Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

Blog


    March 22

    Blog tag ครับ

    ขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ ฝ้าย เต้ และ พี่เอ็ก ที่มา comment ใน entry ที่แล้วนะครับ
     
    บล๊อกวันนี้จะไม่เหมือนทุกทีหละคับคือ
    เพราะว่ามีเรื่องน่ายินดีนั่นคือ
    ต้นไซโคโดน tag !!!!!!!!!!
    น่ายินดีตรงไหน ตอนแรกก้อไม่อยากโดน tag อยู่อะนะ
    แต่ไป ๆ มา ๆ ทำไมทุกคนโดน tag กันหมดแล้วต้นไม่โดน tag อยู่คนเดียวหละ
    เรื่องคิดมากทำตัวแบบเด็กมีปัญหานี่เก่งที่สุดในโลกเลย (อีกแล้ว)
    ตอนนี้ก้อมีคน tag แล้วหละ 2 ที่ในวันติด ๆ กันเลย
    ก้อคือแบงค์ http://natbank.spaces.live.com/
    และบอย http://www.bundit.net/blog
    อยากบอกว่ารู้สึกขอบคุณมาก ๆ ที่เลือกเราไปอยู่ใน list น้า
     
    เอาหละ
    "Blog Tag ก็คือ การบอกสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง 5 อย่าง แล้ว Tag ต่อให้คนอื่นทำบ้าง แบบนี้ไปเรื่อยๆ"
    เอาเวอร์ชั่นนี้ละกัน สั้น ง่าย ได้ใจความ สวนทางกับ blog เราดี :):):):):):)
     
    ว่าแต่โดน tag สองครั้งเนี่ย เราสามารถเขียน 10 ข้อ แล้ว tag 10 คนได้เปล่าเนี่ย (ถ้าทางแกจะมีเรื่องชอบเปิดเผยเยอะมาก เลยนะไอ้ต้น)
    เอาหละเริ่มเลยดีกว่า
     
    1. เหอ ๆ เห็นเรางง ๆ อยู่ทุกวันนี้เนี่ย ความจิงแล้วมันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้วหละ
    ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้เราเป็นคนทึ่มมาก ๆ เลยอะ เคยได้รับฉายาที่แสดงความทึ่มมากมายเช่น
    ไอ้เฉื่อย โบโบ้(เป็นตัวละครใน dragonball Z หนะ) จนมาถึงฉายาที่หลาย ๆ คนรู้ก้อคือ หมีพูห์ ก็มีที่มาจากความเชื่องช้าหละ
    ประมาณว่าเริ่มพูดได้ก็ช้ามาก(แม่บอก)
    และที่สำคัญ
    "เราเขียนหนังสือไม่ได้จนเรียนถึงป.3" เลยหละ
    ตอนนั้นเนี่ย ครูอ้อ (ครูประจำชั้นตอนนั้น) ต้องเรียกไปนั่งที่โต๊ะครูตัวต่อตัว แล้วก้อจับมือให้เขียนหนังสือให้เป็นเลยหละ
    แต่เราก้อยังดักดานเขียนไม่เป็นอยู่ดี
    ตัวหนังสือเราตอนเด็ก ๆ เนี่ย ถ้ามีหัวเมื่อไรมันจะใหญ่ครึ่งบรรทัดเพราะว่าตรงครึ่งบรรทัดมีเส้นบาง ๆ ลากไว้อยู่
    (สมัยเด็ก ๆ เราเขียนเต็มบรรทัดกันนี่เนาะ)
    มันก้อจะหัวโตอย่างผิดธรรมชาติ
    อาจจะส่งผลต่อขนาดหัวปัจจุบันของเรามั๊ง
    อ้อ แล้วเรื่องสำคัญ เราจับดินสอและตะเกียบไม่เหมือนชาวบ้านนะ
    คือหลักการจับตะเกียบที่ถูกต้องนิ้วกลางต้องเป็นจุดหมุนใช่มะ
    ทีนี้ตอนเด็ก ๆ ใช้นิ้วกลางเป็นจุดหมุนยังไงมันก็ไม่ work ซะที
    ก็เลยใช้นิ้วนางเป็นจุดหมุนแทน
    แล้วก็ติดเป็นนิสัยจนถึงบัด now
    เวลากินข้าวกับญาติผู้ใหญ่ ก็มักจะโดนตำหนิเรื่องจับตะเกียบทุกที
     
    2. เราไม่มี sense ด้าน ศิลปะ ดนตรี และ กีฬาเลยแม้แต่น้อย
    เคยสอบตกปิงปอง ด้วยหละ ได้ 14 จาก 30 ตอนมิดเทอม ต้องทำเรื่องขอซ่อม สุดท้ายเทอมนั้นได้ปิงปองเกรด 1
    เคยได้ศิลปะ 52 คะแนน ได้เกรด 1 (ประมาณว่าเกือบได้ 0 อย่างหวุดหวิด)
    ความจิงแล้วเราไม่เคยได้อะไรพวกนี้ดีกว่าที่รองสุดท้ายเลยอะ รางวัลบู้บี้อวอร์ดเต็มบ้านแล้ว
    มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับศิลปะเล็กน้อย คือตอนม.3 ครูให้วาดมือที่กำลังกำอยู่หละ
    เป็นครั้งแรกน้า ที่แบบรู้สึกภูมิใจกับงานศิลปะ วาดได้เหมือนมาก ๆ
    แต่ครูเขาให้ 1 จาก 3 คะแนนหละ เขียนมาว่า "สัดส่วนผิด"
    ก็เลยไปหาครูแล้วกำมือให้ดู.......ครูเขาก็อื้มแล้วก็แก้คะแนนให้
    สัดส่วนมันไม่ผิดจริง ๆ ด้วย ถ้าเทียบกับมือของคนวาด
    แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่า sense พวกนี้มันสร้างได้หละ
    กำลังฝึกฝนอยู่น้า
     
    3. เราสอบได้ทุน Monbusho โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองกำลังสอบทุน Monbusho อยู่
    เหอ ๆ อันนี้เรื่องแปลกสุด ๆ
    คือเนื่องจากตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเขาจัดระเบียบกระทรวงใหม่ไงแล้วก็เปลี่ยนชื่อกระทรวงเป็น Monbukagakusho
    แล้วเราก็เลยเข้าใจมาตลอดว่ามันเป็นคนละทุนกัน
    ประมาณว่าเข้าใจไปว่าทุนนี้มันเป็นทุนที่เล็กกว่า Monbusho
    ก็เลยสอบอย่างสนุกสนานไร้ความกดดัน ประมาณว่า ใช้เป็นที่ลับฝีมือก่อนสอบทุน Monbusho
    กว่าจะรู้ว่ามันเป็นทุนเดียวกัน
     
    ก็สอบสัมภาษณ์ผ่านไปแล้วหละ เขาให้ไปกรอกใบสมัครที่สถานฑูตนู่นแหละถึงจะรู้
     
    4. เราเป็นโรคกลัวผู้หญิงขั้นเริ่มต้นหละ
    ประมาณว่าเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่าญาติเราเป็นผู้หญิงน้อยมาก ๆ อะ
    มีพี่น้องก็เป็นผู้ชายหมด.........แล้วก็แบบลูกพี่ลูกน้องก็มีผู้หญิงเหมือนกันนะ
    แต่ก็อายุห่าง 14 - 15 ปี (มีที่ทั้งแบบมากกว่าแล้วก็น้อยกว่า)
    แล้วก็แบบ.......ตอนม.ต้นอยู่โรงเรียนชายล้วนอะ
    ไม่รู้ทำไมคนอื่นที่อยู่โรงเรียนชายล้วนเขาไม่ได้เป็นโรคนี้อะ
    แต่เราเป็นนะ
    ประมาณว่าตอนที่มาอยู่เตรียมตอนม. 4 ต้องพูดกับแวนตอนที่ทำ project powerpoint อะ
    แล้วก็พูดแบบงง ๆ ไปได้ซักพัก แล้วพอจะเรียกก็นึกไม่ออกอะ
    ว่าจะใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 ว่าอะไรดี เพราะว่าไม่ได้ใช้มานานแล้ว ปกติเรียกเพื่อนว่า "นาย" อะแต่มันคงใช้ไม่ได้ใน case นี้
    แล้วก็นิ่งไปแบบนานมาก จนแวนต้องเตือนสติว่า ใช้ว่า "เธอ" ก็ได้มั๊ง อ้าวเหรอ เหรอ เหรอ ปกตินี่ใช้ เธอกันเหรอไม่รู้ ไม่เคยใช้
    เหอ ๆ อันนั้นมันตอนเริ่มแรก แต่ตอนหลัง ๆ นี่ก็เริ่มดีขึ้นแล้วนะ
    ประมาณว่าพอพูดได้แล้วอะ แม้จะไม่ค่อยรู้เรื่อง
    แต่ก็พูดกับทุกคนไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว พูดกับผู้หญิงไม่รู้เรื่องกว่ามันก็ยังแปลว่าไม่รู้เรื่องอยู่ดี
    แล้วก็จะแบบกลัว ๆ ไม่กล้ามองหน้าอะไรแบบนี้อะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไม่รู้จัก
     
    5. ตอนเด็ก ๆ เราเคยฝันร้ายติดกันหลายคืนมาก ๆ
    ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นตอน 9 ขวบมั๊ง
    ฝันประมาณว่าตัวเองตายไปแล้ว
    แล้วก็เห็นภาพตัวเองตายแล้วก็สภาพคนที่ยังอยู่
    ฝันว่าลอยล่องไปที่นั่นที่นี่ แล้วก็ไปเจอนู่นเจอนี่หลังจากที่ตายแล้ว
    ฝันอยู่ติด ๆ กันหลายสิบคืนจนไม่อยากจะนอน
    แล้วคืนสุดท้ายก็มีคนเดินมาบอกว่า ความจริงแล้วเราต้องเจอสภาพพวกนี้แล้ว
    แต่เขาจะต่อเวลาให้อยู่อีก 30 ปี ฉะนั้นเราจะเจอสภาพนี้ตอนอายุ 39 ปี
     
    เหอ ๆ อาจเป็นเรื่องที่เราอุปาทานคิดมากอะไรไปเอง
    หรือเป็นเพราะว่าพ่อเปิดละครหลังข่าวตอนที่เรานอนก็เลยฝันเหมือนละครหลังข่าว
    แต่ก็เป็นเหตุการณ์ลับ (แต่ไม่ลึก) ที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เลย
     
    เอาหละ ได้เวลา tag คนอื่นแล้วหละ
    1. น้องตั้ม บังคับเปิด space ณบัด now ไปอยู่เมกามีเรื่องให้เล่าตั้งเยอะแยะ ไม่ยอมมาเล่ากันมั่ง
    2. รัดจิ http://archangle-ion.spaces.live.com อื่ม แม้ว่าจะเอาอัตชีวประวัติมาลงแล้วแต่ก็ยังอยากรู้เรื่องอื่นอีก เปิดเผยซะดี ๆ
    3. ฝ้าย http://onni-fai.spaces.live.com 555 ไม่รู้ที่ทันตะเขาจะมีเล่น blog tag กันบ้างไหม แต่ก็ถือโอกาสกระจายเกมนี้ไปที่ต่างคณะละกันนะ
    4. แหวน http://wrn.bloggang.com เหอ ๆ แข่งเสร็จแล้วหนิ คงมีเวลา up blog แล้ว จิง ๆ อยาก tag หมูกับเล่ยด้วยอะแต่เห็นไม่ค่อยอัพ blog แล้ว กลัวเสียฟรี
    5. พี่เอ็ก http://ekdaily.blogspot.com ชื่อเอ็กเดลลี่ แต่ อัพบล๊อกครั้งสุดท้าย 19 กุมภาพันธ์ ควรจะเปลี่ยนชื่อ blog เป็น ekmonthly หรือ ekannually น่าจะดีกว่านะครับ
     
    March 15

    Top-Down Approach = An Idiot Method

    เหอ ๆ จ่าหัวแรงเกินไปรึเปล่าน้า
    ขอบคุณ แน็ค ฝ้าย รัดจิ และ เต้ สำหรับการคอมเมนต์นะครับ


    blog วันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก blog ที่เคยเขียนเมื่อ 2 ครั้งที่แล้ว
    แต่โดนลบทิ้งไปแล้ว
    ตอนแรกก้อกะว่าจะเหลือส่วนที่เป็นสาระไว้
    แต่คิดไปคิดมา
    อยาก Rewrite ใหม่ให้ได้แง่ได้มุมมากขึ้น

    ก่อนอื่นก็คงต้องแอบเศร้าเล็กน้อย
    blog ครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เขียนก่อนที่จะเดินทางไปที่ดินแดนป๊อกกี้ (ยืมคำนี้มาจากพี่ซือ)
    ก็ไม่รู้ว่าพอได้เหยียบ เมืองป๊อกกี้แล้วจะได้มีโอกาสเขียนมากน้อยแค่ไหน
    แต่เท่าที่สังเกต
    คนที่ไปก็จะมีโอกาสได้อัพ blog น้อยลง
    ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันมีเรื่องให้ตื่นเต้นมากจนไม่เหงามาอัพ blog
    หรือว่าเครียดจัดเรียนเหนื่อยจนไม่มีเวลาอัพ blog กันแน่

    เอาเป็นว่าการจะอัพบล๊อกกี่ครั้ง ไม่ใช่ประเด็นสำหรับการอัพบล๊อกวันนี้
    ประเด็นสำคัญวันนี้คือ แน่ใจแล้วเหรอว่าระเบียบวิธีที่เราใช้อยู่ในการแก้ปัญหาบนโลกนี้

    นั่นก็คือการแก้ปัญหาแบบ Top-Down เป็นระเบียบวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
    สำหรับคนที่ไม่ได้จบทางคอมพิวเตอร์อาจจะยังงง ๆ อยู่

    ว่าไอ้ระเบียบวิธีการแก้ปัญหาแบบ Top-Down เนี่ย มันคืออะไร
    ลองนึกดูนะครับ
    เวลาเราจะแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง หรือจะคิดอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา
    สิ่งที่เราจะเริ่มก่อน ก็คือถามว่า "ปัญหาคืออะไร"
    ไอ้ปัญหา หรือ สิ่งที่เราต้องการจะแก้ หรือ สิ่งที่เราต้องการจะให้เกิดเนี่ย
    ถ้าจะคิดให้ดีมันเป็นส่วนบนสุดของงานทุกอย่างที่เราต้องการจะแก้
    หลังจากนั้นเราก็จะ เริ่มไล่ลงไปเรื่อย ๆ เพื่อหาว่าเราจะไปทางไหนกันต่อเพื่อแก้ปัญหานี้
    มีการใช้แผนภูมิก้างปลา, Mind mapping อะไรสารพัด (ซึ่งก้อหาข้อแตกต่างไม่เจอ) เพื่อให้เราไปสู่จุดล่างสุดของปัญหา
    หลังจากนั้นก็เริ่มแก้ปัญหาจากจุดล่างสุดทีละปัญหาจนในที่สุด
    ปัญหาที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาอันแสนยิ่งใหญ่ก็ถูกแก้ลงได้อย่างง่ายดาย
    ระเบียบวิธีนี้เป็นระเบียบวิธีที่อยู่ภายใต้การทำงานของคน
    มาหลายศตวรรษแล้ว
    ด้วยเหตุผลก็คือ มันง่าย และ มันเป็นไปตาม common sense ของความคิดมนุษย์

    เวลาเราจะแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ซักอัน
    เราก็ต้องสร้างปัญหา วางสมมุติฐานก่อน แล้ว ถึงจะค่อยแก้ปัญหา
    เวลาเราจะวิจัยเราต้องหาหัวข้อ ว่างานเราจะทำแล้วได้อะไรก่อน
    แล้วหลังจากนั้นค่อยลงมือทำ

    ปัญหาของผมก็คือว่า
    ไอ้ระเบียบวิธีแบบนี้เนี่ยมันใช้แก้ปัญหาได้จริง ๆ เหรอ
    ขอยกตัวอย่างเรื่องใกล้ ๆ ตัว เลยละกัน (ออกแนวเทคนิคนิดนึงนะ)

    มันมีวิชาแปลก ๆ อยู่ในหลักสูตรที่เพิ่งเราเสร็จอยู่วิชานึง
    ชื่อว่า Software Engineering
    ซึ่งมองเป็นระเบียบวิธีการเพื่อจะพัฒนา Software โดยเริ่มมาจากมองว่างานซอร์ฟแวร์ที่เราจะเขียนคืออะไร จากนั้นก็วางแผนแยกปัญหาออกเป็นปัญหาย่อย ๆ วางแผนแก้ปัญหาระบบทีละส่วน แล้วค่อยลงมือเขียนโปรแกรมจริง ๆ

    หลักการเหมือนจะดีนะ
    แต่สิ่งที่เห็นก็คือ คนที่ไม่เคยเขียนโปรแกรม ไม่เคยเขียนโปรแกรมในส่วนเล็ก ๆ มา.....ก่อนที่จะเขียนโปรแกรมใหญ่ ๆ
    ไม่มีสิทธ์ทำงานด้านนี้
    ออกแบบอะไรมาก็ทำต่อไม่ได้ งานที่อุตส่าห์ย่อยเป็นส่วน ๆ ซะสวยงาม.........สุดท้ายก็เป็นงานที่ไม่เหมาะจะเอาไปเขียนโปรแกรม หรือพอเขียนโปรแกรมออกมา ก็กลายเป็นโปรแกรมที่ดูไม่ได้ไร้ระบบไปซะงั้น
    ความจิงแล้วไอ้นักวิเคราะห์ระบบ จิง ๆ แล้วก็คือว่า.......คุ้น ๆ นะ เคยเขียนโปรแกรมที่ใกล้ ๆ นั้น.......เออ รู้สึกว่าเคยทำอะไรคล้าย ๆ แบบนั้น.........โปรแกรมอันใหม่มาก็ออกแบบคล้าย ๆ เดิม จากประสบการณ์เดิมจากโปรแกรมใกล้ ๆ เดิมที่เคยเขียนไว้

    สรุปแล้วไอ้วิธีแบบ Top-Down เนี่ยมันก็ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่เลยเป็นแค่การจำคำตอบเดิมมาปะนู่นนิดปะนี่หน่อย แล้วก็จบ
    จึงไม่แปลกอะไรที่งาน Software Engineering จำเป็นต้องอาศัยคนที่เคยเขียนโปรแกรมที่เป็นระบบมาก ๆ มาจัดงานในเรื่องพวกนี้

    ระเบียบวิธีวิจัยก็เหมือนกันเรามีความเห็นว่า
    ไอ้ระเบียบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
    มีการหาหัวข้อนำเสนอหัวข้อ แล้วก็ค่อยทำเนี่ย
    มันก็เหมือนเอาแผ่นทองคำไปปิดที่เจดีย์หละ
    ก็โอเคนะ ถ้าคนติดมาก ๆ เนื้อทองบนเจดีย์มันก็พอกพูนงอกเงยขึ้นมา
    แต่ตอนนี้เจดีย์ในทุกศาสตร์มันกลายเป็นรูปทรงกระบอกแล้วหละ
    เพราะว่าคนที่จะจบป.โท ป.เอก มันมีมากมาย คนนึงก็เอาแผ่นทองไปติดอยู่อันนึง

    แต่การใช้ระเบียบวิธีแบบ Top-Down นี้ สุดท้ายแล้วมันก็แค่การเอาทองไปติดหละ
    มันไม่ได้ช่วยขยายฐานเจดีย์ให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น จนกลายเป็นเจดีย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้

    จะว่าไปแล้วมันก็ตลกดีนะเราแปะทองบนเจดีย์ ซะจนเจอ Road Block กันแล้ว
    พักหลัง ๆ คนต่าง ๆ ในมหาลัยในประเทศต่าง ๆ
    ก็เริ่มหมุดมุขที่จะหาที่ปิดทอง
    ถึงขนาดมีโปรแกรม Topic Generator มาช่วย Generate หัวข้อการทำวิจัยเลยทีเดียว
    (ขออ้างถึงเว็บที่เคี้ยงโพสในบอร์ด cp30 นะ ฮาและได้ข้อคิดสอนใจ)

    ลองคิดดู ถ้าเกิดว่าเราเลิกไอ้ระบบแนวคิดที่ว่าเราจะทำอะไรก่อน
    แล้วมานั่งอยู่กับสิ่งที่สนใจ
    พยายามทำสิ่งที่เราสนใจและคิดว่าสวยงาม
    ให้มันงอกเงยออกมา โดยที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อย่างงั้นอย่างงี้
    ตามปัญหาที่เราต้องการจะแก้
    ตามหัวข้อที่เราเสนอ
    ตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ
    เหมือนนักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนที่เขาคิดไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิตโดยที่ไม่ได้มีใบปริญญาเป็นเป้าหมายในการจบ
    ไม่ได้มีเงินทุนวิจัย เป็นเป้าหมายในการทำงานวิจัย
    ไม่ได้มีลูกค้าเป็นเป้าหมายในการผลิต Software ดี ๆ มาขาย
    เราน่าจะได้อะไรจากการทำงานครั้งนั้นมากกว่า Top-Down เยอะเลย

    ขอเรียกระเบียบวิธีแบบนี้ว่า Bottom-Up ละกัน

    คนที่ได้สนุกกับการแก้ปัญหาแบบ Dynamic Programming จะรู้ว่า
    การแก้ปัญหาแบบ Top-Down เนี่ย มันมักจะแย่กว่า Bottom-Up แม้ว่าจะมองเห็นง่ายกว่าเพราะว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ Bottom-up เนี่ย หลักการดีก็จิงแต่หาวิธียากมาก ๆ บางทีอัลกอริทึมบางตัว
    ต้องมองกลับซ้ายกลับขวา พลิกไปพลิกมา ถึงจะมองออก

    เรื่องการเมืองก็เหมือนกันนะ
    เราพบว่าพวกเราทุกคน
    มักจะต้องการแก้ปัญหาจากจุดที่อยู่บนที่สุดของประเทศนั่นคือ
    นายกรัฐมนตรี ส.ส. และ รัฐสภา
    ร้านกาแฟทุกร้านที่มีชายสูงอายุมาคุยกัน
    ก็จะคุยกันว่า ทักษิณดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้ คมช.ดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้
    วินมอเตอร์ไซค์ หรือ แท๊กซี่ที่โกงค่าโดยสารว่างทีไร
    ก็จะคุยกันว่า ทักษิณดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้ คมช.ดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้
    คนเลวที่ไม่ทำอะไรวันวันกินเงินหลวงไปวัน ๆ
    ก็จะคุยกันว่า ทักษิณดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้ คมช.ดีอย่างงู้น เลวอย่างงี้
    แม้แต่นักศึกษามหาลัยอย่างเรา
    ก็มักจะต้องการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไร้ระบบในวงราชการ, ปัญหาคอรัปชั่น, ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม หรือคุณภาพชีวิต
    จากส่วนที่อยู่สูงที่สุดที่เขาจะวิจารณ์ได้นั่นคือนายกรัฐมนตรี

    เชื่อไหมครับว่า ตัวเลขคอรัปชั่นของประเทศเราที่สูงมากถึงปีละหลายแสนล้านบาท
    ประมาณ 80% มาจากข้าราชการระดับชั้นที่ต่ำกว่าอธิบดีลงไป
    ซึ่งข้าราชการเหล่านั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ
    เป็นคนที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวคุณนั่นแหละคับ บางคนก็เลวเพราะเป็นคนที่คุณรังเกียจ แต่บางคนก็เป็นคนดีเพราะคุณมองว่าการคอรัปชั่นของเขาเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
    นั่นก็หมายความว่า ต่อให้เราได้รัฐบาลที่แสนจะเซื่องซึม ซื่อสัตย์บริสุทธ์แค่ไหน
    ก็สามารถลดการคอรัปชั่นได้เพียง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
    รัฐบาลจะทำได้ก็แค่สร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับข้าราชการ ด้วยการเสนอข่าวสารที่ดี และการปราบปรามอย่างจิงจัง
    แต่มันก็แก้ปัญหาได้เพียงผิวเผินเหมือนกับการแปะทองบนเจดีย์นั่นแหละคับ

    และที่สำคัญถ้าข้าราชการยังโกงอยู่อย่างนี้
    ผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน ที่ประชาชนให้ความเชื่อถือยังรับเงินจากนักการเมืองที่โกงกินเพื่อโปรโมตให้ประชาชนเลือกพรรคนั้นพรรคนี้
    ฮิตเลอร์บอกว่า "ความคิดเห็นทางด้านการเมืองของประชาชนส่วนใหญ่เป็นความคิดเห็นที่ยืมคนอื่นเขามา"
    นั่นก็หมายความว่าชาวบ้านก็ยังผงกหัวตามการปกครองท้องถิ่นที่อ่อนแอเกินกว่าจะยุติอำนาจเงิน
    กลายเป็นว่า มันก็วนอยู่อย่างนี้ไม่ไปไหนซะที

    แทนที่เราจะแก้ปัญหาของประเทศนี้แบบ Top-Down
    เรามาลองแก้ปัญหาแบบ Bottom-Up อาจจะดีกว่า
    แทนที่เราจะเฟ้นหานักการเมืองที่ดี
    เราเริ่มจากการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งไม่ได้แปลความหมายถึงการเพิ่มอำนาจให้กับการปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐบาลทักษิณทำ
    แต่สร้างให้มีการปกครองที่มีประสิทธิภาพ มีคนมีความรู้ดีมีคุณธรรมไปปกครอง ผมคิดว่าถ้าเราเริ่มจากท้องถิ่นที่ดีได้ การที่จะได้รัฐบาลส่วนกลางที่ซื่อสัตย์สุจริตมันไม่ใช่เรื่องยากเลย

    แล้วเราจะทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ยังไง...........

    นั่นสิ นี่แหละปัญหา เพราะอย่างที่บอก.......Bottom-Up เนี่ยมีประสิทธิภาพแต่หาวิธีที่ใช้ได้ผลยากพอสมควร

    จะขอลองหาวิธีเล่น ๆ ซักหนึ่งวิธีที่คิดว่าปฏิบัติได้ยากมาก ๆ มาหนึ่งวิธี

    ที่หมู่บ้านที่เราอยู่ปัจจุบันเนี่ยมันมี "คณะกรรมการควบคุมดูแลหมู่บ้านหละ" ก็คงอารมณ์คล้ายกับหมู่บ้านของต่างจังหวัดหละนะ
    ตอนแรกก็มีประธานกรรมการอยู่คนนึงซึ่งทำงานด้วยความตั้งใจ แต่ก็มีปัญหากับกรรมการคนอื่นอยู่เรื่อย
    จนในที่สุดถูกกดดันจนลาออกแล้วก็มีประธานกรรมการ เสนอตัวเองขึ้นมาเป็นประธานกรรมการ
    เป็นนายทหารยศพันตรี ซึ่งทุกคนก็รู้สันดานว่าเป็นคนโกงโดยกำเนิด
    แต่ก็ไม่มีใครคัดค้านเพราะว่าถูกขู่ต่าง ๆ นานา ด้วยนายทหารคนนี้นั่นแหละ
    ตั้งแต่นายทหารคนนี้ขึ้นเป็นประธาน ก็เห็นได้ชัดว่ามีการยักยอกเงินของหมู่บ้านเดินละหลายแสนบาท
    รวมทั้งมีการใช้พื้นที่ส่วนรวมเพื่อธุรกิจส่วนตัวของประธานเกือบจะทุกที่
    ทั้ง ๆ ที่มีคนที่สามารถที่จะทักท้วงตั้งเยอะ
    แต่ด้วยความที่กลัวเพราะว่าประธานคนนี้เป็นทหารมีอำนาจ
    และความที่ไม่อยากขัดแย้งกับประธานเพราะกลัวจะเสียผลประโยชน์ส่วนตัวไป
    ก็ทำให้พวกเขาเหล่านั้น เลือกที่จะไม่ทำอะไร

    ที่ยกเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังก็เพราะว่า
    เรามองว่า พวกเรายังมักจะแก้ปัญหาโดยการที่เรามักจะ "เลือกที่จะไม่ทำอะไร" ทั้ง ๆ ที่ความจิงแล้วเราอาจจะเป็นคนกลุ่มเล็กเพียงแค่ไม่กี่คนที่จะทำเรื่องเหล่านั้นได้ ด้วยเหตุผลอะไรหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเกรงใจ, กลัวจะเสียผลประโยชน์,กลัวจะถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เมื่อเราเป็นกลุ่มคนที่ทำอะไรได้แต่ไม่ทำ สุดท้ายก็เลยไม่มีใครทำ
    เราเองก็เป็นอย่างงั้นเหมือนกัน แล้วก็ยอมรับว่าถ้าจะให้เราปรับก็คงเป็นเรื่องที่ยาก
    เราก็ยังทนเห็นเพื่อน ๆ เห็นรุ่นน้อง กรอกเหล้ารุ่นน้องในวันรับน้องที่คณะ ทุกปี โดยที่ "เลือกที่จะไม่ทำอะไร"
    เราก็ยังทนเห็นเพื่อน ๆ ลอกการบ้าน ลอกข้อสอบทุกครั้งที่มีการสอบโดยที่ "เลือกที่จะไม่ทำอะไร"

    โอเคหละ เห็นเจ้านายหรือครอบครัวผู้มีอุปการะเราโกงเนี่ย.........ก็คงไปตักเตือนลำบากด้วยสภาพสังคมไทย
    แต่ว่าเพื่อนกันหรือว่าคนที่อยู่ด้านล่างเห็น ๆ เนี่ย.........ควรจะทำได้แต่ทุกคนก็เลือกที่จะไม่ทำอะไร

    ความจริงแล้วการจะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเนี่ย มันเริ่มที่จุดเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ตัวเรานี่เองนะ
    การที่เราเลือกคนดีเข้าสภา ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งแต่ก็เป็นส่วนน้อยกว่าเยอะ
    ถ้าทุกคนไม่ "เลือกที่จะไม่ทำอะไร" เลือกที่จะอยู่ข้างความดีเท่าที่โอกาสจะมีให้
    สังคมไทยก็คงดีขึ้น

    แต่ก็นั่นแหละ ทำได้ยากมาก ๆ
    เราฝันเห็นระบบที่ดีขึ้นในประเทศไทยนะ
    ในฐานะที่บล๊อกนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในรอบหลายเดือนที่ได้โพสในประเทศนี้
    แม้ว่าประเทศนี้จะทำให้เราเจ็บช้ำหลาย ๆ ครั้ง แต่คนที่เรารัก คนที่สร้างเรามา คนที่มีบุญคุณกับเรา ในตอนนี้ก็อยู่ในประเทศนี้กันทุกคน
    สัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างประเทศนี้ ไม่ทอดทิ้งไปไหน

    อย่างแท้จริง (เห็นเขาใช้กันบ่อย ๆ หนะ เลยขอใช้ด้วยคน........ไม่รู้ว่าใช้ถูกที่รึเปล่า)

    อ้อ ก่อนจบ (บล๊อกเราเนี่ยมีก่อนจบบ่อยจริง ๆ)
    ตอนนี้ถ้ารุ่นน้องมาถามว่า Senior Project ควรจะทำเดี่ยวหรือทำกลุ่ม
    เราเคยอยากตอบว่าทำเดี่ยวนะ เพราะว่าเป็นอิสระดี
    แต่หลังจากวันก่อนเจอเอกับแปม รู้สึกว่าเข้าขากันดีมาก ๆ
    ก็รู้สึกว่าเราตัดสินใจผิดจริง ๆ ที่เลือกที่จะทำ Senior Project คนเดียว
    รู้สึกว่าการที่มีคู่หูที่ดีซักคนนึงมันมีค่ามาก
    มีค่ามากกว่าความมีอิสระ มีค่ามากกว่า Project เสร็จ
    อาจจะเป็นโชคดีของเราก็ได้นะ ที่ได้เหงาหลอก ก่อนจะไปเหงาจริงที่ดินแดนป๊อกกี้

    เนื้อเพลง: คนไม่สำคัญ
    อัลบั้ม: คนเดินถนน
    Source: www.siamzone.com

    แม้ไม่ใช่คนโปรดอย่างคนอื่นเขา แม้จะดูว่างเปล่าในสายตาเธอ
    ไม่เคยทำให้คำว่าฉันรักเธอ ลดน้อยลงได้เลยสักวัน

    ขอเพียงเธอไม่ลืมว่าใครอยู่ตรงนี้ ขอเพียงมีสักคำว่าคิดถึงกัน
    แค่นั้นก็เกินพอให้คนอย่างฉัน ฝันดียิ่งกว่าคืนไหน

    ไม่ว่าเป็นที่เท่าไหร่ของเธอ เธอก็คือที่สุดเสมอไป
    ถ้าเผื่อเธอพอมีเหลือแม้เพียงเสี้ยวใจ จะแบ่งปันให้ฉันบ้างหรือเปล่า

    และคนๆหนึ่งซึ่งไม่สำคัญ ก็ยังเฝ้ารอสักวันของเรา
    แค่อยากได้ยินว่ารักซักคำเบาๆ ให้ฉันได้หรือเปล่าคนดี

    ขอเพียงเธอไม่ลืมว่าใครอยู่ตรงนี้ ขอเพียงมีสักคำว่าคิดถึงกัน
    แค่นั้นก็เกินพอให้คนอย่างฉัน ฝันดียิ่งกว่าคืนไหน

    ไม่ว่าเป็นที่เท่าไหร่ของเธอ เธอก็คือที่สุดเสมอไป
    ถ้าเผื่อเธอพอมีเหลือแม้เพียงเสี้ยวใจ จะแบ่งปันให้ฉันบ้างหรือเปล่า

    และคนๆหนึ่งซึ่งไม่สำคัญ ก็ยังเฝ้ารอสักวันของเรา
    แค่อยากได้ยินว่ารักซักคำเบาๆ ให้ฉันได้หรือเปล่าคนดี

    รักฉันบ้างหรือเปล่าคนดี

    March 08

    เรื่องเล่าชาว "อินทาเนีย"

    "สวัสดีชาวอินทาเนีย วันนี้ได้เอรึเปล่า"
     
    ไม่รู้ว่าคนที่อ่านบล๊อกเราจะมีซักคนรึเปล่าที่คุ้นเคยกับวลีข้างบน
    ถ้ายังไม่คุ้นลองอีกซักประโยคนะ
     
    "ขยันจังเลยน้า...... เห็นขยันอย่างงี้เดี๋ยวตอนสายนะก็จะเป็นไปเล่นเกม........."
    นึกออกยัง
    มันเป็นคำพูดของคุณพี่ยามกะตอนเช้าหละ ใครที่ผ่านไปผ่านมาที่ตึก 4 ราว ๆ 6-7 โมงเช้าก็คงได้ยินคำทักทายอย่างนี้หละ
    เราว่าเขาเป็นคนที่ดู Active มาก ๆ เลย
    พยายามจะเรียนรู้สังคมของเราที่คิดว่าน่าจะแปลกจากสิ่งที่เขาเห็นทั่วไปหละ
    แม้ว่าหลายครั้งมันจะอดทำให้เราคิดไม่ได้ว่า
    ภาพพจน์ของคนนอกที่มอง "ชาวอินทาเนีย" เราเนี่ย
    แย่อยู่ทีเดียวเนาะ วัน ๆ ก็ได้ เอ วัน ๆ ก็ได้ เอฟ วัน ๆ ก็พยายามพูดไทยคำอังกฤษคำให้ยามล้อเล่น
     
    อย่างไรก็ดีพักหลัง ๆ พี่ยามคนนั้นก็เหมือน ๆ จะงอน ๆ เรายังไงไม่รู้แล้วก็ไม่ได้ทักเราด้วยประโยคข้างบนแล้ว
    เหมือนกับคุณอาที่ร้านขายโจ๊กที่พูดเป็นกันเองกับทุกคน แต่พอจะขายเรามักจะให้คุณอาผู้หญิงมาขายแทน
    (เห็นมะว่าพอเราเริ่มไม่มีใครคบ ก็เริ่มหาเรื่องได้แม้กระทั่ง ยามหรือคนขายโจ๊ก)
     
    เกริ่นซะตั้งนาน ในฐานะที่วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย 2 วิชาสุดท้ายของเรา
    ก็ถือว่าเป็นวันดีอยากจะเล่าเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่ไม่ค่อยมี
    เล่าชีวิตของเด็กเนิร์ด ๆ ว่า
    เผื่อใครจะอยากรู้ว่า วัน ๆ นึง ไอ้เด็กเนิร์ดชั้นสูงเนี่ยมันทำอะไรกันบ้าง
    (ไม่น่าจะมีใครอยากรู้เนาะ สังเกตจากเรตติ้งของบล๊อกนี้)
     
    ขอบคุณ รัดจิ ภูมิ และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเมนต์ใน entry ซึ่งไม่มีอะไรเลย
     
    ข้างบนสุดของบล๊อก เราเล่าอะไรบางอย่างที่มักจะได้เห็นทุกเช้าที่มามหาลัย
    ตลอด 4 ปี เราก็พยายามมามหาลัยให้เช้า ๆ หละ
    เหตุผลที่มาเช้า นอกจากไม่ชอบรถติด แล้ว เหตุผลใหญ่สุด คือขี้เกียจจะเปลี่ยนตัวเอง
    ขี้เกียจเปลี่ยนนิสัยจากที่ต้องมีเช้าตอนม.ปลาย
    มาตอนเช้า ๆ เนี่ยก็ไม่ค่อยเจอใครเท่าไหร่หรอก
    ก็เจอคนที่มาตอนเช้า ๆ เหมือนกันซะมาก คุยกันจนคนที่มาเช้า ๆ เหล่านั้นหลายคนก็เบื่อที่จะคุยกับเราหลบหน้ากันไปเลย :):):):):):):)
    เจอพี่ยาม เจออาขายโจ๊ก เจออาจารย์ผู้ใหญ่ หรืออาจารย์ที่มาตอนเช้า ๆ
    เจอครูสมบูรณ์ที่มาเปิดห้องคอมให้ใช้ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง (เป็นที่อยู่เราได้ดีทีเดียว)
    นอกจากที่พูดถึงแล้วเนี่ย
    ตอนเช้าที่จุฬามีอะไรดี ๆ อีกเยอะเลยหละ
    อากาศดี วิวดี ก็ถือว่าเราโชคดี ที่ได้มีโอกาสได้มาตอนเช้า ๆ อะนะ
    แม้ว่าการที่ต้องนอนเร็ว ๆ เพื่อให้ตื่นเช้าไหวเนี่ย ก็ทำให้เสียโอกาสไปหลาย ๆ อย่างมาก ๆ
    แต่เราก็ยังเลือกตื่นเช้ามาจนถึงตอนนี้
    มาเช้าเนี่ยมันไม่มีอะไรทำหรอก เพื่อนก็หนีหน้า
    เอางานที่ค้างหมักหมมมาจากตอนกลางคืน หาที่ทำเหมาะ ๆ
    ไอ้ที่ทำงานเหมาะ ๆ เนี่ย เปลี่ยนที่บ่อยมากเลย
    ตอนปี 1 ชอบนั่งทำงานที่ตึก Sci หละ รู้สึกว่าลมเย็นดี
    ตอนปี 2 ปี 3 ก็ย้ายมาเป็นตึก 4 เพราะว่าไม่ค่อยได้เรียนที่วิดยา
    แล้วก็ย้ายมาอยู่ชั้น 17 ด้วยเหตุผลก็คือเริ่มเบื่อคนเดินไปเดินมาที่ชั้นล่างตึก 4
    อยู่ชั้น 17 ดีตรงที่ถ้านึกอยากจะทำอะไรกับคอมก็ย้ายไปเปิดสวิทซ์ที่ห้องคอมชั้น 17 ได้เลย
     
    อ๊ะ ได้เวลาเรียนแล้วหละ
    พัฒนาการการเข้าห้องเรียนดีขึ้นตามลำดับนะ
    ตอนปี 1-2 เนี่ยถ้าไม่มีคาบเรียนก่อนหน้าจะเข้าไปนั่งเล่นก่อน 20 นาที
    อยู่กับพวกบันโดะแล้วทำให้เราต้องขยันตามกลุ่มนั้นไปด้วยหละ
    แต่พอคาบเรียนไม่ค่อยตรงกัน ไม่ค่อยได้ไปทานข้าวกับกลุ่มบันโดะ ไปไหนมาไหนคนเดียวบ่อยขึ้น
    ก็เลยติดโรคเข้าห้องเรียนตรงเวลาเป๊ะ
    และ Delay ถ้าคาบไหนอาจารย์ชอบมาช้า
    หลัง ๆ นี่ก็เลยกลายเป็น Delay เล็กน้อยมันแทบทุกวิชาเลย
    วิชาช่วงหลัง ๆ ที่ Delay ไม่ได้เนี่ยก็เห็นจะเป็นวิชาที่ไปมั่วเรียนกับเด็กวิดยาหละ (Abstract Algebra, Adv. Data Structure, Set Theory)
    เราพบว่าคณะวิดยาเป็นคณะที่มีความตรงต่อเวลาสูงมาก
    หากคุณเข้าเรียนสาย 10 นาที คุณจะนั่งใบ้กินในอีกเวลาที่เหลือ
    เริ่มและเลิกตรงเวลา แม้ว่าจะไม่เป็นวินาทีเหมือนอาจารย์ฟิสิกส์ที่ติ๊งต๊องหน่อย แต่ก็มีรถไฟเป็นเจ้าของหลายขบวนทีเดียว (เราว่าแค่นี้ก็พอจะบอกว่าได้แล้วหละว่าใครผิด........ไม่ว่าปัญหาจะมีปลายเหตุที่ใครการที่เขามีมากกว่าคนเดียวนี่แหละเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดนะ)
     
    เรามักจะกระวนกระวายเมื่อมีเหตุผลที่ทำให้ต้องโดดเรียน
    ไม่ใช่อะไรหรอก.........ขี้เกียจอ่านเองอะ
    มีคนมาป้อนให้ถึงปาก.......มันสะดวกกว่าอ่านเองเป็นไหน ๆ
    เราแอบรู้สึกว่าต่อให้วิชาท่องถึก หรือ วิชาที่เราไม่มีความรู้เพียงพอจะฟังจากอาจารย์รู้เรื่อง
    อย่างน้อยให้มันผ่านหูไปซักรอบนึง
    ทำให้ชีวิตเวลาอ่านหนังสือไหลลื่นมากกว่าเยอะเลยหละ
    อย่างน้อยก็มีความสุขที่อ่านไปแล้วก็อ๊ะ ไอ้นี่ก็เคยเจอ ไอ้นี่ก็เคยเห็น ไอ้นี่ก็ดี
    ดีกว่า........อะไรฟะ.........งม ๆ ๆ ๆ ๆ มืดมิด.........
    เพราะฉะนั้นการเข้าห้องให้ครบทุกคาบจึงเป็นเป้าหมายสำคัญหนึ่งเลยหละ
    ย้ำอีกครั้งไม่ใช่เพราะขยัน แต่เพราะขี้เกียจอ่านเอง
     
    เวลาเรียนเราตลอด 4 ปี มักจะกระจุกตัวอยู่ไม่ค่อยเกินเที่ยง ด้วยความจงใจ
    ไหน ๆ ก็มาเช้าอยู่แล้วก็หาเรื่องกลับให้มันเร็ว ๆ
    หรือไม่ก็หากิจกรรมอะไรทำตอนบ่าย ซึ่งมันมีอะไรให้ทำมากกว่าตอนเช้า
    (ข้อหลังเนี่ยเมื่อเวลาผ่านไปเราพบว่าเราคิดผิดหนะ)
    สุดท้ายวันไหนที่มีเรียนเฉพาะตอนเช้าแล้ว
    โดยมากแล้วตอนบ่ายจะได้กลับบ้านเร็วมานอนกลิ้งไปกลิ้งมาที่บ้านตอนบ่าย
    แล้วก็ไปเริ่มทำอะไรที่มีสาระตอนเย็น ๆ นู่นเลย
     
    ตลอด 7 ปีที่ผ่านมานอกจากบ้าน,จุฬา และ เตรียมอุดมแล้ว
    สถานที่ที่เราใช้ชีวิตอยู่มากที่สุดก็คือ........
    ห้าแยกลาดพร้าว สี่แยกเกษตร และ แยกรัชโยธิน
    จะติดอะไรนักหนาก็ไม่รู้
    โดยเฉลี่ยเราจะใช้เวลาบนรถ 3 ชั่วโมงนิด ๆ ทุกวันที่ไปมหาลัย
    ซึ่งแน่นอนเราคาดหวังว่า
    เมื่อไปญี่ปุ่นเราจะได้เดินลงจากหอถึงแล็บประดุจดั่งมีประตูเชื่อมกัน(คำพูดใครน้า.......และชอบคำพูดนี้มาก)
    คิดว่าถ้าได้อยู่ใกล้ ๆ มหาลัยก็คงจะได้ทำอะไรมากขึ้นกว่าตะก่อนเล็กน้อย
    ทีนี้หละต้นจะได้มีเวลาไปเป็นเชียร์ลีดเดอร์กับเขาซะที
    แต่ ๆ ๆ ๆ ๆ ในความจิงแล้วเราพบว่า
    หอเรากับแล็บเรามันต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับวันละ 2 ชั่วโมง 20 นาที -_-"
    ไม่ได้ต่างจากเดิมเลย -_-" เร็วกว่าเดิม 40 นาที
    แอบผิดหวังเล็กน้อย
    ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า
    รถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นมันจะนั่งแล้วรู้สึกสบายใจ
    ไม่ใช่นั่งแล้วรู้สึกหุดหิดหงุดหงิดหัวใจเหมือนกับรถเมล์ที่บ้านเรา เวลาที่ต้องติดที่แยกไหนแยกหนึ่งต่อกันเกินครึ่งชั่วโมง
    ความจิงแล้วเนี่ย
    บางทีความคิดดี ๆ ไอเดียดี ๆ หรือแรงกระตุ้นการทำงานดี ๆ มันโผล่ขึ้นมาตอนนั่งรถ
    แล้วก็ดับวูบไปเพราะความหงุดหงิดบนถนนนี่แหละ
    วันไหนเจอรถติดมาก ๆ ท่ามกลางอากาศร้อน ๆ เนี่ย
    กลับมาถึงบ้านแล้วไม่อยากทำอะไรเลยให้ตายสิ
     
    เหอ ๆ คนหลาย ๆ คนมักจะมีแรงทำงานมีแรงคิดมีแรงออกไอเดียตอนกลางคืน
    แต่สำหรับเราแล้วเราชอบนั่งคิดนั่งทำงานตอนกลางวันมากกว่า
    ตอนกลางคืนหนะเอาไว้คุย msn เล่นเกม เล่นเน็ต
    กว่าจะเริ่มทำงานจริงจังเนี่ยก็เลยไปทุ่มครึ่ง
    สี่ทุ่มครึ่งถ้าไม่มีงานติดพันจริง ๆ ก็เข้านอนแล้วหละ
     
    ไอ้นิสัยแบบนี้เนี่ย
    มันก็ทำให้ชีวิตลำบากเหมือนกัน
    เวลาต้องไปทำงานกับคนอื่น
    เพราะชาวบ้านที่ชอบทำงานเกี่ยวกับคอมเนี่ย
    ไม่รู้ทำไมชอบทำงานตอนกลางคืน
    ทำงานตอบกลางคืนจนเป็น Trend ไปซะแล้ว
    เห็นคนที่ทำงานบริษัทก็เข้าสาย ๆ แล้วก็เลิกดึก ๆ
    รู้สึกไม่ค่อยชอบยังไงก็ไม่รู้
     
    พูดถึงเรื่องกิจกรรม
    ในมหาลัยเราให้เกรดกิจกรรมตัวเองได้ F นะ
    ไม่รู้ทำไม ไม่มีจังหวะเหมาะ
    พอมีจังหวะเหมาะก็ขี้เกียจทำทุกที
    การที่ทำกิจกรรมน้อยเนี่ย
    ก็รู้ตัวว่าทำให้เราจูนกับคนอื่นยากทีเดียวเลย
    พยายามจะทำให้มากขึ้นนะ
    ไม่รู้จะมีคนโชคร้ายให้โอกาสอีกเมื่อไหร่
    แต่ได้ทำกิจกรรมอยู่บ้างก็ได้กินอะไรที่เขาเรียกว่า Corner หรือได้อยู่มหาลัยตอนดึก ๆ กับเขาบ้าง
    มหาลัยตอนดึกเนี่ยก็น่าอยู่ไปอีกแบบนะ
    บรรยากาศน่านอนดีถ้าไม่นับเจ้าคุณตูบ
    เกือบเคยโดนกัดไปทีนึงยกเท้าหลบทันมันเลยกัดโดนรองเท้าแตะ
     
    จิง ๆ แล้วเราไม่ได้รังเกียจคุณตูบนะ
    ชอบมากด้วยซ้ำ
    แต่มาเป็นแก๊งค์ทีละโหลเนี่ย มันก็ดูไม่น่าเข้าใกล้อยู่เหมือนกัน
     
    วันนี้มันไม่รู้จะบ่นอะไรอะ
    มีแต่แบบเล่า ๆ ก็โพสได้แค่นี้แหละ
     
    เพลง: การจางหายของรอยน้ำตา
    ศิลปิน: ฝน วิฬุหกานต์
     
    ลองทำดูหมดแล้วตั้งแต่เธอไป
    ลองกินข้าวดูหนังฟังเพลงคนเดียว
    ลองเดินบนถนนที่มากแต่คนรอบๆ กาย
    แต่ยังไงสุดท้ายก็ยังเหงาใจ
    ขาดเธอไปคนเดียวเท่านั้น
    ชีวิตฉันเคยเต็มกลับว่างเปล่า
    ข่าวว่าเธอก็ออกอาการเช่นกัน
    ถ้าเป็นอย่างนั้นวันนี้
    ฉันและเธอมาลองทบทวน
    ลึกๆ แล้วเรายังรัก ยังมีใจให้กันใช่ไหม
    ถ้าคำตอบตรงกันทั้งสองคน
    และต่างคนก็ยังไม่มีใคร
    รักกันใหม่มาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง
    จะได้ไหมเธอ
    เรื่องเก่าในวันนั้นให้ผ่านมันไป
    เรื่องที่เอาแต่ใจไม่ยอมให้กัน
    กลับมาใช้ชีวิตที่เราได้เคยใช้คู่กัน
    กลับมารวมความฝันด้วยความเข้าใจ
    ขาดเธอไปคนเดียวเท่านั้น
    ชีวิตฉันเคยเต็มกลับว่างเปล่า
    ข่าวว่าเธอก็ออกอาการเช่นกัน
    ถ้าเป็นอย่างนั้นวันนี้
    ฉันและเธอมาลองทบทวน
    ลึกๆ แล้วเรายังรัก ยังมีใจให้กันใช่ไหม
    ถ้าคำตอบตรงกันทั้งสองคน
    และต่างคนก็ยังไม่มีใคร
    รักกันใหม่มาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง
    จะได้ไหมเธอ
    ปล่อยให้น้ำตาจางและหาย
    รักกันใหม่จะไม่เป็นดังเดิม
    ถ้าเป็นอย่างนั้นวันนี้
    ฉันและเธอมาลองทบทวน
    ลึกๆ แล้วเรายังรัก ยังมีใจให้กันใช่ไหม
    ถ้าคำตอบตรงกันทั้งสองคน
    และต่างคนก็ยังไม่มีใคร
    รักกันใหม่มาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง
    จะได้ไหมเธอ