| Vorapong's profileMR.T's blogBlog | Help |
|
November 25 ประสบการณ์การบวช (บทที่ 6)ขอบคุณ แน็ค รัดจิ และ พี่เอ็กที่คอมเมนต์ใน entry ที่แล้วครับ
เหอะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะเขียน blog เรื่องเดิมได้ต่อกันตอนนี้เป็นบทที่ 7 แล้ว (นับบทนำด้วย)
ก็คงเป็นกลางเรื่องพอดี
สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านตั้งแต่ตอนแรก
เชิญที่นี่เลยครับ
บทที่ 6 : เป็นพระที่วัดสันป่าสักวรอุไรธรรมาราม
คำว่า "วิเวก"
หลายคนพอพูดถึงคำนี้แล้วอาจจะนึกถึง
บริเวณหนึ่งที่เพียบพร้อมไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ
แสงแดดส่องลงมารำไร
ชนิดที่พอจะเห็น พอจะทำอะไรได้ แต่ก็ไม่ร้อน
เหมาะแก่การนั่งสมาธิ ทำจิตภาวนาได้ดี
หรือเหมาะแก่การนั่งอ่านหนังสือ ศึกษาพระธรรมคำสอนไม่ว่าจะเป็นทางโลกและทางธรรม
บางคนอาจนึกถึงบริเวณหนึ่ง
ซึ่ง "สงบ" เงียบปราศจากผู้คนเดินไปเดินมา
อื่มถ้าจะนับเฉพาะความหมายที่สอง วัดแพร่ธรรมารามช่วงกฐิน หรือ ช่วงที่มีพิธีการก็คงไม่จัดว่าเป็นที่ที่วิเวก
แต่ถ้านับความหมายแรก วัดแพร่ก็นับว่าเป็นสถานที่ซึ่ง "วิเวก" ตลอดเวลา
แต่ที่เชียงใหม่ตรงกันข้ามกัน
เพราะถ้านับเฉพาะความหมายที่สอง เขตพระของที่นี่ก็นับว่าเป็นที่ที่สงบมากเลย
(ทุกวัดมักจะแบ่งวัดออกเป็นสองส่วนคือเขตพระ และ เขตโยม ชัดเจนบ้างไม่ชัดเจนบ้าง เขตโยมก็จะเป็นที่พักของโยม ศาลา ส่วนเขตพระ ก็จะเป็นกุฏิ เมรุ)
เพราะว่ามีสถานที่กว้างเกือบ 30 ไร่ และก็นับว่าเป็นสถานที่สงบมาก
ปัญหาก็คือ มันยังมีต้นไม้อยู่น้อยไปหน่อยเนาะ
พูดง่าย ๆ
พื้นที่กว้าง ๆ มีกุฏิโผล่ขึ้นมา
มีทางเดินจงกลม
มีต้นไม้แซมบ้างเป็นระยะ ๆ
ที่เหลือเป็นพื้นที่โล่ง ๆ
พื้นที่โล่ง ๆ
มองไปตรงไหนก็มีแต่ดินเปล่า ๆ กุฏิ ทางเดินจงกลม และแดด
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้แปลกอะไรมากนัก
เพราะวัดสันป่าสักวรอุไรธรรมารามกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ปรับปรุงวัด
เพราะงั้นใครที่ชอบค่ายอาสาพัฒนาชนบท ค่ายสลัม รวมทั้งค่ายสร้างสะพานยุววิศวกรบพิธ
ก็อาจจะชอบที่นี่เป็นพิเศษก็ได้
พระที่นี่ในช่วงที่เราไปอยู่
จะมีการปฏิบัติภาวนาทางกายมากกว่าที่วัดแพร่ธรรมารามเล็กน้อย
ที่นี่โดยปกติแล้วจะไม่มีการทำวัดเช้า หรือ วัดเย็น
เพราะพระที่นี่จะมีกิจมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจเกี่ยวกับงานก่อสร้าง !!!!!!!!!!
งานก่อสร้าง !!!!!!!!!!!
หมายความว่าพระที่นี่ไม่ว่าจะเป็นก่อนฉัน หรือ หลังฉัน
ทั้งจะทำงานก่อนสร้างกัน
ไม่ว่าจะเป็น เชื่อมเหล็ก ก่ออิฐ ถือปูน เลื่อยไม้ ตอกตะปู ปูกระเบื้อง
ทำกิจไปเรื่อย ๆ จนบางคืนได้ยินว่า
ทำกันจนถึงตี 2 (ทำตั้งแต่หลังฉันตอนราว ๆ 10 โมงครึ่ง)
ก็ถือว่าเป็นบรรยากาศที่แปลกดีสำหรับคนที่มัวแต่อยู่ในที่สบาย ๆ
เสพย์ติดความสุขไปวัน ๆ อย่างเรา
เดินทางจากวัดแพร่มาถึงที่วัดสันป่าสัก (ต่อไปนี้ขอเรียกย่อ ๆ ว่าวัดสันป่าสักละกันนะครับ)
เมื่อตอนเย็น ๆ
หลังจากกราบหลวงพ่อใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว
พระอาจารย์ต่อก็พาเข้าที่พัก
แต่ว่ากุฏิที่นี่มีไม่เยอะมาก
เราก็เลยต้องจำวัดที่ใต้ถุนของกุฏิ
แต่ก็กลางมุ้งนอน
แล้วความจริงใต้ถุนของกุฏิก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร
(แต่ตอนนั้นก็รู้สึกแย่เนาะ เพราะกุฏิที่วัดแพร่เรานอนกุฏิดีมาก)
ไม่ต้องกลางกลดแฮะ
เพราะมีมุ้ง OTOP (จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชอบชื่อนี้เท่าไหร่เลยแฮะ)
มุ้ง OTOP เป็นมุ้งที่กำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้
เหตุผลที่ได้รับความนิยมคือมันกางง่ายมาก
พระอาจารย์ต่อบอกว่า
มันกางง่ายกว่าปอกกล้วยอีก (ง่ายก่าปอกกล้วยจริง ๆ นะ)
ไม่รู้จะสร้างภาพให้คนอ่านเห็นภาพยังไงครับ
แต่มันเป็นไอเดียที่ดีมาก
อยากให้คนที่เรียนวิชา Creativity เห็นจัง เผื่อเอาไปเป็นประเด็นในวิชา
ดีจนไม่อยากเชื่อว่ามันจะถูกเรียกว่ามุ้ง "OTOP"
หลังจากจัดที่พักเรียบร้อยแล้ว
ก็ว่างหละ
ว่างเพราะไม่มีทำวัดเย็น
ก็เลยเดิน ๆ โต๋ ๆ เต๋ ๆ
เลยไปหากิจทำ
กิจที่ได้ทำก็คือการอุปัฏฐากหลวงพ่อใหญ่
การอุปัฏฐากหลวงพ่อใหญ่ เป็นงานสำคัญอย่างหนึ่งของพระที่เชียงใหม่เลย
ซึ่งความจริงแล้วเป็นงานที่คนที่ไม่คุ้นเคยค่อนข้างเหนื่อยเหมือนกันนะ
(เราทำแค่แตะ ๆ งานแว๊บเดียวเอง แต่พระหลายรูปเช่นพระอาจารย์ต่อทำมาหลายพรรษาแล้วหละ)
ก็ทำทุกอย่างเลยหละ ตั้งแต่ท่านตื่นจากจำวัด
เช็ดตัว คอยพัดวีให้ท่านเพื่อไม่ให้ยุงกัด
ท่านให้หยิบให้หาอะไรมาให้ก็ไปหยิบมา (แต่พระท่านที่คล่อง ๆ กว่าเรามักจะหยิบได้ถูกโดยที่ท่านไม่ต้องบอกอะไรเลยหละ น่าทึ่งมาก ๆ)
รวมไปถึงหากระโถนมารองเสลด รองปัสสาวะ ท่าน
แต่ที่เราทำก็แค่
พัดวีให้ท่านเล็กน้อย
คอยหยิบของนู่นนี่ให้ท่านนิดหน่อย
นวดให้ท่าน (ซึ่งเรานวดไม่เป็นหรอกนะ พยายามทำตามพระกล้า อะ แม้ว่าเราจะนวดได้แย่มาก แต่ท่านก็เมตตาไม่ไล่เราไปไหนอะ ก็ทนให้เรานวดมั่ว ๆ หลายนาที)
คอยนั่งเป็นเพื่อนท่านตอนที่ญาติโยมมาหา
เนื่องจากหลวงพ่อใหญ่มีลูกศิษย์ลูกหามาก
ทุกวันจะมีญาติโยมมาหาตั้งแต่ก่อนฉันตอนเช้า
จนถึงดึกดื่น
บางคืนถึงเที่ยงคืน
บางคืนถึงตี 1 ตี 2
ความจริงแล้วท่านทำเรื่องพวกนี้ได้หละ
เห็นท่านทำเองบ่อย ๆ
แต่ว่าท่านก็ปล่อยให้ลูกศิษย์ ปล่อยให้พระบวชใหม่ทำ
เป็นการฝึกความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ ฝึกปรนนิบัติครูบาอาจารย์
ซึ่งยอมรับเลยว่า
การนอบน้อมปรนนิบัติต่อใครเนี่ย
ก็อาจจะเป็นเรื่องหนึ่งที่เราบกพร่องไปเยอะจริง ๆ
ตอนนี้เรายังแหยงงานก่อสร้างอยู่หละ
สังเกตตัวเองได้ชัดเลยว่า
พยายามหนีงานก่อสร้างอย่างเป็นที่สุด
วันรุ่งขึ้นพระอาจารย์สมปองเรียกให้ไปล้างเสื่อ
ก็ไปล้างกับพวกเด็ก ๆ ยังตัวเลขอยู่เลยอายุประมาณ 11 - 12 ได้มั๊ง
มาจากเชียงราย 2 คน มาจากนครสวรรค์ 1 คน และก็มาจากแม่ฮ่องสอน 2 คน
2 คนที่มาจากแม่ฮ่องสอน พูดสำเนียงภาษาไทยที่แปลกมาก
ไม่เหมือนภาษาเหนือปกติ
แปลกจนเราเริ่มคิดว่านี่มันภาษาไทยจริงเหรอ
แต่เด็ก ๆ ที่นี่ทุกคนนิสัยดีมาก ๆ
มั่นใจว่านิสัยดีกว่าเราตอนที่ยังเป็นเด็ก (หรือว่าตอนนี้ก็เหอะ) แน่ ๆ อะ
ความจริงแล้วตลอดเวลาที่อยู่ที่วัดเราเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ ที่โตมากับวัดเยอะมาก
ทุกคนเป็นคนที่ดีสุด ๆ เลยอะ เพราะว่ามาอยู่วัดช่วงปิดเทอม
สัญญาว่าถ้ามีลูก (มองข้าม shot เกินไปเยอะเน๊าะ) มีหลานเนี่ย
จะให้เขาโตอยู่กับวัดอะ
จะได้เป็นคนดี ๆ ของสังคมเน๊าะ
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเสื่อที่เราใช้นั่งกันเวลาไปวัด
จะสกปรกขนาดนี้
ล้างออกมาเนี่ย
น้ำที่ออกมาดำสนิทเลย
ก็ล้างไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเสื่อมีเยอะ
จนกระทั่งบ่าย 3 ก็ทำกิจตอนบ่ายต่อไปตามเรื่องตามราว
ถึงแม้ว่างานล้างเสื่อเนี่ยมันจะเป็นกิจที่เหนื่อยน้อยกว่างานก่อสร้างเยอะ
แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ทำกิจอย่างเราเนี่ย
ถือว่า เหนื่อย !!!!!!!!! เหนื่อยอีกแล้วเหนื่อยทั้งตาปีเลยเหรอครับ คุณต้นนนนนนนนน
วันนี้มีทำวัตรเย็นด้วย
เพราะหลวงพ่อใหญ่ท่านเมตตา
อยากให้พระใหม่ได้ทำวัตรเย็น วันรุ่งขึ้นหลังฉันเสร็จ
ช่วง 11 โมงถึงบ่าย 3 เนี่ย
จงใจไม่ออกไปเดินโต๋เต๋หากิจเลยหละ
ไม่อยากทำกิจละอยากนั่งภาวนามากกว่า
เลยไปหยิบหนังสือธรรมะที่ห้องสมุดมานั่งอ่านที่กุฏิ
ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ซึ่งดีมาก ๆ เลย recommend (คนไม่ค่อยอ่านหนังสือ เจออะไรก็ recommend ไปหมดเลยเน๊าะ)
ชื่อหนังสือ "ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม" ของท่านพุทธทาสภิกขุ
เป็นหนังสือที่ทำให้ท่านตกเป็นข้อกล่าวหา คดีเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ สมัยนั้นเลยทีเดียว
ใจความโดยรวมก็คือ
พระพุทธศาสนาทุกวันนี้เรากำลังมีภูเขาอันใหญ่ครอบงำอยู่
มีพระพุทธรูปที่บังพระพุทธ
มีคำภีร์ที่บังพระธรรม
มีลูกชาวบ้านที่บังพระสงฆ์
เรากำลังสร้างพระพุทธศาสนา โดยการเชื่อว่า
พระพุทธศาสนาจะนำชื่อเสียง ลาภยศเงินทองมาให้
ถ้าเราทำบุญ ชาติหน้าเราจะเกิดบนสวรรค์ชั้นสูง ๆ
เชื่อว่าการที่เชื่อพระพุทธศาสนาหมายความว่าเราต้องเชื่อว่าสวรรค์นรกมีจริง
เชื่อว่าภูติผีเทวดามีจริง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เรื่องนั้นเป็นแค่เรื่องที่พระพุทธเจ้าสร้างขึ้นมาในบริบทของความเชื่อของชาวอินเดียสมัยนั้น
สิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการจะสื่อก็คือ
พระนิพพาน
ความไม่อยากทุกข์ และ ขณะเดียวกันก็เป็นความไม่อยากสุขจากกิเลสตัณหา
ต้องการตัดความสุข และ ความทุกข์และออกจากวัฏฏสงสาร
อยากให้อ่านดูนะครับ
จะรู้ว่าพระพุทธศาสนาเนี่ยนอกจากจะเป็นศาสนา
เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนมากมายแล้ว
ยังเป็นปรัชญาขั้นสูงในรูปแบบหนึ่งด้วย
เป็นปรัชญาที่มีตรรกะเป็นเบื้องหลัง
ความจริงแล้วในช่วงที่บวชอยู่ก็ได้อ่านหนังสืออีกหลายเล่ม เช่น ดูใจตัวเอง (หลวงตามหาบัว) , ธรรมปฏิบัติ (พระอาจารย์เอกราช) , ตามรอยโพธิญาณ (เหล่าศิษยานุศิษย์ ของหลวงพ่อชา)
อ้อลืมเล่าไปว่าหลังจากจำวัดที่ใต้ถุนกุฏิ 1 คืน
พระอาจารย์ต่อก็เมตตาให้เราไปจำวัดอยู่ที่กุฏิหญ้าคาหลังเล็ก
ใกล้กับกุฏิพระอาจารย์ต่อ
ความจริงถึงแม้ว่าจะเรียกว่ากุฏิหญ้าคาหลังเล็ก
แต่มันก็ใหญ่อยู่เหมือนกัน
ขนาดประมาณ 2.5 x 2.5 เมตรได้มั๊ง
ที่ใหญ่เพราะพระบริขารไม่มากอะ
ถ้าบริขารมาก ๆ ก็อาจจะอยู่ยากเหมือนกัน 2.5 x 2.5 เมตร เนี่ย
เวลาบิณฑบาตที่เชียงใหม่เนี่ย ออกจะแปลกกว่าที่แพร่เล็กน้อย
ที่แพร่พระที่จะให้พร จะเดินแซงหน้าประธานสงฆ์
เพื่อให้พรญาติโยมที่มาตักบาตร ก่อนที่ประธานสงฆ์จะไปบิณฑบาต
แต่ที่เชียงใหม่พระที่รับบิณฑบาตเป็นรูปสุดท้าย จะต้องเป็นคนให้พรญาติโยม
ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก
คนเขียนบล๊อกนี่แหละ
ก็ถ้าวันไหนโชคดี สามเณรมาบิณฑบาต ก็จะรอดตัวไป
(ที่วัดสันป่าสัก มีสามเณร 1 รูป เข้าใจว่ามาจากอินเดีย แต่บรรพชามา 4 พรรษาแล้ว ตอนนี้พูดไทยได้คล่องมาก ๆ)
แต่ถ้าวันไหนไม่มีเนี่ย .....
แม้ว่าคำบทสวดให้พรจะไม่ยาวเท่าไร
แต่ก็นะ..... ตื่นเต้นนี่นา
วันนี้เอาสั้น ๆ แค่นี้ละกัน
ต่อตอนต่อไปนะครับ
ศิลปิน : คลับเลิฟ (Club Love) [ต้าร์, เคท, แมทธิว]
อัลบั้ม : Club Love เพลง : 3 เศร้า ใจผู้ชายคนหนึ่ง คนที่ยอมทุกอย่าง แค่เพียงมีเธอ ใจผู้ชายคนหนึ่ง คนที่ยอมทุกอย่าง ต้องการเพียงเธอ * ฟ้า ทำให้เราต้องมาเจอกัน ใจ เราสองคนต้องทรมาน ** ใจผู้หญิงคนหนึ่ง มันไม่มีคำตอบ อะไรทั้งนั้น มองฟ้าที่กว้างใหญ่ แต่ไยไม่มีทางออก ใจฉันมันสับสน มันร้อนรน *** โอ้ความรักที่ฉันมี ไม่รู้เมื่อไหร่จะพบสุขเสียที โอ้ความรักที่ฉันมี ทรมานไปถึงวันสุดท้าย ใจต่อใจต่างก็รู้จุดหมาย ให้เวลา(ตัดสินใจ) ฉันนั้นรอเธอได้ นานแสนนานเท่าไหร่ จะรอเพียงเธอ เธอนั้นคือทุกอย่าง เธอเหมือนลมหายใจ ต่อชีวิตฉัน (ซ้ำ *) (ซ้ำ ** , *** , ***) เนื้อเพลงจาก www.thailyrics.com ครับ
November 20 ประสบการณ์การบวช (บทที่ 5)เหอ ๆ ฝ้าย กับ พี่เอ็ก ทักว่าโพสบ่อยมาก
ก็นะ ประสบการณ์ดี ๆ อย่างนี้อยากจะเก็บไว้ให้มากที่สุดนะครับ
ไม่อยากปล่อยไป
ขอบคุณ กิศ ฝ้าย เต้ รัดจิ แน็ค และ พี่เอ็ก ที่อุตส่าห์มา comment ให้ครับ
สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านตั้งแต่ตอนแรก
มีท่านที่เขียนเรื่องคล้าย ๆ กัน (แต่ละเอียดกว่าเยอะ)
อ่านที่นี่เลยครับ
บทที่ 5 : ว่าด้วยอัฎฐบริขาร
หลังจากกฐินวัดสาขาสองแห่งคือวัดแพร่บุณรักษา และ วัดป่าปทีปาราม เสร็จลงแล้ว
ด้วยความตะกุกตะกัก ขลุกขลัก ๆ ของพระบวชใหม่อย่างเรา
อย่าที่ได้เขียนไว้ในบทที่ 3 - 4
ก็ได้กลับมาจำวัดที่วัดแพร่อีกครั้ง
แต่พระอาจารย์บุณมี รักษาการเจ้าอาวาสที่รับเราไว้บวช
ท่านจะไม่อยู่ที่วัดแพร่ระยะหนึ่ง
เพราะจำเป็นจะต้องเดินทางมาหาหมอที่กรุงเทพ
ท่านจึงฝากเราไว้กลับพระอาจารย์ใหญ่ พระอาจารย์กัณหา สุขกาโม
ซึ่งตอนนี้จำวัดอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่วัดสันป่าสักวรอุไรธรรมาราม
(ความจริงแล้ว พระอาจารย์บุณมี ท่านเมตตาเรามาก ๆ ตอนงานบวชคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เอากล้องไป ท่านก็เอากล้องไปถ่ายให้ ท่านเคยตั้งใจมาสนทนาธรรมกับเราและคุณแม่ที่บ้านด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่อยู่ และท่านก็เป็นคนโกนผมให้เรากับคุณแม่ด้วย)
จะบอกให้ฟังถึงความรู้สึกตอนก่อนจะไปเชียงใหม่ว่า
ไม่อยากไปอย่างมากเลย
เพราะกว่าเราจะคุ้นเคยกับอะไรแต่ละอย่างที่วัดแพร่ได้
ก็ลำบากลำบนอย่างฉายาเรา
กว่าจะคุ้นเคยว่ากิจนั้นต้องทำยังไง กิจนี้ต้องทำยังไง
ก็ต้องใช้เวลานาน
แล้วไปอยู่เชียงใหม่ ก็ต้องปรับตัวใหม่ อยู่กับสังคมพระใหม่
ไม่น่าเชื่อเลยเนาะ
การบวชเนี่ยทำให้เห็นอาการของจิตเลยหละ
อย่างในกรณีนี้เราก็ได้เห็นชัดเลยว่า จิตเราเป็นจิตที่ยึดมั่นถือมั่น
เป็นทุกข์อย่างมากที่ต้องพลัดพราก
เป็นทุกข์อย่างมากที่ต้องเปลี่ยนแปลง
มีอาการอีกหลาย ๆ อย่างที่เป็นอาการของจิต ที่เราได้เห็นหละ
เช่นตอนที่บวชเนี่ยเราบวชพร้อมกัน 3 รูป
อีก 2 รูปเป็นอาจารย์ที่บวชให้กับลูกที่เสียไปเนื่องจากอุบัติเหตุท่านหนึ่ง
อีกท่านหนึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทของอาจารย์คนนั้น
อาจารย์สองท่านอายุอานามก็เกิน 50 ไปแล้วละ
แถมยังอู้คำเมืองกันอีก
(คนแพร่อู้คำเมืองกันฟังยากมาก ฟังยากกว่าคนเชียงใหม่อีก -- ถือเป็นเรื่องดีเนาะ เป็นการฝึกจิตก่อนไปญี่ปุ่นที่ ๆ มันไม่มีใครพูดกับเรารู้เรื่อง)
เนื่องด้วยท่านเป็นอาจารย์
เวลาเราพูดอะไรหลาย ๆ ครั้งก็จะโดนท่านตำหนิว่าไม่มีสัมมาคารวะ บ้าง ยุ่งยากบ้าง อ่อนต่อโลกบ้าง
แล้วท่านก็จะพูดกันอยู่แค่ 2 รูป
อืม ตอนเป็นพระเราก็ยังพอพูดกับหลวงพี่ท่านอื่นได้บ้าง
แต่ตอนเป็นนาคซึ่งพระกับนาคจะอยู่แยกกันเนี่ย
รู้สึกแย่มากเลย
อารมณ์นี้ไม่ใช่เกิดขึ้นกับเราครั้งแรกหละ
เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
แต่ตอนนี้บวชเราไม่ได้อยู่ในสภาพที่เร่งรีบมาก
มีเวลาได้ดูใจตัวเองหละ
แล้วก็รู้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นตอนนั้น และ ตอนนี้บ้าง
(ถึงแม้ว่าสภาพการณ์ตอนนี้มันจะดูเบากว่าเยอะก็เถอะ)
อื้ม
เรื่องที่เชียงใหม่เอาไว้ตอนหน้าละกันน่อ
เพราะวาง Plot ไว้ว่าเชียงใหม่จะเริ่มในตอนที่ 6 อะ
ตอนนี้ขอไขข้อข้องใจของใครหลาย ๆ คน (พี่เอ็ก และ แน็ค)
เกี่ยวกับอัฏฐบริขารของพระก่อนนะครับ
(โอ้ ไม่นะ ตอนนี้มันดูมีสาระเกินไปแน่ ๆ เลย)
อัฏฐบริขาร 8 ประการคือสิ่งที่พระพุทธเจ้ามีพุทธานุญาติให้พระมีติดตัวไว้เพื่อการดำรงชีวิต
ประกอบด้วยของ 8 ประการดังนี้
1. สบง สบงก็คือผ้าชิ้นที่ห่มติดตัวไว้ตลอด ห่มไว้ด้านล่าง (จะพูดยังไงดีละอธิบายลำบาก) เอาเป็นว่าถ้าเป็นฆราวาสสถานะมันเหมือนกางเกงครับ เป็นผ้าผืนสี่เหลี่ยม ๆ กว้างเท่ากับเอว ถึง กลางแข้ง แต่ยาวมาก เวลาใส่จะม้วนไปม้วนมาแล้วคาดด้วยรัดประคดอีกครั้งครับ
สบงจะมีให้ 2 ชิ้น ครับ คือ สบงครอง และ สบงเปลี่ยน สบงครองจะใช้ใส่ในพิธีสงฆ์ต่าง ๆ เช่น ทำวัตรเช้า, ทำวัตรเย็น, บิณฑบาต, พิธีกฐิน, พิธีศพ, กิจนิมนต์ ส่วนสบงเปลี่ยนจะใส่เวลาทำกิจต่าง ๆ ที่อาจทำให้สบงครองเลอะได้ครับ
2. จีวร เป็นผ้าห่มคลุมชั้นนอกอีกครั้งครับ เป็นผ้าสี่เหลี่ยมผืนใหญ่มาก กะ ๆ ดูน่าจะประมาณ 2 x 2 เมตร ครับ โดยมากแล้วเวลาทำกิจในวัด เช่น ปัดกวาดเช็ดถู พระท่านจะไม่สวมจีวรครับ
การห่มจีวรจะมีอยู่ 2 แบบ คือแบบห่มคลุม จะคลุมไหล่ทั้ง 2 ข้าง พระจะห่มคลุมสำหรับกิจต่าง ๆ ที่จำเป็นจะต้องทำนอกวัดครับ เช่น บิณฑบาต, กิจนิมนต์ (งานที่ญาติโยมนิมนต์ไปทำที่บ้าน) หรือ เวลาเดินทางระหว่างวัดครับ
การห่มอีกแบบหนึ่งก็คือ ห่มเฉียง จะเปิดไหล่ขวา สำหรับกิจที่ทำในวัดเช่น ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ฉันอาหาร ให้พรโยมครับ
เนื่องจากการรักษาอัฏฐบริขาร เป็นประเด็นสำคัญมากของพระ (เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับญาติโยมครับ) พระสงฆ์จึงควรใช้ "ผ้าปูรองนั่ง" (นิสสีหนะ -- ไม่แน่ใจตัวสะกดครับ) เวลาที่จะนั่งทำกิจต่าง ๆ ขณะสวมจีวรอยู่ รวมทั้งเวลาฉันอาหารก็ควรจะใช้ ผ้าปูตัก (มันเรียกว่าผ้าปูตักรึเปล่าหนอ) เพื่อกันไม่ให้ข้าวตกลงเปื้อนจีวรครับ
3. สังฆาฏิ เป็นผ้าขนาดใกล้เคียงกับจีวร (ขอย้ำว่าใกล้เคียง) แต่ว่าเป็นผ้าเย็บซ้อนกันสองชั้น โดยมากแล้วสำหรับกิจต่าง ๆ เช่น ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น หรือว่า งานศพ, งานกฐิน พระจะพับสังฆาฏิ แล้วพาดบ่าไว้ครับ แต่เวลาบิณฑบาตถ้าวันไหนพระท่านจะห่มทับไปพร้อมกับ จีวรครับ พูดง่าย ๆ ก็คือห่มเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ว่าจากที่เคยทำอะไรชั้นเดียว ก็กลายเป็น 3 ชั้นครับ
สารภาพเลยว่าขนาดห่มจีวรชั้นเดียวยังทำหลุด ๆ หล่น บ่อยครั้ง ยิ่งพอเป็นสองชั้นเนี่ยยากมาก ๆ เลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังฆาฏิมันไม่เท่ากับจีวรซะทีเดียวเนี่ย ต้องมาขยับนู่นขยับนี่ ยากมาก ๆ เลย
ผ้าสามผืนนี้เป็นพระวินัยว่าพระจำเป็นจะต้องถือครองอยู่ใกล้กับตัวตั้งแต่ตื่นนอน(ตี 2 กว่า ๆ ) จนกระทั้งสว่าง (6 โมงเช้า) เพื่อไม่ให้หยิบพลาดสับสนกัน เพราะว่าตอนตี 2 ถึง 6 โมงยังมืดอยู่
สำหรับผ้าจีวรและสังฆาฏิเวลาซักจะซักไม่เหมือนกับผ้าทั่วไป เพราะแทนที่จะใช้ผงซักฟอกซัก เราจะใช้แก่นขนุนซักแทนเพื่อไม่ให้สีตก เวลาซักผ้าสองผืนนี้เราจะไปที่โรงย้อม เพื่อต้มน้ำเพราะแก่นขนุนไม่ใช่สารอีมัลชั่นเพื่อให้การซักสามารถละลายไขมันที่ซักไปได้ โดยมากแล้วเขาจะใช้น้ำร้อนที่ต้มจนเกือบเดือดในการซัก ซักไปก็จะ.......โอ้ ร้อน ร้อนมาก ร้อนจังน่อ.......แก้ปัญหาโดยการซักไปเอามือจุ่มน้ำเย็นไปครับ
โดยมากแล้วเนื่องจากจีวรกับสังฆาฏิจะไม่อยู่ติดตัวและจะไม่ใส่ตลอดเวลา พระท่านจะซักจีวรกับสังฆาฏิทุก ๆ 6 - 15 วันครับ -_-" ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า คนขี้เกียจอย่างเราตลอดการบวชจะซักจีวรกี่ครั้ง
หลังจากที่ซักเสร็จแล้วขณะตากพระท่านจะต้องนั่งดูจีวรกับสังฆาฏิจนกระทั่งน้ำไม่หยดครับเพื่อไม่ให้มีใครมาขโมยผ้าไป และต้องไม่ตากผ้านานเกินไปเพราะเป็นการทำลายผ้าด้วยครับ
นอกจากผ้าสามผืน คือ สบง จีวร สังฆาฏิ แล้ว ยังมี
อังสะ มีมาให้สองชุด เป็นผ้าผืนขนาดประมาณ 1 x 0.5 เมตร ครับ ใส่อยู่ติดกับตัวครับ เวลาใส่ก็จะคล้องบ่าไว้ (เปรียบเหมือนเสื้อของฆราวาสครับ)
ผ้าปูนั่ง ขนาด 0.7 x 0.7 ครับ เอาไว้ปูทับบนเบาะอีกครั้งไม่ให้สบงเปื้อน
ผ้าปูตัก ใช้ปูตักขณะฉันภัตตาหารเพื่อไม่ให้ข้าวหกเลอะจีวร
ผ้าเช็ดปาก พระท่านไม่นิยมใช้กระดาษทิชชู่ครับ ก็จะใช้ผ้าเช็ดปาก เช็ดแทน
ผ้าเช็ดบาตร ก็ใช้เช็ดบาตรนั่นแหละ ตรงตัว ผืนใหญ่ก็เขา และ ซับน้ำได้ดีกว่าเขาครับ
อัฏฐบริขารอย่างอื่นมีดังนี้ครับ
4. เข็ม เอาไว้ซ่อมแซมผ้าต่าง ๆ ครับ ซึ่งเราไม่มีแฮะ เพราะว่าที่วัดจะมีจักรอยู่เครื่องหนึ่ง (แต่ก็ไม่เคยได้ใช้)
5. บาตร เป็นหลาย ๆ อย่างของพระเลยครับ บาตรเป็นทั้งภาชนะฉันอาหาร เป็นทั้งกระเป๋าเดินทาง พระวินัยระบุไว้ให้รักษาบาตรดี ๆ ครับ โดยมากแล้วบาตรจะมาพร้อมกับ ฝาบาตร (โลหะที่ใช้ปิดบาตร) สลกบาตร ผ้าที่ใช้สวมเข้ากับบาตร สลกฝาบาตร ผ้าหรือไหมพรมที่สวมเข้ากับฝาบาตรครับ
บาตรห้ามวางไว้บนอาสนะที่ฐานไม่มั่นคง (โต๊ะ เก้าอี้) และควรจะวางไว้ที่หัวเวลาจำวัดครับ
6. รัดประคด ก็คือเข็มขัดของฆราวาสนั่นแหละครับเป็นเชือกผูกทับสบงอีกชั้นเพื่อไม่ให้สบงหลุดครับ
7. ผ้ากรองน้ำ น่าจะเป็น 1 ใน 5 ผืนที่ไม่รวมอยู่ในสบงจีวรสังฆาฏิครับ เดาว่าน่าจะเพื่อแยกสัตว์ออกจากน้ำเพื่อมิให้อาบัติครับ
8. มีดโกน ก็ตรงตัวนี่เนอะ
บริขารทุกชิ้นที่เป็นผ้าก่อนที่จะใช้ต้องมีการพินทุผ้าก่อน ลืมไปแล้วว่าเพราะอะไร แต่จำได้ลาง ๆ ว่า เพื่อเป็นการตั้งมั่นว่าจะใช้ผ้าผืนนี้ครับ
เห้อ วันนี้สาระเยอะจังน่อ
Artist : เชษฐา ยารสเอก
Title : ฉันขอโทษ Album : Destiny หากว่าเธอนั้นฟังอยู่ ได้โปรดรับรู้ว่ามีใคร ที่เสียใจเหลือเกิน ที่เคยทำให้น้อยใจ ที่เคยมีวันทอดทิ้งเธอ ฉันรู้ว่าเธอก็เหงาใจ * ที่ทำให้เธอเจ็บช้ำและร้องไห้ ก็รู้ว่าเกินจะยกโทษให้ได้ แต่รู้ไว้ที่เธอเจ็บ ที่ใจฉันเจ็บกว่านั้น ในวันที่เธอทิ้งฉันไป ** ฝากบอกเป็นเพลงนี้ เธอยังยินดีจะฟังไหม ยกโทษให้ได้ไหม ในสิ่งที่ทำ จากผู้ชายที่ใจร้าย นี่คือคำพูดจากใจฉัน ที่เคยผิดพลาดพลั้ง ขอโทษได้ไหม หากว่าเธอยังรัก หากเธอยังเห็นใจ ช่วยกลับมาหากัน แค่มีคำว่าเสียใจ ไม่อยากจะแทนที่หัวใจ ก็ขอมีให้เธอ หากว่าเธอไม่ต้องการ จะเกลียดจะชังไม่มีเจอ ก็ขอเพียงแค่รับฟัง (ซ้ำ * , **) (ซ้ำ **) November 17 ประสบการณ์การบวช (ตอนที่ 4)ขอบคุณ รัดจิ และ ฝ้ายที่ คอมเม้นต์ให้ใน บล๊อก entry ที่แล้วนะครับ
เนื่องจากช่วงนี้เวลาที่สมมติได้ว่าว่างเยอะ
(งานมีเยอะแต่คนเร่งน้อย......อู้งานมาก)
ก็เลยจะต่อตอนต่อไปเลยโดยที่ไม่สนว่าจะมี comment หรือไม่มีแล้ว
อ้อแต่อย่าเข้าใจผิดว่าเราหัวเอียงซ้ายนิยม communist นะครับ
เผอิญว่าเป็นบริบทของคนเป็นพระ ซึ่งมีแนวโน้มใกล้คอมมิวนิสต์มากกว่าทุนนิยม
เลยเขียนถึงคอมมิวนิสต์เล็นน้อย
คนที่อยากอ่านตั้งแต่ตอนแรก click ที่นี่เลยครับ
บทที่ 4 : กฐินที่วัดป่าปทีปาราม
หลังจากเสร็จจากงานกฐินที่วัดแพร่บุญรักษา
เราซึ่งนั่งรออยู่ในรถตั้งนานแล้ว
ก็ถูกส่งตัวกลับวัดแพร่ธรรมาราม
เพื่อสรงน้ำ เพื่อไปนอนค้างที่วัดป่าปทีปาราม 1 คืน
ด้วยเหตุผลเดิมคือ
วัดแพร่ไม่มีใครอยู่ ต้องเก็บไปด้วย
วัดป่าปทีปารามตั้งอยู่ที่ ต.บ้านแก่ง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์
ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า
เราจะตื่นเต้นแค่ไหนที่จะได้กลับบ้านเกิด
ในฐานะเพศบรรพชิตซักครั้งในชีวิต
กลับไปร่วมงานกฐินที่นั่น
ใช้เวลาเดินทางจากวัดแพร่นานพอดูเลยหละ
เพราะว่าจังหวัดอุตรดิตถ์กับแพร่ก็อยู่ห่างกันพอดู
พอไปถึงพระครูก็ให้เรานอนที่ศาลาที่อยู่กลางน้ำแห่งหนึ่ง
บรรยากาศดีมาก ๆ เลยตั้งยื่นเข้าไปในน้ำเลยแฮะ
แต่น่าแปลกตรงที่ว่าศาลานั้นเหมือนกับจะไม่มีคนพักมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว
ฝุ่นเกาะเยอะมากไม่ว่าจะเป็นที่พื้นที่พระพุทธรูป
ตรงผนังมีรูปพระอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งดู ๆ ไปแล้วหน้าคุ้นมากเลย
เลยถามพระที่บวชพร้อมกัน
ได้ความว่ารูปที่เห็นเป็นรูปของพระยันตระ อมโรภิกขุ !!!!!!!!
ไม่รู้ว่าจะจำกันได้รึเปล่านะ เพื่อน ๆ
ว่าเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วมีพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามรอยพระโพธิญาณ
มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นอันมาก
ท่านว่าไว้ว่าในวันกฐินที่วัดท่านมีญาติโยมมาร่วมงานถึง 50,000 คนทีเดียว
แต่แล้วก็ต้องคดีเพราะมีผู้กล่าวหาว่าท่านละเมิดต่อสีกา
ซึ่งความจริงแล้วเรื่องจริงจะเป็นยังไง
ก็คงยากแก่การที่จะวิเคราะห์ลงในบทความนี้
หลวงพี่เคยเล่าให้ฟังว่า
วัดที่เราไปพักในวันนั้น
ในอดีตเคยเป็นสำนักปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นสาขาของวัดพระอาจารย์ยันตระ
ก่อนที่จะเกิดคดีเหล่านั้นขึ้น
พระอาจารย์ยันตระ กับ พระอาจารย์กัณหา เจ้าอาวาสพระอาจารย์ของเรา
เคยเป็นสหายร่วมธุดงส์ด้วยกัน
เมื่อเกิดคดีดังกล่าวลูกศิษย์ ลูกหา ของวัดนี้จึงพร้อมใจกันยกวัดนี้ให้เป็นสาขาของพระอาจารย์กัณหา
อ่านเรื่องของพระอาจารย์ยันตระที่นี่ครับ
เอ้อ หลุดพูดถึงคำว่า ธุดงส์
ธุดงส์ก็คือการที่เหล่าพระสงฆ์ทั้งหลาย
เลือกที่จะปฏิบัติภาวนา
โดยการที่จะเดินทางภาวนาไปในป่า
เพราะป่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติภาวนามากที่สุดสถานที่หนึ่ง
เพราะไม่มีใครมารบกวน กวนใจ
พระอาจารย์หลาย ๆ รูปบางปีจะเดินธุดงส์เป็นเวลาหลายเดือน
บางท่านเดินธุดงส์ตั้งแต่หลังช่วงงานกฐินเสร็จแล้ว จนกระทั่งเข้าพรรษาอีกครั้ง
เดินอยู่ในป่าเรื่อยมาตั้งแต่บริเวณภาคใต้ของประเทศ มาจบเอาที่แพร่ หรือที่เชียงใหม่
ซึ่งการเดินธุดงส์นี้นอกจากจะเน้นให้พระสงฆ์ปฏิบัติภาวนาแล้ว
ยังช่วยให้พระสงฆ์เกิดความอดทน
เพราะโดยมากพระสงฆ์จะใส่เพียงรองเท้าฟองน้ำในการเดินธุดงส์
หลายครั้งก็ทำให้เจอกับหนามหรือกิ่งไม้แหลม บางครั้งก็โดนทาก หรือ ปลิงดูดเลือดดูด
นอกจากนี้ยังฝึกให้พระอยู่อย่างสมถะด้วยครับ
เพราะว่าการที่ต้องธุดงส์ ต้องย้ายของเพื่อเปลี่ยนที่อยู่เรื่อย ๆ
ไม่มีที่อยู่เป็นที่แน่นอน
ซึ่งก็หมายความว่านอกจากอัฏฐบริขารทั้ง 8 ประการแล้ว
พระหลายท่านก็จะไม่นำของติดตัวอย่างอื่นอีกเลยครับ
หลังจากปัดกวาดเช็ดถูศาลาที่เคยใช้สมัยยังเป็นสำนักปฏิบัติธรรมสาขาของพระยันตระแล้ว
ก็อยากจะไปช่วยพระท่านจัดงานกฐินครับ
เห็นกุฏิข้าง ๆ พระท่านทำงานกันอยู่
เลยแว้บเข้าไปดู
ปรากฎว่าท่านกำลังจัดดอกไม้กันอยู่
ซึ่งทุกท่านก็น่าจะพอรู้ว่าเราจัดดอกไม้ไม่เป็นแล้วก็ไม่เคยคิดจะจัดด้วยหงะ
ในสังคมพระจะมีการแบ่งงานกันทำ
ถึงแม้จะไม่ค่อยชัดเจน แต่พระแต่ละรูปก็จะมีความถนัดแตกต่างกัน
แม้ว่าพระทุกรูปจะดูเหมือนถนัดไปซะหมด
ตั้งแต่ งานบ้าน, เกษตรกรรม, ก่อสร้าง, คหกรรม, รวมไปถึงเย็บปักถักร้อย
อย่างหลังที่เห็นได้ชัดเลย
พระอาจารย์ที่บวชอยู่หลายพรรษา
โดยมากจะสามารถ ถักผ้าเย็บผ้าเก่งมาก ๆ
พระจะเริ่มจากงานเย็บปักถักร้อยง่าย ๆ (ซึ่งถ้าให้เราทำมาต้องเป็นงานที่ยากของยากที่สุดแน่นอน) เช่น
สานไม้กวาด, นำกะลามาฝนให้เป็นช้อน (อันหลังเนี่ย ถ้าจะยากมาก)
ถักสลกฝาบาตร หรือผ้าที่มาสวมเข้ากับฝาบาตร
จนกระทั่งไปถึงงานที่ยากมาก ๆ เช่น
ตัดเย็บจีวร หรือ สังฆาฏิ
ตัดเย็บสลกบาตร หรือผ้าที่มาสวมเข้ากับบาตร
หรือผ้าผืนต่าง ๆ ที่พระจำเป็นต้องใช้
แต่สำหรับงานจัดดอกไม้เนี่ย
ดูเหมือนจะมีแค่พระส่วนหนึ่งที่จะรับหน้าที่นี้อย่างสม่ำเสมอ
กลับมาที่เรื่องของเรากันต่อ
หลังจากที่ไปนั่งดูพระครู พระอาจารย์จัดดอกไม้กันอยู่พักใหญ่ก็เกิดความคิดขึ้นมาได้ว่า
นั่งให้ยุงกัดต่อไปก็คงไม่เกิดอะไรขึ้น
จึงมาที่ศาลาเพื่อช่วยงานอย่างอื่น
แม้ว่าวัดป่าปทีปารามหรือวัดบ้านแก่งเนี่ย
จะอยู่ห่างจากเมืองมาก ๆ
รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอะไรก็ยังไม่มี
ยังค่อนข้างวิเวก
แต่ศาลาของวัดนี้ใหญ่มากกินเนื้อที่มากกว่า 10 ไร่
หลวงพี่เล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อใหญ่(พระอาจารย์กัณหา) เป็นผู้ออกแบบศาลาแห่งนี้ด้วยตัวท่านเอง
หลวงพี่ท่านบอกว่าเรามองเฉย ๆ เนี่ยก็แค่รู้สึกว่ามันใหญ่ แต่ถ้าได้ถูศาลาที่นี่เนี่ยคงต้องคิดว่ามันใหญ่มากกกกกกกกก
แฮะ ๆ กว่าจะไปถึงก็รู้สึกว่างานมันจะเกือบหมดแล้วแฮะ
ไปถึงไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่
เห็นหลวงพี่กำลังนั่งทำงานคอมพิวเตอร์อยู่
อยากทำอะ
อย่างน้อยได้กดคีย์บอร์ดเล่นซักนิดก้อดี
ไม่ได้กดมานานทีเดียวแล้ว
แต่หลวงพี่ท่านเหมือนจะรู้แฮะ
ว่าถ้าเราได้กดคอมพิวเตอร์เนี่ย
อัตตา (ความเป็นตัวเราของเรา) มันจะเกิดหละ
ท่านเลยไม่ให้เราทำ
นั่งไม่ได้ทำอะไรอยู่ซักพัก
ก็กลับศาลาที่นอน (หลังจากนั้นเราเพิ่งรู้ว่ายังมีงานเหลืออยู่เยอะมาก และพวกหลวงพี่ต้องทำงานกันถึงตี 2 ทีเดียว)
รุ่งเช้าตื่นขึ้นมา
พบว่าบรรยากาศจากในกลดเนี่ย
สวยงามมาก ๆ เกินบรรยายทีเดียว
เนื่องจากว่าความไม่รู้ว่ามันมีบิณฑบาตร
บวกกับความขี้เกียจของเราเอง
วันนี้เราเลยตื่นสายกว่าเวลาที่เขาบิณฑบาตรกัน
ไม่รู้เป็นบาปรึเปล่าน้อ
ที่จงใจจะละข้อวัตรปฏิบัติที่สำคัญมากของพระสงฆ์
วันนั้นเราทำอะไรก็ผิดพลาด ตะกุกตะกัก ตะขุกตะขักไปหมดเลย
ตั้งแต่วางบาตรเอียงทะโล่โท่เด่นเป็นสง่า (เนื่องจากที่วัดนี้ศาลาใหญ่มาก พระที่มาประมาณ 50 รูป จึงได้ฉันบนศาลากันทุกคน ไม่ต้องฉันหลังศาลาเหมือนที่วัดแพร่บุญรักษา)
อายเขาทีเดียว
ต่อมาตอนที่ขึ้นไปให้พร และ เทศน์ ญาติโยม
จีวรก็หลุด หลุดแบบไม่น่าดูเลย
เพราะตอนที่ลุกขึ้นมาเนี่ยจีวรมันลากพื้นทีเดียว
เดือดร้อนหลวงพี่ต้องมาห่มผ้าให้ใหม่
(การที่ทำจีวรลากพื้นเนี่ย นอกจากจะทำให้ญาติโยมเสื่อม ศรัทธาแล้ว ยังผิดพระวินัยด้วยเพราะถือว่าเป็นการทำร้ายจีวร)
ก่อนเริ่มฉันก็พลาด
ทำช้อนกระทบบาตรดังเป๊ง..........
พระอาจารย์ พระผู้ใหญ่ หันมามองเป็นตาเดียวกัน
เฮือก........... (ความจริงแล้วถ้าเป็นช่วงเข้าพรรษาเนี่ยการทำช้อนกระทบบาตรดังขนาดนี้เนี่ย ท่านจะไม่ฉันกันต่อนะ)
ตอนไปล้างบาตรก็ไม่ทันระวัง
สบงลากพื้น เปียกเป็นทางยาวเลย (ผิดพระวินัยอีกแล้ว)
ต่อมาก็มีหลวงพ่อเนื่องด้วยความรีบหยิบจีวรสลับกับของเรา
เราจึงไปหยิบเอาจีวรของหลวงอาอีกท่านหนึ่งแทน
กลายเป็นว่า สลับกันมั่วไปหมดเลย :):):):):):) --- ก่อนหน้านั้นตอนเช้าเราก็เผลอไปหยิบผ้าเช็ดบาตรผิด ไปหยิบเอาผ้าเช็ดบาตรของพระรูปเดียวกับที่เราหยิบเอาสบงเขาผิดนั่นแหละ
กว่าจะได้จีวรของตัวเองคืนมาพระผู้ใหญ่ท่านก็ขึ้นไปบนอาสนะรอรับกฐินกันหมดแล้ว
นึกว่าจะไม่ได้ขึ้นกฐินอีกที่หนึ่งแล้ว
ความจริงก็รบกวนพระอาจารย์อุทัยช่วยหาจีวรให้ แล้วก็รบกวนหลวงพี่วิรัชช่วยห่มจีวรให้ (หลวงพี่วิรัชก็เป็นท่านเดียวกับที่ห่มจีวรให้เราตอนที่จีวรหลุดเมื่อตะกี้นี้แหละ)
กราบขอบพระคุณหลวงพี่ทั้งสองมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
เฮ้อ แต่สุดท้ายก็ได้ขึ้นรับกฐินด้วยความฉุกละหุกสุด ๆ
แล้วก็ได้รับกฐินเป็นครั้งแรกจนได้ :):):):):):):)
หลังจากรับกฐินเสร็จแล้วก็ช่วยเขาเก็บของ
แล้วก็นั่งรถตู้กลับไปยังวัดแพร่ธรรมารามอีกครั้ง
อ้อก่อนจบเกือบลืม เมื่อกี้พูดถึงกลด
กลดคือหนึ่งในบริขารที่พระวัดป่าจะพกอยู่เสมอเมื่อไปธุดงส์หรือไปในสถานที่ที่หากุฏิที่มีมุ้งลวดไม่ได้
มีลักษณะคล้ายร่ม(สามารถใช้แทนร่มได้) แต่ดูแข็งแรงกว่ามาก แล้วด้านบนก็มีตะขอ
เวลาใช้ก็จะร้อยเชือกระหว่างเสาสองเสา หรือต้นไม้สองต้น
แล้วก็นำตะขอที่กลดไปห้อยที่เชือกอันนั้น
จากนั้นก็นำมุ้งมาคลุมแล้วก็กางร่ม
ก็จะได้มุ้งลวดที่สามารถกันยุง และ แมลงกลางคืนทั้งหลายได้ครับ
เหตุผลที่เขาออกแบบมาอย่างนี้
ได้ยินว่าการอยู่ในกลดจะคล้ายกับการอยู่ในท้องของคุณแม่
เดาว่าเพื่อให้พระรำลึกถึงพระคุณแม่ให้มาก ๆ ครับ
เนื้อเพลงจาก ethaimusic.com ครับ
ศิลปิน : ละอองฟอง (La-Ong-Fong) บอกรักทำเป็นไม่รู้ ฉันบอกนก เธอบอกว่าไม้ *ต่างแค่ไหน สองหัวใจก็อยู่ข้างกัน ขอบฟ้า เธอว่าขอบน้ำ ฉันชอบสวน เธอชอบสยาม ต่างแค่ไหน สองหัวใจก็อยู่ข้างกัน ต่างแค่ไหน สองหัวใจก็อยู่ข้างกัน November 15 ประสบการณ์การบวช (บทที่ 3)ขอบคุณ หมู รัดจิ พี่หมี และ พี่เอ็ก ที่ comment ให้ใน entry ที่แล้ว
ตอนนี้มีความตั้งใจว่า series นี้จะให้ยาว 15 ตอน
แต่เอาเข้าจริงจะยาวได้แค่ไหนเนี่ย
คงต้องรอดูอีกทีหนึ่งครับ
สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านตอนแรก
บทที่ 3 : กฐินที่วัดแพร่บุญรักษา
ทุกคนคงพอจะทราบดีว่า
หลังจากการที่พระจำพรรษาที่วัดใดวัดหนึ่งครบถ้วนบริบูรณ์ 3 เดือนแล้ว
จะมีพิธีทอดกฐิน หลังจากออกพรรษาไม่เกิน 1 เดือน
แต่ละวัดจะจัดพิธีทอดกฐินได้เพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น
ซึ่งกฐินก็เป็นผ้าที่ยังไม่ได้ตัดเย็บไม่ได้ย้อม
เมื่อรับผ้ากฐินเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พระก็จะนำผ้าที่ได้ไปตัดเย็บเป็นผ้าจีวร (หรือสังฆาฏิด้วยหรือไม่ ไม่แน่ใจ)
พระจะทำพิธีกรานกฐินเพื่อที่จะเลือกให้ผ้ากฐินนั้นแก่ภิกษุที่สมควรแก่การรับผ้าจีวรนั้นมากที่สุด
จากที่ได้เคยเกริ่น ๆ ไปในบทที่ 1
ช่วงที่เราเป็นนาคนั้นเขามีพิธีออกพรรษา
แล้วก็มีงานกฐินที่วัดแพร่
หลังจากงานกฐินที่วัดแพร่แล้ว
ก็จะเป็นงานกฐินของวัดสาขาต่าง ๆ
ซึ่งมีมากกว่า 14 สาขา
แล้วเนื่องจากงานกฐินเป็นบุญใหญ่
จะมีญาติโยมมากันเยอะมาก
มากอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะบางวัดเป็นวัดที่อยู่ในป่าห่างจากตัวเมืองมากการเดินทางลำบาก
ก็ยังมีญาติโยมไปร่วมงานมากถึงหลายร้อยคน
ยิ่งสาขาหลัก ๆ เนี่ย
น่าจะมีญาติโยมเกินพันกันหลายสาขา
นอกจากที่ความพิเศษจะอยู่ที่ญาติโยมเยอะแล้ว
ยังมีพระจากสาขาต่าง ๆ ของวัดแพร่ไปร่วมงานกันอย่างครบครัน
งานกฐินแต่ละครั้งจะมีพระมาร่วมงานไม่ต่ำกว่า 40 - 50 รูป
บางงานที่สาขาใหญ่ ๆ เช่นที่วัดแพร่ หรือ ที่เชียงใหม่ มีพระมาร่วมงานเกิน 100 รูป (พูดง่าย ๆ ก็เกือบทุกรูปที่อยู่ในวัดสาขาของวัดแพร่ธรรมารามนั่นแล)
ส่วนใหญ่ก็มาช่วยจัดงาน เพราะจะถือโอกาสช่วงงานกฐินที่มีพระมาจำวัดด้วยกันหลายรูป ปัดกวาดเช็ดถู ในบริเวณที่ปกติแล้วถ้ามีพระอยู่น้อย ๆ จะทำค่อนข้างลำบากใช้เวลานาน ๆ (โดยเฉลี่ย แต่ละวัดจะมีพระจำพรรษาประมาณ 5 - 6 รูป)
วัดแพร่บุญรักษาเป็นสาขาหนึ่งของวัดแพร่ แล้วก็เป็นสาขาที่ 2 นับจากวัดแพร่ ที่มีงานกฐิน
แน่นอนว่าเนื่องจากเป็นวัดที่ใกล้กัน
พระที่วัดแพร่จึงไปร่วมงานกฐินที่วัดแพร่กันทั้งวัด
ครั้นจะเอาพระบวชใหม่เก็บไว้ที่วัดทั้งอย่างงั้น
มันก็กระไร ๆ อยู่ทำอะไรไม่เป็นเลย
พระอาจารย์เลยต้องจำใจพาไปด้วย
ความจริงแล้วไม่รู้เป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้เนาะ
ช่วงกฐินเนี่ยจะเป็นช่วงที่พระอาจารย์ หลวงพ่อ หลวงพี่ จะผ่อนคลายความเคร่งเครียด ที่เกิดจากการบำเพ็ญในช่วงเข้าพรรษาลงบ้างเล็กน้อย
ช่วงเข้าพรรษาเนี่ยจะเป็นช่วงที่กฎเกณฑ์หลายอย่างค่อนข้างเคร่งครัด
เช่นการ "โยโส" หากตื่นไม่ทันทำวัตรเช้าอย่างที่เล่าไปแล้วก็จะถูกนำมาปฏิบัติ
พระอาจารย์ หรือ หลวงพี่ บางรูป ถึงขนาดไม่ฉัน 20 วันติดต่อกันก็มี
หรือการ "เนสัชชิก" นั่นคือการไม่นอน
ได้ยินว่ามีการทำ เนสัชชิก ที่วัดแพร่ในช่วงวันแม่ เพื่อให้รู้ว่าการที่คุณแม่ต้องไม่หลับไม่นอนเพื่อเลี้ยงดูพวกเราทุกข์ยากขนาดไหน
หรือพระบางรูปก็บำเพ็ญด้วยการงดการพูดตลอดช่วงพรรษา
พระบางรูปบำเพ็ญตนอยู่ในอิริยาบถ 3 ยืน, นั่ง, เดิน (ไม่มีนอน) ตลอดช่วงพรรษา
แต่หลังจากออกพรรษาแล้ว ช่วงกฐินก็จะเป็นช่วงเวลาที่พระท่านจะผ่อนคลายลงบ้าง
ได้มาพบกันในงานกฐิน
พูดคุยสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้จากการบำเพ็ญเพียรภาวนา ศึกษาพระธรรมในช่วงนี้
การภาวนาจึงดูจะผ่อนคลายลง
สิ่งที่หนักขึ้นมาทดแทนดูเหมือนจะเป็นกายปฏิบัติ
งานช่วงกฐินจะดูหนักพอสมควร แบกนู่น แบกนี่ ยกนู่น ยกนี่ เช็ดนู่น เช็ดนี่
แต่พระที่บวชก่อนเราทุกรูปก็ดูเหมือนจะตั้งใจทำอย่างไม่มีมารยาสาไถย
ก็คงจะมีแต่เรานี่แหละที่เก็บเป็นอารมณ์มาเล่าให้คนอ่านฟังในตอนนี้ (ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนจะได้ทำแค่ที่เดียวคือที่ปูแจ)
การได้เห็นพระที่ได้จำพรรษาต่างที่กัน
ได้มาพูดคุยกันอีกครั้ง
ทำให้เราทึ่งในความเป็นสังคมพระทีเดียวเลยหละ
พระผู้น้อย เคารพ พระผู้ใหญ่ อย่างดี
เราแทบจะไม่เคยได้ยินพระผู้น้อยนินทาพระผู้ใหญ่ (แหงอะสิ ผิดพระวินัย มีพระวินัยห้ามนินทาภิกษุ)
สังคมของพระเป็นสังคมที่ช่วยเหลือเจือจุน
ไม่มีความเห็นแก่ตัว
เพราะไม่รู้จะเห็นแก่ตัวไปทำไม เพราะพระทุกรูปก็ครอบครองแค่ อัฏฐบริขารเท่า ๆ กัน
คนเก่ง คนไม่เก่ง
สุดท้ายแล้วทุกคนก็มีแค่อัฏฐบริขาร
จะว่าไปแล้วสังคมของพระเนี่ย
เป็นสังคมคอมมิวนิสต์เลยเนี่ยเนอะ
น่าแปลกใจตรงที่ว่าคอนเซ็ปต์ของคาร์ล มาร์ก เกี่ยวกับสังคมในอุดมคติ เหมือนกับสังคมพระไม่มีผิด
ชีวิตที่เรียบง่าย
ใครหาอะไรได้ก็มารวมกันไว้ที่กองกลาง
ใครต้องการสิ่งเหล่านั้นก็มาหยิบเอาไปจากกองกลางเมื่อจำเป็น
แต่ก็ไม่ควรที่จะหยิบเอาสิ่งเหล่านั้นเพื่อที่จะไปครอบครอง
ทุกคนปฏิบัติตามหน้าที่ของตนตามที่ได้รับมอบหมาย
เพื่อผลประโยชน์ของคอมมูนนั้น ๆ
ไม่มีใครด้อยกว่าหรือดีกว่าใคร แต่ทุกคนช่วยเหลือเจือจุนกัน
ให้ตายสิ
คาร์ล มาร์กท่านมาเห็นสังคมพระในพระพุทธศาสนาหรือเปล่าเนี่ย
ท่านจึงเอาไปคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ของท่านขึ้นมา
ปัญหาก็คือทำไมเมื่อเอาลัทธิคอมมิวนิสต์ไปใช้กับสังคมข้างนอกแล้วไม่ประสบความสำเร็จ
ขอวิเคราะห์ไว้อย่างนี้นะครับ
1. คนที่มาเข้าคอมมูนในลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นคนที่ถูกบังคับเข้ามาในคอมมูน บุคคลต่าง ๆ จะไม่มีสิทธิ์เลือกได้ว่าตนเองจะเข้าคอมมูนใด หรือเข้าคอมมูนหรือไม่ ในขณะที่สังคมพระนั้น สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าเป็นพระวัดใด หรือ จะอุปสมบท หรือไม่ก็ได้ การมีอิสระให้เลือกได้สำคัญ มันเหมือนกับว่าสังคมพระเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ที่ยืนอยู่บนประชาธิปไตย ในขณะที่สังคมคอมมิวนิสต์ทางโลกมักจะยืนอยู่บนแนวคิดเผด็จการ
2. คนที่อุปสมบทเข้ามาเป็นพระ ล้วนได้รับการฝึกฝนระเบียบวินัย ได้รับการอบรมให้เป็นคนดี รวมทั้งพระวินัย ข้อวัตรปฏิบัติ ก็ละเอียดลึกซึ้งพอที่จะทำให้สังคมพระเป็นสังคมที่ดีได้ ในขณะที่คอมมิวนิสต์ในทางโลกอาจจะได้รับการศึกษาอีกแบบหนึ่งซึ่งไม่ครอบคลุมสอดคล้องกับการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์
3. พระทุกรูปมีจุดเป้าหมายเป้าเดียวกันนั่นคือสำเร็จพระนิพพาน ในขณะที่จุดมุ่งหมายของคนทางโลกยังหลากหลายอยู่มากบ้างก็อยากรวย บ้างก็อยากมีชื่อเสียง
คำถามที่เกิดขึ้นคือ
แล้วทำไมเราไม่ปรับปรุงการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ในรายละเอียดให้สามารถคงอยู่อย่างเรียบง่ายและสมบูรณ์ได้ ให้คล้ายคลึงกับสังคมพระภิกษุ
Note หน่อยนะครับ จนถึงตอนนี้ยังมีหลายคนเข้าใจว่าคอมมิวนิสต์กับเผด็จการคือเรื่องเดียวกัน
ความจริงแล้วไม่ใช่นะครับ คอมมิวนิสต์คือการปกครองที่ "ไร้ความเป็นเจ้าของ" ซึ่งการไร้กรรมสิทธิ์เนี่ย อาจจะตั้งอยู่บนประชาธิปไตย หรือ คอมมิวนิสต์ก็ได้
แต่ในช่วงสงครามเย็นด้วยเหตุผลทางการเมือง
ทำให้เรามีความจำเป็นจะต้องบอกกับชาวไทยทุกคนว่า
"คอมมิวนิสต์คือเผด็จการ คือการปกครองของฝ่ายอธรรมที่ชั่วร้าย"
น่าเสียดายที่แนวความคิดนี้ยังติดอยู่ในวิถีของคนไทยจนทุกวันนี้
(ชี้แจงแล้วนะครับอย่าเข้าใจว่า เราเป็นพวกหัวรุนแรงหละ)
อ๊ะ ยังไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่วัดแพร่บุญรักษาเลย
เนื่องจากพระมากันเยอะ
พระใหม่อย่างเราก็จึงจะต้องนั่งฉันบริเวณหลังศาลา เพราะศาลาเต็ม
เมื่อฉัน(ทานข้าว) เสร็จ ด้วยความที่ยังใหม่อยู่
จึงล้างบาตรเก็บบาตรไม่ทัน
พอเก็บบาตรกลับมา
ปรากฎว่าพระท่านขึ้นไปทำพิธีกฐินกันหมดแล้ว (พิธีกฐิน จะทำหลังจากที่พระฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว)
ทำไงดี
ก็เลยไปนั่งหมกตัวอยู่ในรถตู้ที่มาจากวัดแพร่
จนกระทั่งงานเสร็จนั่นแหละ
เฮ้ออออออออ
วัดแพร่บุญรักษาเป็นวัดที่อยู่ในอำเภอเมือง
ห่างจากวัดแพร่ประมาณ 20 - 30 นาทีเมื่อเดินทางโดยรถตู้
เนื่องจากว่าวัดนี้อยู่ในเมือง
บรรยากาศที่นี่จะดูเป็นวัดในเมืองกว่าเขาหน่อย
จาก www.siamzone.com ครับ
November 09 ประสบการณ์การบวช (ต่อ)ขอบคุณ รัดจิ เล่ย แน็ค พี่เอ็ก เต้ พี่หมี และ ฝ้าย
ยินดีอย่างมากครับ ถ้าบล๊อกนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลาย ๆ คนคิดอยากจะบวช
แต่ก็อยากให้บวชเพราะว่าอยากศึกษาพระธรรมคำสอน
อยากปฏิบัติเพื่อไปถึงเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือนิพพานนะครับ
ไม่อยากให้บวชเพราะว่าต้องบวช
ถ้าต้องการอ่านตั้งแต่ตอนแรก
บทที่ 2 : เป็นพระที่วัดแพร่ธรรมาราม
ตอนเป็นนาคอยู่เขาให้อ่านหนังสืออยู่เล่มนึง (ที่นี่หนังสืออย่างอื่นนอกจากหนังสือธรรมะเขาไม่นิยมอ่านกันนะ)
ชื่อหนังสือมันคือ
ตามรอยพุทธญาณ
กล่าวถึงชีวิตการเป็นภิกษุที่วัดหนองป่าพง
(ซึ่งเราจับความได้ว่าพระอาจารย์ใหญ่ เจ้าอาวาสของวัดแพร่เคยจำวัดอยู่ที่นั่น)
จะบอกว่าตอนเป็นนาคเนี่ยอ่านแล้วเครียดมากเลย
คนมันอยู่กับความสุข
อยู่กับกิเลสตัณหามาซะมาก
พอคิดว่าต้องเจออย่างนั้นเนี่ย
เครียดทีเดียว
บางคนอาจจะรู้สึกแปลกว่า
วัดนี้แปลกดี
คนที่จะบวชต้องเป็นนาคก่อนถึง 7 วัน
แต่วัดหนองป่าพงเนี่ยเขาต้องมาเป็นตั้งแต่ลูกศิษย์ ชีปะขาว สามเณร แล้วค่อยเป็นภิกษุ
รวมเวลาแล้ว 2 ปีแนะ (สมัยนั้นยังไม่มีบวชชั่วคราวแบบเราที่วัดป่า)
รู้สึกว่าถ้าไม่มี 7 วันนี่คงแย่อยู่เหมือนกัน
เพราะขนาดมีตั้ง 7 วันเนี่ย
ตอนเป็นพระยังรู้สึกอึดอัด ๆ อยากกลับเป็นนาคเหมือนเดิมเลย
หลังจากที่เป็นนาคครบ 6 วัน
คุณพ่อ คุณแม่ ก็ตามมา
เพื่อร่วมพิธีอุปสมบทของเรา
วันนั้นหลวงพ่อเลยยกเว้นให้เราไม่ต้องไปช่วยพระบิณฑบาต
แต่ให้ไปช่วยคุณพ่อ คุณแม่เตรียมของใส่บาตร เตรียมสังฆทานแทน (ซึ่งเราไม่ค่อยได้ช่วยอะไรเลยแฮะ ได้แค่ช่วยยกของเล็ก ๆ น้อย ๆ เอง)
หลังจากพระบิณฑบาตเสร็จ หลวงพ่อก็ทำพิธีโกนผมให้
เนื่องจากวัดที่เราบวชไม่เน้นพิธีการ
พิธีการต่าง ๆ จึงค่อนข้างเรียบง่าย
เริ่มแรกก็เริ่มจากการที่เราไปกราบคุณพ่อคุณแม่
แล้วกล่าวคำขอขมาต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอโอกาสครูบาอาจารย์เอาบทขอขมาคุณพ่อคุณแม่มาแปะไว้ในนี้เลยละกันนะครับ
"มาตาปิตุเร ปะมาเทนะ ทะวา รัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปาราทัง ขะมะตุโน ภันเต (3 จบ)
ลูกขอขมาคุณพ่อคุณแม่ สิ่งใดที่ลูกได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอคุณพ่อคุณแม่ได้โปรดเมตตายกโทษทั้งปวงด้วย"
มันอยู่ในใบเดียวกับคำขานนาคหละ แต่ว่าเราก้อไม่เคยสนไม่เคยท่องเลย
ทั้ง ๆ ที่ พระอาจารย์ก็สั่งให้เราท่องแล้วนะ (แต่เราก็จำไม่ได้ว่าพระอาจารย์สั่งให้ท่อง)
มีเวลาให้ท่อง 15 นาทีจนเหมือนจะจำได้
พออยู่ต่อหน้าคุณพ่อคุณแม่จริง ๆ ลืมซะงั้น
ต้องอ่านใบเอา
อืม เรื่องที่หน้าอายก็คือ
ตอนที่พูดภาษาไทยเนี่ย
เราร้องไห้ด้วยแหละ
ร้องไห้ชนิดที่ไม่สามารถพูดให้จบได้ แต่สุดท้ายก็อ่านจนจบแหละ
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
แต่มันก็เป็นการร้องไห้ที่ไม่ใช่ง่วงนอนแล้วหาว
ฝุ่นเข้าตา
แสงแยงตาจัด
หรือไร้สาเหตุแบบบล็อกครั้งแรก ๆ
แต่คราวนี้น้ำตามันออกมาจากใจเลยอะ
เป็นความปิติที่ได้ขอขมาเรื่องที่ผิด ๆ กับคุณพ่อคุณแม่เป็นเรื่องเป็นราวซะที
เป็นความละอายเพราะได้ระลึก ถึงความผิดที่เคยทำต่อคุณพ่อคุณแม่ที่ผ่าน ๆ มา
เป็นความเศร้าและกังวลเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ขอขมาคุณพ่อคุณแม่อีกเกิดอยากบวชไม่สึกขึ้นมา
เป็นความดีใจที่ได้เป็นลูกของคุณพ่อ คุณแม่
หลังจากนั้นเราก็ให้พระอาจารย์คุณพ่อคุณแม่ตัดผมออกส่วนหนึ่งก่อนใส่พานซึ่งรองด้วยใบโพธิ์
แล้วพระอาจารย์ก็ไปโกนผมให้ (เราโชคดีมากที่พระอาจารย์ท่านเมตตาโกนผมให้เอง เพราะโดยมากจะให้พระผู้น้อยโกนผมให้)
บิณฑบาตเสร็จก็ไปฟังพระให้พร ฟังพระเทศน์(วันนี้เทศน์เรื่องการบวชด้วย) ฉันภัตตาหารเหมือนเดิม
เสร็จแล้วก็เข้าพิธีบวช
หลวงพ่อใหญ่ พระอาจารย์กัณหา ท่านเมตตา นั่งรถมาจากเชียงใหม่เพื่อมาบวชให้
พิธีบวชก็เรียบง่ายทำในโบสถ์ แขกเราก็มีแค่คุณพ่อคุณแม่ กับ อา ๆ ที่รู้จักดูแลเรามาตั้งแต่ยังเล็กอีก 2-3 คน
คุยกับคุณแม่ไว้ว่าไม่อยากบอกคนอื่นเยอะ
เพราะไม่อยากเป็นภาระให้ต้องไปงานบวชถึงจังหวัดแพร่
มันเป็นวันธรรมดา (วันพฤหัส) ด้วยหละ
เลยไม่ได้บอกใครไว้ ขอโทษด้วยน้าถ้าเรามีความสำคัญขนาดว่าไม่บอกเรื่องบวชแล้วมีความผิด ดีใจที่ยังมีคนที่เป็นห่วงกันขนาดนั้นอยู่
พิธีบวชกินเวลาประมาณ 45 นาทีก็เสร็จแล้ว
ก็ท่องคำขานนาค ขอบวช ขอไตรสรณคมณ์ ขอศีล ขอนิสัย
พอจบจาก 45 นาทีนั้นเราก็เข้าสู่การเป็นเพศบรรพชิตแล้วหละ
ตอนเป็นพระในช่วงแรก ๆ รู้สึกว่าอึดอัดมากเลยหละ
เชื่อไหมว่าก่อนบวชเป็นพระเนี่ยได้ศึกษาไว้น้อยมาก
ว่าพระวินัย 227 ช้อมีอะไรบ้าง
พอได้บวชนี่แหละ
ถึงได้รู้ว่า
พระวินัย 227 ข้อเนี่ย
ละเอียดลึกซึ้ง และทำให้พระสงฆ์เป็นสถาบันที่น่าเลื่อมใส
(ต่อไปจะขอโอกาสคุณครูบาอาจารย์กล่าวถึงศีลพระภิกษุ 227 ข้อ ซึ่งเนื่องจากผมบวชสั้นเพียง 15 วันสิ่งที่กล่าวอาจบกพร่องไปบ้าง ขอขมามานะที่นี้ด้วย)
ศีลพระภิกษุ 227 ข้อเนี่ยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือขั้นหนัก ผู้ผิดต้องปาราชิก (อวดอุตริมนุษยธรรม, ฆ่ามนุษย์,เสพเมถุน, และ ขโมยของที่มีมูลค่าเกิน 1 บาท)
ขั้นกลาง ผู้อาบัติต้องอยู่กรรมทรมานตน 14 วัน จำไม่ค่อยได้แล้วหละ จำได้ว่ามี ห้ามเป็นพ่อสื่อให้ชายหญิงแต่งงานกัน, ห้ามทำให้น้ำอสุจิเคลื่อนโดยตั้งใจ
ขั้นเบา ผู้อาบัติสามารถปลงอาบัติได้มีอยู่หลายหมวดอาทิ
ห้ามจับต้องเงิน (อันนี้คงพอรู้แล้วมั๊ง)
ห้ามวิ่งในบ้าน
ห้ามหัวเราะในบ้าน
ห้ามเปลือยกายในบ้าน
ห้ามบ้วนน้ำลาย หรือเสมหะลงพื้น
ห้ามฉันสิ่งที่เขายังไม่ได้ประเคน (อาหารที่ยังไม่ประเคน แม้ว่าจะจับหยิบหลบให้พ้นทางก็ไม่ได้)
ห้ามทำลายบาตร
ห้ามทำลายจีวร
ห้ามกัดก้อนข้าว (ซึ่งตีความถึงอาหารต่าง ๆ ผลไม้ต่าง ๆ ด้วย) ก่อนเข้าปาก
ให้เปิดปากได้เฉพาะเมื่อช้อนอยู่ใกล้ปากเท่านั้น
ห้ามยืนถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ
ห้ามเคี้ยวเสียงดังหมั่บ ๆ
ห้ามเคี้ยวข้าวจนกระพุ้งแก้มตุ่ย
ห้ามสูดน้ำเสียงดังซู่ด ๆ
โอ้ อ่านพระวินัยไปกุมขมับไป
นี่มันนิสัยเลว ๆ ของเราตอนเป็นฆราวาสทั้งนั้นเลยนี่นา
เฮือก !!!!!!!!!
เครียดจัด
ยังไม่พอ
เครื่องแต่งกายของพระเนี่ย
ทำให้คนที่ยังไม่ชินอย่างเรา
เคลื่อนไหวช้าลง 50 %
เราเข้าใจแล้วหละ
ว่าทำไมเพื่อน ๆ ที่คณะเราถึงไม่ค่อยจะชอบสวมกระโปรงกัน
มันเป็นอะไรที่เคลื่อนไหวลำบากมากเลยอะ
เดิน ลุก นั่ง นอน ไม่สะดวกซักกะอย่าง
อ้อลืมบอกไป
ฉายาของเราตอนเป็นพระก็คือ "โกสโล" แปลตามศัพท์บาลีก็คงแปลว่า "ผู้ฉลาด"
แต่หลวงพี่ท่านบอกว่า
เห็นทีต้องแปลแบบภาษาอังกฤษ "โกสโล = Go Slow = ไปช้า"
เห็นจะจริง
ก่อนจบ อยากจะบอกว่า
ที่เขียนว่านาคลำบากอย่างงั้นอย่างงี้
พระลำบากอย่างงั้นอย่างงี้
ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อไซโคเพื่อไม่ให้ใครไปบวช
หรือเพื่อยกย่องตัวเองว่าทำอย่างงั้นอย่างงี้ได้ (แม้จะรู้สึกลึก ๆ อย่างงั้นก็ตาม)
อยากให้ตามอ่านต่อจนจบนะครับ
แล้วจะรู้ว่า series นี้เขียนมาทำไม
วันนี้ฉันมีเธอ
สุเมธ & เดอะปั๋ง ก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เราได้พบกัน ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ เธอไม่เป็นอย่างที่ฉันคิด เธอไม่ใช่คนที่ฉันฝัน แต่เธอเป็นมาก ก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เราได้พบกัน ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถามว่าชอบเธอไหม สบตาแล้วถูกใจไหม November 03 ประสบการณ์การบวช (ต่อ)ขอบคุณ หมู รัดจิ และ พี่หมีมาก ๆ ครับ ที่ช่วย comment ทั้ง ๆ ที่มันยังไม่ค่อยมีสาระอะไรเท่าไร
ช่วงนี้กิเลสจับหนาทำให้ไม่ค่อยได้ทำเรื่องที่ตั้งใจว่าจะทำตอนที่บวชอยู่เลยครับ
บทที่ 1 : เป็นนาคที่วัดแพร่ธรรมาราม
หลังจากช่วย(ทำให้แย่ขึ้น)งานต่าง ๆ ที่กรุงเทพเสร็จ
ความจริงแล้วยังไม่เสร็จดีหรอก
แต่ก็ขึ้นรถไฟไปแพร่วันที่ 6 ตุลา
ที่นี่มีกฎข้อบังคับอยู่อย่างหนึ่ง
คือคนที่จะอุปสมบทเป็นพระจะต้องไปอยู่เตรียมตัวเป็นพระก่อน อย่างน้อย 7 วัน
ซึ่งเราก็แอบแหกกฎข้อนี้เล็กน้อยคือนั่งปั่นงานกว่าจะไปถึงวันที่ 6 เลยมีเวลาเป็นนาคแค่ 6 วันเท่านั้น
เรามารู้ทีหลังว่าถ้าไม่มี 7 วันนี้คงจะทำให้เป็นพระที่แย่กว่านี้
เนื่องจากคนเป็นนาค เขาเตรียมตัวจะเป็นพระกันเพราะฉะนั้นก็ต้องมีข้อวัตรปฏิบัติคล้ายคลึงกับพระ
ก่อนบวชชอบคิดนะ
ว่าพระเนี่ยเป็นอาชีพที่สบายดีแท้ บิณฑบาตร ให้พรญาติโยม เทศน์ตอนเช้า ฉันอาหาร
เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติศึกษาพระธรรมคำสอน
จริง ๆ แล้ว พระที่วัดแพร่ธรรมารามจะมีข้อวัตรปฏิบัติดังนี้
3.00 - 5.00 ทำวัตร(สวดมนต์) + นั่งสมาธิตอนเช้า -- นั่นหมายความว่าพระที่นี่ต้องตื่นตี 2 กว่า ๆ เพื่อให้เข้าทำวัตรสวดมนต์ทัน ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะเป็นคนตื่นเช้าอยู่แล้ว การตื่นตี 3 ตอนแรก ๆ ก็ดูเหมือนว่าพอจะไปวัดไปวาได้ แต่ช่วงหลัง ๆ ก็ตื่นไม่ค่อยจะไหวแฮะ(เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอีกครั้งแล้วกัน) ในช่วงเข้าพรรษา พระที่มาทำวัตรเช้าไม่ทัน จะต้องถูกลงโทษที่เขาเรียกว่า "โยโส" คือไม่ฉันภัตตาหารในวันนั้น โดยที่ต้องนั่งดูพระสงฆ์รูปอื่นฉันภัตตาหาร
5.00 - 6.00 "ทำกิจ" ตอนเช้า
ที่วัดแพร่งานที่ต้องทำเป็นกิจรวมมีดังต่อไปนี้
- ปัดกวาดเช็ดถูศาลา และโบสถ์
- จัดเตรียมสถานที่สำหรับญาติโยมปฏิบัติธรรม
- กวาดบริเวณวัด (กวาดใบไม้นั่นแหละ)
- ล้างห้องน้ำ -- การล้างห้องน้ำเนี่ยเป็นงานที่บอกตามตรงว่า ไม่อยากทำเอาซะเลย เพราะการล้างห้องน้ำที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น อุปกรณ์ที่ใช้คือ น้ำยาล้างห้องน้ำตราเป็ด และ สก๊อตไบร์ทอันที่เก่ามาก ๆ เก่าจนด้านที่เป็นสีเขียว ๆ ขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือ
แน่นอนว่า มือและสก๊อตไบร์ทของผู้ล้างห้องน้ำต้องไปในทุกบริเวณของห้องน้ำนั้น ไม่ว่าจะเป็นประตู เพดาน พื้น ฝักบัว ที่วางกระดาษทิชชู่ และ โถส้วมคอห่าน (ต้องล้วงลงไปในคอห่านด้วยอะ ตื่นเต้นดี)
6.00 - 6.30 เตรียมตัวไปบิณฑบาตร
6.30 - 8.00 บิณฑบาตร ซึ่งหน้าที่ที่คนเป็นนาคต้องทำก็คือ เป็นเด็กวัด หนะ :):):):):) คอยเก็บสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ข้าวออกจากบาตรพระ เพื่อไม่ให้ผิดพระธรรมวินัยเนาะ
8.00 - 8.30 เตรียมตัวฉันภัตตาหาร (ล้างเท้าให้พระเถระ -- พระที่บวชเกินกว่า 10 พรรษา)
8.30 - 9.30 ญาติโยม นั่งสมาธิ สวดมนต์ เทศน์ ให้พรญาติโยม
9.30 - 10.00 ฉัน (กิน) ภัตตาหารเพียงมื้อเดียวของวัน วัดสายปฏิบัติฉันภัตตาหารกันมื้อเดียวต่อวันด้วยเหตุผลที่ว่า การรับประทานอาหารแต่ละมื้อนั้นยุ่งยากวุ่นวาย กว่าจะหา กว่าจะกิน กว่าจะล้างภาชนะ แถมพอกินเสร็จแล้วแน่นท้องนั่งสมาธิไม่ได้อีก
อาหารของวัดแพร่จะพิเศษกว่าหลายวัดตรงที่อาหารทั้งหมดจะเป็นมังสวิรัติ (เจ นั่นแหละ แต่กินไข่ กินนมได้ ... แต่เขาก็ไม่นิยมฉันไข่กันนะ เขาว่ามันไปกระตุ้นกามฉันทะหนะ) ที่ทานมังสวิรัติคาดว่าจะเป็นเพราะเป็นวัดในนิกายธรรมยุติ (นิกายที่ ร.4 ทรงก่อตั้งช่วงที่บวชเป็นพระ)
10.00 - 11.30 กิจหลังฉัน เน้นไปที่การเก็บกวาด ที่ฉัน ขัดที่ล้างบาตร แต่ถ้ามีเวลาว่างก็ ปัดกวาดเช็ดถู กวาดใบไม้ ล้างห้องน้ำต่อ
11.30 - 15.00 ทำกิจส่วนตัว เช่นดูแลเสนาสนะ (กุฏิที่อยู่) นั่งสมาธิ เดินจงกลม จำวัด(นอน) แต่เราก็ไม่เคยว่างเวลานี้ซักที มีอะไรต้องทำบ่อย ๆ เช่น การฝึกท่องคำขานนาค(คำขอบวช) ฝึกห่มจีวร (ห่มยากจริง ๆ สำหรับคนแขนใหญ่ ไหล่ตกอย่างเรา) นอกจากนี้พิธีการต่าง ๆ ของวัดเช่น พิธีลาสิกขา พิธีบรรพชาอุปสมบท พิธีกฐิน ก็จะทำกันในช่วงนี้หมด หรือไม่เวลาที่ต้องเดินทางไปวัดสาขา (วัดแพร่มีสาขาทั่วประเทศไทย ประมาณ 18 สาขา มีสาขาที่ใกล้กรุงเทพที่สุดอยู่ที่ปทุมธานีคลอง 2 ชื่อวัดป่าทับทิมแดงธรรมาราม) ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยเนาะ ช่วงบวชเราได้เดินทางไปที่วัดสาขาต่าง ๆ ตั้ง 7 ที่ทั่วภาคเหนือซึ่งเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังกันอีกครั้ง เกือบจะเพราะงั้นเวลาช่วงนี้ก็ไม่เคยจะว่างเป็นจริงเป็นจั
15.00 - 16.30 ทำกิจตอนเย็น เหมือนเดิมแหละ ปัดกวาดเช็ดถู จัดเตรียมที่ฉันน้ำปานะ กวาดบริเวณวัด แล้วก็ล้างห้องน้ำ
16.30 - 17.00 เวลาฉันน้ำปานะ (น้ำที่มาจากผลไม้ที่เล็กกว่าหรือเท่ากับผลส้ม) เนื่องจากพระฉันมื้อเดียว แล้วก็จะเหนื่อยจากการทำกิจตอนเย็น เพราะฉะนั้นเวลาฉันน้ำปานะก็จะมีน้ำหลากหลายอย่าง แล้วมีแก้ว ถึงเวลาสั่นกระดิ่งแล้วก็ดื่ม ๆ ๆ ๆ ดื่มกันเป็นลั่นเป็นสัน (ความจริงแล้วดื่มมากไม่ได้หรอก เพราะพระผู้ใหญ่ พระอาจารย์นั่งกันอยู่ เราก็ไม่ควรดื่มอย่างเสียมารยาท) น้ำปานะจะงดเว้นเมื่อมีพระน้อย
17.00 - 18.00 อาบน้ำ เตรียมตัวทำวัตรเย็น
18.00 - 20.00 นั่งสมาธิ + ทำวัตรสวดมนต์เย็น
20.00 - 3.00 กับกุฏิ นั่งสมาธิ ศึกษาพระธรรมนอน (แต่ตอนเป็นนาค หรือ พระใหม่ ต้องฝึกการเป็นพระซักแป๊ปนึงก่อนค่อยกลับกุฏิ)
คนเป็นนาคต้องถือศีลรวมแล้ว 8 ข้อ
ประเด็นที่เปลี่ยนแปลงจากศีล 5 มีดังนี้
1. ไม่ประพฤติผิดในกาม เป็นการประพฤติพรหมจรรย์
2. เพิ่มการไม่ใช้เครื่องหอม ของหอม
3. เพิ่มการไม่ร้องเพลง ไม่ฟังเพลง ไม่ดู ไม่ชมการแสดงเพื่อความรื่นเริงต่าง ๆ
4. ไม่รับประทานอาหารในเวลากลางคืน หรือหลังเพล
5. ไม่นอนบนเตียงนุ่ม
จากที่เล่ามาเนี่ยจะเห็นว่า
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเนาะที่จะทำ
คนตื่นนอนตี 3 กินอาหารมื้อเดียว
ต้องทำกิจวันละ 4 ชั่วโมงกว่า
ต้องนั่งสมาธิต่อกัน 1 ชั่วโมงซึ่งก้อไม่เคยได้ทำสมาธิต่อกันนานขนาดนี้มาก่อน
ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก
ช่วงเป็นนาคนี่คิดว่าเป็นช่วงที่ทรมานทีเดียวเลยหละ
เพราะมันต้องปรับตัว ปรับนู่น ปรับนี่เยอะ
แมลงที่นี่ดุพอสมควรเลยแฮะ
ยุงเนี่ยตัวเท่าแมงมุม (เนื่องจากไม่มีใครคิดจะตบมัน มันก็เลยดูดเลือดคนจนบินไม่ไหวต้องบินกะเผก ๆ อะ
แมงมุม (ไม่เห็นที่แพร่แต่เห็นที่แม่เฉย) ตัวเท่าผีเสื้อ
ตุ๊กแก ตัวเท่าแขนของคนตัวเล็ก ๆ
โดนยุงกัดไปหลายที แล้วก็ดันแพ้ยุงซะด้วย (เมื่อก่อนไม่ได้แพ้แฮะ สงสัยอยู่กรุงเทพนานแล้วจะอ่อนแอลง)
พอโดนกัดแล้วก้อเกา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
เกาจนเป็นปุ่มเบ้อเร่อ
น้ำเหลืองไหลเยอะเชียว
ปัญหาคือมันกัดซะทุกบริเวณโดยเฉพาะเท้าเนี่ย
แทบจะไม่มีบริเวณว่างให้ยุงกัดได้เพิ่มอีกเลยแฮะ
เป็นแผลน้ำเหลืองจนคนอื่นคิดว่าเป็นโรคผิวหนังแน๊ะ
ช่วงเป็นนาคก็มีงานสำคัญของวัดหลาย ๆ อย่าง
ตั้งแต่พิธีออกพรรษา ที่จะให้พระนวกะ (พระบวชใหม่) ที่บวชเป็นพรรษาแรกเทศน์คนละ 5 นาที
หรือ พิธีกฐินที่วัดแพร่ธรรมารามที่คนหลั่งไหลกันมาจนวัดที่ว่ากว้างดูแคบไปถนัด (มีญาติโยมมาประมาณ 2000 กว่าคนได้มั๊ง)
อยู่ที่นั่นเราได้เห็นชีวิตคนที่หลากหลายพอสมควร
คนบางคนมาอยู่วัดเพราะเผชิญโรคร้ายอยู่
บางคนบวชเพราะโยมแม่เสีย
บางคนก็เป็นคนไร้บ้านขี้เมาอาศัยอาหารวัดเลี้ยงตัวเอง
หรือ เด็กวัดที่ตัวยังเล็กน่ารักอยู่
มันทำให้เห็นชีวิตเลยหละ
พอเห็นชีวิตมาก ๆ ทำไมไม่รู้คิดถึงคุณพ่อ คุณแม่มาก ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลยแฮะ
อ้อเกือบลืม
ที่นี่
อินเตอร์เน็ตห้าม
คอมพิวเตอร์ -- ไม่เคยได้ใช้
มือถือห้าม
หนังสือพิมพ์ห้าม
โทรทัศน์ห้าม
แม้แต่กระจกก็ยังห้ามเลย
อันนี้ก็เป็นเรื่องทรมานของเด็กเนิร์ดบ้าเทคโนโลยีอย่างเรามาก ๆ เลย
มาบวชเนี่ย
ทำให้รู้เลยหละ
ว่าเรานี่มันซุปเปอร์เนิร์ดดี้ตัวจริงขนานแท้เลยหละมั๊ง
ทำอะไรไม่เป็นซักกะอย่าง
เดี๋ยวจะค่อยเล่าไปเรื่อย ๆ ละกันว่า
คนที่ไม่เนิร์ดเนี่ยเขาทำอะไรกันบ้าง
ยาวละต่อตอนหน้าดีกว่าเน๊าะ
ปั้นปึง-แบ็คอัพ อย่าทำอย่างนั้น อย่าไปไกลไกลจากฉัน ทิ้งความเคยผูกพัน มันทำร้ายกันรู้ไหม จะโกรธจะแค้น ปั้นปึงกันเรื่องใด ขอเธอจงเข้าใจ ไม่เคยรักใครจริงจริง หากขาดเธอคงหมดใจ ขาดเธอไปคงหมดกัน สิ่งที่ฝัน วาดไว้อย่างสวยงาม อยู่กันมาตั้งเท่าไร ผิดตรงไหนก็พูดกัน โปรดอย่าทำ ไปอย่างนั้น ให้เจ็บใจ อย่าทำอย่างนั้น อย่าไปไกลไกลจากฉัน ทิ้งความเคยผูกพัน มันทำร้ายกันรู้ไหม จะโกรธจะแค้น ปั้นปึงกันเรื่องใด ขอเธอจงเข้าใจ ไม่เคยรักใครจริงจริง ประโยชน์อะไร ที่ฉันต้องมีชีวิตอยู่ เมื่อไม่รู้ จะมีมันอยู่เพื่อใคร ภาพความทรงจำ คือเธอคนเดียวในใจ ขาดเธอไป จะอยู่ไปก็เท่านั้น ดนตรี ประโยชน์อะไร ที่ฉันต้องมีชีวิตอยู่ เมื่อไม่รู้ จะมีมันอยู่เพื่อใคร ภาพความทรงจำ คือเธอคนเดียวในใจ ขาดเธอไป จะอยู่ไปก็เท่านั้น อย่าทำอย่างนั้น อย่าไปไกลไกลจากฉัน ทิ้งความเคยผูกพัน มันทำร้ายกันรู้ไหม จะโกรธจะแค้น ปั้นปึงกันเรื่องใด ขอเธอจงเข้าใจ ไม่เคยรักใครจริงจริง จะโกรธจะแค้น ฉันนั้นมากแค่ไหน จงเข้าใจ ไม่เคยรักใครเท่าเธอ. |
|
|