| 個人檔案MR.T's blog部落格 | 說明 |
|
2月18日 แล้วมันมีประโยชน์ยังไงแฮะ ๆ
เล่าเรื่องประสบการณ์การบวชซะ 4 เดือน
เลยไม่ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองที่เกิดขึ้นในเทอมนี้เท่าไร
ขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ เต้ และ ฝ้าย ที่คอมเมนต์ให้ใน entry ที่แล้ว
ขออนุญาตแก้ไขบล๊อก entry นี้นะครับ
เนื่องด้วยเป็นด้วยติฉินนินทาอาจารย์
ซึ่งผิดต่อคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมรูป 2 รัชกาลตอนที่ปฐมนิเทศ
และผิดต่อคำสัญญาต่ออาจารย์ในวันไหว้ครูปีพุทธศักราช 2546
รวมทั้งทำให้ภาควิชา คณะ และมหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียง
ศิษย์กราบขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
2月10日 ประสบการณ์การบวช (บทตาม)ขอบคุณ รัดจิ และ ฝ้าย ที่คอมเมนต์ให้ใน entry ที่แล้ว
หะ ๆ
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าการโพสอะไรยาว ๆ การเขียนอะไรยาว ๆ 15 ตอน
ขนาดตอนแรกมีกำลังใจอยากเขียนมาก
มีไฟอยากเขียนเต็มที่
แต่พอเขียนไป เขียนไป ไฟเริ่มหมด ความสนใจในการเขียนก็เริ่มน้อยลง
กลายเป็นว่าเราเว้นว่างจากการเขียน series นี้ไปนานหลายเดือนเลย
หลายครั้งเวลาเขียน blog series นี้รู้สึกเหมือนกำลังทำงานอะไรซักอย่างอยู่
เป็นงานที่ต้องทำให้เสร็จ
มากกว่าสิ่งที่อยากเขียน สิ่งที่อยากทำ
หรือว่าเป็นนิสัยของเรา
สมาธิสั้น
แต่สุดท้ายเราก็เขียนจนจบจนได้อะเนาะ
ขอบคุณทุกคอมเมนต์ในทั้ง 15 บท
ถ้าไม่มีคอมเมนต์ก็คงโพสไม่จบหละ
บทตาม : เรื่องเล่าหลังบวช
เป็นเรื่องที่เราคิดอยู่เสมอเลยนะ
ว่าเราอยู่ไกลพระพุทธศาสนาไปรึเปล่า
การอยู่ในสังคมมหาวิทยาลัย
ไม่ทำให้เราสะกิดใจเรื่องการบวชมาเลย
มันก็เป็นไปได้หลาย ๆ อย่างนะ
อาจจะเป็นเพราะใจเรา อยากจะพาเราให้ไปอยู่ห่าง ๆ การบวชรึเปล่า
เป็นเพราะว่าเวลาเรื่องอะไรก็ตามเกี่ยวกับการบวชผ่านหูเข้ามา
ใจเรามักจะกรองทิ้ง แล้วก็หลีกเลี่ยงที่จะให้ความสนใจกับมัน
มันก็เลยดูเหมือนกับว่า พระพุทธศาสนากับเรา
อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน
จริง ๆ แล้วพอเราบวชกลับมา
เราก็พบว่าถ้าเราสนใจพระพุทธศาสนากับเราไม่ได้อยู่ไกลกันเลย
เรายังได้ยินได้ฟังธรรมะดี ๆ ทางโทรทัศน์อยู่ทุก ๆ อาทิตย์เพียงแต่ไม่เคยสนใจจะทำ
ชมรมพุทธศาสตร์และประเพณีก็ยังมีกิจกรรมพระพุทธศาสนาดี ๆ มาให้ชาวจุฬามากมายแต่เราก็ไม่เคยที่จะสนใจ
ใกล้ ๆ บ้านก็ยังมีวัดดี ๆ อยู่มาก แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปฟังเทศน์ฟังธรรม
การบังคับจิตให้อยู่ใกล้กับพระพุทธศาสนา เนี่ยเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ทีเดียวเลยหละ
นอกจากการบังคับจิตให้อยู่ใกล้กับพระพุทธศาสนาจะเป็นเรื่องยากแล้ว
เรื่องยากอีกอย่างหนึ่งที่เราจะต้องทำให้ได้หลังบวชก็คือ
การใช้พระธรรมให้เป็น
มีคนรู้จักอยู่คนนึง เป็นคนที่สนิทกับแม่มาตั้งแต่เล็ก
เป็นคนดีมาก ๆ เลย
เข้าวัดฟังธรรมบ่อย ๆ วันไหนว่าง ๆ ก็นุ่งชุดขาวเป็นอุบาสิกามาช่วยพระท่านทำกิจที่วัด
แต่เวลาทำงานกลับทำงานกับคนอื่นไม่ได้
มีปัญหาทะเลาะกับคนนู้นคนนี้อยู่เรื่อย ๆ
เราเคยสงสัยนะเมื่อตอนเด็ก ๆ
เคยถามคุณพ่อหละ
เด(เราเรียกคุณพ่อว่าเดเป็นภาษาไหหลำ) ก็ตอบว่า
คนคนนั้นยังใช้พระพุทธศาสนาไม่เป็น
การที่เขาเข้าวัดบ่อย ๆ ทำให้เขาสำคัญตนผิดว่า
ตนเองเป็นคนที่มีธรรมะสูงกว่าคนอื่น
และไม่ยินดีที่จะรับฟังธรรมะของคนอื่น
เราเห็นปรากฏการณ์นี้เกิดกับใครหลาย ๆ คนเลย
และก็ค่อนข้างแน่ใจว่าบางครั้งปรากฏการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับเรา
เมื่อมองใจแล้วก็เห็นได้ชัดเลยว่า
บางครั้งเราเกิดอาการถือตัวไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
เพราะมีทิฏฐิว่าเขาเป็นคนที่มีความรู้ต่ำกว่าเรา
เพราะถือทิฏฐิว่าเขาคนนั้นเป็นผู้ที่มีธรรมะต่ำกว่าเรา
อื้มแสดงว่าเราเองเนี่ยก็ใช้พระธรรมไม่เป็นเหมือนกันนะเนี่ย
บางทีของดี ๆ หรือเจตนาที่ดี ถ้าเกิดไม่ตั้งใจทำให้ถึงที่สุดแล้ว
มันก็อาจจะเป็นผมเสียมากกว่าผลดีก็ได้นะ
เช่นว่าเวลาเรากวาดพื้น
ถ้าเกิดเราไม่ตั้งใจกวาด กวาดส่ง ๆ ไปเนี่ย
แทนที่จะลดฝุ่นที่อยู่บนพื้น
อาจจะกลายเป็นการทิ้งเศษไม้กวาดลงบนพื้นแทนก็ได้นะ
พูดถึงตรงนี้ ขอนอกเรื่องการบวชแป๊ป
เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นิดหน่อย
เป็นเมล์จากแน็ค (จะได้อ่านมะเนี่ย)
ส่งมาให้เราเมื่อไม่นานนี้ มีใจความ (หลังจากที่เราใส่ไข่แล้ว ดังนี้)
"เออ เราลองหาข้อผิดพลาดในงานของพวกเราแล้ว
พบว่าความผิดพลาดเป็นความผิดของนายอะ
รู้สึกจะเป็นเรื่องที่แก้กันมาตั้งนานแล้วหละ แต่ก็ไม่หายซะที
ฝากด้วยนะ อิอิ
แน็ค"
เออ เราเอาเมล์ฉบับนี้ไปเทียบกับเมล์ที่นายส่งมาให้เราเมื่อเทอมที่แล้ว (หลังจากใส่ไข่เหมือนกัน)
ซึ่งมีใจความดังนี้
"อะโน..... เอ่อ ต้น คือ เราไม่เข้าใจโปรแกรมที่นายเขียนมาหลายจุดเลยหละ
คืออยากให้นายลองพิจารณาโปรแกรมส่วนนี้หละ...... ว่ามันมีหลักการทำงานยังไง
ถ้ามีเวลา
ด้วยความเคารพอย่างสูง
แน็ค"
สังเกตุดูดี ๆ นะ ความจริงแล้วเมล์ 2 อันนี้หนะ ใจความที่ซ่อนอยู่คล้าย ๆ กันเลยนะ
แต่ไม่รู้ทำไมเวลาที่ได้เมล์แบบ 2 มันดูทำให้ชีวิตหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
ความจริงแล้วแบบหลังเนี่ยมันดูเป็นทางการมากกว่า แล้วมันก็ดูน่าจะดีกว่าถ้าเขียนแบบ 2 เวลาจะบอกเพื่อนว่า "เฮ้ย ผมนั่งหาบั๊กอยู่ตั้งนาน เนี่ยเป็นของคุณเห็นเปล่า เอาไปแก้เร้ว ๆ ๆ"
คือมันเป็นภาษาสุภาพมากกว่า แล้วมันก็เป็นของที่ดีกว่าหละ
แต่ว่าของที่ดีกว่า ถ้าเราใช้ได้อย่างไม่ถนัด หรือในที่นี้คือใช้เพื่อซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ในคำพูด
มันก็ทำให้ของที่ดี มีประสิทธิภาพสู้ของที่ไม่ดีไม่ได้หละ
เออคิดถึงเราตอน Robocup เลยหละ
ตอนทำ Robocup เมื่อตอนประมาณมีนา
เวลาเราเจออะไรที่คิดว่าน่าจะเป็นบั๊กแหวน หรือ บั๊กอั๋น
เราพูดกับ 2 คนนั้นด้วยภาษาแบบ 2 หละ
แน่นอนเวลาพูดกับ 2 คนนั้นทีไร ก็จะโดนโมโห โมโห กลับมาหละ
เราเคยคุยกับอั๋นนะว่าทำไมแหวนถึงได้โมโหขนาดนั้น
อั๋นมันก็ตอบว่า "ก็แกสุภาพเกินไป"
หงุดหงิดกับคำตอบมันเล็กน้อย สุภาพเกินไปแล้วไงฟะ ??????????
แหะ ๆ สุดท้ายหาวิธีแก้ด้วยการไปนั่งพยายามพูดหน้ากระจก
ประมาณว่าซ้อมให้ดูเนียนเต็มที่ และไม่ทำให้ดูหน้าโมโห
ซ้อมหลายสิบรอบพูดให้มันดูไม่ fake
"อั๋น เราเกิดข้อสงสัยใน Parameter ที่ใส่เข้าไปในโปรแกรมนายเล็กน้อย"
แล้วก็ทำหน้าให้ใสซื่อบริสุทธิ์แบบเด็กน้อยน่ารักเกิดข้อสงกะสัยจริง ๆ
"แหวน เราสงสัยตัวอย่างที่แหวนเขียนเพื่อเอาใช้ในโค้ดส่วนนั้นหน่อยอะ อธิบายเรานิดนึงได้เปล่า"
แล้วก็ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ แบบว่าสงสัยจริง ๆ
จะยังไงก็ตามหละ แม้ว่าพยายามซ้อมแค่ไหน
เราก็เพิ่งมารู้ตอนที่ต้องเจอกับตัวเองหละ
ว่ามันไม่มีประโยชน์
เรื่อง fake มันก็คือเรื่อง fake จะทำให้มันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่นได้ยังไง
ของดี ๆ คำพูดดี ๆ
ถ้าไม่ได้เอามาใช้ในความหมายของมัน
ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่
แต่ใช้ในความหมายที่ซ่อนเร้นความหมายอื่นอยู่
มันก็กลายเป็นของที่เลวร้ายอย่างเหลือเชื่อ
เมื่อไม่นานมานี้นั่งฟังการ Present โปรเจ็กของบางวิชาหละ
สนใจและก็ตั้งใจฟังการ Present เกือบจะทุกกลุ่มเลยนะ
มันน่าสนใจออก
นาน ๆ ทีจะมีการ Present ที่แต่ละกลุ่มก็คิดไม่เหมือนกัน
แต่ก็มีอยู่ซัก 2-3 กลุ่มนะที่ทำงานออกมาได้ไม่ค่อยน่าสนใจหละ
กลุ่มนึงก็ Present ง่าย ๆ เหมือนรีบ ๆ พูดให้จบ Present ก็ทำแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ
ฟังแล้วก็อืม ๆ ไม่มีอะไรเนาะง่าย ๆ ดี
แต่ว่ามีอีกกลุ่มนึงที่ใคร ๆ เขาว่าเป็นเทพหละ
ทำ Slide Presentation หรูหราไฮโซ พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกับว่า นี่แหละคือโปรเจ็กสุดยอด
ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกเลยเห็นไหม
โอ้โห ข้อมูลมากมายเนี่ย ถ้าใช้โปรเจ็กนี้แล้วจะสามารถทำงานได้หลากหลายมากมายทีเดียวเลยเห็นไหม
ซึ่งเขาก็ทำถูกนะ คือทุกคนก็ไม่มีเวลาสำหรับหลาย ๆ Project บาง Project เวลาจวนตัวก็ต้องรีบ ๆ ทำอะ
แต่ว่าคือในมุมมองของคนฟังอะ
มันก็ฟังแล้วหงุดหงิด ๆ
แล้วก็รู้สึกแย่ที่ต้องรับฟังมากกว่าการรับฟังงานจากกลุ่มด้านบนหละ
(แต่หลังจากนั้นก็ได้ยินใครซักคนพูดประมาณว่า โอ้กลุ่มนี้ทำได้หรูเลิด เทพทำอะไรก็ดูดีไปหมดเลย ดีจริง ๆ ซึ่งก็ทำให้หงุดหงิดหุดหิดอีกรอบนึง)
ออกนอกเรื่องอีกแล้วหละ กล่าวโดยสรุปก็คือ
บางทีของดีมาก ๆ แต่ว่าใช้ผิดกาลเทศะ
บางครั้งใช้ของที่แย่ลงมาหน่อยอาจจะดีกว่า
อื้ม เนื้อที่หมด และ เริ่มขี้เกียจเขียนแล้วเนาะ
คนอ่านก็คงขี้เกียจอ่านเหมือนกันใช่มะ(ทึกทักเอาเอง)
โอเคเราสรุปเลย สำหรับเรื่องทั้งหมดที่เราโพสมาทั้ง 15 ตอนรวมตอนนี้ด้วย
ทีแรกตั้งใจจะเขียน
เพราะอยากให้คนอ่านได้รู้สึกว่า
พระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่ห่างจากเรามากนะ
นี่ไง อยู่แค่นี้เอง ใกล้ ๆ เรา
แล้วก็มีอีกหลาย ๆ อย่างที่อยากจะบอกทุกคนที่อ่าน
ผ่านตัวเราเองในช่วงที่บวชอยู่
การได้หยุดงานตั้ง 22 วัน โดยที่ไม่ทำอะไรเลย
ดูเหมือนจะว่าง
แต่ความจริงแล้ว 22 วันนี้เป็นช่วงที่ใจเรายุ่ง
ยุ่งเพราะต้องต่อสู้กับกิเลส ในสภาวะแวดล้อมที่สนับสนุนให้เราสามารถต่อสู้กับกิเลสได้
แต่ก็ยุ่งทั้ง ๆ ที่สบายใจ
ส่วนนึงที่เขียนก็อยากจะบูชาคุณครูบาอาจารย์
ตั้งแต่พระมหาเถระ, พระเถระ, พระอนุเถระ, พระมัชฌิมะ, พระนวกะ
รวมไปถึงอุบาสก อุบาสิกา ญาติโยม
ที่ได้ช่วยให้เราดูเป็นผู้เป็นคนมากยิ่งขึ้นอย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
เราไม่รู้ว่าสำหรับคนอื่นเป็นยังไง
แต่สำหรับเราแล้ว
สภาพแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ
เรามักจะเปลี่ยนแปลงตัวเราให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเสมอ ๆ
โอเคหละ
ถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของสังคมที่ฟุ้งเฟ้อ วัตถุนิยม
เราก็มีแนวโน้มจะฟุ้งเฟ้อขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของที่มีเด็กเนิร์ดเดินไปเดินมาอยู่เต็มไปหมด
เราก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นเด็กเนิร์ดพูดจาไม่รู้เรื่อง
ถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เรียบง่าย รอบตัวมีแต่ผู้ที่กำลังฝึกฝนที่จะก้าวเข้าไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือนิพพาน
เราก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นผู้ที่ฝึกฝนตนอยู่เสมอ เพื่อไปสู่นิพพานเช่นเดียวกัน
อื้ม
เราเคยเขียนไว้ในหลาย entries ก่อน ตั้งแต่ยังไม่ได้เขียนเรื่องบวชหละ
เราเรียกมันว่า "การแพร่ของวัฒนธรรม"
คนเราเนี่ยมันเหมือนมี 2 อย่างขัดแย้งกันอยู่นะ
คนที่อยู่ห่างจากสังคมมาก ๆ มีแน้วโน้มที่จะถูกวัฒนธรรมภายในสังคมแพร่เข้าหา
ในขณะเดียวกันคนที่อยู่ใกล้กับสังคมมักจะพยายามสร้างความแตกต่างระหว่างตัวเองกับสังคมนั้น
โดยการให้วัฒนธรรมของสังคมอื่น แพร่เข้าใส่ตนเอง
ด้วยเหตุนี้หละมั๊ง
ชีวิตทางโลก ถึงไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ว่าเพิ่มความวุ่นวายมากขึ้น มากขึ้นทุกที
เราเลยเห็นว่าการที่จะเข้าถึงพระธรรม ปรัชญาที่ลึกล้ำ อย่างที่ไม่มีนักปรัชญาคนใดสามารถไปถึง
การที่จะเข้าถึงนิพพาน จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการพ้นทุกข์หนึ่งเดียว ที่ไม่สร้างข้อขัดแย้งใด ๆ ให้กับคนฟัง
นอกเหนือจากการบวชแล้ว
ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าเรายังอยู่ในทางโลก ใช้ชีวิตทางโลก เราคงต้องโดนวัฒนธรรมทางโลก แพร่เขาหาตัว เรื่อยไป ไม่รู้จักจบจักสิ้น
แล้วเราก็คงต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารไปอีกนาน
ต้น MR.T
....
เย่จบแล้วครับ
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนถึงตอนนี้นะครับ
แล้วพบกันใหม่คราวหน้าครับ
อ้อช่วงนี้ทำรายงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น
ที่มีผลสืบเนื่องจากฟุตบอลโลกปี 2002
เลยได้กลับไปดูมิวสิกวีดิโอเพลง "Let's Get Together Now"
ได้ดูหลายเวอร์ชั่น
แต่มีอยู่เวอร์ชั่นนึงดูแล้วก็รู้สึกดีมากเลย เป็นเวอร์ชั่นที่มีทั้งภาษาเกาหลีและภาษาญี่ปุ่น
เราว่าเกาหลีกับญี่ปุ่นเนี่ยก็แปลกดีนะ
อยู่ใกล้ ๆ กัน วัฒนธรรมก็คล้าย ๆ กัน ความคิด วัฒนธรรม ของคนก็ไม่ต่างกันมาก
แต่ว่าใช้คนละภาษากันเลยไม่ค่อยได้คุยกัน
คนเราเนี่ยถ้าไม่ค่อยได้คุยกับใคร
มักจะระวังระแวง และ มองคนที่ไม่ได้คุยด้วยในทางที่เลวร้ายเสมอเลยเนาะ
สุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่าสองชาตินี้ก็ต้องมาทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นซะที
เวอร์ชั่นที่ copy มาแปะเป็นเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นล้วนนะ
เพลง : Let's Get Together Now
ผู้แต่ง : Daisuke Kawaguchi & Mika Nakashima
Source : www.animelyrics.com Mmmh sure chigai sonna hi mo atta 2月9日 ประสบการณ์การบวช (บทที่ 13)ขอบคุณน้องตั้ม มากี้ รัดจิ ฝ้าย พี่หมี และ พี่เอ็ก ที่มาคอมเมนต์ให้ใน ทั้ง 4 blog ที่แล้ว
ถึงมากี้ ขอโทษนะที่เข้าใจผิด คือเราดูจากชื่อหนะ เห็นเป็นปี 1973 เลยคิดว่าเป็นปีเกิด (หลาย ๆ คนมักเอาปีเกิดของตัวเองมาต่อท้ายชื่อ m ชื่อ เมล์ รวมทั้งชื่อ space เนาะ)
เราอายุ 20 หละ คือ 20 ปุ๊ป ก็ไปบวชเลย
แต่ก็ไม่ขอเรียกว่าพี่มากี้ละกัน แก่กว่าแค่ปีเดียว
ส่วนใหญ่เพื่อนเราที่เรียนปีเดียวกันที่มหาลัยก็จะแก่กว่าปีนึง หรือ สองปี ทั้งนั้น แต่ก้อไม่อยากเรียกว่าพี่
เฮ้อ จะว่าไปนี่เราก็ใกล้จะจบแล้ว
วิชาต่าง ๆ อาจารย์เขาก้อเริ่มปิด course กันไปได้หลาย course แล้ว
ยังไม่ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่เคยคิดอยากจะทำ
ในช่วงที่เขาว่ากันว่า สนุกที่สุดในชีวิตเลย
สนุกตรงไหนเนี่ย เราว่า ชีวิต ม.ต้น ม.ปลาย ดูจะมีความสุขกว่าเยอะเลย
ไม่รู้สิ เรารู้สึกว่าตอนอยู่มหาลัย
เราถูกพิจารณาในฐานะที่เป็นเด็กเนิร์ดซะมาก
งานก็เลยหลากหลายน้อยลง
หรือว่าเรามีไฟในการมองหางานสนุก ๆ น้อยลง
หรือว่าเราเก็บตัวมากขึ้น
มีปัญหาต้องหาสาเหตุสิเนอะ :):):):):):)
http://mr-t-dtone.spaces.live.com/blog/cns!B49DF3F95FAA5B01!268.entry?_c=BlogPart อ่านตอนแรกที่นี่เลยครับ
บทที่ 13 : ลาสิกขาที่วัดสันป่าสักวรอุไรธรรมาราม
วันก่อนสึก ไปช่วยพระอาจารย์สมปองทำความสะอาดพัดลม
ทำพลาดแบบไร้สติ ไปหลายที
เลยบ่นให้พระอาจารย์ฟังว่า
พระอาจารย์ครับ
วันนี้ผมไม่มีสติเลย
พระอาจารย์ก็เลยเทศน์ว่า
สงสัยใจไปอยู่กับการลาสิกขาหมดแล้วมั๊ง
เออจิงด้วยหละ
วันพรุ่งนี้เราจะลาสิกขาแล้ว
มาถึงตอนนี้ใจเราเริ่มโลเลแล้วหละ
ว่าจะลาสิกขาดีรึเปล่า
แต่ก็ยังอยากลาสิกขาอยู่เพราะว่า คิดถึงพ่อแม่
คิดว่าถ้าอยู่นาน ๆ บวชนาน ๆ คุณพ่อ คุณแม่จะไม่สบายใจ
หลวงอาทั้งสองท่านตัดสินใจสึกก่อนกำหนด 1 วันเนื่องจากมีกิจมาก
จึงลาสิกขาไปแล้วตั้งแต่เช้าวันนั้น
หลังจากลาสิกขาไปแล้วท่านก็ดีใจว่า
ได้ทำงานสำคัญของชีวิตชิ้นหนึ่งสำเร็จไปแล้ว
เรามานั่งคิดว่า การลาสิกขา ได้ออกไปเป็นฆราวาสอีกครั้งเนี่ย
มันถือว่าเป็นความสำเร็จจริง ๆ เหรอ
ตอนเย็น ๆ พระอาจารย์ใหญ่ (เจ้าอาวาส) ซึ่งสังเกตเห็นขาที่เหวอะหวะเพราะโดนยุงกัดตั้งแต่ตอนที่เป็นนาคอยู่ที่วัดแพร่มานานแล้ว
(ถ้าเราจำไม่ผิด น่าจะเป็นองค์แรก ๆ ที่สังเกตเห็น)
สั่งให้คนหายาทามาเตรียมไว้
แล้วพอเราเดินผ่านท่าน
ท่านก็ให้หยุด แล้วให้พระต้นทาให้
ก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก ๆ เลยหละ
ที่ท่านเมตตาเราขนาดนี้
ยังจำได้เลย
ครั้งแรกที่เจอท่าน
ท่านจำเราแล้วก็คุณพ่อคุณแม่เราได้ด้วยหละ
ท่านถามว่าเดี๋ยวนี้คุณแม่ยังทำงานโรงงานน้ำตาลอยู่ไหม
ทั้ง ๆ ที่คุณแม่เราไม่ได้ทำโรงงานน้ำตาลตั้ง 7 ปีแล้ว
แต่ท่านยังจำที่คุณพ่อ คุณแม่ และ เรา เคยไปกราบท่านที่วัดแพร่ เมื่อหลายปีที่แล้วได้
ถือว่าท่านความจำเป็นเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่บวชมากถึง 35 พรรษาแล้ว
วันนั้นตอนหัวค่ำได้มีโอกาสไปช่วยพระครูแต้กจัดซองกฐินหละ
ระหว่างจัดซองกฐิน ก็มีฆราวาสญาติโยม
จับกลุ่มคุยกันอยู่ข้าง ๆ
ไอ้นิสัยชอบแอบฟังเนี่ย
เอาไปติดตัวแม้กระทั่งตอนเป็นพระเลยหละ
ได้ความมาว่า
เห.....ใช้มือถือรุ่นไหนเนี่ย รุ่นนี้ไม่ดีนะมี Option น้อย เล่นนู่นเล่นนี่ก็ไม่ได้
เนี่ยไอ้เพื่อนผมคนนี้มันแย่จิง ๆ ยืมเงินผมไปตั้งนานแล้วก็ไม่ได้ใช้ซักที
...
และอย่างอื่นอีกเยอะแยะมากมาย
ที่มันเป็นความวุ่นวายไร้สาระของเรื่องทางโลก
ก็มานั่งคิดว่า
เราต้องกลับไปอยู่ที่อย่างนั้นจริง ๆ เหรอ
พอเราลาสิกขา เราก็ต้องกลับไปนั่งบ่น
เรื่องการบ้าน เรื่องโปรเจ็ก เรื่องสอบ
พอเรียนจบเราก็ต้องไปวุ่นวายเรียนต่อ
มันจะดีกว่าตอนที่เราครองผ้าเหลืองอยู่ในเพศบรรพชิตจริง ๆ เหรอ
วันนั้นในฐานะที่เป็นคืนสุดท้ายในเพศบรรพชิต
จึงตั้งใจจะเดินจงกลมหน่อย
ระหว่างทางที่จะเดินไปทางที่เดินจงกลม
เจอพระต้น
พระต้นบอกว่าไหน ๆ คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายแล้ว
อยากให้เดินให้นานที่สุด
ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำเนสัชชิก (ไม่นอน) เลยนะ
แต่ก็ไม่ไหวหละ
แม้ว่าจะตั้งใจเดินมาก ๆ
เดินไปเรื่อย ๆ
นับว่าเป็นการเดินขึ้นภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม
เดินขึ้นไปให้สูงที่สุด ข้ามไม่ข้ามไม่เป็นไร
เพราะนั่นอาจจะเป็นครั้งที่ใจของเรา
อยู่ที่สูงที่สุดแล้ว
เราคิดอยู่เสมอว่า
หลังจากเดินวันนั้น
หลังจากลาสิกขา
เราคงต้องกลับลงสู่ที่ต่ำ
และอาจจะไม่สามารถบังคับตัวเอง
ให้ขึ้นไปสูงขนาดนั้นได้อีก
วันลาสิกขา คุณพ่อ คุณแม่มาตั้งแต่เช้าเลยหละ ตี 4 ตี 5 เลยหละมั๊ง
แต่ว่าก็ไปซื้อของเพื่อเตรียมตัวสำหรับบิณฑบาตก่อน
วันนั้นขอโอกาสพระอาจารย์ให้พรคุณพ่อคุณแม่
รวมทั้งคุณพ่อก็ถือบาตรให้ด้วย
พิธีลาสิกขาของพระที่วัดแพร่
ไม่ยุ่งยากอะไร
พิธีการก็มีแค่
ช่วงก่อนฉัน เข้าไปขอขมาต่อหมู่สงฆ์ (ซึ่งเราลืมทำอันนั้นไปหละ หลวงพี่ตี๋เห็นว่าไม่เหมาะ)
หลังจากนั้นก็ปลงอาบัติเหมือนอย่างที่ปลงตอนวันพระ
จากนั้นก็เข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ เพื่อลาสิกขา
สรุปว่าเราก็ลาสิกขาเป็นฆราวาสธรรมดา
ฆราวาสที่วุ่นวายมาก ๆ เหมือนเดิมหลังฉันวันนั้น
หลังจากนั้นเราก็ซักอัฏฐบริขารเพื่อส่งคืนสงฆ์
ซักไปก็ออกมาคุยกับคุณพ่อ คุณแม่ไป
วันนั้นไม่ได้ช่วยกิจของคณะสงฆ์เลย
ออกมาคุยกับคุณพ่อ คุณแม่ซะมาก
พอซักอัฏฐบริขารเสร็จ (จริง ๆ ไม่เสร็จเหลือ หมวกไหมพรมยังไม่แห้ง แต่ก็ฝากน้องเฟิร์สเก็บ)
ก็เดินทางออกจากวัด
เพื่อไปนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพ
ตอนออกจากวัดยังไม่รู้สึกอะไรหรอก
เพราะว่ามันก็เป็นทางไปบิณฑบาตทุกวัน
แต่ตอนไปกินข้าววันนั้น
เลือกไปทานที่โรบินสันเชียงใหม่
เพราะว่าอยู่ใกล้กับสนามบิน
เข้าไปในโรบินสันแล้วก็.......
ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างก็ประดังเข้ามา
ตั้งแต่การจัดห้างที่มีหลายสีสัน หลาย ๆ สีก็ไม่ได้เจอไม่ได้เห็นมานานแล้ว 20 กว่าวัน
เพลงที่เปิดอยู่ก็เป็นเพลงวัยรุ่น ที่ตอนเป็นนาครู้สึกอึดอัดมาก ๆ ที่ไม่ได้ฟัง แต่พออยู่นาน ๆ เข้าก็ไม่รู้สึกอะไร
ข้าวเย็น ที่ก็ไม่ได้ทานมาหลายสัปดาห์แล้ว และก็เป็นเนื้อ
ตอนนั้นสมองมันตื้อไปหมดเลย
รู้สึกว่าสนุกนะ ที่ได้ถูกกลับมาหุ้มห่อด้วยรูป รส กลิ่น เสียง พวกนี้อีกครั้ง
แต่ก็รู้สึกเหมือนว่า
เราสูญเสียอะไรไปหลาย ๆ อย่างแล้วหละ
กลับมาอยู่กรุงเทพ กลับมาเรียน 2 อาทิตย์
ช่วงนี้เรากับคุณแม่มี topic มาคุยมากเป็นพิเศษ
เกี่ยวกับวัด เกี่ยวกับพระ (ซึ่งตอนนี้ทำไมไม่รู้เราไม่คุย topic นี้กับแม่แล้วหละ)
อย่างไรก็ดี
เรารู้สึกได้เลยว่า
บรรยากาศที่เราอยู่ทุกวันนี้
บรรยากาศที่บ้าน
บรรยากาศบนถนน
บรรยากาศที่มหาลัย
บรรยากาศที่ห้างสรรพสินค้า
มันแย่เกินกว่าที่จะทำให้ใจของเรา
ซึ่งได้มีโอกาสบวชช่วงสั้น ๆ และก็ยังไม่กล้าแข็งพอ
สามารถทรงตัวอยู่ได้ไม่ตกจากภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม
หรือว่า
เราท้อเร็วเกินไปนะ
อย่างไรก็ดีตามกฎของวัด
เราต้องอยู่กรรมหลังบวช 3 วันหละ
แต่ว่าได้อยู่แค่ 1 วันหลังจากที่ลาสิกขา
เหตุผลมากมายแต่ความจริงแล้วก็คือ ไม่อยากอยู่ช่วงงานกฐิน
ก็เลยคิดว่าอยู่แค่วันเดียวไปก่อน
แล้วค่อยหาโอกาสอยู่อีก 2 วันทีหลัง
ต่อมาได้ยินว่าพี่เขต รุ่นพี่ที่มางานบวชเรา
กำลังจะบวช หลังจากที่เราลาสิกขาได้ 2 อาทิตย์
ก็เลยตั้งใจจะไปร่วมงานบวชของพี่เขตแล้วก็ถือโอกาสอยู่กรรมอีก 2 วัน
ก่อนไปได้ยินข่าวว่า
รถที่กลับจากงานกฐินที่ร้องกวาง (กฐินที่ร้องกวาง หลังจากที่เราลาสิกขาแล้ว 1 อาทิตย์)
เกิดอุบัติเหตุ ญาติโยมที่ไปร่วมงานกฐินเสียชีวิตรวม 3 ราย
ได้ยินว่าบาดเจ็บอีก 1 ราย แต่ก็ไม่ได้ติดตามข่าวว่าสุดท้ายแล้วเป็นยังไง
ทั้งหมดเป็นโยมผู้หญิงหละ ซึ่งเราไม่รู้จักเพราะว่าเป็นนาคเป็นพระ พระท่านไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับโยมผู้หญิง
แต่การที่ญาติโยมที่ตั้งใจจะไปทำบุญโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานกฐิน
มาเสียชีวิตพร้อมกันหลาย ๆ คนเนี่ย
ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน
เหลือเชื่อเลย
ตอนที่เราไปถึงเราพบว่า
หลวงพ่อใหญ่ท่านให้พระอาจารย์ พระเถระ ที่จำวัดอยู่ภาคเหนือ เกือบทุกรูป
ให้กลับมาร่วมพิธีศพของคุณยายที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้
เราจึงได้มีโอกาสกราบ หลวงพ่อใหญ่ พระอาจารย์ภู พระอาจารย์บุญมี พระอาจารย์เอกราช พระอาจารย์กบ พระอาจารย์ไพโรชน์ พระอาจารย์ต้อง พระอาจารย์อ๊อฟ หลวงพี่ต้น หลวงพี่ตี๋ หลวงพี่ยุทธ อีกครั้ง
เราไม่ได้มีโอกาสเห็นพิธีศพมากนัก
เพราะว่าไปรอแบกศพอยู่ด้านหลัง
แต่เคยได้ยินว่า
พิธีศพของวัดแพร่ ก็เป็นอีกพิธีหนึ่งที่จัดอย่างเรียบง่าย
เหมือนกับพิธีบวช
ซึ่งเราได้มีโอกาสร่วมอีกครั้ง หลังจากได้เข้าร่วมพิธีบวชของตัวเองไปเมื่อเดือนที่แล้ว
พระอาจารย์กบท่านเมตตาเรามาก ๆ อยากให้เราได้บวชเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพักตร์อีกครั้ง
ท่านถึงขนาดให้กล้องของท่านมาถ่าย
เพื่อให้เราได้เห็นบรรยากาศพิธีโกนผม ซึ่งเคยทำให้เราร้องไห้จนขอขมาคุณพ่อ คุณแม่ ไม่จบซักที
พิธีโกนผมเนี่ย ดูกี่ทีก็ทำให้ซาบซึ้งใจมาก ๆ เลย
รวมทั้งพิธีบวชด้วย
ได้เห็นคนท่องคำขออุปัชณาย์
ได้เห็นคนบิณฑบาตดอกไม้ (พิธีหลังบวชเสร็จ)
ได้เห็นหน้าพ่อแม่ ญาติพี่น้องของคนที่บวช
ดูทีไรก็น่ายินดี
อื้ม
เรื่องประสบการณ์การบวชจริง ๆ ก็จบแล้วหละ
ตอนที่นั่งเขียนอยู่เนี่ย
ก็มีความคิดสองอัน
ตีกันเองอยู่ในหัวตลอดเวลา
ใจนึงก็รู้สึกขี้เกียจหละ
ขี้เกียจจะต้องไปทำงานหนัก กวาดใบไม้ทั้งลาน ล้างห้องน้ำหลายห้อง
ขี้เกียจตื่นเช้าตั้งแต่ตี 3 มานั่งสมาธิ สวดมนต์
คือสภาพสังคมที่เราเป็นอยู่
เรารู้สึกว่าเราจัดตัวเองไว้อยู่ที่สูง
จนงานพวกนี้กับเรามันดูอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน
อีกใจหนึ่งก็พบว่า
เราเนี่ยมัน "จน" ตามความหมายของรัดจิเหลือเกินหละ
บางครั้งก็รู้สึกหงุดหงิด
หงุดหงิดทั้ง ๆ ที่ไม่มีสาเหตุ
เปิดทีวีก็ไม่ทำให้หายหงุดหงิด
เล่นคอม เล่นเกม เล่นเน็ต ก็ไม่หายหงุดหงิด
ดึกแล้วจะออกกำลังกายอะไรก็ไม่ได้
มันไม่มีอะไรทำให้ใจมันมีความสุขที่แท้จริงได้เลย
ทั้ง ๆ ที่ตอนบวช ไม่มีทีวี ไม่มีเน็ต ไม่มีคอม
ทำไมเราไม่เห็นจะหงุดหงิดแบบนี้
บางทีการบวชอาจจะเป็นคำตอบของการค้นหาความสุขที่แท้จริงก็ได้นะ
ยังเหลืออีกตอนนึงคือบทตามหละ
|
|
|