยู่

    เล่นด้วยไม่ไหวแล้วหงะ

    ง่วงสุด ๆ

    เลยไปนอนห้องเม่นกะเก๋ง

    เขาเล่นกันเสร็จประมาณตี 1

    ก็เลยมาปลุกกับมานอนที่ห้องตัวเอง

     

    ตื่นมาตอนเช้า

    ก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมากเท่าไร

    กินข้าว

    แล้วก็ถ่ายรูป ๆ

    กลับไปบขส.

    ขึ้นรถกลับกรุงเทพ

    ขึ้นรถคราวนี้ต้นไม่หลับแฮะ

    แต่นั่งเล่นไพ่เสียงเอะอะกับเพื่อน

    จนมาถึงกรุงเทพ

    กลับมาถึงประมาณเที่ยง

    ไปกินข้าวกันอีกมื้อที่ chester grill

    นั่งคุยกันอีกซักพัก

    ก็แยกย้ายกัน

    เพื่อนกลุ่มหนึ่งไปร้องเกะ ดูหนังต่อ

    แต่ก็เลือกที่จะกลับบ้านก่อนดีกว่า

    ยังมีงาน robocup อีกมากมายรออยู่

    เหอะ ๆ เพื่อน ๆ เปลี่ยนไปเยอะนะเจอกันคราวนี้

    เพื่อน ๆ แต่ละคนดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลย

    ที่เรียนหมอเนี่ย

    แต่ละคนมาดหมอโผล่อย่างเด่นชัดเลย

    ชนิดที่เรียกว่า

    หน้าแต่ละคนเนี่ย

    พร้อมที่จะให้คนไข้ฝากชีวิตรักษาด้วยแล้ว

    อยู่กับพวกนี้แล้วรู้สึกว่าตัวเองเนี่ย

    รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กจังเลย

     

    ก่อนจบ

    ขอบ่นนิดนึง

    ก็เพิ่งรู้สึกว่าการเป็น ลูกชังในบริษัทเนี่ย

    เป็นยังไง

    พี่ช้างคับ

    ถ้าพี่ได้มาอ่าน

    พี่จะพูดกับผมดี ๆ ด้วยเหตุผลติดต่อกันเกิน 3 ประโยคไม่ได้จิง ๆ เหรอคับ

    ตั้งแต่แข่งเสร็จเนี่ย

    พี่พูดกับผม 2 ประโยคแล้วก็ตะคอก ๆ ใส่

    ถ้าไม่ตะคอก ๆ ใส่ก็จะหลับตาเบือนหน้าหนี

    ทำหน้าเหมือนกับ กรูเอือมระอามรึงเต็มทีแล้ว รีบไปไกล ๆ ตรีนกรูเหอะ

     

    แหวนคับ

    ถ้าแหวนได้มาอ่าน

    จะพูดดี ๆ ด้วยเหตุผลเกิน 3 ประโยคไม่ได้จิง ๆ เหรอ

    ตั้งแต่แข่งเสร็จเนี่ย

    แหวนพูดกับเราได้ 2 ประโยคแล้วก็โบ้ยไปให้พูดกับคนอื่นแทน

    ถ้าไม่โบ้ยไปให้พูดกับคนอื่นแทน

    ก็จะหันหน้าไปยิ้มกับใครซักคน

    ทำหน้าเหมือนกับ เห็นไหมมันพูดอะไรงี่เง่า งี่เง่าอีกแล้ว เอาหมอนี่ไปเก็บไกล ๆ ตรีนกรูหน่อยได้ไหม น่ารำคาญจิง ๆ

     

    คนไม่เจียม (พลพล)
    ฉันกลายเป็นเป็นคนอย่างนี้ ได้อย่างยังไง
    ฉันเห็นแก่ตัวใช่มั้ยที่ทำอย่างนั้น
    จะพูดคำว่ารักเพื่ออะไรกัน
    ทั้ง ๆที่คนอย่างฉันไม่ควรคู่เธอ
    * แม้ว่าดาวจะลอยหลงฟ้า
    โชคชะตาจะขีดพาให้พบเจอ
    แต่ดาวยังคงเป็นดาวเสมอ
    แม้ว่าเธอจะเผลอลืมไป
    **อย่าฉุดเธอไว้อีกเลยขอที
    จับมือเธอไว้อย่างนี้เพื่ออะไร
    ปล่อยเธอให้หวนกลับฟ้าของเธอไป
    ปล่อยย้ำตาให้มันไหล ให้มันรินล้างใจคนไม่เจียม
    แม้ว่าเราจะต้องปวดร้าวสักเท่าไหร่
    แม้มันจะไม่เป็นไปเหมือนใจต้องการ
    ไม่เจอะกันอีกแล้วจนชั่วกาล
    สักวันเธอคงจะรู้ว่าฉันทำเพื่อใคร

    (*)(**)
    คำว่ารักแม้มันจะยิ่งใหญ่แต่มันไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง

    (**)
    ปล่อยย้ำตาให้มันไหล ให้มันรินล้างใจคนไม่เจียม