Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

Blog


    December 21

    The Lesson Never Learned

    เอ่อ ประสบการณ์การบวชจะเขียนต่อพรุ่งนี้นะครับ
     
    แต่ว่าตอนนี้อยากจะบันทึก (กึ่งระบาย) ความคิดของตัวเองนิดนึง
    เรื่องบางเรื่องเราก็ปล่อยให้มันผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก
    อยากบันทึกไว้เป็นอุทาหรณ์ใน blog ตัวเอง
    ประกาศให้โลกรู้ไปเลยจะได้ไม่ผิดอีก
     
    เหตุการณ์ทั้ง 4 เกิดขึ้นเรียงตามเวลาจากอดีตถึงอนาคต
     
    เหตุการณ์ที่ 1 เมื่อปีก่อน เราเคยโพสไว้
    ประมาณว่าทำตัวเป็นคนดี
    ว่าทำไมเพื่อน ๆ ไม่ตั้งใจเรียน numer สงสารอาจารย์
    พร้อมทั้งไปนั่งหน้าสุดแย่งตอบคำถามทุกคำถามของอาจารย์อย่างน่าหมั่นไส้ที่สุด
     
    เหตุการณ์ที่ 2 แล้วเราก็โดนบทลงโทษ
    ตอนที่ทำ Robocup เราพบว่า
    "อะไรที่ทำแล้วยังไง มันก็ทำไม่ได้"
    มันเป็นยังไง
    ประมาณว่าตั้งใจทำแทบตาย ยังไงก็ทำไม่ได้
    พยายามแล้ว พยายามอีก
    สุดท้ายก็เลยจบตรงที่ ไม่อยากทำแล้ว ไม่อยากพยายามแล้ว
    หยุดทำงานมันแล้ว
    มีอยู่ช่วงนึงที่เราทิ้ง robocup ไปเดือนเศษ ๆ ก็เพราะเหตุผลนี้
    ตอนนั้นก็สำนึกตัวได้ว่าเพื่อน ๆ ในห้อง numer รู้สึกยังไง
     
    แล้วก็ตั้งปณิธานว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกจะเห็นใจเพื่อน ๆ เอาใจเขามาใส่ใจเรา
     
    เหตุการณ์ที่ 3 อ่านภาษาญี่ปุ่นสอบระดับ 4 (ระดับง่ายสุด) ที่ใคร ๆ ก็บอกว่า totemo yasashii (กระแดะ จริง ๆ มันแปลว่า ง่ายโคตร ๆ นะเพื่อน ๆ)
    แล้วก็เป็นเหตุการณ์ซ้ำเดิมเหมือนตอน Robocup อะแหละ
    คือเบื่อ เซ็ง ท่องยังไงก็ไม่เข้าหัว
    คนอื่นดูยังไงก็ดีกว่า เก่งกว่า
    ไม่เอาแล้วไม่ท่องมันแล้ว
    แล้วก็ไปสอบมั่ว ๆ
     
    สัญญา กับ ตัวเองอีกครั้ง ว่าจะเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ไซโคเพื่อน
     
    เหตุการณ์ที่ 4 เพื่อน ๆ ขอให้ช่วยบอกอาจารย์ให้ไม่สอบ VLSI โดยให้คะแนนกับ Project แทน
    เราเป็นคนเดียวในห้องที่ไม่เห็นด้วย พร้อมทั้งพูดอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่ดีเอาอย่างมาก ๆ
    และยืนกรานที่จะสอบมิดเทอม (ด้วยเหตุผลมากมาย แต่จริง ๆ แล้วโดยรวมมันก็คือ "ทิฏฐิ") ไอ้ตัวดีของเราที่แก้ไม่หายซะที
     
    สรุปแล้วในวันเดียว เราฉีกกฎฉีกปณิธานที่เคยตั้งไว้ในเหตุการณ์ที่ 2 - 3 ทิ้งหมดเลย
    โอเค เป็นสักขีพยานด้วยนะ
    เมื่อประกาศแล้ว สัญญาว่าจะปรับปรุงตัว
    December 15

    ประสบการณ์การบวช (บทที่ 9)

    ขอบคุณ ตู้ ฝ้าย เต้ และพี่เอ็ก ที่คอมเมนต์ใน entry ที่แล้วครับ
     
    ใกล้สอบแล้วหละ แต่ก็หวังว่า series นี้จะเขียนได้จบก่อนปีหน้า
    ใจนึงก็อยากเขียนให้จบเร็ว ๆ
    แต่อีกใจหนึ่งก็อยากเขียนนาน ๆ
    จะได้รำลึกถึงช่วงเวลาที่ได้เป็นคนดีนาน ๆ
     
    สำหรับคนที่ต้องการอ่านตั้งแต่ตอนแรกครับ
     
    บทที่ 9 : จำวัดที่ป่าช้า
     
    หลังจากรับฟังการสวดปาฏิโมกข์เสร็จแล้ว
    ก็พยายามจะไปช่วยพระท่านปูเสื่อ เช็ดเสื่อ
    เพื่อเตรียมสำหรับงานกฐินในวันพรุ่งนี้
    แต่ว่าตอนนี้ใจไม่อยู่ที่กิจแล้วหละ
    อยู่ที่ป่าช้าซะมากกว่า(ไม่ได้อยู่ที่การที่สบงหลุดนะ)
     
    พอปูเสื่อเสร็จเห็นพระท่านทำปรมัตถ์กัน
    พี่ตั้มเล่าให้ฟังว่าปรมัตถ์เป็นยาชนิดหนึ่ง ที่พระท่านจะทำกันในวันสำคัญ ๆ เช่นวันธรรมสวนะ
    เท่าที่จับความได้
    ปรมัตถ์เป็นข้อยกเว้นจากกฎที่พระท่านจะไม่ฉันในช่วงหลังเพล
    ส่วนประกอบโดยรวมก็เห็นจะมีสมุนไพรเช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด โหระพา
    แล้วก็เห็นมี หอมหัวใหญ่ หอมแดง
    แล้วก็มีเนยแข็ง เป็นส่วนประกอบหลัก
    ซึ่งส่วนประกอบทั้งหมดเป็นอาหารที่ต้นไม่ชอบอย่างมากอะ
    วิธีการทำหลัก ๆ ก็คือ เอาที่ว่าทั้งหมด
    มาหั่น ๆ แล้วก็คลุก ๆ ผสม ๆ กัน
    พระหลายท่านทำอาหารกันคล่องมาก ๆ เลยครับ
    โดยเฉพาะหลวงพี่เปา (พระจากวัดที่พะเยา) ท่านเล่าให้ฟังว่าก่อนบวชเคยเป็นกุ๊กมาก่อน
    สับหอม สับผักได้เร็วจนมองไม่ทันเลยครับ
    คิดว่าดูหนังจีนประมาณว่ายุทธการเชพกระทะเหล็กอยู่ (ว่าแต่ ยุทธการเชพกระทะเหล็ก มันเป็นหนังจีนด้วยเหรอ)
     
    เนื่องจากวัตถุดิบของปรมัตถ์ เป็นสิ่งที่ต้นไม่ชอบทานทั้งนั้น
    และต้นจะทำอาหารที่ตัวเองชอบเท่านั้น (และจะทำเฉพาะสูตรที่ตัวเองชอบด้วย)
    ไม่แปลกใจเลยว่า สิ่งที่ทำได้ตอนที่พระท่านเรียกให้ไปช่วยปรมัตถ์
    ก็คือ
    นั่งดู
    นั่งดูอยู่ซักพัก
    พระอาจารย์กบก็ให้พระท่านมาตาม
    ให้ไปเก็บของไปป่าช้า
    เจอพระหลาย ๆ รูป ซึ่งท่านเหล่านั้นมีความเห็นเกี่ยวกับการไปป่าช้าของเราดังนี้
     
    อ.แอ๊ด : จะดีเหรอ !!! ยังหนุ่มยังแน่น ไปจำวัดป่าช้า พรรษาก็ยังไม่เยอะ บวชได้ไม่นาน เกิดไปแล้วเสียสติขึ้นมาทำไง
    (ขอบคุณครับที่ให้กำลังใจ)
     
    พระอาจารย์เจ้าอาวาส : เออ ไปป่าช้าใกล้ ๆ นะมีอะไรจะได้วิ่งกลับมาได้
    แต่อย่าวิ่งหัวซุกหัวซุนกลับมาเหมือนพระที่ไปป่าช้านี้เมื่อปีที่แล้วหละ
    (เฮือก ตกลงมันมีจริง ๆ เหรอครับพระอาจารย์)
     
    หลวงพี่ยุทธ : โชคดีนะท่าน (อนุโมธนาครับ)
     
    ความจริงแล้วเราเป็นคนไม่กลัวผีนะ
    แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วได้โอกาสไปนอนป่าช้าแล้ว
    ถ้าเกิดไปด้วยความที่คิดว่า
    ไม่มีหรอก ไม่เจอหรอก
    ก็ไม่รู้ว่าไปแล้วจะเกิดผลอะไรขึ้นมา
    เสียเวลาฟรี
    ก็เลยพยายามทำตัวให้เชื่อ
    ความจริงแล้วผีเนี่ยก็ไม่ต่างกับคนเลย
    เราเข้าใจว่า
    คนหรือมนุษย์เป็นสิ่งที่มีขันธ์ 5 ขันธ์คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ
    ผีก็แค่สิ่งที่มีขันธ์ 4 ขันธ์ ขาดไปก็แค่รูป
    แล้วถ้าขาดไปแค่รูป
    เราก็ไม่เห็น
    แล้วเราจะสื่อสารกันได้ยังไง
    พระอาจารย์กบเล่าให้ฟังว่า ถ้าเรามีจิตที่ละเอียดพอ เราจะสามารถสัมผัสกับ จิตที่ไม่มีรูปได้
    พระอาจารย์ยังกำชับว่า ถ้าเจอท่านเหล่านั้น ให้แผ่เมตตาให้
    ซึ่งความจริงแล้วเราแผ่เมตตาไม่เป็น ท่องเป็นแต่บทให้พร ซึ่งผีก็คงไม่อยากเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ตามคำให้พรหรอกมั๊ง
    หลังจากแผ่เมตตาแล้วก็อยากให้สนทนาธรรมกับท่าน
    เพื่อจะได้เป็นแนวทางมองเห็นว่า
    สภาพที่ไม่มีรูปของเราเป็นอย่างไร
    ซึ่งอาจจะนำไปสู่การลด ละ อัตตา ส่งผลต่อไปยังนิพพานได้
     
    ออกจากวัดเดินลงเขา มายังป่าช้า ประมาณ 2 ทุ่ม
    ใช้เวลาเดินจากป่าช้าไปวัดราว ๆ 10 - 15 นาที
    พระอาจารย์กบ พี่ตั้ม กับ หลวงพี่เปา เมตตาเดินไปส่งและเมตตาช่วยปักกลดให้ด้วย
    ความจริงแล้วเมื่อวัน 2 วัน ก่อน พี่เอ็กเคยถามว่า
    ป่าช้าที่ไปอยู่มันเป็นยังไง
    วันนั้นด้วยความที่นิสัยเสียของเรา
    เป็นคนที่ชอบตอบคำถามทุกคำถามที่มีคนถามให้ได้ ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม
    ก็เลยตอบมั่ว ๆ ไป (มุสาวาทา)
    ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว มันเป็นยังไงก็ไม่รู้หรอกครับ
    ไปถึง 2 ทุ่มกว่า เนี่ยมืดมาก ๆ มองไม่ค่อยเห็นอะไร
    เดินไปถึงพระอาจารย์กบพาเดินไปที่เมรุ
    แล้วก็ถามว่าจะจำวัดที่นี่ไหม
    เราก็เห็นว่าสะดวกแก่การจำวัดดี (เพราะพื้นเป็นหินอ่อน เรียบและเย็นดี)
    เลยของโอกาสปักกลดบนเมรุนั่นแหละ
    ง่ายดี
     
    เมรุ หรือถ้าจะพูดให้ง่ายกว่านั้น ก็คือที่เผาศพนั่นแหละ
    ที่วัดแพร่ เมรุจะเป็นเตาเผาแบบฝรั่งง่าย ๆ 1 เตา
    แต่ที่ป่าช้าที่ได้มีโอกาสไป เมรุจะเป็นสิ่งปลูกสร้างสีขาว ๆ
    ทรงสูงอยู่เหมือนกัน ขนาดน่าจะประมาณ 5m x 5m ได้มั๊ง
    แล้วจะมีเตาเผาแบบฝรั่งตั้งอยู่ภายใจสิ่งปลูกสร้างอันนั้น
    มีท่อไปยังหลังคา
    เก็บรายละเอียดได้แค่นั้นเองหละ
    เพราะว่าไปตอนมืด ๆ
    ขอโอกาสพระอาจารย์กบเปิดเมรุดูหละ
    แต่ข้างในก็ไม่มีอะไรอยู่
    คงเหลือแต่เถ้ากระดูกเล็กน้อยติดอยู่ที่เชิงตะกอน
     
    สิ่งแรกที่ทำหลังจากมาถึงป่าช้าก็คือ
    กราบไปที่เชิงตะกอนแล้วก็อธิษฐานว่า
    ถ้าผีมีจริงวันนี้ผมขอเจอสักครั้ง
    แล้วก็เริ่มนั่งสมาธิ
    แต่หลังจากนั่งสมาธิไปซักพัก
    ก็ได้ยินเสียง ต๊อก ต๊อก ต๊อก ๆ ๆ แอ๊ด.......
    เหมือนกับเสียงเปิดเชิงตะกอน
    ขนลุกซู่เลย ความกล้าที่เคยอธิษฐานไว้หายไปทันที
    เปลี่ยนคำอธิษฐานใหม่ว่า "ไม่เจอก็ได้ครับ ผมไม่อยากเจอแล้ว"
    ตอนหลังก็เปลี่ยนแนวคิดใหม่หละ รู้สึกว่าเสียง ต๊อก ต๊อก ต๊อก แอ๊ด........ เนี่ย
    น่าจะเป็นเสียงจิ้งจก หรือ ตุ๊กแกซะมากกว่า
    นั่งสมาธิไปซักพัก ก็ง่วงมาก ๆ เลย
    นั่งหลับไปหลายที
    ก็เลยตัดสินใจ
    เดินออกจากกลดมาเดินจงกลม
     
    การเดินจงกลมก็คือการเพ่งพิจารณาไปที่การเดินแทนการลมหายใจเวลาเรานั่งสมาธิ
    พระท่านสอนให้เพ่งจิตไปที่การก้าวแต่ละก้าว
    เช่นเวลาก้าวเท้าซ้าย ให้พิจารณาว่า พุทธ เวลาก้าวเท้าขวา ให้พิจารณาว่า โธ เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
    ถ้าที่ใช้ในการเดินก็เป็นถ้าที่เดินแล้วสบาย
    เดินอยู่ได้นาน
    โดยมากแล้วพระท่านจะเดินจงกลมแบบมีจุดมุ่งหมาย นั่นคือ จะพิจารณากำหนดทางเดินจงกลม ก่อนการเริ่มเดิน
    ซึ่งทางเดินจงกลมนี้จะเป็นทางตรง มีความยาวประมาณ 20 - 25 ก้าว
    เวลาเดินก็จะเดินกลับไปกลับมาอยู่ใน 20 - 25 ก้าวนี่แหละ
    เหตุผลที่จำเป็นต้องเดินกลับไปกลับมา
    เพราะถ้าเราเสียสมาธิไปตอนกลับหลังหันอาจจะสามารถเรียกสติกลับมาได้อีกครั้ง
     
    การเดินจงกลมจะเหมาะสมกับสภาพจิตที่มีถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน) รบกวนจิตใจอยู่
    หรือหลาย ๆ คนที่ไม่สะดวกกับการนั่งขัดสมาธินาน ๆ เพราะจะปวดเมื่อย
     
    จะพูดยังไงดี
    แต่เรารู้สึกว่าการได้ภาวนาที่ป่าช้าด้วยการเดินจงกลมวันนั้น
    อาจจะเป็นสภาพจิตที่อยู่สูงที่สุดในรอบหลาย ๆ ปีแล้ว
    ธรรมะหลาย ๆ เรื่องที่เคยได้เรียนมาสมัยม.ต้น ม.ปลาย
    ได้ถูกนำมาคิด นำมาใคร่ครวญ
    นำมาตรึกตรอง จนสามารถเข้าใจอะไรบางอย่างได้
    ไม่น่าเชื่อเลยเนาะ
    ความจริงแล้วเราเรียนธรรมะกันมาตั้งเยอะ
    แต่ก็ได้แค่ท่องจำ ไม่ได้ใคร่ครวญปฏิบัติ
    เหมือนเรียนคณิตศาสตร์ แค่ท่องทฤษฎี ท่องกฎ แต่ไม่เคยนำไปตรึกตรอง ไปแก้ปัญหาโจทย์กันเลยซักครั้ง
    ความจริงแล้วธรรมะในพระพุทธศาสนาที่เราได้เรียนมา
    อาจจะสามารถนำไปแก้ปัญหาแก้โจทย์ต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณก็ได้นะครับ
     
    วันนั้นเราทำสมาธิต่อกันได้นานที่สุดเลยมั๊ง
    แต่สุดท้ายก็ง่วงเข้าจำวัด
    อากาศบนภูเขาดีมาก ๆ เลย
    ดีซะจนตอนแรกตั้งใจจะตื่นมานั่งสมาธิต่อ
    แต่ก็หลับตอนนั่งสมาธิซะงั้น
    จะลุกขึ้นมาเดินจงกลมก็ดันขี้เกียจซะได้
    ก็เลยหลับต่อจนถึง ตี 5
    (เห เลยเวลาไปบิณฑบาตรแล้วนี่นา)
     
    ต่อตอนหน้าดีกว่า
     
    เพลง : คนมันหึง
    ศิลปิน : บางแก้ว
    ที่มา : www.ethaimusic.com
     
    ฉันยอมรับที่ทำบึ้งตึงเฉยชา
    ทำตัวมีปัญหาพูดจาขวางๆ ไป
    แค่เรียกร้องอยากให้เธอหันมาสนใจ
    แคร์กันบ้างไหมกับสิ่งที่ฉันเป็น
    *มันมีอะไรมากมายที่เธอนั้นไม่เข้าใจ
    เมื่อเธออยากรู้มันเกิดอะไรก็พร้อมจะยอมบอกเธอ
    **เข้าใจบ้างไหมว่าคนกำลังน้อยใจ
    ไม่มีคำอธิบายเมื่อเห็นเธอดีกับใครคนนั้น
    ก็ใจมันหึง กลัวเขาได้เป็นที่หนึ่งแทนที่ฉัน
    มันเลยพลั้งเผลอไป อยากให้เธอนั้นเพียงเข้าใจ คนที่รักเธอ
    ฉันไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร
    เมื่อใครต่อใครเข้ามาใกล้ๆ เธอ
    ยิ่งได้เห็นว่าเขาทำดีกับเธอ
    มันเลยเผลอทำตัวงี่เง่าไป
    (ซ้ำ *, **)
    (ซ้ำ **)
    อยากให้เธอนั้นมองข้ามไป
    อยากให้เธอนั้นมาสนใจ คนที่รักเธอ
     
     
     
    December 10

    ประสบการณ์การบวช (บทที่ 8)

    ขอบคุณ รัดจิ ฝ้าย และ พี่เอ็ก ที่คอมเมนต์ให้ใน entry ที่แล้วครับ
    ขอโทษพี่เอ็กด้วยที่ตอนที่แล้วเขียนไม่ค่อยจะรู้เรื่องครับ จะพยายามปรับปรุงอย่างมากครับ
     
    บทนี้เป็นบทที่ 8 แล้วครับ หากต้องการอ่านบทที่ 0 (บทนำ) เชิญที่นี่ครับ
    ความจริงแล้วช่วงนี้อยากจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอะไรหลาย ๆ อย่างลงในบล๊อกตัวเองครับ
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการที่จุฬาฯ และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะออกนอกระบบ
    อยากให้จุฬาออกนอกระบบนะครับ
    ไม่ใช่เพราะเห็นด้วยกับลัทธิทุนนิยม
    แต่เห็นว่าการปกครองที่ดีต้องปกครองด้วยองค์กรที่ไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไป (และในทำนองเดียวกันก็ไม่ได้เล็กจนเกินไปด้วย)
    เนื่องจากว่าไม่เห็นด้วย
    ก็เลยดูเหมือนว่าจะหงุดหงิดเล็กน้อยที่เห็นเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ เหล่านิสิตจุฬาที่ออกมาคัดค้านครับ
    เรื่องคัดค้านเราไม่ว่ากันเพราะเราให้ความสำคัญกับเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น (แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการทหาร)
    แต่ว่าการที่เรียกร้องให้นิสิตนักศึกษาหยุดเรียนเพื่อมาประท้วง มันเป็นการละเลยหน้าที่ (เสรีภาพที่ดี ต้องไม่ละเลยหน้าที่นะครับ)
    แล้วรูปแบบการประท้วงของพวกท่านเนี่ย เน้นการตะโกนโวยวาย ใช้ความรุนแรงในการประท้วงซะเยอะ (เป็นถึงปัญญาชนทำไมต้องใช้ความรุนแรงกันด้วย อยากให้ใช้เหตุผลคุยกันมากกว่านะครับ)
    ข้อมูลที่เอามาตะโกน ๆ กัน ซ้ำไปซ้ำมาเนี่ย มันก้อผิดซะเยอะ
    เยอะจนไม่น่าเชื่อว่าท่านจะเรียนอยู่ถึง ปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์
    หรือว่าท่านมัวแต่หยุดเรียนเพื่อประท้วงในรูปแบบนี้ซะบ่อย
    เลยไม่ค่อยจะได้ทราบเรื่องเหล่านี้ครับ
     
    ที่อยากว่าก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ
    ถ้าท่านประท้วงในฐานะ ประชาชนธรรมดา ผมก็คงไม่ว่าไม่ติกันหรอกครับ
    แต่ท่านประท้วงในนามของนิสิตจุฬา
    ซึ่งนิสิตจุฬาก็รวมผมเข้าไปด้วยหนะ
    เพราะงั้นก็เลยขออนุญาติ ติเพื่อก่อ ซักเล็กน้อยนะครับ
    หวังว่าคงจะไม่ว่ากันนะครับ
     
    อีกเรื่องหนึ่งที่อยากพูดถึง
    ขออนุญาตแสดงความเสียใจกับอุบัติเหตุของคุณพ่อ และ คุณแม่ของรพี ด้วยครับ
     
    บทที่ 8 : กฐินที่วัดพระธาตุปูแจ
     
    เพื่อให้เห็นภาพของวัดพระธาตุปูแจนะครับ
    ลองนึกถึงวัดที่อยู่บนเขาสูง ๆ
    มองจากเขาลงมาวิวสวยมาก ๆ
    เห็นอ่างเก็บน้ำ แล้วก็ต้นไม้เยอะมาก
    แล้วก็มีบันไดยาว ๆ เพื่อขึ้นไปบนศาลา บันไดเป็นรูปพญานาค
    เป็นวัดที่สงบ มีพื้นที่มาก ๆ เหมาะแก่การภาวนาทีเดียว
    วัดนี้น่าจะเพิ่งถวายให้เป็นวัดสาขาของวัดแพร่ธรรมารามไม่นานนี้
    เราจึงยังคงเห็น ช่อฟ้า ใบระกา หรือมีการติดแก้ว ติดกระจก สีสันต่าง ๆ ที่โบสถ์อยู่
    ทั้ง ๆ ที่โดยมากแล้ววัดของท่านพระอาจารย์กัณหา จะไม่ค่อยมีสิ่งเหล่านี้
    โดยมากแล้วจะเป็นตึกทรงสี่เหลี่ยม ๆ สิ่งที่จะพอบอกได้ว่าเป็นวัดในพระพุทธศาสนาได้ก็เห็นจะเป็นพระพุทธรูปซึ่งตั้งอยู่ในโบสถ์ (อาจจะมีอย่างอื่นก็ได้แต่เราไม่รู้)
    คาดว่าเพราะท่านอาจารย์กัณหาจะเน้นไปที่การใช้ประโยชน์ทางพระพุทธศาสนา มากกว่าเปลือกนอกเหล่านั้นครับ
     
    วัดนี้ยังคงเป็นมหานิกาย ซึ่งแตกต่างจากวัดสาขาพระอาจารย์กัณหาทั่วไป ที่เป็นธรรมยุติครับ
    เหตุผลหนึ่งที่ยังคงเป็นมหานิกายอยู่ก็คือ
    ชาวบ้านที่นี่ยังไม่สะดวกที่จะถวายอาหารมังสวิรัติให้กับพระสงฆ์อยู่ครับ
    เนื่องด้วยสาเหตุหลาย ๆ ประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ฐานะของประชาชน, ความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาครับ
    แหะ ๆ จะสารภาพว่าแม้ว่าผมจะเคยเป็นพระธรรมยุติ
    แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็ทำบาปด้วยการฉันเนื้อครับ (เลยยุติการฉันมังสวิรัติไว้แค่ 15 วันเองครับ)
    หนักกว่านั้นอีกก็คือ เผลอ ฉันเนื้อวัวด้วยครับ
    ทั้ง ๆ ที่เคยตั้งปณิธานไว้ว่า
    ถ้าชนะ Robocup ที่เยอรมันจะเลิกทานเนื้อวัว (แม้ไม่ชนะแต่ก็เลิกฉันครับ)
    มีเหตุผลที่ชอบอ้างกับญาติโยม รวมถึงพระผู้ใหญ่ครับ
    คือถ้าเกิดยังมีปฏิปทา (แปลว่า ความมุ่งมั่นตั้งใจ ครับ) ฉันมังสวิรัติต่อ
    จะมีภัตตาหารที่ฉันได้เพียงไม่กี่อย่าง
    มีข้าวเปล่า ข้าวเหนียว แล้วก็ผัดผัก น้ำพริก
    แต่ว่าพระผู้ใหญ่รวมทั้งหลวงพี่หลาย ๆ ท่านก็ฉันแค่นั้นจริง ๆ นะครับ
     
    กล่าวโดยสรุป เป็นวัดที่บรรยากาศดีมาก ๆ เลยครับ
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาไปบิณฑบาต ที่พระท่านต้องเดินลงเขาไปรับบาตรที่หมู่บ้านใกล้เคียงนั่นแหละครับ
    ยังแอบเสียดายอยู่นิด ๆ ที่ตอนมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ไปบิณฑบาตเลยแม้แต่ครั้งเดียวครับ
    เนื่องด้วยสาเหตุหลาย ๆ ประการด้วยกันครับ
    เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังทีหลังดีกว่าเนาะ
     
    อย่างไรก็ดี เนื่องจากวัดพระธาตุปูแจอยู่บนเขา
    ตอนเช้าและตอนเย็นอากาศดี ถึงขนาดที่ทำให้การตื่นตี 3 เป็นเรื่องที่ทำได้ยากสุด ๆ
    แต่ว่าตอนกลางวันที่มีแดดส่องถึงเนี่ย
    ร้อนมาก ๆ ทีเดียว
    เวลาต้องทำกิจตอนกลางวันเนี่ย
    1-2 ชั่วโมงก็รู้สึกว่า เหนื่อยมาก ๆ ต้องรีบวิ่งหาน้ำมาดื่มครับ
     
    ตอนที่มาถึงที่นี่ หลังจากเรื่องวุ่นวายที่ได้เล่าไปตอนที่แล้ว ก็เป็นตอนบ่ายแก่ ๆ ครับ
    พระท่านกำลังพักผ่อนจากกิจที่ทำเพื่อเตรียมสำหรับงานกฐินที่จะจัดขึ้นในอีก 2 วันกันอยู่ครับ
     
    วันที่ไปถึงเนี่ย เป็น วันที่เขาเรียกกันว่า "วันโกน"
    "วันโกน" ก็คือวันก่อนวันพระ 1 วัน
    เหล่าภิกษุสามเณร จะ โกนผม โกนคิ้ว ตัดเล็บ และ ชำระร่างกายให้บริสุทธิ์
    ก่อนที่จะเข้าพิธีกรรมต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นในวันพระ
     
    เนื่องจากวันพระจะมีทุก ๆ 15 วัน
    เพราะฉะนั้นก็คงเป็นโอกาสเดียวที่เราจะเจอ "วันโกน" หรือ "วันพระ"
    พระอาจารย์สมบัติท่านเมตตาโกนผม และ โกนคิ้วให้ครับ
    แต่ โกนหนวด กับ ตัดเล็บ เนี่ยก็ต้องทำเอง
    ตัดเล็บนี่พอได้
    แต่โกนหนวดเนี่ยก็ดูเป็นงานที่ยากพอดู
    เพราะที่วัดท่านไม่มีกระจกกัน ไอ้เราก็ไม่เคยโกนหนวดแบบไม่มีกระจกซะด้วย
    ก็คลำ ๆ โกน ๆ เอาลำบากพอดู
    พึ่งมารู้ทีหลังว่าพระท่านใช้ฝาบาตรส่องเอาเวลาโกนหนวด
    แฮะ ๆ ลืมไปครับ ลืมไป โง่อยู่ตั้งนาน
     
    เนื่องจากช่วงกฐินมีพระอยู่มากกว่าจำนวนกุฏิที่มี
    ที่จำวัดของเราที่นี่เป็นบริเวณหน้ากุฏิแฮะ
    เหอะ ๆ เป็นที่จำวัดที่แอบมีลุ้นเล็กน้อยด้วย
    ที่แอบมีลุ้นเพราะเราเคยเห็นงูสีขาว ๆ ตัวเล็กประมาณนิ้วโป้งเราเลื้อยผ่านด้วยแฮะ
    แต่เนื่องจากความโง่ชีวะ ก็เลยไม่รู้ว่ามันคืองูอะไร หรือว่ามีพิษรึเปล่า
    ก็กลางกลดนอน หลวงพี่เปา หลวงพี่ยุทธ และ พี่ตั้ม(ไม่แน่ใจว่าลาสิกขาแล้วรึยัง) ช่วยกลางกลดให้
     
    พี่ตั้มเป็นรุ่นพี่ที่คณะครับ Intania 83
    ตอนที่เจอกันพี่ตั้มบวชได้ราว ๆ 2 เดือนแล้วครับ พี่ตั้มบวชที่ภูคี
    ท่านเล่าให้ฟังว่าที่เลือกที่นั่นเพราะว่าวิเวกดี วัดยังไม่เจริญ มีพระอยู่ไม่มากและอยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้านครับ
    ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้เจอกับ รุ่นพี่ที่นี่ด้วยเนาะครับ
    เพราะตอนที่อยู่คณะก็ไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องการบวชกัน
    บางทีขนาดพูดเรื่องเข้าวัดเข้าวา บางคนยังเห็นเป็นเรื่องตลกเลย
     
    พอโกนผม โกนคิ้ว โกนหนวดเสร็จแล้ว
    ก็ไปช่วย พระอาจารย์ เตรียมงานกฐินครับ
    แต่ตอนที่ไปช่วยเป็นช่วงเย็นแล้วครับ
    อากาศดีทำกิจเท่าไรก็ไม่เหนื่อย
     
    หลังจากนั้นพระอาจารย์สมบัติท่านก็ถามว่าจะไปอบยาไหม
    ผมก็งง อะไรครับ อะไร อะไร อบยา
    ก็เลยไปถามพี่ตั้ม (ขอบคุณพี่ตั้มมาก ๆ ครับ ให้ความรู้เรื่องการบวชเยอะมาก)
    พี่ตั้มเล่าให้ฟังว่า การอบยาเนี่ย เป็นสิ่งที่หมอชีวกโกมารทัต ได้ขอพระพุทธเจ้าเพื่อถวายให้กับเหล่าพระภิกษุสามเณร
    เป็นวิธีทางการแพทย์ในสมัยพุทธกาล เพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีสุขภาพดียิ่งขึ้นครับ
    ถ้าใครนึกภาพการอบยา ไม่ออก
    ลองนึกถึง Spa หรือ ห้องอบซาวน่าที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ในยุคนี้ก็ได้ครับ
     
    ห้องอบยา ก็จะเป็นห้องทึบเล็ก ๆ มีขนาดประมาณ 2 m x 2 m ครับ (ไม่แน่ใจเรื่องขนาด ๆ ครับ)
    ประตูจะปิดด้วยผ้าหนา ๆ ชุดน้ำ เพื่อไม่ให้"ตัวยา"หลุดออกไปทางประตูบ่อย ๆ
    ส่วนตัวยา จริง ๆ แล้วก็คือสมุนไพรต่าง ๆ ครับ ประเภท ตะไคร้ โหระพา อะไรทำนองนั้น ๆ (จริง ๆ แล้วมีสมุนไพร ไทยหลายประเภทมาก ๆ น่าจะซักประมาณ 5 - 6 ประเภท)
    นำมาต้มแล้วก็นำไอที่ได้จากการต้มส่งเขาไปในห้องอบยาครับ
     
    จุดประสงค์ของการอบยาก็คือ
    ทำให้พระท่านได้รับสมุนไพร ต่าง ๆ ผ่านทางการหายใจ หรือผ่านทางผิวหนังครับ
    นอกจากนี้ยังทำให้เหงื่อออกมาก ๆ เป็นการขับพิษที่อยู่ตามผิวหนัง และ ยังทำให้เลือดลมไหลเวียนดีครับ
     
    เพื่อให้เหงื่อออกมาก ๆ พระท่านจะอาบน้ำก่อนเข้าไปครับ
    และจะไม่คาดรัดประคดเข้าไป เพราะรัดประคดจะทำมาจากผ้าที่เปื้อนแล้วซักออกยาก
    โดยมากแล้วพระท่านจะเข้าไปอยู่ในห้องอบยา ครั้งละประมาณ 1-2 ชั่วโมง หลาย ๆ ครั้งครับ
    แต่ผมเนี่ยตอนที่เข้าไปอยู่ก็รู้สึกไม่ค่อยดีครับ
    ไม่ค่อยดีหลาย ๆ เรื่อง ตั้งแต่เรื่องทีผมไม่ค่อยชอบกลิ่นสมุนไพรไทยเท่าไร
    แล้วความจริงความดันในห้องอบยาก็สูงทีเดียว (ตามทฤษฎีของเกย์ - ลุสแซก)
    อยู่ได้ 10 นาที ก็ต้องขอโอกาสมาพระสูดอากาศข้างนอกครั้งหนึ่ง
    รวม ๆ แล้วก็ได้อยู่ในนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงครับ
     
    เหงื่อออกเยอะมาก แต่ก็รู้สึกสบายมากเลย
    หลังจากนั้นหลวงอาที่บวชพร้อมกันท่านเมตตาให้นั่งสมาธิด้วยกันที่โบสถ์ครับ
    ทำสมาธิได้ดีมาก อาจจะเป็นเพราะอากาศดี หรือกายสบายดีไม่แน่ใจครับ
    แก่ตอนจำวัดเนี่ยหลับเป็นตายเลยครับ
    แฮะ ๆ หลับสนิทจนหลวงพ่ออาดติว่ากรนดังจังนะ.... :):):):):):) กราบนมัสการขอโทษครับ
     
    วันรุ่งขึ้นหลวงพี่ยุทธ เมตตาปลุกให้ครับ
    เลยได้ทำกิจตอนเช้า เพียงแต่ว่าไม่ได้บิณฑบาต
    เหตุผลที่ไม่ได้บิณฑบาตก็คือ
    พวกหลวงพี่ท่านให้พระบวชใหม่ไปบิณฑบาตสายเดียวกับเจ้าอาวาสครับ (เนื่องจากช่วงกฐินพระเยอะ จึงแบ่งสายการบิณฑบาตออกเป็น 3 สาย)
    ซึ่งเป็นสายที่อยู่ไกลมาก พระท่านจำเป็นต้องนั่งรถเพื่อไปบิณฑบาต
    แต่ปรากฎว่าไป ๆ มาๆ รถที่จะไปบิณฑบาตเต็มครับ
    พระท่านที่จะบิณฑบาตสายอื่น ๆ ก็ออกไปหมดแล้ว
    หลวงพี่ท่านจึงมอบหมายให้เฝ้าวัดครับวันนี้ -_-"
     
    เมื่อวานหลังจากทำกิจตอนเย็นเสร็จ
    หลวงพี่ยุทธท่านเปรยขึ้นมาว่า
    ถ้าพระมาเรื่อย ๆ
    บริเวณหน้ากุฏิอาจจะไม่พอให้พระอยู่
    คืนนี้ท่านอาจจะต้องสละให้พระอาจารย์ที่พรรษามาก ๆ อยู่หน้ากฏิ
    แล้วท่านจะไปจำวัดที่ป่าช้า
    ตอนนั้นก็ไม่รู้คิดอะไรขึ้นมาครับ
    บอกหลวงพี่ยุทธไปว่า
    "ผมอยากไปป่าช้าครับ ขอโอกาสผมไปด้วย"
    พระอาจารย์กบได้ยินพอดี
    "อยากไปจริง ๆ เหรอ"
    "อยากไปครับ อยากไป"
    เหอะ ๆ มันก็น่าไปดีไม่ใช่เหรอป่าช้า อย่างน้อยก็อาจจะดีกว่าต้องไปนอนที่ที่มันมีงูเลื้อยผ่าน
     
    หลังฉัน (ฉันเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว ครบทุกอย่างเลย) เราก็ตามหลวงพี่ไปช่วยกิจงานกฐินต่อ
    แต่ทำไปได้ 2 ชั่วโมง อากาศที่ร้อนมาก ๆ ก็ทำให้ไม่มีแรงจะทำกิจต่อ (กิจส่วนใหญ่เป็นกิจที่ใช้แรงงานหนะ)
    บวกกับกิจสำหรับงานกฐินก็ดูเหมือนจะเสร็จเรียบร้อยดีแล้วด้วย
    จึงมาพักนั่งสนทนาธรรม นั่งอ่านหนังสือธรรมะ
     
    ตอนเย็นก็ทำกิจ กวาดวัด
    ซึ่งโดยมากไม่ใช่พื้นราบ เป็นบันได กับพื้นเอียงซะมากกว่า
    หลังทำกิจเสร็จ พระอาจารย์กบ แวะเวียนมาสนทนาธรรมกับหลวงพี่ยุทธ
    พระอาจารย์กบ ท่านถามว่า "เป็นไงท่าน ยังอยากไปป่าช้าอยู่หรือเปล่า"
    "ยังอยากไปอยู่ครับ"
    "แต่ต้องไปคนเดียวนะ"
    "ครับ" ด้วยเสียงที่เริ่มเบาลงเล็กน้อย กึ๋ย !!!! คนเดียวเหรอ
    "งั้นก็เก็บของ เดี๋ยวค่อยไปตอนกลางคืน"
    "ครับ"
    ว่าแล้วเราก็เริ่มเก็บของจริง ๆ โดยที่ตอนนั้นทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผี ไม่ค่อยกลัวผี
    แต่ก็เริ่มมีอารมณ์กลัว ๆ ขึ้นมาเล็กน้อยแฮะ
     
    ช่วง 5 โมงเย็น มีพิธีสงฆ์ที่จะจัดขึ้นเฉพาะวันธรรมสวณะเท่านั้น
    นั่นคือ พระท่านจะปลงอาบัติกัน
    การปลงอาบัติก็คือ การที่พระท่านจะสารภาพ อาบัติ ระดับเล็ก
    ที่ได้เผลอพลาดพลั้งกระทำผิดจากพระวินัยไป
    เป้าหมายของการปลงอาบัติไม่ได้เพื่อให้พระท่านหายจากอาการบาปที่ได้ล่วงละเมิดพระวินัยเหล่านั้นไป
    แต่เป้าหมายคือให้รู้ว่าได้กระทำผิด
    หลวงพี่ภพเคยเทศน์ให้ฟังตั้งแต่ตอนเป็นนาคว่า การทำความผิดมันก็เหมือนกับการกำหินที่คม ๆ นั่นแหละ
    ถ้าเรารู้ว่ามันเป็นหินที่คมมาก ๆ กับเราไม่รู้ว่ามันเป็นหินคิดว่ามันเป็นนุ่น
    การที่เราได้รู้ว่ามันเป็นหินที่คมเนี่ยทำให้เราเจ็บน้อยลงไปเยอะ
    ผมเห็นด้วยนะครับ แล้วก็คิดด้วยว่าการทำบาปโดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นบาปเนี่ย เผลอ ๆ จะบาปกว่าการที่รู้ว่าเป็น แต่จำเป็นต้องทำซะอีก
     
    พิธีปลงอาบัติเป็นพิธีที่ทำระหว่างพระ 2 รูป ซึ่งพระที่มารับรู้อาบัติของเรา อาจจะเป็นพระที่อาวุโสมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้
    โดยมากจะทำกันในโบสถ์
    โดยทั่วไปแล้วพระท่านจะแสดงอาบัติเป็นข้อ ๆ ตามที่ตนได้ทำผิดไป
    แต่สำหรับที่วัดแพร่ธรรมารามแล้ว ท่านจะแสดงอาบัติในทำนองว่า
    "ถ้าข้าพเจ้าอาบัติในพระวินัยข้อใด ขอแสดงอาบัติในข้อนั้น หากไม่อาบัติก็ไม่ขอแสดง"
    หลังจากนั้นก็ปลงอาบัติทุกข้อ (แต่อย่างย่อนะ)
    เราแสดงอาบัติกับหลวงพี่ยุทธหละ
    เมื่อปลงอาบัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว
    พระท่านจะเข้าไปยังศาลา
    เมื่อรับฟังศีลพระภิกษุใหม่อีกครั้งทั้ง 227 ข้อ
    เพื่อทำให้พระภิกษุกลับมามีศีลที่บริสุทธิ์อีกครั้ง
    เขาเรียกการสวดเกี่ยวกับศีลพระภิกษุในวันธรรมสวณะ ว่า "ปาฏิโมกข์"
    การสวดปาฏิโมกข์ถือว่าเป็นบทสวดที่ยาวมาก ๆ แต่ท่านก็ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ๆ เช่นกัน
    หลวงพี่ยุทธเล่าให้ฟังว่า หากพระรูปใดสามารถสวดปาฏิโมกข์ได้ 3 จบโดยไม่ผิดเลย โยมแม่ของพระรูปนั้นจะไม่ตกนรก
    โดยปกติแล้วถ้าพระที่ยังสวดไม่คล่อง ไม่ชินปาก อาจจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
    แต่ถ้าสวดคล่องแล้วจะใช้เวลา 40 นาที
     
    แต่เนื่องจากที่เราไปเจอเป็นการสวดในช่วงที่พระท่านมีกิจมาก
    การสวดปาฏิโมกข์จึงเป็นการสวดแบบย่อใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที
     
    จะเล่าให้ฟังว่า
    ตอนนั้น แมลงที่ชื่อว่า "ความกลัว" มันตอมอยู่ว่อนรอบจิตไปหมดเลยแฮะ
    ความกลัวที่คืนนี้จะไปนอนที่ป่าช้า
    พอ "ความกลัว" ตอมจิตเอามาก ๆ สติก็หายไป
    ตอนที่เดินขึ้นบันได (บันไดสูงมาก ๆ ประมาณตึก 2 - 3 ชั้น) ก็เผลอก้าวพลาด
    เท้าไปเหยียบสบงหลุด -_-"
    สบงถ้าจะเปรียบเหมือนของฆราวาส ก็คล้าย ๆ ผ้าถุงนั่นแหละ
    ยังดีที่ตอนนั้นนุ่งจีวรทับอยู่
    ยังไม่อุจาด เกือบไป -_-"
     
    ตอนหน้าเราจะไปนอนป่าช้ากันครับ
     
    เพลง : กว่าจะบอกรัก
    ศิลปิน : Peachmaker
     
     
    หยุดระแวงสักพัก......หันหน้าคุยกันได้มั้ย
    ฉันไปทำอะไรผิดร้ายแรงรึเธอ
    * แค่ทักทายคนรู้จัก.......คนคุ้นเคย......ไม่ได้มีอะไร
       อยากให้ไว้ใจเถอะ.......ไม่มีทางหวั่นไหว........ในใจมีเธอคนเดียว

    ** ตั้งแต่ฉันบอกเธอว่ารัก.....ใจฉันก็เป็นของเธอ
         กว่าจะบอกคำว่ารัก......รู้มั้ยฉันคิดมาเสมอ.....
         ต้องดูแล้วว่าใครแม้ดียังไง.......ก็คงไม่สูงค่าไปกว่าเธอ


          ไว้ใจกันเถอะได้มั้ย

    ต่อไปมีอะไร...ถามฉันตรงๆ ได้ไหม
    เงียบกันไปก็มีแต่แย่ลงทุกที...
    ( ซ้ำ */** /solo/ ** )


     
     
     
    December 01

    ประสบการณ์การบวช (บทที่ 7)

    ขอบคุณรัดจิสำหรับการคอมเมนต์ครับ
     
    มาถึงตอนนี้จะมีใครอยากอ่านตั้งแต่ตอนแรกอีกมะเนี่ย
    ถ้าอยากอ่านรวดเดียว 8 ตอนเชิญที่นี่เลยครับ
     
    บล๊อกวันนี้ค่อนข้างตัดสินใจอยู่นานว่าจะเขียนดีหรือไม่
    แล้วถ้าจะเขียนจะเขียนออกมาแง่ไหน
    คิดไปคิดมาตัดสินใจสื่อออกมาในแง่นี้
     
    กราบขออภัยท่านที่ถูกกล่าวพาดพิงมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
    ที่กล่าวพาดพิงมิได้ต้องการจะลบหลู่ดูถูก แต่อยากเล่าถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นครับ
     
    บทที่ 7 : เรื่องวุ่นวายก่อนถึงวัดพระธาตุปูแจ
     
    เวลาคนขึ้นไปที่สูงแล้ว
    จะลงมาที่ต่ำไม่ได้
    คนที่จำเป็นจำต้องคิด จำเป็นต้องพูด ให้คนอื่นฟังมาก
    มากซะจนกระทั่งไม่ค่อยมีโอกาสได้ฟังผู้อื่น
    เขาก็จะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถรับฟังผู้อื่นได้
     
    เรื่องวันนี้ที่จะเล่าให้ฟัง
    ก็จะเล่าให้ฟังถึงอาจารย์ 2 ท่านที่บวชพร้อมกัน
    ท่านหนึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนสำริดวิทยาลัย โรงเรียนมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์
    ส่วนอีกท่านหนึ่งลาออกจากตำแหน่งข้าราชการครู มาประกอบธุรกิจค้าเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งก็มีธุรกิจใหญ่โต มีลูกน้องทำงานอยู่ด้วยหลายสิบคน
     
    แน่นอนละครับว่า เรื่องทางโลก ท่านอาจารย์ทั้ง 2 ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าผมหลายเท่าตัว (ท่านทั้งสองอายุ อานาม ก็เลยเลข 5 เข้าไปแล้ว)
    แต่ว่าเรื่องทางธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชีวิตของพระภิกษุเนี่ย
    เราทั้งสามมาเริ่มพร้อม ๆ กัน
    เริ่มจากศูนย์พร้อม ๆ กัน
    มีหลาย ๆ ครั้ง ที่พระอาจารย์ท่านสอน
    แล้วท่านทั้งสองจะหันมาหาผมแล้วก็สอนซ้ำอีกครั้ง
    แล้วก็ถามว่า "เข้าใจไหม"
     
    -_-"
    ผมก็ฟังพร้อมท่านเนี่ย แล้วก็ไม่ได้ทำหน้าสงสัยอะไรด้วย
    ทำไมต้องสอนผมอีกรอบด้วย
    หรือหลาย ๆ ครั้งเวลาพระท่านเทศน์
    ท่านก็จะหันมาหาผมแล้วก็บอกว่า
    "เห็นมะ ๆ" ทำหน้าประมาณว่าท่านเคยสอนแล้วผมก็ไม่ฟัง ต้องให้พระผู้ใหญ่ท่านสอนอีกที
    ทั้ง ๆ ที่ท่านก็ไม่เคยสอนเลยสักนิด
    (แต่อันนี้มาคิดทีหลัง ก็รู้สึกว่าเป็นบุคลิกของครู เป็นจิตวิญญาณของครู ที่รู้อะไรก็ย่อมอยากสอนลูกศิษย์ของท่าน ผมดีใจมาก ๆ ที่ท่านเอ็นดูเห็นเป็นลูกศิษย์ตลอดเวลาที่อยู่ในเพศบรรพชิตครับ)
     
    เอาหละทีนี้จะมาพูดถึงปัญหาจริง ๆ ซะที
    ไม่ได้ลบหลู่ท่านนะครับ
    แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ
    ไม่รู้เพื่อน ๆ จะเป็นแบบเรารึเปล่า
    บางครั้งรุ่นน้องมันเก่ง
    แน่นอนหละ โลกใบนี้มีรุ่นน้องเก่ง ๆ เยอะแยะไปหมด
    แต่บางทีเราไม่รู้อะไรเท่าไร
    พอจะไปถามน้อง ๆ ว่าไอ้นู่นไอ้นี่คืออะไรครับ
    บางจังหวะมันก็พอหลุด ๆ ไปได้นะ
    แต่บางครั้งบางที ทิฐิมันขึ้นมาแว๊บ ๆ อะ
    แล้วพอทิฐิขึ้นทีไร
    สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเริ่มทำหน้าทำตัวไม่ถูก
    แล้วบางทีก็หลุดคำพูดหรือสีหน้าให้รุ่นน้องไม่พอใจซะได้ (แย่จิง ๆ)
     
    เออรุ่นน้องของผมทุกคนครับ
    ไม่ใช่ว่าอ่านบล๊อกนี้แล้วจะไม่ยอมสอนผมนะ
    ผมกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะลดทิฐิพวกนี้ให้หมดไปเรื่อย ๆ
    ถือเป็นเป้าหมายระยะสั้นเลย
    คือต้องทำให้ตัวเองเป็นคนไม่มีทิฐิเลยให้ได้
     
    ปัญหาก็คือ
    แล้วบางครั้งพระอาจารย์หลาย ๆ ท่านที่เมตตามาสอนพวกเราก็เป็นพระหนุ่ม บางครั้งก็เป็นพระที่ยังพรรษาไม่มากเท่าไหร่
    บางครั้งก็ไม่ใช่นักเทศน์ คือท่านถือศีลถือธรรม แต่เรื่องการเทศน์ท่านยังไม่ค่อยถนัดนัก
    อาจารย์สองท่านที่บวชพร้อมผม
    ตอนเป็นฆราวาสท่านก็มีนักเรียนมีลูกน้องมากมาย
    พอเจอพระที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับลูกศิษย์หรือลูกน้องเทศน์
    มันก็เป็นธรรมดาที่จะลดทิฐิเหล่านี้ลงมาได้
    บางครั้งก็มีปากมีเสียง (ไม่เชิงหรอก ก็มีปากมีเสียง ผ่านคนกลาง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ก็คนเขียนบล๊อกนี่แหละ)
     
    เรื่องที่เล่าในตอนนี้
    จึงไม่ใช่ประสบการณ์ทางกาย
    แต่เป็นประสบการณ์ทางใจ
     
    เริ่มจากตอนที่อยู่วัดสันป่าสักเลยดีกว่าครับ
    ผมไม่แน่ใจว่าทำไมอาจารย์ทั้งสองท่านไม่ชอบวัดสันป่าสักมากนัก
    แต่ท่านเปรยตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงว่า
    อยากกลับไปอยู่วัดแพร่
    แต่อยากให้รอเวลาสัก 2-3 วัน
    ความรู้สึกของเราตอนนั้น
    ก็อยากกลับวัดแพร่เหมือนกันนะ
    เหตุผลหลัก ๆ ก็คือที่ทางที่นี่ไม่ค่อยสะดวกอย่างที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว
    อย่างที่สองก็คือเราเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายหนะ
    โดยมากแล้วคนมองโลกในแง่ร้ายจะเห็นว่าอดีตมันสวยงาม
    แล้วปัจจุบันและอนาคตเนี่ยจะโหดร้ายสำหรับเขา
    เราก็เหมือนกัน
    แม้ว่าเราจะมีวันเวลาที่ดีหรือไม่ดีที่วัดแพร่ก็ตาม
    แต่ตอนที่อยู่ที่เชียงใหม่เรามองว่าตอนเราอยู่ที่วัดแพร่
    เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากมายไปซะแล้ว
     
    พอเราได้อยู่วัดที่เชียงใหม่ประมาณ 3 วัน
    ท่านก็ขอโอกาสพระอาจารย์ใหญ่ เพื่อกลับมาที่วัดแพร่อีกครั้ง
    ซึ่งแม้ว่าพระอาจารย์หลายท่านจะทัดทานว่าจะไปทำไม
    ที่เชียงใหม่ก็มีข้อวัตรปฏิบัติดีอยู่แล้ว
    แต่เราก็เอาแต่อ้างอาจารย์สองท่านแล้วก็บอกว่า
    อยากจะตามท่านไป เพราะไม่อยากเป็นพระใหม่อยู่รูปเดียว
     
    ออกเดินทางมาจากเชียงใหม่กับพระวัดแพร่ส่วนหนึ่ง
    กลับมาทำกิจที่วัดแพร่ ที่คิดถึง (ในตอนนั้น)
    ตอนนั้นเชื่อมะว่าทำอย่างมีความสุขมากเลย
    ปรากฎว่าพอถึงเวลาน้ำปานะก็รู้ข่าวที่ทำให้ตกตะลึงเล็กน้อย
    เพราะพระที่นี่กำลังจะออกเดินทางไปกฐินที่วัดวังน้ำเขียว (ลืมชื่อเต็มไปแล้วหละ) รู้แต่วัดนี้อยู่ที่ ต.วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
    หงะ
    ก็เราอยากกลับมาอยู่วัดแพร่หนะ
    ไม่อยากไปวุ่นวายกฐินที่ไหนแล้ว
    ก็เลยไปไซโคอ.เอ (นามสมมติ) ไม่สมมติก็ได้ครับ เรียกว่า อ.แอ๊ดนะครับ
    ว่าเขาจะไปกฐินกันนะครับ
    แล้วถ้าไปกฐินกันเนี่ย อาจจะยาวจนไม่สามารถกลับมาลาสิกขาทันได้ (ข้อมูลจากหลวงพี่เอ๋หนะ)
     
     
    เออ จะว่าไปแล้ว ไอ้อาการไซโคเนี่ย
    ก็เป็นอาการหนึ่งที่เอาติดตัวไปเป็นพระด้วยแฮะ
    รู้ตัวนะ แล้วก็พยายามเลิกอยู่ครับ
     
    ปรากฎว่า อ.แอ๊ด โทรศัพท์ไปหา พระครูแต๊ก ซึ่งสมัยเป็นฆราวาสเคยเป็นญาติของท่าน
    ได้ความว่า พระครูแต๊ก อยู่ที่วัดพระธาตุปูแจ อ.แอ๊ด จึงขอโอกาสไปอยู่ที่นั่น
    พร้อมกับพระใหม่อย่างผมด้วย
     
    ก่อนไปถึงพระธาตุปูแจ อ.แอ๊ด ก็แวะ บิณฑบาต ที่บ้าน ฉันอาหารที่บ้านท่าน
    แล้วก็แวะเที่ยว พระธาตุช่อแฮ (พระธาตุที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่จังหวัดแพร่)
     
    ตลอดทางไปพระธาตุปูแจ เชื่อไหมว่าเราเกร็งตลอดทาง
    เพราะว่าเรื่องที่ทำล้วนแต่เป็นเรื่องที่ผิดกฎของวัดบ้าง
    ผิดพระธรรมวินัยบ้าง
    ผิดหลักในใจของเราเองบ้าง
     
    นิสัยอีกอย่างหนึ่งของเราก็คือ
    ความเป็นไม้บรรทัด ตรงเป๊ะ
    ขนาดพี่ช้าง (ย้ำอีกครั้งว่าขนาดพี่ช้าง) ยังเคยล้อเล่นว่าเป็นคนยอมหักไม่ยอมงอเลยเนาะ
    อะไรที่ทำผิด หรือเห็นใครทำผิด
    มักจะเอามาเก็บเป็นเรื่องใหญ่ในใจ
    เป็นเรื่องที่ทำให้ใจหมองหม่น
    ปล่อยมันออกไปไหนไม่ได้ซักที
    เวลาทำอะไรต้องเป็นไปตามกฎ
    เป็นไปตามลายลักษณ์อักษรที่สลักเอาไว้เป๊ะ ๆ อย่างไม่มีข้อผ่อนปรน
    เหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่ป้อนคำสั่งเข้าไปแล้วก็ตอบถูกหรือผิดออกมา ยังไง อย่างงั้นเลย
    เราถึงไม่ชอบวิชา SA หรือ SE หรือ ศิลปะแขนงต่าง ๆ เท่าไหร่
    เพราะมักจะมีอาการเหล่านี้โผล่มาในหนังสือ
     
    - เขียนอธิบายใน Diagram ให้ละเอียดพอประมาณห้ามละเอียดเกินไป (แล้ว ก็ยกตัวอย่างมาให้ดู 2-3 อัน ซึ่งก็ดูเหมือนจะเข้าใจดีแต่ก็ไม่พอจะ generalize เป็นอะไรได้)
    - ตั้งชื่อให้อธิบายความหมายได้ชัดเจน แต่ อย่ายาวเกินไป (แล้ว ทำไงอะ)
    - เขียน diagram ให้รัดกุม อ่านเข้าใจง่าย (อะไรก็ตามที่มันรัดกุม มันก็อ่านเข้าใจยากทั้งนั้นแหละ เขียนส่งเดชจริง ๆ เลยพวกนี้)
    - ตวัดเส้นให้โค้งมนสวยงาม เข้ารูป (มันผิดตรงไหนที่คำว่า โค้งมนสวยงาม เข้ารูป ของเรากับของคนอื่นไม่เหมือนกัน)
    - พับเก็บชายให้เรียบร้อย (ก็พยายามทำให้มันเรียบร้อยแล้วนะ ทำได้แค่นี้อะ)
     
    อะไรทำนองนี้
    ชอบอะไรที่มันแน่นอน หนึ่งเดียว
    มั่นคง และ สวยงาม (ในแบบของเรา) มากกว่า
    โอ้ออกนอกเรื่องไปไกล
    ปรากฎว่าที่วัดพระธาตุปูแจ จริง ๆ แล้ว ก็กำลังมีงานกฐินอยู่พอดี
    แล้วตอนที่พวกเราไปถึง
    พระท่านก็กำลังทำกิจกันอย่างขมักเขม้น
    เหงื่อซกกันเป็นแถว
     
    อาจารย์สองท่าน สั่งคนขับรถวกรถกลับทันที
    โดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว -_-"
    เพราะพากันไม่อยากทำอย่างที่พระท่านทำอยู่
    (เราก็ไม่อยากนิด ๆ ด้วยนะ แต่ตอนนี้เราโมโหที่ท่านทำผิดจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว) 
    ท่านตกลงกันว่าจะไปอยู่ที่วัดบุญรักษา
    ขนาดวุ่นวายกันอยู่ท่านยังแวะไปปฏิสันถาร เพื่อนที่บ้านเลย -_-"
    ไปถึงวัดบุญรักษา (เคยไปมาแล้วครั้งหนึ่งใน ตอนที่ 3)
    ปรากฎว่า หลวงพ่อลาย ไม่สามารถให้ค้างอยู่ที่นี่ได้
    เหตุผลคือ
    วันถัดจากวันที่เราวุ่นวายกันอยู่ เป็นวันธรรมสวนะ (วันพระ)
    ซึ่งในวันธรรมสวนะ พระท่านจะสวดปาฏิโมกข์กัน (จะเล่าให้ฟังอีกทีว่าสวดปาฏิโมกข์คืออะไร)
    ตอนนี้ที่วัดบุญรักษามีพระอยู่ 2 รูป
    สามารถบอกบริสุทธ์ (คือไม่ต้องสวดปาฏิโมกข์) ได้
    แต่ถ้ามีพระมาอยู่ด้วยอีก 3 รูป รวมเป็น 5 รูป
    จะบอกบริสุทธ์ไม่ได้ จำเป็นต้องมีผู้มาสวดปาฏิโมกข์
    ซึ่งพระที่อยู่ 2 รูป ไม่สะดวกนักถ้าจะให้สวดปาฏิโมกข์ในวันพรุ่งนี้
    แฮะ ๆ
    ท่านแอบดักคอด้วยการโทรศัพท์ไปฝากฝังที่วัดพระธาตุปูแจด้วยแฮะ
     
    เราสามคนเลยหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วหละที่จะกลับไปวัดพระธาตุปูแจอีกครั้ง
    เพื่อช่วยงานกฐิน
     
    แม้ว่ากล่าวจะถึงวัดพระธาตุปูแจ เราจะทำบาปแล้วบาปเล่า
    คิดชั่วแล้วคิดชั่วเล่า
    แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่า
    ที่วัดพระธาตุปูแจจะมีเหตุการณ์ดี ๆ ที่น่าจดจำหลายอย่างมาก ๆ เลย
     
    จะเล่าให้ฟังคราวหน้าครับ
     
    (แฮะ ๆ บล๊อกวันนี้ไม่ค่อยมีสาระ เอาแต่พูดถึงตัวเองเน๊าะ)
     
    เพลง : คิดถึงฉันรึเปล่า (Do you really miss me ?)
    ศิลปิน : Sleeper One
     

    โลกที่แตกต่าง ระยะทางที่ห่างไกล ความเข้าใจ ความไม่แน่ใจ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน...

    รู้ฉันรู้ว่าดาวอังคารอยู่ตรงไหน รู้ฉันรู้ว่าวาเลนไทน์นั้นเมื่อไร

    รู้ฉันรู้ว่าตัวละครในหนัง ทุกตัวมีชื่อว่าอะไร

    รู้ฉันรู้ว่าคืนมีดาว ไม่มีฝน
    รู้ฉันรู้ว่าเดือนอะไรใบไม้ร่วงหล่น เรื่องเล็กนิดเดียว ใครก็รู้

    สิ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยจะรู้..ไม่รู้
    เว้นเรื่องเดียวที่ยังไม่รู้ นั้นคือใจของเธอ..ไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ

    คิดถึงฉันรึเปล่า เธอคิดถึงฉันรึเปล่า ค่ำคืน ค่ำคืนที่เรานั้นต้องไกล
    คิดถึงฉันรึเปล่า เธอคิดถึงฉันคนนี้บ้างไหม ฉันไม่แน่ใจ ทำให้ฉันมั่นใจ ทำไงฉันจึงจะรู้

    รู้ฉันรู้ว่าใจคนเราอยู่ข้างไหน
    รู้ฉันรู้รูปร่างหน้าตาเธอเป็นเช่นไร เรื่องเล็กนิดเดียว ใครก็รู้

    สิ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยจะรู้..ไม่รู้
    เว้นเรื่องเดียวที่ยังไม่รู้ นั้นคือใจของเธอ..ไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ

    คิดถึงฉันรึเปล่า เธอคิดถึงฉันรึเปล่า ค่ำคืน ค่ำคืนที่เรานั้นต้องไกล
    คิดถึงฉันรึเปล่า เธอคิดถึงฉันคนนี้บ้างไหม ฉันไม่แน่ใจ ทำให้ฉันมั่นใจ ทำไงฉันจึงจะรู้