เหมือนทุกครั้งครับ ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ อัย พี่บิ๊ก พี่วิน พี่เอ็ก ครับสำหรับการคอมเมนต์ครับ
ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับแน็คที่ตั้งใจคอมเม็นต์บล๊อกเรามาก ๆ (ทำให้บล๊อกไร้สาระอันนี้ ดูมีสาระขึ้นมาเล็กน้อย) ขอบคุณมากครับ
บล๊อกวันนี้ก็ยังดูเหมือนมีสาระ แต่ไม่ค่อยมีสาระนิดนึง เนื่องจากว่าเราห่างหายการเขียนไปนาน ก็มีเรื่องให้เล่าสนุก ๆ เยอะเลยครับ (แต่ต้นเล่าก็ไม่สนุกหรอก น่าเบื่อ และจะเป็นอารมณ์บ่น ๆ มากกว่า)
ก็น่าเสียดายเหมือนกันที่เราไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์ที่ได้เจอจิง ๆ ลงในบล๊อกได้ รู้สึกว่าบล๊อกตัวเองมีความคิด (งี่เง่า) ของตัวเองบรรจุอยู่เยอะ แต่ก็ไม่มีความทรงจำ เหตุการณ์สำคัญที่น่าจดจำ
ซึ่งความรู้สึกนี้เราได้จากการไปไล่อ่านบล๊อกของคนหลาย ๆ คนที่มีความทรงจำแบบเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน
แต่มันไม่ได้จากบล๊อกเรา
โอเคเรื่องที่จะเล่าวันนี้มีสามเรื่องหลัก ๆ คือ Conference ที่เกียวโต, Conference ที่โตเกียว และ ไปเที่ยวไซตามะ
เมื่อปลายเดือนที่แล้วได้โอกาสจาก อาจารย์ให้ไป พรีเซ็นต์งานเก่าสมัยป.ตรี ปัดฝุ่น แต่งเติมเล็กน้อยส่งเปเปอร์ไปพูดที่ LA ตอนแรกตกใจมาก LA ...... เย่......ผมจะได้ไปเมกาเย่ ๆ ๆ ๆ ๆ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เพราะ LA เป็นการประชุมวิชาการในประเทศญี่ปุ่นด้าน Theoretical Computer Science (ด้านที่เราทำวิจัยอยู่นั่นแหละ) และประชุมกันเป็นภาษาญี่ปุ่น เรานักเรียนต่างชาติก็นั่งอ้าปากหวอ ตาหวาน ตลอดการประชุม 3 วัน แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ครับ (เป็นประสบการณ์คนเดียวอีกแล้ว) เริ่มลุยกันเลยดีกว่า
วันที่ 1 เมื่อวานนี้เขาไปร้องเกะ(คาราโอเกะสุดฮิตที่โตเกียว)โต้รุ่งกันหงะ แต่ไม่ได้ไปเพราะว่าวางแผนว่าจะออกแต่เช้า
เนื่องจากเป็นงานที่แล็บก็เลยได้นั่งชินกันเซ็นฟรี.....เย่....... รถไฟที่เร็วที่สุดขบวนหนึ่งของโลก ราคาแพงหูฉี่ 13,000 เยน จากโตเกียว ถึง เกียวโต ........ประหยัดเวลาไปเยอะ ปกติแล้วนั่งรถบัสใช้เวลา 8 ชั่วโมงแต่ชินกันเซ็นใช้เวลา 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่นั่งชินกันเซ็นแล้วดูวิวมันเวียนหัวแปลก ๆ เหมือนข้อมูลที่วิ่งเข้าไปในหัวมันมากกว่าปกติ 4-5 เท่าในเวลาเดียวกัน สุดท้ายก็เลยง่วงนอนแล้วก็หลับซะงั้น.....ไม่น่าเลย อุตส่าห์ได้นั่งชินกันเซ็นทั้งที
พูดถึงชินกันเซ็น
เมื่อวันก่อนคุยเรื่องคนโรคจิต (คุยเรื่อยเปื่อยแต่เนื้อหาโดยรวมเป็นเรื่องคนโรคจิต) กับเพื่อน ๆ ที่หอ
ก็คุยถึงเรื่องคนโรคจิตที่ภาคใต้เมืองไทย ตอนนั้นเราง่วง ๆ อยู่แว้บขึ้นมาในหัวว่า
ถ้าประเทศไทยลงทุนปรับปรุงรถไฟสายใต้ ให้ไปถึงนราธิวาสใน 3-4 ชั่วโมง ไฟใต้จะดับ
ดูสิครับ ผู้อ่านทุกท่าน เวลาต้นง่วงเนี่ยไว้ใจไม่ได้จริง ๆ พูดเสร็จก็ไม่รู้จะเอาอะไรมายืนยัน แล้วก็ดูเป็นคำพูดที่พล่อย ๆ
แต่ต้นคิดว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกี่ยวข้องโดยตรงกับสังคมวิทยา การเมือง ศาสนา และ ความคิดของมนุษย์
หลายคนคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน
หลายคนลงความเห็นว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันเป็นความเจริญทางวัตถุทำให้ความสังคมเจริญขึ้นค่าทางจิตใจของคนต่ำลง
แต่ผมในฐานะของคนที่ยังอยากสร้างงานวิจัยเหล่านี้ขึ้นมา เชื่อมั่นว่า ความเจริญทางวัตถุ ไม่ได้ทางให้ความเจริญทางสังคมถดถอยลงแต่ทำให้สังคมก้าวหน้าขึ้นไปมากยิ่งขึ้น
และเชื่อว่าปัญหาสังคมหลายอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เคยอ่านการ์ตูนชื่อเรื่องว่า "ต๊องแน่แต่อัจฉริยะเรียกพี่" ตอนจบ เคนทาโร่(พระเอก) ได้พูดคำนึงซึ่งเราเห็นด้วย
เทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบจะไม่มีวันทำให้ใครเดือดร้อน
แล้วเราก็มีความเห็นตรงกัน
สิทธิมนุษยชน, ทาส, ระบบศักดินา ในหลายประเทศ อาจจะไม่ถูกยกเลิกหากไม่มีแนวคิดของนักคิดซึ่งสร้างขึ้นมาจากรากฐานของตรรกะคณิตศาสตร์สมัยใหม่
การที่เรามีเครื่องจักร มีเครื่องซักผ้า เตารีด ตู้เย็น ช่วงแรกก็มีแต่คนพูดว่าจะทำให้คนตกงาน แต่ดู ๆ ไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญมาก ๆ ที่จะก่อให้เกิดการเลิกทาสในระบบทุนนิยม
นิยามของคำว่าทาส คือคนที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ เป็น routine (ด้วยสมมติฐานที่ว่าไม่มีใครอยากทำงานซ้ำ ๆ) คนที่ต้องทำงานสกปรก หรือคนที่ต้องทำงานอันตราย
มันก็เหมือนกับการเลิกทาสทางการเมืองหละ ที่ช่วงแรก ๆ แม้แต่ทาสก็ไม่อยากให้เลิก เพราะว่าคุ้นเคยกับนาย คุ้นเคยกับชีวิตง่าย ๆ ที่อาศัยอยู่กับเจ้านาย
การมีเครื่องจักรเหล่านี้ทำให้งานของคนสนุกมากยิ่งขึ้น คนที่ต้องทำงานในระดับล่างมีน้อยลง และทำให้สังคมเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น
หรือการที่สังคมสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายยิ่งขึ้น การติดต่อสื่อสารกันได้ดีขึ้น ก็อาจจะทำให้เราสามารถเข้าถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคมเช่น คนในประเทศด้อยพัฒนากำลังอดอยากได้ง่ายยิ่งขึ้น
เราคิดว่าถ้าการคมนาคมในไทยดีขึ้นมากกว่านี้........คนไทยน่าจะได้มีโอกาสรู้เรื่องภาคใต้มากกว่านี้ (ซึ่งปัจจุบันรู้แค่ว่ายิงกันเมื่อไหร่ ตายกี่ศพ) และน่าจะทำให้เกิดแรงผลักดันที่จะช่วยให้แก้ปัญหาได้ถูกจุดได้มากกว่านี้
ถ้าสังเกตปัญหาทางการเมืองในเกือบทุกที่บนโลก จะเกิดจากการที่การคมนาคมไปไม่ถึง
การคมนาคมสื่อสารความใกล้ชิด ภาษา มีผลสำคัญอย่างมากต่อการเมือง แน่นอนมีความสำคัญมากกว่าขนาดจมูกนายกรัฐมนตรี
แน่นอนเทคโนโลยีก็ต้องเผชิญกับปัญหา ที่เกิดขึ้นจากความไม่สมบูรณ์ของมัน การไม่เข้ากับของที่มีอยู่เดิม (ธรรมชาติ วัฒนธรรม), การแบ่งแยกโลกออกเป็นสองฝั่งคือฝั่งที่เทคโนโลยีเข้าถึงกับส่วนที่ไม่, การมีเทคโนโลยีบางอย่างที่เป็นการพัฒนาที่ผิดพลาด
แต่กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว หลายเทคโนโลยีสร้างเกือบสำเร็จและก็เป็นที่ยอมรับกันในทุกคนว่าทำให้สังคมเราดีขึ้นจริง ๆ (บ้าน, ยารักษาโลก, โภชนาการ, เครื่องนุ่งห่ม)
เราคิดว่าเรามาเชื่อใจเทคโนโลยี ให้กำลังใจให้พัฒนาต่อไป อาจจะดีกว่ามาตั้งแง่ในเรื่องบางเรื่องที่ไม่มีเหตุผลดีกว่า
พูดถึงความเชื่อใจ ช่วงนี้ได้ทำงานนอกเวลาครับเป็นงานบริษัทชื่อ IIP ครับ
ได้ทำงานกับคนญี่ปุ่นแล้วก็รู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การทำงานระบบกลุ่มของคนญี่ปุ่นเนี่ย ความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญครับ
ผมคิดว่าระบบกลุ่มของคนญี่ปุ่นเนี่ยอาจจะมีพวกบ้าอำนาจ กินเงินเดือนฟรีเหมือนในหนังญี่ปุ่นก็จริง
แต่ความสำเร็จของมันถูกสร้างขึ้นมาจากความเชื่อใจครับ
ผู้น้อยเชื่อมั่นในประสบการณ์ของผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่เชื่อมั่นในความคิดสร้างสรรค์ และ ความสามารถของผู้น้อย
เพราะเป็นอย่างงี้ระบบกลุ่มของญี่ปุ่นถึงมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบปัจเจกชนของตะวันตกครับ
แน่นอนว่าทุกคนในกลุ่มก็ต้องตอบแทนความเชื่อมั่นเชื่อใจด้วยการพยายามอย่างเต็มที่ครับ
ผมเชื่อมั่นครับว่าในการสร้างของบางอย่างคน ๆ เดียวไม่พอ ระบบกลุ่มสำคัญมาก ๆ ครับ
จะมาทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ ทำอย่างที่ตรูจะรวยที่สุดในโลก ทำเพราะผมไอคิวสูงกว่าชาวบ้าน คงไม่ถูก (อาจจะเหมาะกับงานบางอย่าง และ ไม่เหมาะกับงานบางอย่าง)
มองกลับไปที่สังคมไทยครับ
คนกรุงเทพก็ไม่เชื่อมั่นคนอีสานบอกว่าคนต่างจังหวัดโง่ (เอ้า ถ้าเขาโง่จริงไม่เห็นมีใครคิดจะทำให้เขาฉลาด)
คนต่างจังหวัด ก็ไม่เชื่อมั่นคนกรุงเทพ บอกว่าคนกรุงเทพ ใจดำ คับแคบ (ที่ใจดำคับแคบ ก็เพราะไม่เชื่อใจคนอีสานนั่นแหละ ทำไมไม่คิดจะทำให้คนกรุงเทพเชื่อใจให้มากกว่านี้)
ผู้น้อยไม่เชื่อใจในผู้ใหญ่บอกว่าผู้ใหญ่หัวโบราณคร่ำครึ
ผู้ใหญ่ไม่เชื่อใจในผู้น้อย เรามักจะได้ยินคำว่า "เด็กสมัยนี้" หลุดออกมาจากปากผู้ใหญ่ทุกคนตลอดเวลา (เรื่องพวกนี้ก็เริ่มเป็นปัญหาที่ญี่ปุ่นเหมือนกัน และเราคิดว่าตรงนี้จะทำลายระบบกลุ่มของญี่ปุ่นที่เข้มแข็งในเวลาอันใกล้นี้)
ประชาชนไม่เชื่อในนักการเมือง และคิดว่านักการเมืองโกงกิน
นักการเมืองคิดยังไง ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยมีเพื่อนเป็นนักการเมืองอะ
หลายคนอาจจะพูดว่า ก็เป็นความผิดของคนกรุงเทพ, คนต่างจังหวัด, ผู้น้อย, ผู้ใหญ่, นักการเมือง ที่ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้คนเชื่อถือได้
ก็จริง และ จริงมาก ๆ
แต่มันก็เป็นเรื่องของไก่กับไข่ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดก่อนกันระหว่างความเชื่อมั่น กับ ความน่าเชื่อถือ
บางครั้งเรากำลังขี้เกียจอยู่แต่ถ้ามีใครเชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ เราก็จะทำสุดแรงเกิดที่เราจะทำได้ (แม้ว่าจะล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่)
แต่เราก็สนุกทุกครั้งที่มีคนเชื่อมั่นเรา และ เสียใจทุกครั้งที่รู้ว่ามีใครไม่เชื่อใจ (ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่ก็รู้ว่าทำไมถึงไม่เชื่อใจ)
ถ้าคนกรุงเทพเลิกคิดว่าคนอีสานโง่ รับฟังความคิดเห็นของคนท้องถิ่น อาจจะเข้าใจความเป็นอยู่ ข้อจำกัด สภาพแวดล้อมที่ทำให้คิดต่างกัน แล้วพาทั้งคู่ไปสู่การเมืองที่ดีขึ้น และ ถ้าคนอีสานเปิดใจว่าคนกรุงเทพไม่ได้คับแคบ ก็อาจจะมีความคิดที่ต่างกันออกไป
ถ้าผู้ใหญ่ผู้น้อยเชื่อใจกัน แน่นอนครั้งแรก ๆ มันคือความผิดพลาด จากการไว้ใจ แต่เราคิดว่าคนทุกคนไม่มีใครปฏิเสธความเชื่อใจครบเจ็ดครั้งได้เหมือนเบ้งเฮก(สามก๊ก) ได้มั๊ง (มั๊งนะ)
ถ้าประชาชนเชื่อใจนักการเมืองมากกว่านี้ ก็จะมีคนที่มีความหวังกับการเมืองเป็นนักการเมืองมากยิ่งขึ้น การเมืองอาจจะดีขึ้นก็ได้นะ
อย่างไรก็ดี ทั้งหมดเป็นแค่ความคิดพล่อย ๆ ในวันนี้เท่านั้น รู้สึกว่าตรรกะมันไม่สมบูรณ์แล้วก็ต้องพัฒนาความคิดอีกเยอะ
ความคิดหลายอย่างไม่ว่าจะมองทางซ้ายหรือขวา ตรรกะมันไม่สมบูรณ์ตอบคำถามได้ไม่ทุกคำถาม คิดว่าหลายคนอ่านแล้วคงหาเรื่องเถียงได้เป็นตัน
(ตอนนี้เปลี่ยนวันความคิดเปลี่ยนไป)
สรุปแล้วเราก็อาจจะต้องจบด้วยคำพูดที่ใคร ๆ ก็พูดกันหละนะ ทุกอย่างมันคงต้องขึ้นอยู่กับความพอดีหละ ไม่มากไปไม่น้อยไปหละ แต่ความพอดีนั้นมันอยู่ที่ไหน เป็นเรื่อง Subjective ที่ใครพูดอะไรก็ถูก ใครคิดอะไรก็ถูกไม่มีคำตอบตายตัวเหรอ
วิทยาศาสตร์สอนให้เราเป็นคนคิดแบบ Linear Thinking (คำศัพท์ของรัดจิ) แต่ Linear Thinking จะมีคำตอบทุกอย่าง
ความจริงจะมีหนึ่งเดียว ตามที่โคนันบอกจริงเหรอ แล้วถ้าความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียว และแต่ละคนถึงความจริงคนละข้อกัน
โลกนี้จะวุ่นวายแค่ไหน..........
ออกนอกเรื่องจนลืมไปแล้วว่า เมื่อกี๊พูดถึงไหนแล้ว (หลังจากผ่านมาเกิดครึ่งบล๊อก)
ลากขึ้นไปดู อ๊ะเพิ่งขึ้นชินกันเซ็นเองนี่นา โหยแล้วเมื่อไหร่จะเล่าจบเนี่ย (เราไม่ได้เขียนบล๊อกนานมีเรื่องบ่นเยอะ)
โอเค ไปอย่างเร็ว (มุขเดิม ขี้เกียจเขียน แอบอู้นี่หว่า)
ไปถึงก็เอาของไปฝากล๊อกเกอร์นั่งรถบัส
ก็ไปเที่ยวไปชื่อวัดสามพัน (ซังเซ็งอิน) เป็นวัดบนภูเขากลางหิมะ หนานุ่มฟู (ครึ่งเมตรได้มั๊ง) ต้องใส่บู๊ตเดินลุยหิมะไปไหว้พระ วัดสวยมาก ๆ เป็นวัดแนะนำของโตเกียวในฤดูหนาวครับ จิง ๆ แล้วเป็นครั้งแรก ที่ได้เป็นหิมะเยอะขนาดนี้ ก็เลยทำกริยา "กระเหรี่ยง" ครบทุกอย่าง(มาคนเดียวไม่มีใครห้าม) ประทับรอยนิ้วมือบนหิมะ ปาหิมะ นอนกลิ้งเกลือกบนหิมะ ไปจนถึงกินหิมะ (แล้วก็ท้องเสียอย่างรุนแรงในวันรุ่งขึ้น) หิมะแม้จะเห็นว่าตกที่สะอาด และก็เป็นสถานที่สะอาดแบบบนภูเขาสวย ๆ ก็รับประทานไม่ได้นะครับทุกคน
แล้วก็นอยด์กลัวไปโรงแรมไม่ถูกก็เลยรีบบึ่งรถกลับโรงแรม แต่ก็ได้ไปเที่ยวแถวสถานีเกียวโต (เพื่อหาข้าวกิน) ร้านข้าวในเกียวโตหายากมาก ๆ (ไม่นับของหวาน ซึ่งก็แพงระยับ) เดินหาอยู่นานก็ไม่เจอซักที สุดท้ายก็ซัดของแพงไปหลายมื้อ (เปลืองตังค์ง่า)
(ข้อความติดเรทต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรอ่าน)
เหอ ๆ คืนนั้นที่โรงแรมเข้าไปตกใจ เพราะเขามีเขียนว่า มี"หนังผู้ใหญ่ให้บริการ" ติดเอาไว้ เราก็เอ๊ะดูดีรึเปล่า
สุดท้ายก็ลองเปิดไปดู แล้วก็พบว่า"มันก็ไม่ได้น่าดูขนาดนั้นซักหน่อย" คือเราได้ยินเพื่อนหาอะไรพวกนี้อย่างแทบเป็นแทบตาย ไปเดินพันธ์ทิพย์ก็เห็นคนพยายามหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้วก็มีคนซื้อแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ
เอาเข้าจริง ๆ มันก็แอบน่าเบื่อหงะ คือมันก็มีอยู่"แค่นั้น" แล้วก็ซ้ำไปซ้ำมา
มันก็เริ่มต้นที่การทรมาน ๆ ๆ ๆ ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ (สนุกตรงไหนเนี่ย ดูคนตบกันไปตบกันมา)
แล้วก็ลงท้ายด้วยรูปแบบเดิม ๆ (เราเล่นพันธ์ทิพย์ไป คุย msn ไป คุยไป ก็ยังรู้สึกว่ามันน่าเบื่ออยู่ดี ..... เรารู้สึกว่าพันธ์ทิพย์กับ msn สนุกกว่า) แล้วก็.....ปิดดีกว่า
มันสนุกตรงไหนอะ ดูคนตบกัน ดูคนทรมานเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คือคนที่ดูมีความสุขที่ได้เหยียดหยามเพศแม่ขนาดนั้นเลยเหรอ
เราคิดว่าญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่มีการแบ่งแยกชายหญิงอยู่มาก มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ด้วยกัน
เราเชื่อว่าหนังผู้ใหญ่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประเทศของเขายังเป็นอย่างงั้นอยู่นะ
(เขียนไปแล้วลบดีมะเนี่ย ประจานตัวเองว่าได้เขียนอะไรงี่เง่าละกัน)
วันที่ 1
อื้มวันรุ่งขึ้นก็ไปเที่ยวแถววัดคิงคะคุจิ (แต่ไม่ได้เข้าไปในวัดเนื่องจากงกค่าเข้า) เข้าไปวัดเดียวคือเรียวอันจิ แล้วมันก็ไม่ได้สวยขนาดนั้น (หน้าหนาวต้นไม้มีแต่ใบ) แล้วก็เลยตัดสินใจไม่เข้าวัดอื่นละ เดินไปดูหน้าวัดอย่างเดียวพอ ขึ้นรถรางเกียวโต หลงทางเล็กน้อย แล้วก็กลับไปงานประชุมวิชาการ(ไปสายเล็กน้อยเนื่องจากหลงทาง) แล้วก็นั่งอ้าปากหวอ ตาหวาน นั่งฟัง conference ไปเรื่อย ๆ ฟังไปได้ 8 paper อาจารย์คนจัดงานก็มี session พิเศษ ฉลองครบรอบการประชุม LA ครบ 50 ครั้ง คือไอ้ประชุมวิชาการ LA เนี่ยมันบางปีก็มีสองครั้งบางปีก็มีครั้งเดียว จัดตั้งแต่ปี 1970 (เป็น conference เก่าแก่มาก ก่อนตั้งภาควิชาวิศวคอมฯ จุฬาอีก) เนื่องจากเป็นครั้งที่ 50 ก็เลยเชิญอาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมวิชาการนี้ตั้งแต่ครั้งแรกมาเล่าประสบการณ์การเข้าร่วมประชุมวิชาการ มีตั้งแต่ paper ที่น่าสนุกที่สุด (ถ้าทางจะสนุกจริง ๆ แฮะ ขำกันลั่น Hall แต่แน่นอนเราแปลชื่อ paper ไม่ออกหงะ)
ขนาดมุขยังฟังไม่รู้เรื่องเลย อาจารย์ครับส่งหมูน้อยท่องโลกกว้างมาสงสัยจะเสียเปล่าแล้วง่า
นอกจาก paper ที่น่าสนุกที่สุด ก็มี เหตุการณ์ใน conference ที่น่าประทับใจ มีอาจารย์เอา proceeding กับตาราง present ในปี 1970 มาให้ดูด้วย (ดูเป็นของสำคัญทางประวัติศาสตร์ computer science ญี่ปุ่นมาก) อาจารย์ฮือฮากันใหญ่ สมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่อง automata, language, อะไรอย่างงี้ที่ได้เรียนตอนปีสี่อยู่เลย ฟังแล้วน่าสนุกจัง
แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดเห็นจะเป็นอาจารย์คนนึง (บุคลิกทำให้เรานึกถึงอาจารย์ประภาสที่ภาคมาก ๆ) เขาเอา presentation ชื่อว่า "วิธีเขียน paper ที่ดี".........................................."ด้วยลายมือ" จึ๋ย
คือเมื่อสมัยก่อนในปี 1970 เขายังใช้พิมพ์ดีดเขียน paper กันอยู่หนะ แล้วพิมพ์ดีดก็ไม่มีภาษาญี่ปุ่น (เพราะมันพิมพ์ตัวคันจิ 7000 ตัวไม่ได้) เขาก็เลยเขียนเอา
อาจารย์เหมือนอาจารย์ประภาส เขาเอา paper ในสมัยนั้นมาให้ดูแล้วก็ปิดชื่อคนเขียน paper แล้วให้อาจารย์ที่นั่งอยู่ช่วยกันทายว่าใครเป็นคนเขียน paper ฉบับนั้น
น่าแปลกมากที่อาจารย์ผู้ใหญ่อาวุโสมาก ๆ ทายถูกกันเป็นส่วนใหญ่ด้วย !!!!!!!!!!!
ได้ฟังแล้วเหมือนกับได้มานั่งอยู่ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การพัฒนา computer ในญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว
หลังจากนั้นก็ไปงานเลี้ยงกัน (จัดเป็นแบบญี่ปุ่น) เหอะ ๆ พวกอาจารย์เนี่ยเหล้าเข้าปากหน่อยไม่ได้ นินทาอาจารย์คนอื่นกันใหญ่เชียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ที่ไม่ได้มา หรือไม่ได้ส่งนักเรียนมา........เข้าใจละว่าทำไมอาจารย์เราส่งเรามานั่งหาว
วันที่ 2
วันนี้เหนื่อยมากนั่งฟัง paper แบบ intensive ไม่รู้เรื่องเลย 21 เปเปอร์ (แต่ก็ยังดื้อทนพยายามฟังจนถึง 3 เปเปอร์สุดท้ายนั่งตาหวานปากหวอ) paper ส่วนใหญ่เป็นเรื่องซ้ำ ๆ กัน ส่วนมากเกี่ยวกับ graph, tree, combinatoric optimization มีบาง paper ที่ดูแล้วเป็น pure math มาก เช่น XOR^2 = 90 ....... ได้ไงฟะ XOR กำลัง 2 ได้ 90 เนี่ยเกี่ยวไรกันไม่ทราบ พยายามฟังมากแต่ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี (เช็กนี่หน้าคนอื่นก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน โอเค ผ่าน)
วันที่ 3
วันนี้มี present ตัวเอง ก็ไม่ฟงไม่ฟังของคนอื่นมันแล้ว เด๋วสำเนียงอังกฤษเพี้ยน แล้วก็ไปพรีเซ็นต์ติด ๆ ขัด ๆ ใช้ไมค์ก็ไม่เป็น แล้วก็เละ ยังดีที่มีอาจารย์ฟังรู้เรื่องอยู่บ้างแล้วยังได้คอมเมนต์กลับมา
ตอนพรีเซ็นต์จบมีใบอะไรก็ไม่รู้ส่งมา อ่านไม่รู้เรื่องว่าเป็นใบอะไร ก็เลยไปถามอาจารย์ซักคน แต่อาจารย์กำลังยุ่ง ๆ อยู่ก็เลยตอบว่า "เขียนแต่เฉพาะ ID ก็พอครับ" อ้าวเหรอเขียน ID เหรอครับอาจารย์ ก็เลยเขียน ID ไป
แต่มันมี 3 ช่องว่างอะ ก็เลยเขียน ชื่อใส่ไปอีกช่องนึง แล้วอีกช่องนึงก็เขียนชื่อมหาลัยตัวเองใส่ลงไป
จริง ๆ แล้วใบนั้นมันเป็นใบโหวตสำหรับ "Best Presentation Award" หละ -_-" คือ ID ที่ให้ใส่หนะคือ ID ของคนที่เราเห็นว่า Present ดีที่สุดสามลำดับ -_-".............
สรุปแล้วเราก็ได้คะแนนจากการ Vote Best Presentation Award มา 1 คะแนน (ก็คะแนนที่เราเขียนไปเองนั่นแหละ) -_-"
แบกหน้าแตกไปเที่ยว จองตั๋วชินกันเซ็นเที่ยวสุดท้ายของวัน แล้วก็ไปเที่ยวเขาเรียกว่า อินาริ เป็นโทริอิ (ประตูสีแดง ๆ) ต่อกันเยอะชนิดที่เรียกว่าเหมือนหลังคามองวิวไม่เห็นต่อกันวนรอบภูเขาเป็นระยะทางรวม 23 กิโล -o- ขึ้นไปจนสุดแล้วก็พบว่าการจะเห็นวิวสวยสุดยอดเนี่ยมันต้องเข้าไปกินในร้านแล้วก็สั่งของในร้านเขากินอะ ---- ไม่ดูก็ได้ฟะ -_-"
แล้วก็ไปเที่ยวกิออนอะ แต่ทำไมไม่รู้ไม่เห็นไมโกะจัง (คนบริการในร้านแถวนั้นที่จะแต่งหน้าเหมือนในหนังเกอิชาอะ) เราก็ว่าเราไปถูกเวลาแล้วนะ ก็เลยไปเที่ยววัดแถวนั้น แต่มันก็ปิดหมดแล้ว (ไม่เป็นไรไม่อยากเข้าเสียค่าเข้าอยู่แล้ว อ้อ ลืมบอกไปว่าวัดแต่ละวัดในเกียวโตเนี่ยเสียค่าเข้าแพงมาก เรียกกันว่าปล้นกันชัด ๆ 400 - 900 เยน = 120 - 270 บาท ถึงแม้จะไปถึงเกียวโตแล้วก็เถอะ ไม่เข้าก็ด้ายยยยยย......(งก)
ตอนเย็นไม่รู้จะเที่ยวไหนก็เดินโต๋เต๋อยู่แถวนั้น ซื้อของหวาน (ขึ้นชื่อมากกกกกก ซื้อพาเฟ่กินอะ) แล้วก็กลับชินกันเซ็นเที่ยวสุดท้าย
วันที่ 4 - 5
วันนี้เราไป conference ต่อกันเป็นวันที่ 4 แต่เป็นอีกคอนเฟอเรนจ์นึง เป็นคอนเฟอเรนจ์เกี่ยวกับ Quantum Computation หนะ conference นี้ไม่ได้เป็นคนมาพรีเซ็นต์แต่เป็นคนมาทำงานพิเศษที่คอนเฟอเรนจ์ ลดระดับมาเร็วมาก ถึงแม้จะพูดว่างานพิเศษก็เถอะ แต่จริง ๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรเลยนอกจาก ยื่นไมค์ให้คนที่จะถามเวลาที่เขามีคำถาม - คำตอบกัน (แค่นั้นจริง ๆ) เรียกได้ว่าทำเอาตั๋มซึ่งเป็นคน Energetic มาก ๆ เซ็งสนิทไปเลย (แต่เราโอเคนะ.....รับตังค์ นั่งฟัง คอนเฟอเรนจ์)
วันที่ตั๋มไม่มาวันที่ 5 ก็เลยได้ทำอะไรที่มีดูมีสาระขึ้นมานิดนึง (จับเวลา.....เปิดปิดไฟหนะ มีสาระมาก) ก็สนุกดีเป็นงานพิเศษที่มีโอกาสทำน้อยมาก แล้วก็ได้ความรู้ได้ไอเดีย เข้าใจอะไรมากกว่าที่ไป LA มาเยอะทีเดียว
หลังจากนั้นก็มีไปเที่ยว chichibu แล้วก็ไปดูฟุตบอลระหว่างไทย กับญี่ปุ่นที่ไซตามะมา
เนื่องจากบล๊อกมันยาวแล้ว (มุขนี้อีกละ แล้วเราก็ใช้เวลาเขียนบล๊อกนี้ครบสองชั่วโมงแล้ว)
ไปดูที่บล๊อกรพีเอาเองละกัน
http://picasaweb.google.com/RapeePhoto2/SaitamaTrainTrip
http://picasaweb.google.com/RapeePhoto2/JapanVsThailandKickOff
นั่นแหละ เขียนไว้ละเอียดกว่าเราเขียนเองแน่นอนอยู่แล้ว มีรูปที่เขาคิดว่าสวยงามเพราะถ่ายจากกล้องราคาแพงติดอยู่มากมายด้วย (โฆษณาชวนเชื่อให้ไปดู)
จบด้วยเพลงเหมือนเดิม
เนื้อเพลง: ฉันยังเหมือนเดิม
อัลบั้ม: เพลงประกอบละคร รอยรัก รอยอดีต
ดู เนื้อเพลง ทุกเพลงของ ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์
ไม่รู้ทำไม ฉันจึงได้พบเธอ แม้เพียงแรกเจอ ก็เหมือนคุ้นเคยมานาน
เหมือนมีอะไรบันดาล ระหว่างเธอกับฉัน ทั้งที่เราสองคนก็คนละใจ
แค่ได้มองตา ลึกๆในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกัน ยิ่งคิดฝันไปมากมาย
เหมือนมีอะไรเป็นพิเศษ ที่เธอไม่เหมือนใคร คล้ายๆว่าเธอคือคนที่ฉันรอ
ถ้าหากว่าเป็นกำหนดจากฟ้า ให้เราเกิดมาคู่กัน ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป
แต่หากว่าเป็นแค่เหตุบังเอิญ ที่ฟ้าไม่ได้ตั้งใจ ก็ไม่เป็นไรใจฉันจะยังเหมือนเดิม
แค่ได้มองตา ลึกๆในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกัน ยิ่งคิดฝันไปมากมาย
เหมือนมีอะไรเป็นพิเศษ ที่เธอไม่เหมือนใคร คล้ายๆว่าเธอคือคนที่ฉันรอ
ถ้าหากว่าเป็นกำหนดจากฟ้า ให้เราเกิดมาคู่กัน ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป
แต่หากว่าเป็นแค่เหตุบังเอิญ ที่ฟ้าไม่ได้ตั้งใจ ก็ไม่เป็นไรใจฉันจะยังเหมือนเดิม
ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังรักเธอ