個人檔案MR.T's blog部落格 工具 說明
2月18日

แล้วมันมีประโยชน์ยังไง

แฮะ ๆ
เล่าเรื่องประสบการณ์การบวชซะ 4 เดือน
เลยไม่ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองที่เกิดขึ้นในเทอมนี้เท่าไร
 
ขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ เต้ และ ฝ้าย ที่คอมเมนต์ให้ใน entry ที่แล้ว
 
ขออนุญาตแก้ไขบล๊อก entry นี้นะครับ
เนื่องด้วยเป็นด้วยติฉินนินทาอาจารย์
ซึ่งผิดต่อคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมรูป 2 รัชกาลตอนที่ปฐมนิเทศ
และผิดต่อคำสัญญาต่ออาจารย์ในวันไหว้ครูปีพุทธศักราช 2546
 
รวมทั้งทำให้ภาควิชา คณะ และมหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียง
ศิษย์กราบขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
 

เนื้อเพลง: จนกว่าฟ้าจะมีเวลา
อัลบั้ม: พีซเมกเกอร์
ดู เนื้อเพลง ทุกเพลงของ พีซเมกเกอร์

Source : www.siamzone.com

ใครๆว่าฟ้าให้คนได้รักกัน
ก็น่าให้ฉันกับเธอชิดใกล้
ทำไมล่ะใจที่ให้เธอไป
ไม่เคยถึงเธอซักที

ไม่โทษว่าฟ้าไม่ให้เรารักกัน
ไม่โทษอย่างนั้นเพราะว่ามันไม่ดี
คงเพราะว่าฟ้าไม่ค่อยจะมี
เวลาให้เราผูกพัน

แต่จะนานแค่ไหน
และเท่าไร ในหัวใจไม่ท้อ


จะเก็บใจไว้ เก็บเพื่อรอ
ขอรอ รอจนกว่า
จนกว่าที่ฟ้าจะมีเวลาให้เรารักกัน

(ให้เราได้รักกัน)
เก็บคำว่ารักที่ฉันมี
ไม่ให้ใครตราบนานเท่านาน
ไม่เคยหยุดหวัง
วันไหนสักวันจะให้กับเธอ

ในความอดทน ไม่เคยลดไป
ในความตั้งใจ ไม่เคยสิ้นสุด
ในความห่วงใยไม่เคยจะหยุด
ในใจที่มีแต่รัก


แต่จะนานแค่ไหน
และเท่าไร ในหัวใจไม่ท้อ

จะเก็บใจไว้ เก็บเพื่อรอ
ขอรอ รอจนกว่า
จนกว่าที่ฟ้าจะมีเวลาให้เรารักกัน
(ให้เราได้รักกัน)
เก็บคำว่ารักที่ฉันมี
ไม่ให้ใครตราบนานเท่านาน
ไม่เคยหยุดหวัง
วันไหนสักวันจะให้กับเธอ

จะเก็บใจไว้ เก็บเพื่อรอ
ขอรอ รอจนกว่า
จนกว่าที่ฟ้าจะมีเวลาให้เรารักกัน
(ให้เราได้รักกัน)
เก็บคำว่ารักที่ฉันมี
ไม่ให้ใครตราบนานเท่านาน
ไม่เคยหยุดหวัง
วันไหนสักวันจะให้กับเธอ
 
 
 
2月10日

ประสบการณ์การบวช (บทตาม)

ขอบคุณ รัดจิ และ ฝ้าย ที่คอมเมนต์ให้ใน entry ที่แล้ว
หะ ๆ
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าการโพสอะไรยาว ๆ การเขียนอะไรยาว ๆ 15 ตอน
ขนาดตอนแรกมีกำลังใจอยากเขียนมาก
มีไฟอยากเขียนเต็มที่
แต่พอเขียนไป เขียนไป ไฟเริ่มหมด ความสนใจในการเขียนก็เริ่มน้อยลง
กลายเป็นว่าเราเว้นว่างจากการเขียน series นี้ไปนานหลายเดือนเลย
หลายครั้งเวลาเขียน blog series นี้รู้สึกเหมือนกำลังทำงานอะไรซักอย่างอยู่
เป็นงานที่ต้องทำให้เสร็จ
มากกว่าสิ่งที่อยากเขียน สิ่งที่อยากทำ
 
หรือว่าเป็นนิสัยของเรา
สมาธิสั้น
แต่สุดท้ายเราก็เขียนจนจบจนได้อะเนาะ
ขอบคุณทุกคอมเมนต์ในทั้ง 15 บท
ถ้าไม่มีคอมเมนต์ก็คงโพสไม่จบหละ
 
บทตาม : เรื่องเล่าหลังบวช
 
เป็นเรื่องที่เราคิดอยู่เสมอเลยนะ
ว่าเราอยู่ไกลพระพุทธศาสนาไปรึเปล่า
การอยู่ในสังคมมหาวิทยาลัย
ไม่ทำให้เราสะกิดใจเรื่องการบวชมาเลย
 
มันก็เป็นไปได้หลาย ๆ อย่างนะ
อาจจะเป็นเพราะใจเรา อยากจะพาเราให้ไปอยู่ห่าง ๆ การบวชรึเปล่า
เป็นเพราะว่าเวลาเรื่องอะไรก็ตามเกี่ยวกับการบวชผ่านหูเข้ามา
ใจเรามักจะกรองทิ้ง แล้วก็หลีกเลี่ยงที่จะให้ความสนใจกับมัน
มันก็เลยดูเหมือนกับว่า พระพุทธศาสนากับเรา
อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน
 
จริง ๆ แล้วพอเราบวชกลับมา
เราก็พบว่าถ้าเราสนใจพระพุทธศาสนากับเราไม่ได้อยู่ไกลกันเลย
เรายังได้ยินได้ฟังธรรมะดี ๆ ทางโทรทัศน์อยู่ทุก ๆ อาทิตย์เพียงแต่ไม่เคยสนใจจะทำ
ชมรมพุทธศาสตร์และประเพณีก็ยังมีกิจกรรมพระพุทธศาสนาดี ๆ มาให้ชาวจุฬามากมายแต่เราก็ไม่เคยที่จะสนใจ
ใกล้ ๆ บ้านก็ยังมีวัดดี ๆ อยู่มาก แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปฟังเทศน์ฟังธรรม
การบังคับจิตให้อยู่ใกล้กับพระพุทธศาสนา เนี่ยเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ทีเดียวเลยหละ
 
นอกจากการบังคับจิตให้อยู่ใกล้กับพระพุทธศาสนาจะเป็นเรื่องยากแล้ว
เรื่องยากอีกอย่างหนึ่งที่เราจะต้องทำให้ได้หลังบวชก็คือ
การใช้พระธรรมให้เป็น
 
มีคนรู้จักอยู่คนนึง เป็นคนที่สนิทกับแม่มาตั้งแต่เล็ก
เป็นคนดีมาก ๆ เลย
เข้าวัดฟังธรรมบ่อย ๆ วันไหนว่าง ๆ ก็นุ่งชุดขาวเป็นอุบาสิกามาช่วยพระท่านทำกิจที่วัด
แต่เวลาทำงานกลับทำงานกับคนอื่นไม่ได้
มีปัญหาทะเลาะกับคนนู้นคนนี้อยู่เรื่อย ๆ
เราเคยสงสัยนะเมื่อตอนเด็ก ๆ
เคยถามคุณพ่อหละ
เด(เราเรียกคุณพ่อว่าเดเป็นภาษาไหหลำ) ก็ตอบว่า
คนคนนั้นยังใช้พระพุทธศาสนาไม่เป็น
การที่เขาเข้าวัดบ่อย ๆ ทำให้เขาสำคัญตนผิดว่า
ตนเองเป็นคนที่มีธรรมะสูงกว่าคนอื่น
และไม่ยินดีที่จะรับฟังธรรมะของคนอื่น
 
เราเห็นปรากฏการณ์นี้เกิดกับใครหลาย ๆ คนเลย
และก็ค่อนข้างแน่ใจว่าบางครั้งปรากฏการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับเรา
เมื่อมองใจแล้วก็เห็นได้ชัดเลยว่า
บางครั้งเราเกิดอาการถือตัวไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
เพราะมีทิฏฐิว่าเขาเป็นคนที่มีความรู้ต่ำกว่าเรา
เพราะถือทิฏฐิว่าเขาคนนั้นเป็นผู้ที่มีธรรมะต่ำกว่าเรา
อื้มแสดงว่าเราเองเนี่ยก็ใช้พระธรรมไม่เป็นเหมือนกันนะเนี่ย
 
บางทีของดี ๆ หรือเจตนาที่ดี ถ้าเกิดไม่ตั้งใจทำให้ถึงที่สุดแล้ว
มันก็อาจจะเป็นผมเสียมากกว่าผลดีก็ได้นะ
เช่นว่าเวลาเรากวาดพื้น
ถ้าเกิดเราไม่ตั้งใจกวาด กวาดส่ง ๆ ไปเนี่ย
แทนที่จะลดฝุ่นที่อยู่บนพื้น
อาจจะกลายเป็นการทิ้งเศษไม้กวาดลงบนพื้นแทนก็ได้นะ
 
พูดถึงตรงนี้ ขอนอกเรื่องการบวชแป๊ป
เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นิดหน่อย
เป็นเมล์จากแน็ค (จะได้อ่านมะเนี่ย)
ส่งมาให้เราเมื่อไม่นานนี้ มีใจความ (หลังจากที่เราใส่ไข่แล้ว ดังนี้)
 
"เออ เราลองหาข้อผิดพลาดในงานของพวกเราแล้ว
พบว่าความผิดพลาดเป็นความผิดของนายอะ
รู้สึกจะเป็นเรื่องที่แก้กันมาตั้งนานแล้วหละ แต่ก็ไม่หายซะที
 
ฝากด้วยนะ อิอิ
แน็ค"
 
เออ เราเอาเมล์ฉบับนี้ไปเทียบกับเมล์ที่นายส่งมาให้เราเมื่อเทอมที่แล้ว (หลังจากใส่ไข่เหมือนกัน)
ซึ่งมีใจความดังนี้
 
"อะโน..... เอ่อ ต้น คือ เราไม่เข้าใจโปรแกรมที่นายเขียนมาหลายจุดเลยหละ
คืออยากให้นายลองพิจารณาโปรแกรมส่วนนี้หละ...... ว่ามันมีหลักการทำงานยังไง
ถ้ามีเวลา
 
ด้วยความเคารพอย่างสูง
แน็ค"
 
สังเกตุดูดี ๆ นะ ความจริงแล้วเมล์ 2 อันนี้หนะ ใจความที่ซ่อนอยู่คล้าย ๆ กันเลยนะ
แต่ไม่รู้ทำไมเวลาที่ได้เมล์แบบ 2 มันดูทำให้ชีวิตหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
ความจริงแล้วแบบหลังเนี่ยมันดูเป็นทางการมากกว่า แล้วมันก็ดูน่าจะดีกว่าถ้าเขียนแบบ 2 เวลาจะบอกเพื่อนว่า "เฮ้ย ผมนั่งหาบั๊กอยู่ตั้งนาน เนี่ยเป็นของคุณเห็นเปล่า เอาไปแก้เร้ว ๆ ๆ"
คือมันเป็นภาษาสุภาพมากกว่า แล้วมันก็เป็นของที่ดีกว่าหละ
แต่ว่าของที่ดีกว่า ถ้าเราใช้ได้อย่างไม่ถนัด หรือในที่นี้คือใช้เพื่อซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ในคำพูด
มันก็ทำให้ของที่ดี มีประสิทธิภาพสู้ของที่ไม่ดีไม่ได้หละ
 
เออคิดถึงเราตอน Robocup เลยหละ
ตอนทำ Robocup เมื่อตอนประมาณมีนา
เวลาเราเจออะไรที่คิดว่าน่าจะเป็นบั๊กแหวน หรือ บั๊กอั๋น
เราพูดกับ 2 คนนั้นด้วยภาษาแบบ 2 หละ
แน่นอนเวลาพูดกับ 2 คนนั้นทีไร ก็จะโดนโมโห โมโห กลับมาหละ
เราเคยคุยกับอั๋นนะว่าทำไมแหวนถึงได้โมโหขนาดนั้น
อั๋นมันก็ตอบว่า "ก็แกสุภาพเกินไป"
หงุดหงิดกับคำตอบมันเล็กน้อย สุภาพเกินไปแล้วไงฟะ ??????????
แหะ ๆ สุดท้ายหาวิธีแก้ด้วยการไปนั่งพยายามพูดหน้ากระจก
ประมาณว่าซ้อมให้ดูเนียนเต็มที่ และไม่ทำให้ดูหน้าโมโห
ซ้อมหลายสิบรอบพูดให้มันดูไม่ fake
 
"อั๋น เราเกิดข้อสงสัยใน Parameter ที่ใส่เข้าไปในโปรแกรมนายเล็กน้อย"
แล้วก็ทำหน้าให้ใสซื่อบริสุทธิ์แบบเด็กน้อยน่ารักเกิดข้อสงกะสัยจริง ๆ
"แหวน เราสงสัยตัวอย่างที่แหวนเขียนเพื่อเอาใช้ในโค้ดส่วนนั้นหน่อยอะ อธิบายเรานิดนึงได้เปล่า"
แล้วก็ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ แบบว่าสงสัยจริง ๆ
 
จะยังไงก็ตามหละ แม้ว่าพยายามซ้อมแค่ไหน
เราก็เพิ่งมารู้ตอนที่ต้องเจอกับตัวเองหละ
ว่ามันไม่มีประโยชน์
เรื่อง fake มันก็คือเรื่อง fake จะทำให้มันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่นได้ยังไง
ของดี ๆ คำพูดดี ๆ
ถ้าไม่ได้เอามาใช้ในความหมายของมัน
ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่
แต่ใช้ในความหมายที่ซ่อนเร้นความหมายอื่นอยู่
มันก็กลายเป็นของที่เลวร้ายอย่างเหลือเชื่อ
 
เมื่อไม่นานมานี้นั่งฟังการ Present โปรเจ็กของบางวิชาหละ
สนใจและก็ตั้งใจฟังการ Present เกือบจะทุกกลุ่มเลยนะ
มันน่าสนใจออก
นาน ๆ ทีจะมีการ Present ที่แต่ละกลุ่มก็คิดไม่เหมือนกัน
แต่ก็มีอยู่ซัก 2-3 กลุ่มนะที่ทำงานออกมาได้ไม่ค่อยน่าสนใจหละ
 
กลุ่มนึงก็ Present ง่าย ๆ เหมือนรีบ ๆ พูดให้จบ Present ก็ทำแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ
ฟังแล้วก็อืม ๆ ไม่มีอะไรเนาะง่าย ๆ ดี
 
แต่ว่ามีอีกกลุ่มนึงที่ใคร ๆ เขาว่าเป็นเทพหละ
ทำ Slide Presentation หรูหราไฮโซ พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกับว่า นี่แหละคือโปรเจ็กสุดยอด
ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกเลยเห็นไหม
โอ้โห ข้อมูลมากมายเนี่ย ถ้าใช้โปรเจ็กนี้แล้วจะสามารถทำงานได้หลากหลายมากมายทีเดียวเลยเห็นไหม 
ซึ่งเขาก็ทำถูกนะ คือทุกคนก็ไม่มีเวลาสำหรับหลาย ๆ Project บาง Project เวลาจวนตัวก็ต้องรีบ ๆ ทำอะ
แต่ว่าคือในมุมมองของคนฟังอะ
มันก็ฟังแล้วหงุดหงิด ๆ
แล้วก็รู้สึกแย่ที่ต้องรับฟังมากกว่าการรับฟังงานจากกลุ่มด้านบนหละ
(แต่หลังจากนั้นก็ได้ยินใครซักคนพูดประมาณว่า โอ้กลุ่มนี้ทำได้หรูเลิด เทพทำอะไรก็ดูดีไปหมดเลย ดีจริง ๆ ซึ่งก็ทำให้หงุดหงิดหุดหิดอีกรอบนึง)
 
ออกนอกเรื่องอีกแล้วหละ กล่าวโดยสรุปก็คือ
บางทีของดีมาก ๆ แต่ว่าใช้ผิดกาลเทศะ
บางครั้งใช้ของที่แย่ลงมาหน่อยอาจจะดีกว่า
 
อื้ม เนื้อที่หมด และ เริ่มขี้เกียจเขียนแล้วเนาะ
คนอ่านก็คงขี้เกียจอ่านเหมือนกันใช่มะ(ทึกทักเอาเอง)
 
โอเคเราสรุปเลย สำหรับเรื่องทั้งหมดที่เราโพสมาทั้ง 15 ตอนรวมตอนนี้ด้วย
ทีแรกตั้งใจจะเขียน
เพราะอยากให้คนอ่านได้รู้สึกว่า
พระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่ห่างจากเรามากนะ
นี่ไง อยู่แค่นี้เอง ใกล้ ๆ เรา
 
แล้วก็มีอีกหลาย ๆ อย่างที่อยากจะบอกทุกคนที่อ่าน
ผ่านตัวเราเองในช่วงที่บวชอยู่
การได้หยุดงานตั้ง 22 วัน โดยที่ไม่ทำอะไรเลย
ดูเหมือนจะว่าง
แต่ความจริงแล้ว 22 วันนี้เป็นช่วงที่ใจเรายุ่ง
ยุ่งเพราะต้องต่อสู้กับกิเลส ในสภาวะแวดล้อมที่สนับสนุนให้เราสามารถต่อสู้กับกิเลสได้
แต่ก็ยุ่งทั้ง ๆ ที่สบายใจ
 
ส่วนนึงที่เขียนก็อยากจะบูชาคุณครูบาอาจารย์
ตั้งแต่พระมหาเถระ, พระเถระ, พระอนุเถระ, พระมัชฌิมะ, พระนวกะ
รวมไปถึงอุบาสก อุบาสิกา ญาติโยม
ที่ได้ช่วยให้เราดูเป็นผู้เป็นคนมากยิ่งขึ้นอย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
 
เราไม่รู้ว่าสำหรับคนอื่นเป็นยังไง
แต่สำหรับเราแล้ว
สภาพแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ
เรามักจะเปลี่ยนแปลงตัวเราให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเสมอ ๆ
โอเคหละ
ถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของสังคมที่ฟุ้งเฟ้อ วัตถุนิยม
เราก็มีแนวโน้มจะฟุ้งเฟ้อขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของที่มีเด็กเนิร์ดเดินไปเดินมาอยู่เต็มไปหมด
เราก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นเด็กเนิร์ดพูดจาไม่รู้เรื่อง
ถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เรียบง่าย รอบตัวมีแต่ผู้ที่กำลังฝึกฝนที่จะก้าวเข้าไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือนิพพาน
เราก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นผู้ที่ฝึกฝนตนอยู่เสมอ เพื่อไปสู่นิพพานเช่นเดียวกัน
 
อื้ม
เราเคยเขียนไว้ในหลาย entries ก่อน ตั้งแต่ยังไม่ได้เขียนเรื่องบวชหละ
เราเรียกมันว่า "การแพร่ของวัฒนธรรม"
คนเราเนี่ยมันเหมือนมี 2 อย่างขัดแย้งกันอยู่นะ
คนที่อยู่ห่างจากสังคมมาก ๆ มีแน้วโน้มที่จะถูกวัฒนธรรมภายในสังคมแพร่เข้าหา
ในขณะเดียวกันคนที่อยู่ใกล้กับสังคมมักจะพยายามสร้างความแตกต่างระหว่างตัวเองกับสังคมนั้น
โดยการให้วัฒนธรรมของสังคมอื่น แพร่เข้าใส่ตนเอง
ด้วยเหตุนี้หละมั๊ง
ชีวิตทางโลก ถึงไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ว่าเพิ่มความวุ่นวายมากขึ้น มากขึ้นทุกที
 
เราเลยเห็นว่าการที่จะเข้าถึงพระธรรม ปรัชญาที่ลึกล้ำ อย่างที่ไม่มีนักปรัชญาคนใดสามารถไปถึง
การที่จะเข้าถึงนิพพาน จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการพ้นทุกข์หนึ่งเดียว ที่ไม่สร้างข้อขัดแย้งใด ๆ ให้กับคนฟัง
นอกเหนือจากการบวชแล้ว
ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าเรายังอยู่ในทางโลก ใช้ชีวิตทางโลก เราคงต้องโดนวัฒนธรรมทางโลก แพร่เขาหาตัว เรื่อยไป ไม่รู้จักจบจักสิ้น
แล้วเราก็คงต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารไปอีกนาน
 
ต้น MR.T
....
 
เย่จบแล้วครับ
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนถึงตอนนี้นะครับ
แล้วพบกันใหม่คราวหน้าครับ
 
อ้อช่วงนี้ทำรายงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น
ที่มีผลสืบเนื่องจากฟุตบอลโลกปี 2002
 
เลยได้กลับไปดูมิวสิกวีดิโอเพลง "Let's Get Together Now"
ได้ดูหลายเวอร์ชั่น
แต่มีอยู่เวอร์ชั่นนึงดูแล้วก็รู้สึกดีมากเลย เป็นเวอร์ชั่นที่มีทั้งภาษาเกาหลีและภาษาญี่ปุ่น
 
เราว่าเกาหลีกับญี่ปุ่นเนี่ยก็แปลกดีนะ
อยู่ใกล้ ๆ กัน วัฒนธรรมก็คล้าย ๆ กัน ความคิด วัฒนธรรม ของคนก็ไม่ต่างกันมาก
แต่ว่าใช้คนละภาษากันเลยไม่ค่อยได้คุยกัน
คนเราเนี่ยถ้าไม่ค่อยได้คุยกับใคร
มักจะระวังระแวง และ มองคนที่ไม่ได้คุยด้วยในทางที่เลวร้ายเสมอเลยเนาะ
สุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่าสองชาตินี้ก็ต้องมาทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นซะที
เวอร์ชั่นที่ copy มาแปะเป็นเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นล้วนนะ
 
เพลง : Let's Get Together Now
ผู้แต่ง : Daisuke Kawaguchi & Mika Nakashima
Source :
www.animelyrics.com

Mmmh sure chigai  sonna hi mo atta
Majiwaranu nagare no you oka wo hasamu
Mmmh demo ima no ai ga tsunagu
Futari de tsukamenai mono nante nai yo

Moshimo kotoba sekai ni hitotsu to shite nakatta to shite mo
Musubareru
(let's get together now)

*Kazarareta sono kotoba wa iranai "aishiteru" kimochi de ii
Oikakeru korogaru futari no yume wo
(let's get together now)

**Tsukurareta sono egao wa iranai  tsunagu te no katasa de ii
Boku-tachi ga michi wo tsukutte yuku
(let's get together now)

La la la la...
(let's get together now)

Mmmh yume miteta  kimi to itsuno hi ka
Hitotsu no monogatari wo hanasu toki
Kimi no kataru koi no tsudzuki wo
Boku no kono omoi ga tsudzutte yuku kara

Moshimo dareka bokura no monogatari habanda to shite mo tomaranai
(let's get together now)

***Mitasareta sono shiawase wa iranai
GAMUSHARA na risou de ii
Kidzuku no sa jibun-tachi no chikara
(let's get together now)

****Okurareta sono hakushu wa iranai mukidashi no kotoba ga hoshii
Kizukitai futari no hontou no sekai
(let's get together now)

Kazarareta sono kotoba wa iranai
"Aishiteru"
Kimochi de ii
Oikakeru koro ga futari no yume wo
(let's get together now)

Onaji hohaba kizan de aruku
Miteru keshiki wa hitotsu
Oh, baby love
Tada chigau no wa umarete kara
Deau made mita fuukei dake sa Oh...
(let's get together now)

*repeat
**repeat
***repeat
****repeat

 
 
 

2月9日

ประสบการณ์การบวช (บทที่ 13)

ขอบคุณน้องตั้ม มากี้ รัดจิ ฝ้าย พี่หมี และ พี่เอ็ก ที่มาคอมเมนต์ให้ใน ทั้ง 4 blog ที่แล้ว
ถึงมากี้ ขอโทษนะที่เข้าใจผิด คือเราดูจากชื่อหนะ เห็นเป็นปี 1973 เลยคิดว่าเป็นปีเกิด (หลาย ๆ คนมักเอาปีเกิดของตัวเองมาต่อท้ายชื่อ m ชื่อ เมล์ รวมทั้งชื่อ space เนาะ)
เราอายุ 20 หละ คือ 20 ปุ๊ป ก็ไปบวชเลย
แต่ก็ไม่ขอเรียกว่าพี่มากี้ละกัน แก่กว่าแค่ปีเดียว
ส่วนใหญ่เพื่อนเราที่เรียนปีเดียวกันที่มหาลัยก็จะแก่กว่าปีนึง หรือ สองปี ทั้งนั้น แต่ก้อไม่อยากเรียกว่าพี่
 
เฮ้อ จะว่าไปนี่เราก็ใกล้จะจบแล้ว
วิชาต่าง ๆ อาจารย์เขาก้อเริ่มปิด course กันไปได้หลาย course แล้ว
ยังไม่ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่เคยคิดอยากจะทำ
ในช่วงที่เขาว่ากันว่า สนุกที่สุดในชีวิตเลย
สนุกตรงไหนเนี่ย เราว่า ชีวิต ม.ต้น ม.ปลาย ดูจะมีความสุขกว่าเยอะเลย
ไม่รู้สิ เรารู้สึกว่าตอนอยู่มหาลัย
เราถูกพิจารณาในฐานะที่เป็นเด็กเนิร์ดซะมาก
งานก็เลยหลากหลายน้อยลง
หรือว่าเรามีไฟในการมองหางานสนุก ๆ น้อยลง
หรือว่าเราเก็บตัวมากขึ้น
มีปัญหาต้องหาสาเหตุสิเนอะ :):):):):):)
 
http://mr-t-dtone.spaces.live.com/blog/cns!B49DF3F95FAA5B01!268.entry?_c=BlogPart อ่านตอนแรกที่นี่เลยครับ
 
บทที่ 13 : ลาสิกขาที่วัดสันป่าสักวรอุไรธรรมาราม
 
วันก่อนสึก ไปช่วยพระอาจารย์สมปองทำความสะอาดพัดลม
ทำพลาดแบบไร้สติ ไปหลายที
เลยบ่นให้พระอาจารย์ฟังว่า
พระอาจารย์ครับ
วันนี้ผมไม่มีสติเลย
พระอาจารย์ก็เลยเทศน์ว่า
สงสัยใจไปอยู่กับการลาสิกขาหมดแล้วมั๊ง
 
เออจิงด้วยหละ
วันพรุ่งนี้เราจะลาสิกขาแล้ว
มาถึงตอนนี้ใจเราเริ่มโลเลแล้วหละ
ว่าจะลาสิกขาดีรึเปล่า
แต่ก็ยังอยากลาสิกขาอยู่เพราะว่า คิดถึงพ่อแม่
คิดว่าถ้าอยู่นาน ๆ บวชนาน ๆ คุณพ่อ คุณแม่จะไม่สบายใจ
 
หลวงอาทั้งสองท่านตัดสินใจสึกก่อนกำหนด 1 วันเนื่องจากมีกิจมาก
จึงลาสิกขาไปแล้วตั้งแต่เช้าวันนั้น
หลังจากลาสิกขาไปแล้วท่านก็ดีใจว่า
ได้ทำงานสำคัญของชีวิตชิ้นหนึ่งสำเร็จไปแล้ว
 
เรามานั่งคิดว่า การลาสิกขา ได้ออกไปเป็นฆราวาสอีกครั้งเนี่ย
มันถือว่าเป็นความสำเร็จจริง ๆ เหรอ
 
ตอนเย็น ๆ พระอาจารย์ใหญ่ (เจ้าอาวาส) ซึ่งสังเกตเห็นขาที่เหวอะหวะเพราะโดนยุงกัดตั้งแต่ตอนที่เป็นนาคอยู่ที่วัดแพร่มานานแล้ว
(ถ้าเราจำไม่ผิด น่าจะเป็นองค์แรก ๆ ที่สังเกตเห็น)
สั่งให้คนหายาทามาเตรียมไว้
แล้วพอเราเดินผ่านท่าน
ท่านก็ให้หยุด แล้วให้พระต้นทาให้
ก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก ๆ เลยหละ
ที่ท่านเมตตาเราขนาดนี้
 
ยังจำได้เลย
ครั้งแรกที่เจอท่าน
ท่านจำเราแล้วก็คุณพ่อคุณแม่เราได้ด้วยหละ
ท่านถามว่าเดี๋ยวนี้คุณแม่ยังทำงานโรงงานน้ำตาลอยู่ไหม
ทั้ง ๆ ที่คุณแม่เราไม่ได้ทำโรงงานน้ำตาลตั้ง 7 ปีแล้ว
แต่ท่านยังจำที่คุณพ่อ คุณแม่ และ เรา เคยไปกราบท่านที่วัดแพร่ เมื่อหลายปีที่แล้วได้
ถือว่าท่านความจำเป็นเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่บวชมากถึง 35 พรรษาแล้ว
 
วันนั้นตอนหัวค่ำได้มีโอกาสไปช่วยพระครูแต้กจัดซองกฐินหละ
ระหว่างจัดซองกฐิน ก็มีฆราวาสญาติโยม
จับกลุ่มคุยกันอยู่ข้าง ๆ
 
ไอ้นิสัยชอบแอบฟังเนี่ย
เอาไปติดตัวแม้กระทั่งตอนเป็นพระเลยหละ
ได้ความมาว่า
เห.....ใช้มือถือรุ่นไหนเนี่ย รุ่นนี้ไม่ดีนะมี Option น้อย เล่นนู่นเล่นนี่ก็ไม่ได้
เนี่ยไอ้เพื่อนผมคนนี้มันแย่จิง ๆ ยืมเงินผมไปตั้งนานแล้วก็ไม่ได้ใช้ซักที
...
และอย่างอื่นอีกเยอะแยะมากมาย
ที่มันเป็นความวุ่นวายไร้สาระของเรื่องทางโลก
ก็มานั่งคิดว่า
เราต้องกลับไปอยู่ที่อย่างนั้นจริง ๆ เหรอ
พอเราลาสิกขา เราก็ต้องกลับไปนั่งบ่น
เรื่องการบ้าน เรื่องโปรเจ็ก เรื่องสอบ
พอเรียนจบเราก็ต้องไปวุ่นวายเรียนต่อ
มันจะดีกว่าตอนที่เราครองผ้าเหลืองอยู่ในเพศบรรพชิตจริง ๆ เหรอ
 
วันนั้นในฐานะที่เป็นคืนสุดท้ายในเพศบรรพชิต
จึงตั้งใจจะเดินจงกลมหน่อย
ระหว่างทางที่จะเดินไปทางที่เดินจงกลม
เจอพระต้น
พระต้นบอกว่าไหน ๆ คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายแล้ว
อยากให้เดินให้นานที่สุด
 
ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำเนสัชชิก (ไม่นอน) เลยนะ
แต่ก็ไม่ไหวหละ
แม้ว่าจะตั้งใจเดินมาก ๆ
เดินไปเรื่อย ๆ
นับว่าเป็นการเดินขึ้นภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม
เดินขึ้นไปให้สูงที่สุด ข้ามไม่ข้ามไม่เป็นไร
เพราะนั่นอาจจะเป็นครั้งที่ใจของเรา
อยู่ที่สูงที่สุดแล้ว
เราคิดอยู่เสมอว่า
หลังจากเดินวันนั้น
หลังจากลาสิกขา
เราคงต้องกลับลงสู่ที่ต่ำ
และอาจจะไม่สามารถบังคับตัวเอง
ให้ขึ้นไปสูงขนาดนั้นได้อีก
 
วันลาสิกขา คุณพ่อ คุณแม่มาตั้งแต่เช้าเลยหละ ตี 4 ตี 5 เลยหละมั๊ง
แต่ว่าก็ไปซื้อของเพื่อเตรียมตัวสำหรับบิณฑบาตก่อน
วันนั้นขอโอกาสพระอาจารย์ให้พรคุณพ่อคุณแม่
รวมทั้งคุณพ่อก็ถือบาตรให้ด้วย
 
พิธีลาสิกขาของพระที่วัดแพร่
ไม่ยุ่งยากอะไร
พิธีการก็มีแค่
ช่วงก่อนฉัน เข้าไปขอขมาต่อหมู่สงฆ์ (ซึ่งเราลืมทำอันนั้นไปหละ หลวงพี่ตี๋เห็นว่าไม่เหมาะ)
หลังจากนั้นก็ปลงอาบัติเหมือนอย่างที่ปลงตอนวันพระ
จากนั้นก็เข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ เพื่อลาสิกขา
 
สรุปว่าเราก็ลาสิกขาเป็นฆราวาสธรรมดา
ฆราวาสที่วุ่นวายมาก ๆ เหมือนเดิมหลังฉันวันนั้น
 
หลังจากนั้นเราก็ซักอัฏฐบริขารเพื่อส่งคืนสงฆ์
ซักไปก็ออกมาคุยกับคุณพ่อ คุณแม่ไป
วันนั้นไม่ได้ช่วยกิจของคณะสงฆ์เลย
ออกมาคุยกับคุณพ่อ คุณแม่ซะมาก
 
พอซักอัฏฐบริขารเสร็จ (จริง ๆ ไม่เสร็จเหลือ หมวกไหมพรมยังไม่แห้ง แต่ก็ฝากน้องเฟิร์สเก็บ)
ก็เดินทางออกจากวัด
เพื่อไปนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพ
ตอนออกจากวัดยังไม่รู้สึกอะไรหรอก
เพราะว่ามันก็เป็นทางไปบิณฑบาตทุกวัน
แต่ตอนไปกินข้าววันนั้น
เลือกไปทานที่โรบินสันเชียงใหม่
เพราะว่าอยู่ใกล้กับสนามบิน
 
เข้าไปในโรบินสันแล้วก็.......
ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างก็ประดังเข้ามา
ตั้งแต่การจัดห้างที่มีหลายสีสัน หลาย ๆ สีก็ไม่ได้เจอไม่ได้เห็นมานานแล้ว 20 กว่าวัน
เพลงที่เปิดอยู่ก็เป็นเพลงวัยรุ่น ที่ตอนเป็นนาครู้สึกอึดอัดมาก ๆ ที่ไม่ได้ฟัง แต่พออยู่นาน ๆ เข้าก็ไม่รู้สึกอะไร
ข้าวเย็น ที่ก็ไม่ได้ทานมาหลายสัปดาห์แล้ว และก็เป็นเนื้อ
 
ตอนนั้นสมองมันตื้อไปหมดเลย
รู้สึกว่าสนุกนะ ที่ได้ถูกกลับมาหุ้มห่อด้วยรูป รส กลิ่น เสียง พวกนี้อีกครั้ง
แต่ก็รู้สึกเหมือนว่า
เราสูญเสียอะไรไปหลาย ๆ อย่างแล้วหละ
 
กลับมาอยู่กรุงเทพ กลับมาเรียน 2 อาทิตย์
ช่วงนี้เรากับคุณแม่มี topic มาคุยมากเป็นพิเศษ
เกี่ยวกับวัด เกี่ยวกับพระ (ซึ่งตอนนี้ทำไมไม่รู้เราไม่คุย topic นี้กับแม่แล้วหละ)
อย่างไรก็ดี
เรารู้สึกได้เลยว่า
บรรยากาศที่เราอยู่ทุกวันนี้
บรรยากาศที่บ้าน
บรรยากาศบนถนน
บรรยากาศที่มหาลัย
บรรยากาศที่ห้างสรรพสินค้า
มันแย่เกินกว่าที่จะทำให้ใจของเรา
ซึ่งได้มีโอกาสบวชช่วงสั้น ๆ และก็ยังไม่กล้าแข็งพอ
สามารถทรงตัวอยู่ได้ไม่ตกจากภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม
หรือว่า
เราท้อเร็วเกินไปนะ
 
อย่างไรก็ดีตามกฎของวัด
เราต้องอยู่กรรมหลังบวช 3 วันหละ
แต่ว่าได้อยู่แค่ 1 วันหลังจากที่ลาสิกขา
เหตุผลมากมายแต่ความจริงแล้วก็คือ ไม่อยากอยู่ช่วงงานกฐิน
ก็เลยคิดว่าอยู่แค่วันเดียวไปก่อน
แล้วค่อยหาโอกาสอยู่อีก 2 วันทีหลัง
 
ต่อมาได้ยินว่าพี่เขต รุ่นพี่ที่มางานบวชเรา
กำลังจะบวช หลังจากที่เราลาสิกขาได้ 2 อาทิตย์
ก็เลยตั้งใจจะไปร่วมงานบวชของพี่เขตแล้วก็ถือโอกาสอยู่กรรมอีก 2 วัน
ก่อนไปได้ยินข่าวว่า
รถที่กลับจากงานกฐินที่ร้องกวาง (กฐินที่ร้องกวาง หลังจากที่เราลาสิกขาแล้ว 1 อาทิตย์)
เกิดอุบัติเหตุ ญาติโยมที่ไปร่วมงานกฐินเสียชีวิตรวม 3 ราย
ได้ยินว่าบาดเจ็บอีก 1 ราย แต่ก็ไม่ได้ติดตามข่าวว่าสุดท้ายแล้วเป็นยังไง
ทั้งหมดเป็นโยมผู้หญิงหละ ซึ่งเราไม่รู้จักเพราะว่าเป็นนาคเป็นพระ พระท่านไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับโยมผู้หญิง
แต่การที่ญาติโยมที่ตั้งใจจะไปทำบุญโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานกฐิน
มาเสียชีวิตพร้อมกันหลาย ๆ คนเนี่ย
ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน
 
เหลือเชื่อเลย
ตอนที่เราไปถึงเราพบว่า
หลวงพ่อใหญ่ท่านให้พระอาจารย์ พระเถระ ที่จำวัดอยู่ภาคเหนือ เกือบทุกรูป
ให้กลับมาร่วมพิธีศพของคุณยายที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้
เราจึงได้มีโอกาสกราบ หลวงพ่อใหญ่ พระอาจารย์ภู พระอาจารย์บุญมี พระอาจารย์เอกราช พระอาจารย์กบ พระอาจารย์ไพโรชน์ พระอาจารย์ต้อง พระอาจารย์อ๊อฟ หลวงพี่ต้น หลวงพี่ตี๋ หลวงพี่ยุทธ อีกครั้ง
เราไม่ได้มีโอกาสเห็นพิธีศพมากนัก
เพราะว่าไปรอแบกศพอยู่ด้านหลัง
แต่เคยได้ยินว่า
พิธีศพของวัดแพร่ ก็เป็นอีกพิธีหนึ่งที่จัดอย่างเรียบง่าย
 
เหมือนกับพิธีบวช
ซึ่งเราได้มีโอกาสร่วมอีกครั้ง หลังจากได้เข้าร่วมพิธีบวชของตัวเองไปเมื่อเดือนที่แล้ว
พระอาจารย์กบท่านเมตตาเรามาก ๆ อยากให้เราได้บวชเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพักตร์อีกครั้ง
ท่านถึงขนาดให้กล้องของท่านมาถ่าย
เพื่อให้เราได้เห็นบรรยากาศพิธีโกนผม ซึ่งเคยทำให้เราร้องไห้จนขอขมาคุณพ่อ คุณแม่ ไม่จบซักที
พิธีโกนผมเนี่ย ดูกี่ทีก็ทำให้ซาบซึ้งใจมาก ๆ เลย
 
รวมทั้งพิธีบวชด้วย
ได้เห็นคนท่องคำขออุปัชณาย์
ได้เห็นคนบิณฑบาตดอกไม้ (พิธีหลังบวชเสร็จ)
ได้เห็นหน้าพ่อแม่ ญาติพี่น้องของคนที่บวช
 
ดูทีไรก็น่ายินดี
 
อื้ม
เรื่องประสบการณ์การบวชจริง ๆ ก็จบแล้วหละ
ตอนที่นั่งเขียนอยู่เนี่ย
ก็มีความคิดสองอัน
ตีกันเองอยู่ในหัวตลอดเวลา
ใจนึงก็รู้สึกขี้เกียจหละ
ขี้เกียจจะต้องไปทำงานหนัก กวาดใบไม้ทั้งลาน ล้างห้องน้ำหลายห้อง
ขี้เกียจตื่นเช้าตั้งแต่ตี 3 มานั่งสมาธิ สวดมนต์
คือสภาพสังคมที่เราเป็นอยู่
เรารู้สึกว่าเราจัดตัวเองไว้อยู่ที่สูง
จนงานพวกนี้กับเรามันดูอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน
 
อีกใจหนึ่งก็พบว่า
เราเนี่ยมัน "จน" ตามความหมายของรัดจิเหลือเกินหละ
บางครั้งก็รู้สึกหงุดหงิด
หงุดหงิดทั้ง ๆ ที่ไม่มีสาเหตุ
เปิดทีวีก็ไม่ทำให้หายหงุดหงิด
เล่นคอม เล่นเกม เล่นเน็ต ก็ไม่หายหงุดหงิด
ดึกแล้วจะออกกำลังกายอะไรก็ไม่ได้
มันไม่มีอะไรทำให้ใจมันมีความสุขที่แท้จริงได้เลย
ทั้ง ๆ ที่ตอนบวช ไม่มีทีวี ไม่มีเน็ต ไม่มีคอม
ทำไมเราไม่เห็นจะหงุดหงิดแบบนี้
บางทีการบวชอาจจะเป็นคำตอบของการค้นหาความสุขที่แท้จริงก็ได้นะ
 
ยังเหลืออีกตอนนึงคือบทตามหละ
 

เนื้อเพลง: คนมันรัก
อัลบั้ม: First Stage Project
Source : www.siamzone.com

 

เธอไม่รักฉันไม่รู้ ที่เธอไม่รักฉันไม่รู้
แต่ที่รู้ฉันนั้นรักเธอมาตั้งนาน
เธอไม่คิดฉันจะคิด ว่าเธอคนนี้ใช่ในฝัน
เข้ากันได้นะเท่าไหร่

เธอจะร้อนฉันก็รัก จะยังเป็นน้ำฉันก็รัก
เธอจะรั้งฉันจะรักเธอไว้ด้วยใจ
ถ้าเธอหนีฉันจะตาม จะดำลงน้ำข้ามไปไหน
จะไปให้ถึงใจเธอ

ก็คนมันรอเธอมาตั้งนานข้างเดียว
แค่อยากจะเกี่ยวเธอมาไว้
กอดทั้งตัวและใจ
ไม่ให้รักฉันจะรักไม่ให้สน
ฉันจะสนก็เป็นเหตุผลของใจ

ก็อย่าลำบากกับใจฉันเลยนะเธอ
แค่อยากให้เธอเผื่อใจให้ฉันได้ไหม
คนมันรักห้ามได้ไหม
ใจมันรักห้ามไม่ไหวเปิดใจได้ไหมคนดี

ถ้าไม่รักคงไม่ตื้อ ก็เธออย่าถือฉันเลยนะ
เธอชนะฉันอยู่แล้วหมดทั้งหัวใจ
ถ้าเธอพร้อมฉันก็พร้อม
จะยอมอ่อนใจให้วันไหน
จะไปคล้องแขนเลยเธอ

ก็คนมันรอเธอมาตั้งนานข้างเดียว
แค่อยากจะเกี่ยวเธอมาไว้
กอดทั้งตัวและใจ
ไม่ให้รักฉันจะรักไม่ให้สน
ฉันจะสนก็เป็นเหตุผลของใจ

ก็อย่าลำบากกับใจฉันเลยนะเธอ
แค่อยากให้เธอเผื่อใจให้ฉันได้ไหม
คนมันรักห้ามได้ไหม
ใจมันรักห้ามไม่ไหวเปิดใจได้ไหมคนดี

ก็คนมันรอเธอมาตั้งนานข้างเดียว
แค่อยากจะเกี่ยวเธอมาไว้
กอดทั้งตัวและใจ
ไม่ให้รักฉันจะรักไม่ให้สน
ฉันจะสนก็เป็นเหตุผลของใจ

ก็อย่าลำบากกับใจฉันเลยนะเธอ
แค่อยากให้เธอเผื่อใจให้ฉันได้ไหม
คนมันรักห้ามได้ไหม
ใจมันรักห้ามไม่ไหวเปิดใจได้ไหมคนดี