| Vorapong's profileMR.T's blogBlog | Help |
|
January 28 ประสบการณ์การบวช (บทที่ 12)แหะ ๆ
วันนี้ขอโพสต่อกัน 3 entries เลยละกันนะ
2 ตอนที่ผ่านมาเราลืมแปะไอ้นี่แหละ
คนที่อ่านบ่อย ๆ คงพอได้แล้วหละ
มันสำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน หลงเข้ามา (คงไม่มีแล้วมั๊ง) แล้วเผอิญอยากอ่านตั้งแต่ตอนแรกหละ
อื่ม เพิ่งสังเกตว่า ตอนนี้ counter ที่ตั้งเอาไว้มันนับได้ 1000 แล้วหละ
เย่ ๆ ดีใจจังเลย
ตามการสังเกตของต้นน่าจะเป็นดังนี้
900 ครั้ง เป็นการเข้ามาเองของต้น
90 ครั้งเป็นคนที่ต้นลากเข้ามา
10 ครั้งคลิ๊กพลาดหลงเข้ามา หรือเข้ามาจากการ search ของ google
ไม่เป็นไรแค่นี้ก็ภูมิใจแล้วหละที่บล๊อกห่วย ๆ อย่างบล๊อกเรามีคนเข้าถึง 1000 คนได้
บทที่ 12 : กลับมาอยู่ที่วัดป่าสันป่าสักวรอุไรธรรมาราม
อื่ม เมื่อตอนที่แล้วลืมเขียนไป
วัดหนองบัว อยู่จังหวัดกำแพงเพชรนะครับ
ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต
ที่ได้เหยียบแผ่นดินกำแพงเพชรหละ
ตื่นเต้นอยู่เหมือนกันนะเนี่ย
เอาเหอะเมื่อตะกี้เป็นสาระที่เขียนตกไปเมื่อตอนที่แล้ว
แล้วเราก็เชื่อมั่นด้วยว่าคนที่อ่านตอนนี้น่าจะยังเพิ่งอ่านตอนที่ 11 ไปเมื่อไม่นานมานี้
จากตอนที่แล้วเราก็นั่งรถกลับจากกำแพงเพชรไปจำวัดที่วัดสันป่าสักอีกทีนึง
โดยที่ตอนนี้หลวงอาอีกสองท่าน ไม่ได้มาด้วยแล้ว
กำแพงเพชร กับ เชียงใหม่เนี่ย
มันอยู่ไกลกันกว่าที่คิดนะ
เดือนทางตั้งแต่กฐินเสร็จ 11 โมงรถออก
กว่าจะถึงเชียงใหม่เกือบ 6 โมงเย็นแนะ
ความจริงแล้วคนขี้เกียจอย่างเรา ก็คิดอยู่ตลอดนะ
ว่าไม่อยากให้รีบถึงเลย
ถึงแล้วก็ต้องทำกิจอีก (ขี้เกียจได้ขนาดเลย) ไม่อยากทำ
เชื่อมะ ว่าตอนบวชเนี่ย แทบจะนับวันสึกได้เลย
(ก่อนบวชมีพี่มัคทายกบอกว่าเป็นธรรมดาของคนบวชสั้นและยังปรับตัวไม่ได้)
ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำอาบน้ำ จะลดวันที่บวชที่เหลืออยู่ลงครึ่งวัน
เฮ้อ ตอนนี้ก้อเหลือ 6 วันครึ่งแล้วหนอ ตอนนี้เหลือ 6 วันแล้วหนอ ตอนนี้เหลือ 5 วันครึ่งแล้วหนอ
แต่ตอนที่กลับมาอยู่เชียงใหม่เหลืออีก 3 วันแล้ว มันทำให้เริ่มคิดแล้วหละ
ว่า 3 วันแล้วไง ......
3 วันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
3 วันแล้วมันจะมีอะไรดีขึ้นกว่าตอนนี้แค่ไหน
3 วันแล้วเราก็ต้องกลับไปทำ Senior Project เหมือนเดิม
3 วันแล้วเราก็ต้องกลับไปลุยงาน Grid File กับแน็คเหมือนเดิม
แล้วทำไมเราต้องนับวันด้วย
แต่มันก็อดนับไม่ได้ ในช่วงที่อยู่เหงา ๆ
หรือว่าช่วงที่โดนใช้งานหนัก ๆ ที่ไม่ค่อยจะอยากทำเท่าไหร่
นาฬิกาที่ตั้งไว้ก็จะเริ่มกลับมาเดินอีกครั้ง
พระอาจารย์บุญมีเคยเทศน์ให้ฟังว่า
เวลาเราบวชเนี่ยมันดีตรงที่เราได้เห็นอาการ เห็นของเสียของร่างกาย เห็นของเสียของใจ
เหมือนที่เราโดนยุงกัดซะเยอะแล้วก็ไม่หายซะทีเนี่ย เป็นแผลเหวอะหวะเต็มขาตอนนี้ก็ยังไม่หาย
เห็นหลวงพี่แอร์ซึ่งตอนนั้นเป็นนาคอยู่ที่วัดสันป่าสัก ท่านดูอาการแล้วก็บอกว่าต่อมน้ำเหลืองน่าจะมีปัญหา
จะว่าไปแล้วยุงก็มีพระคุณต่อเราเหมือนกันนะเนี่ย
ถ้าไม่กัดเราจนเหวอะหวะขนาดนั้นก็คงไม่รู้หรอกว่ามีปัญหาต่อมน้ำเหลือง
เรื่องใจก็เหมือนกัน
ช่วงบวชเนี่ยทำให้รู้ตัวเลยว่า
เราเนี่ยเป็นคนขี้เกียจ ขี้อิจฉา แล้วก็ ขี้โอ่ นอกจากนั้นแล้วก็ยังเป็นพวกไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ด้วย
หลังจากกลับมาถึง พระอาจารย์ต่อท่านเมตตาให้ไปพักที่กุฏิหลังเดิม (กุฏิหญ้าคา 2)
แต่ว่าต้องออกเมื่อพระผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานกฐินมาถึง
Note:
จะมีกฐินที่วันสันป่าสัก เมื่อ ประมาณอีก 6 วันหลังจากที่เรามาถึงที่วัดสันป่าสักหละ
ซึ่งความขี้เกียจของเราบอกว่า
เราจะไม่อยู่จนถึงตอนนั้น
เนื่องด้วยความขี้เกียจทำกิจที่เยอะมากตอนช่วงกฐิน
และเบื่อความวุ่นวายพลุกพล่าน คนเยอะ ในช่วงกฐินอะ
เพราะเป็นที่คาดการณ์กันว่า ที่วัดสันป่าสัก ซึ่งหลวงพ่อใหญ่จำพรรษาอยู่ที่นี่
น่าจะมีญาติโยมมาร่วมทำบุญ อย่างน้อย ๆ ก็ 2000 - 3000 คน
ซึ่งวัดซึ่งยังอยู่ในช่วงก่อสร้างอย่างวัดสันป่าสัก
ถ้าต้องรองรับคนตั้ง 2000 - 3000 คนเนี่ย
บรื๋อ แค่คิดก็สยองแล้ว
คิดได้ดังนี้แล้ว
เราก็เลย ยืมมือถือ น้องเฟิร์ส (เด็กนครสวรรค์ ที่มาเป็นอุบาสก ในช่วงที่เราบวช)
เพื่อโทรศัพท์หาคุณแม่ที่กรุงเทพฯ
ต่อหน้า พระอาจารย์ต่อ กับ พระอาจารย์ธวัช เลย
(นอกจากเป็นการขออนุญาตพระอาจารย์ทั้งสองไปในตัวแล้ว
เรายังจะได้ไม่เผลอทำผิดศีลอะไรเพราะพระอาจารย์ทั้งสองมีข้อวัตรปฏิบัติครบถ้วนสมบูรณ์มาก)
เราบอกแม่ว่าจะลาสิกขาวันพฤหัส (3 วันหลังจากวันที่คุยโทรศัพท์)
โดยให้เหตุผลว่าอยากลงมากรุงเทพก่อน
เผื่อว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการลงทะเบียน หรือ ต้องติดต่ออะไรที่ต้องติดต่อเฉพาะวันทำงานของราชการ
จะได้ทำตั้งแต่วันศุกร์
เพื่อให้วันจันทร์สามารถไปเรียนได้อย่างสบายใจ (ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเราไม่มีเรียนวันจันทร์)
หลังจากคุยโทรศัพท์กับคุณแม่เสร็จ
พระอาจารย์ต่อทัดทานว่า อยากให้บวชอยู่อีกนานหน่อย
อย่างน้อยก็บวชถึงช่วงกฐิน
อยากให้กลับไปคิดให้ดี ๆ ก่อน
เพราะว่าการจะได้หาเวลามาบวช
การจะได้บวช
มันยาก
แต่ว่าการที่จะลาสิกขา มันเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว
แป๊ปเดียวก็ลาสิกขาได้แล้ว
เชื่อไหมว่าเราไม่ฟังคำทัดทานของพระอาจารย์ต่อเลย
สิ่งเดียวที่เราไม่อยากเจอ คือ ไม่อยากเจองานกฐิน
ไม่อยากทำกิจหนัก ๆ
ไม่อยากเจอความยุ่งยากจากการที่มีพระมามาก ๆ
ไม่อยากเจอพระอาจารย์กว่า 100 รูป ซึ่งน่าจะมากันแทบจะทุกรูป
ก็เลยอยากลาสิกขาก่อนเพื่อหนีความวุ่นวายเหล่านั้น(แย่จริง ๆ เลย)
วันรุ่งขึ้นก็ไปบิณฑบาตตามปกติ
มาเชียงใหม่คราวนี้มีเรื่องที่ทำให้รู้สึกผิดปกติเล็กน้อย
นั่นคือมีโยมจากมาเลเซียมาร่วมทำบุญอยู่ที่วัดด้วย
โยมมาเลเซียนี้ได้ยินว่าส่วนหนึ่งเป็นญาติโยมของพระอาจารย์ยูบุน
ซึ่งเป็นพระชาวมาเลเซีย ซึ่งพระอาจารย์แฟรงค์เคยเล่าให้ฟังว่าก่อนมาบวชเป็นทายาทของกลุ่มบริษัท Petronus
เป็นเจ้าของแท่นขุดเจาะน้ำมัน ปั๊มน้ำมัน และก็ตึกคู่ที่สูงที่สุดในโลก
แต่ว่าท่านเลือกมาบวชที่วัดสันป่าสักได้หลายพรรษาแล้วหละ
จนตอนนี้ท่านพูดภาษาไทยได้คล่องมาก ๆ แล้ว
โยมมาเลเซียที่มาเนี่ย มีประมาณ 30 - 40 คนได้มั๊ง
ส่วนใหญ่น่าจะเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนซะมากมั๊ง
มีตั้งแต่อายุน้อย ๆ ประมาณ 10 ขวบนิด ๆ จนถึงอายุ 40 เลย
ทุกคนสนใจในพระธรรมวินัย และต้องการศึกษาพระพุทธศาสนามาก
เรียกว่าตอนกลางคืนท่านเหล่านี้สนใจสนธนาธรรมกับหลวงพ่อใหญ่ โดยมีพระอาจารย์ยูบุนเป็นล่าม อยู่ถึงตี 1 ตี 2 หลาย ๆ คืนเลยหละ (ทั้ง ๆ ที่ตอนเช้าพวกเขาจะตื่นมาบิณฑบาตกันตอน 6 โมงเช้าด้วยนะ)
ช่วงที่โยมมาเลเซียอยู่ พระอาจารย์ยูบุนจึงเมตตาให้พระอาจารย์ยูบุนเป็นคนเทศนาธรรม ก่อนฉันภัตตาหารด้วยหละ
ไม่รู้ว่าพระอาจารย์ท่านเทศน์อะไรบ้าง เพราะว่าท่านเทศน์เป็นภาษาจีนหละ :):):):):)
ตอนนำสวดก็ให้โยมมาเลเซียนำสวด
คนมาเลฯ พูดภาษาบาลี
น่าฟังไปอีกแบบนะ
เชื่อไหมเรารู้สึกว่าคนมาเลเซียเหล่านั้น
รู้เรื่องมากกว่าคนไทยบางคนที่อยู่ใกล้ ๆ กับวัดสันป่าสักอีก
มีอยู่วันนึงขณะที่เราบิณฑบาตอยู่
มีโยมทำหน้าจะบิณฑบาตอะ เราก็เลยยื่นฝาบาตรไปรับ
มือเขายื่นมาจวนจะถึงบาตรเราอยู่แล้ว
แหะ ๆ ปรากฎว่าเป็นธนบัตรใบละ 20 บาทอะ
จะบอกว่าเราตกใจมาก ทำตัวไม่ถูก รีบชักฝาบาตรกลับอย่างรวดเร็ว
โยมตกใจ สะดุ้ง
แล้วเราก็เลยเดินไปเลย
จะบอกว่าตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง
ทำตัวไม่ถูกจริง ๆ
อีกเหตุการณ์นึงก็คือตอนที่เรานั่งฉันข้าวอยู่
นั่งกินอยู่คนเดียวด้วยเพราะว่าตอนนั้นพระส่วนหนึ่งออกไปกิจนิมนต์ เลยเหลือพระน้อย
พระที่เหลือฉันด้านหน้า
ฉันขนมปังแต่อ๊ะ
เฉาะเข้าไป....นี่มันไส้หมูหยองนี่นา
แหะ ๆ ทำไงดี
โดยปกติเราจะไม่กินเหลือ เพราะการกินเหลือทำให้ชีวิตยุ่งยากจะต้องมาเททิ้ง
แล้วก็จะไม่ตักอาหารที่ทำให้มีเศษเหลือ นอกจากพวกกล่องนมที่สามารถหยิบทิ้งได้เลย
นอกจากนี้อาหารทุกอย่างที่ตัก
จะต้องสามารถกินด้วยช้อนได้
เรียกว่าทุกอย่างจะต้องตัดด้วยช้อนได้
วันนั้นเป็นครั้งแรกเลยนะ
ที่เราฉันเหลือ เหลือเยอะซะด้วย
แต่พระอาจารย์สมปอง ท่านก็เมตตานะ
ท่านให้ส้มมันทาน แต่ว่า ๆ ๆ ๆ เหมือนท่านจะรู้เลยว่าเราไม่ค่อยชอบฉันผลไม้หละ
เลยเมตตาให้มาฉันซะบ้าง
เราฉันไปได้ 2 ซีก แล้วก็
ไม่ไหวแล้วคร้าบบบบบบบ ที่เหลือทิ้งดีกว่า :):):):):):)
เออใช่ ขึ้นมาเชียงใหม่งวดนี้
ได้มีโอกาสทำงานก่อสร้างด้วยหละ
พอดีว่าไปดูพี่เต้ ซักผ้า (ด้วยวิธีย้อมตาด อย่างที่เคยเล่าไปหละ)
พอดีมีพระมาตามพี่เต้ให้ไปช่วยงาน เลยขอโอกาสตามไปช่วยด้วย (กลัวจะได้บรรยากาศไม่ครบว่างั้น)
ได้สร้างสะพานด้วย -o-
แต่เป็นสะพานเล็ก ๆ เชื่อมระหว่างถนนใหญ่ไปยังห้องน้ำ :):):):):) ทำวันเดียวเสร็จ
จิง ๆ แล้วการสร้างสะพานแค่นั้น process มันก็แค่
1. เอาเหล็กยาว ๆ มาวางเป็นรูปกากบาท
2. เชื่อมเหล็ก
3. เทปูน
แค่นั้นเอง :):):):):):)
แต่แค่นั้นเนี่ยก็เหนื่อยเหมือนกันนะ
แหะ ๆ พระอาจารย์ธวัชเวลาเชื่อมเหล็กท่านดูมืออาชีพมากเลย
เวลาเชื่อมเหล็กในวิชา Machine Tool (วิชากรรมกรสอนตอนปี 1 วิดวะ)เนี่ย
เราต้องมีหน้ากาก แล้วก็แขนหนังใช่เปล่า
แต่ว่าอุปกรณ์ของพระอาจารย์ธวัชมีแค่
แว่นตากันแดด -_-" แล้วก็ใส่อังสะ กับ สบงเหมือนเดิม
แหะ ๆ นึกถึงสภาพตอนทำ Machine Tool ที่แบบเชื่อม ๆ ไปแล้วก้อติด ๆ แล้วก้อสบัด ๆ
แล้วก้อเศษไฟกระจาย ๆ
แล้วก็ฟันธงตัวเองว่า
ควรจะอยู่ห่าง ๆ งานนี้ดีกว่า
ก็เลยตัดสินใจตามพระอาจารย์อ๊อฟไปขนดิน ขนหิน
จะบอกว่าสำหรับคนที่อยู่ในเมืองแล้วก้อทำงานด้วยนิ้วอย่างเรา
แค่เอาพลั่วตักหินจากกองหินขนาดยักษ์ ขึ้นรถกระบะให้เต็ม ซึ่งพระรูปอื่น ๆ เขาทำกันเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ เนี่ย
ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เหนื่อยแทบขาดใจเลย
ตอนที่เอาพลั่วตักกองหินลงจากรถกระบะ
หลวงพี่มอดเทศน์ให้ฟังว่า
เนี่ยเราเป็นวิศวกรต้องหัดทำงานแบบนี้บ้าง
ต่อไปเวลาใช้งานคนงานจะได้เห็นใจเขา
อื้มจะบอกว่าคำเทศน์นั้น ให้อะไรเราหลาย ๆ อย่างเลยหละ
เรามานั่งคิด ๆ ดูเงินเดือนพวกเราเนี่ย
นับวันจะสูงเป็นเทวดาขึ้นทุกวัน บางคนเริ่มต้นที่ 20000 บางคนเริ่มที่ 30000
ในขณะที่คนทำงานแบบนั้น
ทำงานหนักมาก........
หนักจนถ้าจะให้เราทำแบบนั้นทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมงเราคงทำไม่ไหว
เขาเหล่านั้นได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำคือวันละ 175 บาทในกรุงเทพ และ 147 บาทในต่างจังหวัดอะ
หลายคนบอกว่า
แต่ที่เขายังจนอยู่เพราะว่ายังบริหารเงินไม่เป็น
เพราะว่ายังไม่รู้จักใช้เวลาว่างไปเรียนหนังสือ
แต่มองในมุมกลับ
ถ้าเราต้องทำงานอย่างงั้นวันละ 8 ชั่วโมง
เวลาที่เหลือเราคงอยากพักผ่อนอย่างเต็มที่หละ
เราคงไม่มีสมองเหลือมานั่งบริหารเงิน
เราคงไม่มีสมองเหลือมานั่งหาหนังสือมาอ่าน
เราคงไม่มีสมองเหลือมานั่งคิดหาวิธีทำให้ชีวิตมันดีขึ้นหละ
เรารู้สึกว่าตอนนี้การให้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ทางสังคมมันผิดปกติเล็กน้อย
คนที่ได้เงินเยอะ กลายเป็นคนที่อยู่ในภาคบริหาร ภาคการเงิน
ซึ่งไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์แก่ชาวโลกแม้แต่น้อย
ขอย้ำอีกทีนะ หลังจากที่เราเรียน prin invest แล้วเรารู้ว่านักการเงินเป็นอาชีพที่ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับโลก หรือแม้แต่คนที่อยู่ใกล้ตัวเลยอะ ดันกลายเป็นคนที่ได้เงินเยอะที่สุด
(ไม่ได้รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องจัดสรรทรัพยากรให้กับทุกคนอย่างสมดุลนะ)
ในขณะที่คนที่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับโลกจริง ๆ กับได้เงินน้อย
แล้วก็โดนคนที่ไม่ทำอะไรเลย หัวเราะเยาะ ว่า ไอ้พวกนี้มันโง่ ทำงานหนักเรียนหนักเพื่อมาเป็นทาสตู 555
เห็นมะ ตูยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน ไม่ต้องทำอะไรก็ได้เงินมากมาย ตูรวย ตูรวยโดยที่ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องเรียนหนักเลยเห็นมะ
อะไรทำนองนี้
เราพูดจิง ๆ เรารู้สึกว่าดูเหมือนมันไม่ยุติธรรมอยากมากอะ เรารู้สึกว่าคนอยู่ที่จุฬา ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน แต่ก็เห็นมีเวลาว่างไปเที่ยวไหนต่อไหน ไปกินข้าว มีเวลาว่างนั่งเมาท์ ซึ่งเราก็เห็นว่ามันไม่หนักเหมือนกับที่กรรมกรพวกนั้นทำงาน
จะบอกว่าความจิงแล้วเราก็เพิ่งรู้ประโยชน์ของค่ายอาสาพัฒนาทั้งหลายก็ตอนนี้เองหละ
อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้นักศึกษาได้รู้ได้เห็นความยากลำบาก ได้เห็นความเหลื่อมล้ำของสังคมบ้างเนาะ
เราอยากจะหาทางออกให้กับ dilemma อันนี้จัง
(โดยที่ไม่ใช่การปฏิวัติโดยชนชั้นชาวนาและกรรมกร แบบที่พรรคคอมมิวนิสต์เสนอนะ)
รุสโซบอกว่า "มนุษย์ทุกคนมีเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยพันธนาการ"
คงจริงแหละ ยกตัวอย่างที่ทุกคนน่าจะเห็นภาพ
เด็กมีเสรีในการเลือกอาชีพ
แต่พอเรียนเก่งหน่อยก็จะถูกบังคับให้เรียนหมอหรือวิศวะเพื่อให้สถานะทางสังคมดีขึ้น
เหมือนเขาจะมีโอกาสเลือกเอง
แต่ความจริงแล้วอาจจะหมายถึงการถูกสังคมบังคับก็ได้นะ
เหมือนกับกรรมกร
ทุกคนบอกว่าเขามีโอกาสเลือกอาชีพ
แต่ในความเป็นจริงแล้วกรรมกรอาจจะเป็นเพียงคำตอบเดียวที่เป็นไปได้
เพราะถ้ามีมากกว่าคำตอบเดียว
คงไม่มีกรรมกรให้พวกคอปกขาวอย่างเราใช้งานหรอกจริงมะ
คือเขียนถึงตรงนี้เรามีปัญหาอะ
เนื่องจากตอนที่แล้วเราพูดนอกเรื่องมากไปหน่อย
ทำให้เนื้อหาที่จะต้องเขียนในตอนนี้เหลือเยอะมาก ถ้าเนื้อหาตอนนี้ไม่เยอะจะทำให้เนื้อหาตอนหน้ามันเยอะ อะ เพราะประสบการณ์การบวชจะมี 13 บทอะ และควรจะจบตอนหน้าแล้ว
แหะ ๆ ออกนอกเรื่องอีกแล้ว สรุปแล้ววันที่เราไปช่วยงานก่อสร้างเนี่ย
ก้อได้ ขนหิน ขนทราย ไปช่วยเขา โม่ปูน
แล้วก้อขับรถอะไรซักอย่างที่มีล้อเดียวที่ใส่ปูนไปเทที่สะพาน
ไอ้รถเนี่ยขับยากทีเดียว
โดยเฉพาะตอนขึ้นเนินใช้แรงมาก ๆ เลย ยิ่งแรงเราหมดจากการขนหินขนทรายขนน้ำมาโม่ปูนแล้ว
กว่าสะพานอันเล็ก ๆ จะเสร็จได้เนี่ย
รู้สึกได้เลยว่าหมดแรงข้าวต้ม (ซึ่งไม่ได้กินข้าวต้มหรอก ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวเหนียวมากกว่า)
อีกวันนึงเราก้อทำงานก่อสร้างเหมือนกันนะ
แต่งานก่อสร้างอีกวันรู้สึกว่าจะเปลี่ยนแนวเล็กน้อย
เป็นแนวเลื่อยไม้ตอกตะปูซะมากกว่า
สรุปแล้วบวชครั้งนี้ก็สนุกดีเพราะได้ทำหลายอย่าง
ตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับการลาสิกขาแล้วก็การอยู่กรรมนะ
January 27 ประสบการณ์การบวช (บทที่ 11)แหะ ๆ ขอโทษด้วยครับ ทุกท่าน
อยู่ ๆ ก็หายไปไม่โพสตอนใหม่ของประสบการณ์การบวชไปเดือนครึ่ง
(ตอนที่แล้วเขียนไว้ใน notepad แต่ว่าเขียนยังไม่จบค้างไปเดือนนึง)
มีหลายสาเหตุครับ
แต่สาเหตุหลักก็คือ
ใจของตัวเอง
ช่วงนี้อารมณ์ของต้นพอได้"ดูใจตัวเอง"แล้ว
ขุ่นมัววุ่นวายใจ จับสติไม่อยู่
จิตมันคอยแต่รับเรื่องแย่ ๆ คิดถึงเรื่องเก่าที่ทำให้เรื่องในใจมันขุ่นหมองอยู่เรื่อย ๆ
ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่า ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมที่ตัวเองได้พยายามปีนขึ้นอย่างหนัก
ใช้ความพยายามอย่างหนัก
ตอนนี้ได้กลิ้งโค่โล่ ตกจากภูเขาลูกนั้นไม่เป็นท่าแล้วหละ
ใจเราตอนนี้อิจฉาเมื่อคนอื่นได้ดี
อยากโอ่ผลงานที่ตนเองทำไม่ได้
โกรธเมื่อตัวเองทำอะไรไม่ได้ดังใจ หรือ คนอื่นทำอะไรให้ตัวเองไม่ได้ดังใจ
และขี้เกียจที่จะช่วยงานคุณพ่อ คุณแม่ เพื่อน หรือตอบแทนสังคม
บทที่ 11 : กฐินที่วัดหนองบัว
บางทีเรื่องบางเรื่องก็เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจเนาะ
อย่างเช่นว่าเราไม่ได้ตั้งใจลืม สบู่ แปลงสีฟัน ยาสีฟัน
แต่ก็ลืมไว้ที่วัดพระธาตุปูแจ (ทั้ง ๆ ที่ห้องน้ำที่วัดพระธาตุปูแจ ก็อุตส่าห์เขียนไว้อะนะ ว่ากรุณาอย่าวางของใช้ส่วนตัวทิ้งไว้)
มารู้ตัวว่าลืมไว้อีกทีก็ตอนที่ห้องคลังปิดไปแล้ว
(ห้องคลัง คือ สถานที่ที่เขาเอาไว้เก็บของเบ็ดเตล็ดในแต่ละวัด)
เอทำไงดีเนี่ย
แต่ว่าตอนเข้าไปใช้ห้องน้ำ พบว่ามีสบู่เหลือจากการถูกใช้อย่างโชคโชนเหลือติดขอบตรงที่วางสบู่อยู่นิดหน่อย
แหะ ๆ ไม่รู้ว่าจะเป็นการผิดศีลรึเปล่า แต่ก็เลือกที่จะใช้สบู่ที่อยู่ตรงนั้นหละ
ส่วนฟัน ก้อ บ้วนปากแทนไปก่อนละกัน
อีกเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดก็คือ
เนื่องจากวันนั้นไม่มีทำวัดเย็น
เราก็นอนอ่านหนังสือธรรมะ ซึ่งก็ทำให้เราจำวัดอย่างรวดเร็ว
แต่ก็ตั้งนาฬิกาปลุกตื่นไว้ตอนตี 2 กะนั่งสมาธิเต็มที่
ประมาณว่าพระอาจารย์นัดให้ไปพร้อมกันตอนตี 3 ครึ่ง
เพื่อจะออกรถไปยังวัดหนองบัวตอนตี 4
ก็ตื่นนะตอนตี 2 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนอนไม่ค่อยหลับ
เจอคุณผีเสื้อเคาะหน้าต่างจนนอนไม่หลับ :):):):):)
ตื่นมาแล้วก็นั่งสมาธิ ทั้ง ๆ ที่รู้ตัวนะว่านั่งสมาธิ เนี่ยจะทำให้เราหลับแน่ ๆ
แต่เพราะความขี้เกียจ แบบมีเหตุผล
ขอนิยามความขี้เกียจอย่างมีเหตุผลหน่อยละกัน
เราเป็นคนที่เวลาทำอะไรชอบหาเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองอยู่บ่อย ๆ
ประมาณว่า ทำไมเราถึงจะทำไอ้นั่น ทำไมเราถึงจะทำไอ้นี่
ถ้าจะขยันก้อจะหาเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ มาไซโคตัวเอง
ถ้าจะขี้เกียจก้อจะหาเหตุผลมากมายมา Support ความขี้เกียจของตัวเอง ประมาณว่า
"ทำไปเหอะไอ้ต้น พักผ่อนซะมั่งคนบ้าอะไรจะทำงานตลอดเวลา (ทั้ง ๆ ที่ปกติก็ไม่ค่อยทำอะไรที่มีสาระอยู่แล้ว)"
"ไอ้เรื่องที่ทำเนี่ย เหมือนจะเป็นเรื่องขี้เกียจ แต่มันก็มีประโยชน์มากมายเลยนะไอ้ต้น
ประโยชน์ของมันมีดังต่อไปนี้..." "ทำไปเหอะ ไอ้ต้น ถ้าแกไม่ขี้เกียจมาทำไอ้นี่วันนี้ ยังไงวันหลังแกก็ต้องขี้เกียจมาทำไอ้นี่ในวันหลัง ในเมื่อมันเป็นเรื่องที่แกอยากทำ"
"ขอตามใจ ใจฝ่ายขี้เกียจซักวันนึงไม่ได้เหรอ !!!!!!!!"
พระอาจารย์แฟรงค์ (พระอาจารย์ที่วัดสันป่าสัก)
เคยเทศน์ให้ฟังว่า ถ้าเราดูใจของเราให้ดี ๆ มันก็ไม่ได้ต่างจากในหนังในการ์ตูนหรอก
เราจะพบว่า มักจะมีฝ่ายขาว กับ ฝ่ายดำสู้กันอยู่เสมอ
เมื่อไหร่ที่เราฝึกจิตดี ฝ่ายขาวจะมีพลัง สามารถครอบงำเราได้ แล้วเราก็จะสามารถปีนภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมได้เรื่อย ๆ
แต่เมื่อไหร่ที่เราไม่ได้ฝึกจิต หรือเอาแต่คิดในทางเสื่อม ฝ่ายดำก็จะมีพลังมีอำนาจ แล้วเราก็จะกลิ้งตกจากเขา อย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้
อ้อ อีกคำเทศน์นึงที่เราประทับใจมาก ๆ ในช่วงบวช (ขอเอามาแปะไว้ไม่รู้จะถูกที่รึเปล่านะ)
ของหลวงพี่ภพ (หลวงพี่ที่บวชที่วัดแพร่ แต่พรรษานี้จำพรรษาที่วัดบ้านแก่ง)
ท่านเทศน์ให้ฟังว่า
ใจของเรา ถ้าเกิดไม่ได้ฝึกมันก็จะเหมือนกับลูกบาส ที่ไม่ได้สูบหละ
เมื่อมีอะไรไปกระทบนิดหน่อย มันก็จะฟีบไปทางนั้น
เหมือนมีอารมณ์ทุกข์ สุข หรือ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับกิเลสตัณหา พอเข้าไปที่ใจของเรา
ใจเราก็จะรับสิ่งนั้นไว้ แล้วก็คำนึงถึงสิ่งนั้นจนขาดสติ
แต่ถ้าเราใจฝึกจิตอยู่ตลอดเวลาแล้ว ใจของเราก็จะเหมือนกับลูกบาสที่สูบจนแน่นแล้ว
มีอะไรมากระทบก็อาจจะรับไว้อยู่บ้าง แต่ ของที่กระทบก็จะเด้งออกอย่างรวดเร็ว
ไม่ทำให้ลูกบาสเสียรูปเสียทรง
มันก็เหมือนกันเมื่อเราเจออะไรที่ทำให้ โลภ โกรธ หลง สุข ทุกข์ แล้วเราไม่รับมันมาเก็บไว้ในใจ
ปล่อยให้มันเด้งออกมา
ทั้ง ๆ ที่เราจำคำสอนนี้ได้นะ
แต่ตอนนี้เรากลับสู่สภาวะเดิมแล้วหละ
คือเรากลายมาเป็นคนอารมณ์แปรปรวนคนหนึ่งเหมือนเดิมแล้ว
เมื่อตอนบ่าย ๆ เข้าไปอ่านเว็บบอร์ด
เจอพี่จากบางมด เข้ามาตั้งกระทู้ล่อเป้าหน่อยเดียว
ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
โพสสวนไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันคงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
นอกจากเป็นความสะใจของคนโพส แล้วก็ทำให้คนที่ตอบ รู้สึกไม่ดีไปพักใหญ่
ทำไมนะคนเราต้องยุติความรุนแรงด้วยความรุนแรงกว่า
ทำไมเราต้องยุติการคันด้วยการเกา
ทำไมพระเอกเวลากำจัดเหล่าร้าย เรื่องต้องจบด้วยการทำให้เหล่าร้ายกลายเป็นฝุ่น ผง โจ๊ก หรือกลายเป็นบ้าเสียสติ
ทำไมเราต้องยุติสงครามด้วยสงครามที่ใหญ่กว่า
ทำไมเราต้องยุติความขัดแย้งด้วยเสียงเอะอะหรือกำลังรุนแรง
ทำไมเราต้องยุติการทุจริตด้วยการรัฐประหาร
มันเป็นธรรมชาติของคน หรือ สภาวะแวดล้อมกำหนดให้คนเป็นแบบนั้นกันนะ
ไม่รู้ทำไม จิตที่ฝึกไม่ดี ทำให้เรารู้สึกแย่อะ
ที่ไม่มีใครชวนไปเที่ยวไหนเลย ตลอดช่วงหยุดกีฬามหาลัย
ก็คงเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ในอยู่กลุ่มไหนที่เขานัดไปเที่ยวกันเลยมั๊ง
เมื่ออยู่คนละกลุ่มกันก็เลยไม่รู้จะชวนไปทำไม
หรือก็คงลืมชวน
จะว่าไปแล้ว ตลอดเทอมนี้ เราเป็นจอมยุทธโดดเดี่ยวมาก ๆ เลย
ตอนอยู่มหาลัยต้องนั่งกินข้าวคนเดียวมากกว่า 90 % ของมื้อกินข้าวที่มหาลัย
เวลาเดินทางระหว่างทางไม่มีผู้ร่วมทางมากกว่า 95 % ของ path ที่เดินทาง
ตอนนี้ห้องโรบอทเขากินเลี้ยงก็ไม่นัดแล้วหละ
เราคงเสียเพื่อน"ทำงาน"กลุ่มนั้นโดยสมบูรณ์ไปแล้วหละมั๊ง
ไม่รู้ดิ
เราก็คิดมาตลอดนะ
ว่าทุกครั้งที่เราขำ เราหัวเราะตอนที่เพื่อนนินทา
คนบางคนที่ "คุณก็รู้ว่าเขาเป็นใคร"
เราก็คิดอยู่เสมอว่าเอ๊ะ
แล้วลับหลังเราเนี่ย เราก็คงเป็นคนที่ทุกคนรู้ว่าเป็นใครเหมือนกันมั๊ง
แต่ถึงเราจะเป็นคนคนนั้น
ก็ยังขอบคุณหลาย ๆ คนที่ยังเป็นเพื่อนคุยกับเราอยู่นะ
แม้ว่าหลาย ๆ คนจะพยายามเลี่ยงอย่างเห็นได้ชัดตอนที่คุยกับเรา (เราสังเกตุพฤติกรรมคนเอามาทำอันตรายกับลูกบาสฟีบ ๆ ที่ไม่ได้สูบลมมานานเก่งเหมือนกันนะ)
ความรู้สึกตอนนี้มันแย่เหมือนกับตอนเรียน ASR เลยอะ
ทุกคนมีชีตหมด เพราะว่ามีกลุ่ม แล้วก็ผลัด ๆ กัน print ซีล็อกกัน
แต่เราก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มไหนเลย ก็เลยไม่มีใคร print สไลด์ให้เลย
ต้องนั่งมอง slide อาจารย์ไปเรื่อย ๆ
เหอ ๆ ตอนนี้มามอง หรือ คนอื่นมามอง
ก็อาจจะรู้สึกนะว่าตานี่เนี่ย
คิดมากไม่เข้าเรื่อง
แต่ก็นั่นแหละ หลาย ๆ เรื่องที่เราเคยคิดกับคนอื่นว่า "คิดมากไม่เข้าเรื่อง"
พอมาเจอเข้ากับตัวเอง
ในอายุเท่ากัน สถานการณ์เดียวกัน
กิเลสก็สั่งให้คิดไม่เข้าเรื่องเอาซะงั้น
ปัญหาบางอย่างคนอยู่ในวง กับ คนอยู่นอกวง มันเห็นภาพไม่เหมือนกันเนาะ
เราเลยต้องการให้คนนอกวง มามองมาช่วยกันคิดอยู่เสมอ
โอย ตะกี้เราไปถึงไหนแล้วเนี่ย
โอ้ ยังเริ่มไปได้ไม่ถึงไหนเลยเหรอ
แต่บล๊อกมันก็ยาวแล้วนะ (เริ่มหาเหตุผลสำหรับความขี้เกียจอีกแล้วเนาะ)
เพราะฉะนั้นไปอย่างเร็วเลยละกันนะ :):):):):)
สรุปแล้วเราหาเหตุผลขี้เกียจให้ตัวเองที่จะแค่นั่งสมาธิอยู่ในกลดไม่ไปเดินจงกลม ทั้ง ๆ ที่ง่วง
เพราะกุฏิมันอยู่บนเขา
แล้วทางเดินรอบ ๆ กุฏิมันก็มีต้นไม้เล็ก ๆ อยู่เต็มไปหมด
กลัวเดินไปแล้วสะดุดอะไร กลัวเดินแล้วไปเหยียบอะไร
ก็เลยเลือกที่จะนั่งสมาธิในกุฏิ
แล้วก้อหลับ
ตอนตี 3 50 นาที (คงไม่ลืมกันนะว่ารถออกตี 4)
พี่เก่ง ก็เดินมาเคาะประตูปลุกที่กุฏิ
อ๊ะ สายแล้วนี่นา ของก็ยังไม่ได้เก็บเลย !!!!!!!!
สุดท้ายแล้ววันนั้นก็ตื่นสายอีกแล้ว
ทำให้พระอาจารย์ต้องเสียเวลารอ
ขนาดตื่นสายแล้วนะ
ตอนนั่งอยู่บนรถไปวัดหนองบัว
ก็ยังนั่งหลับอย่างต่อเนื่อง
วัดหนองบัวเป็นวันในตำบลหนองบัว
ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าชื่อนี้คุณเคยได้ยินซักที่ไหนที่นึงมาก่อน ตำบลหนองบัว เนี่ยเป็นชื่อตำบลที่โหลมากในประเทศไทย ตรงไหนมีหนองและมีบัว ก็ตั้งให้มันเป็นหนองบัวหมดเลย :):):):):)
วันนี้เป็นวัดเล็ก ๆ อยู่บนเขา
แม้ว่าจะอยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่มาก
แต่วัดนี้บรรยากาศค่อนข้างจะคล้ายกับวัดบ้าน
เดาว่าน่าจะเป็นเพราะวัดนี้อยู่ใกล้กับตัวหมู่บ้าน
ทำให้วัดนี้ผูกพันกับหมู่บ้าน ผูกพันกับชาวบ้าน มากกว่าวัดป่าหลาย ๆ ที่ ที่ได้มีโอกาสไปมา
ได้มีโอกาสเจอ พี่กวาง กับพี่อ๋อง พระที่บวชหลังเรา 5 วันอีกครั้ง
ไม่น่าเชื่อเลยเนาะ ว่าสองท่านนี้บวชเวลาใกล้ ๆ กับเราแต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้เจอ ได้คุยกันเลย
ทั้งสองท่านบวชในช่วงที่เราไปอยู่วัดสันป่าสัก
ช่วงที่เราไปกฐินที่วัดพระธาตุปูแจ
สองท่านนี้ก็ไปกฐินที่วัดวังน้ำเขียว ที่นครราชสีมา
แล้วก็ลงมาช่วยงานกฐินที่คลองสอง ปทุมธานี
นอกจากสองท่านนี้แล้วเราก็ได้นมัสการพระจากวัดสันป่าสักอีกหลายท่านอีกครั้งหนึ่ง
แหะ ๆ วันนี้เราได้ฉันที่ประจำอีกแล้ว
นั่นคือที่ล้างบาตร ทั้ง ๆ ที่ศาลาที่วัดหนองบัวก็ใหญ่อยู่เหมือนกัน
พี่ตั้มก็บอกว่าน่าจะมีที่เหลือให้พระบวชใหม่
แต่เราก็ปูเสื่อ ปูรองนั่ง จัดที่นั่งเรียบร้อยแล้ว (เห็นมะ หาเหตุผลให้ความขี้เกียจอีกแล้ว)
ก็เลยไม่อยากกระดุกกระดิกไปไหน
แต่ว่าตอนงานกฐินตั้งใจจะขึ้นนะ
คือรู้สึกว่าตัวเองแย่ที่พระท่านอุตส่าห์ให้มางานกฐินแล้วก็ไม่ได้ขึ้นไปรับกฐินตั้ง 2 ครั้งแล้ว
ทั้งที่วัดบุญรักษา แล้ว ก็วัดพระธาตุปูแจ
ทุกครั้งที่ไม่ได้ขึ้นก็มีความรู้สึกแย่ตามมา
ที่หนองบัวเลยตั้งใจมั่นว่าจะขึ้น แม้ว่าพระใหม่จะไม่มีใครขึ้นเลยก็ตาม
ลืมไปแล้วว่าเคยเล่าไปรึยัง
แต่การขึ้นเนี่ยก็หมายความว่าต้องไปนั่งพับเพียบตลอด 2 - 3 ชั่วโมงเพื่อรับกฐินของญาติโยมหลายร้อยคนที่มาทำบุญกฐิน
ซึ่งสำหรับคนอ้วนท้วนสมบูรณ์อย่างเรา
การต้องนั่งพับเพียบ 2 - 3 ชั่วโมงเนี่ย
ก็เป็นเรื่องที่แย่อยู่ทีเดียว
จากเมื่อย เป็น ชา จาก ชาเป็นเจ็บ
ขยับไปขยับมาจนผ้าปูนั่งเละเทะไปหมด
หลังงานกฐินเสร็จแล้ว
หลวงอาสองท่านตัดสินใจจะกลับวัดพระธาตุปูแจตามพระครูแต้ก ก่อนจะกลับไปลาสิกขาในภายหลัง
แต่สำหรับเรา พระครูแต้กเมตตาให้ตามพระเชียงใหม่กลับไปยังวัดสันป่าสัก
อื้มเริ่มยาวแล้วเหมือนกันเนาะ
เอาเป็นว่าตอนหน้าเราจะเอาเรื่องที่วัดสันป่าสักมาโพสต่ออีกทีละกัน
ขอโทษด้วยที่ตอนนี้ชวนออกนอกเรื่อยเยอะเกินไปหน่อย
ชื่อเพลง/Title : สายตาแห่งรัก
อัลบัม/Album : Like Light ศิลปิน/Artist : เชษฐา ยารสเอก มีหนึ่งคำที่เก็บไว้ มีหนึ่งคำที่ซ่อนไว้
เงียบเอาไว้ไม่เคยได้กล่าว เธอจะเคยอยากฟังไหม เธอจะซึ้งบ้างหรือเปล่า มีเรื่องราวที่อยากพูดไป * ใจไม่กล้าพอ กลัวจะเขินเธอ ปากฉันแข็งเกินจะพูดมันออกไป เธอแค่หันมา ฟังจากข้างใน ฉันให้สายตา พูดแทนทุกอย่าง ** บอกด้วยสายตาคู่นี้ เพียงเธอมองฉัน เธอจะเห็นมันบ้างไหมใจที่ซ่อนอยู่ ก็ในสายตาคู่นี้ มันมีความรัก รักที่รอให้เธออยู่ แค่ให้เธอซึมซับสู่หัวใจ ( แค่สบสายตา....ของฉัน ) แค่เธอมองในตาฉัน เธอก็มองถึงหัวใจ ที่ไม่เคยให้ใครเข้าออก มีแต่เธออยู่ในนั้น นานแค่ไหนนึกไม่ออก รู้แต่ใจอยากบอกให้ฟัง ประสบการณ์การบวช (บทที่ 10)ขอบคุณ น้องตั้ม แน็ค รัดจิ ฝ้าย พี่หมี พี่ซือ พี่เอ็ก และ พี่มากี้ สำหรับการ comment ใน blog ที่แล้วครับ
ความจริงแล้วตั้งใจจะโพสตอนที่ 10 ต่อจากบทแทรกเมื่อคราวที่แล้ว
ทีนี้หลังจากโพสบทแทรกไปเมื่อคราวที่แล้ว ก็ไม่ค่อยมีอารมณ์เขียน blog เลย ก็เลยเอาเรื่องไร้สาระ ดองไว้หน้าสุดของ blog ซะงั้นเป็นอาทิตย์ พอดองเป็นอาทิตย์แล้วจะต่อก็กลัวว่าคนที่เข้ามาแล้วจะไม่รู้ว่า blog มันมี อัพเดตด้วย ก็เลยตัดสินใจขึ้น entry ใหม่ดีกว่า ตอนบวชได้ตั้งใจทำอะไรหลาย ๆ อย่าง
แต่หลังจากนั้นนาน ๆ มา กิเลสมันก็ครอบงำหนาขึ้น หนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นไม่ได้ทำไป ตอนนี้เราพูดได้เลยว่าเรากลับมาเป็นคนแย่ ๆ เหมือนเดิมก่อนบวชแล้ว แล้วก็มีแนวโน้มจะแย่ลงไปกว่าเดิมเรื่อย ๆ อีก ต้องกลับมาให้ได้ ต้องเป็นคนดีให้ได้ เริ่มต้นจากการโพสบทที่ 10 ละกัน บทที่ 10 : จำวัดที่อุตรดิตถ์ธรรมาราม
บางทีบางครั้ง
เหตุการณ์บางอย่างก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยที่เราไม่เคยคิดจะแก้ไขเลย เชื่อไหมว่าในช่วงการบวชไม่กี่วันเนี่ย ได้ทำอะไรที่ผิด ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งเลย ถ้ายังคงจำได้
ตอนที่เราไปงานกฐินที่วัดป่าปทีปาราม ก็ตื่นสายและจงใจที่จะไม่ไปบิณฑบาต แล้ววันนั้นก็เป็นวันที่ทำอะไรผิดพลาดหลาย ๆ อย่าง อย่างไม่น่าเชื่อ ห่มผ้าไม่ดี ทำช้อนกระทบบาตร หยิบผ้าเช็ดบาตร รวมทั้งจีวรผิด ก็ยังไม่รู้จักจำแฮะ
แล้วตอนนี้ที่วัดพระธาตุปูแจก็ตื่นสายกว่าเวลาบิณฑบาตอีก ไม่ใช่ว่าไม่ตื่นซะทีเดียว ตื่นแล้ว มานั่งสมาธิ แล้วก็หลับไป ตื่นแล้วคิดว่าต้องลุกมาแล้ว แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าที่จะขยับไปไหน สรุปว่าเราขี้เกียจจนบกพร่องต่อหน้าที่ พอรู้ตัวอีกทีก็ลุกลี้ลุกลน รีบหอบของพะรุงพะรังวิ่งกลับวัด กึ๋ย !!!!! ระหว่างเดินทางกลับวัดสวนทางกับพระที่เดินลงมาบิณฑบาต เออ รีบไปขอขมาครูบาอาจารย์ที่เดินสวนมา เหอ ๆ ครูบาอาจารย์ท่านเมตตา พร้อมทั้งบอกด้วยว่าวันนี้มีการยุบสายบัณฑบาต มีเพียงพระแค่ส่วนเดียวที่บิณฑบาตในวันนี้ โล่งอก ๆ แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่เคยได้บิณฑบาตที่วัดพระธาตุปูแจเลย มีเรื่องที่แย่กว่านั้นอีก
วันนั้นฉันที่บริเวณที่ล้างบาตร เนื่องจากพระฉันบริเวณศาลาจนเต็มไม่มีที่ จะว่าไปแล้วฉันบริเวณที่ล้างจานเนี่ย มันก็สะดวกดี ฉันเสร็จก็ล้างบาตรได้เลย แต่อาจจะแย่หน่อยตรงที่พอมีพระที่ฉันที่ศาลา ฉันเสร็จ ก็จะมาล้างบาตร แล้วที่ล้างบาตรก็จะดูฉุกละหุกเล็กน้อย แล้วก็จะเร่งให้เราฉันอย่างรีบ ๆ ไปนิดหน่อย เพราะฉะนั้นการฉันบริเวณที่ล้างบาตรเนี่ยก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่ก็ได้เขียนไว้ว่ามันเป็นเรื่องที่แย่กว่านั้นอีก เรื่องที่แย่ (แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกแย่ และตอนนี้ที่กลับเป็นคนไม่ดีก็ไม่รู้สึกแย่แล้ว)
ก็คือ วันนั้นโกสโล เก็บของช้า ก็เลยขึ้นบนศาลาตอนงานกฐินไม่ทัน อีกแล้วหละ เหมือนกับที่วัดบุญรักษาเลย ตอนนี้พยายามคิดอีกทีว่า มันเป็นเรื่องที่ผิด มันเป็นเรื่องที่ผิด การละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ แม้เป็นเรื่องอุบัติเหตุ หรือ ความชุ่ย ความสะเพร่าก็ตามที โอเคหละ
อย่างไรก็ดีเมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้น เราก็คงจำเป็นจะต้องกำจัดมันออกจากจิตใจอย่างรวดเร็วที่สุดหละ ได้มีการตกลงกันระหว่างเหล่าพระใหม่ 3 รูปว่า
หลังจากเสร็จงานกฐินที่พระธาตุปูแจแล้ว จะขอโอกาสครูบาอาจารย์ไปร่วมงานกกฐินที่วัดหนองบัว จังหวัดกำแพงเพชรต่อ แต่เนื่องจากรถตู้ไปวัดหนองบัวมีที่ไม่พอและพระอาจารย์กบก็เหมือนจะรู้ใจเรา ว่าเราอยากไปจำวัดที่วัดแม่เฉย วัดที่เคยไปตอนเด็ก ๆ ซักคืน พระอาจารย์กบจึงเมตตาให้เราติดรถตู้หลวงพ่อกานต์เจ้าอาวาสวัดแม่เฉย เพื่อไปแวะค้างคืนที่วัดแม่เฉย 1 คืน ก่อนที่จะตามไปสมทบพระรูปอื่น ๆ ที่วัดหนองบัวอีกครั้ง Note(จากตอนที่เคยโพสเมื่อนานมาแล้ว) : วัดอุตรดิตถ์ธรรมารามคือวัดที่เราไปบ่อย ๆ ตอนที่เป็นเด็ก ๆ อยู่แล้วก็ชอบวัดนี้เพราะข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ที่นี่ รวมทั้งประทับใจกับข้อความที่ติดไว้อยู่บริเวณหน้า
วัดว่า วัดนี้ไม่รับปลุกเสกวัตถุมงคล พระไม่จับเงินโดยเด็ดขาด รวมทั้ง ให้ปิดโทรศัพท์มือถือในขณะที่พระกำลังแสดงธรรมอยู่ วัดนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่เฉยครับ เลยมักจะเรียกว่าวัดแม่เฉย
นั่งรถตู้ของหลวงพ่อกานต์จากวัดพระธาตุปูแจ ไปยังวัดอุตรดิตถ์ธรรมาราม
ช่วงนี้วัดอุตรดิตถ์ธรรมารามถือว่าเป็นวัดที่สงบมากเลยหละ วัดนี้ตั้งอยู่ในป่า เนื้อที่กว้างมากหลาย 10 ไร่ พระท่านต้องเดินบิณฑบาตวันนึงไกลหลายกิโลทีเดียว นอกจากวัดนี้ตั้งอยู่ในป่าแล้ว ในช่วงประมาณเดือนมีนาที่ผ่านมา มีน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ สะพานก็เลยขาด ทำให้ไม่สามารถเข้าไปที่วัดได้ ต่อมาก็มีคนใช้วิธีขึงเชื่อกและถ่อแพเข้าไปในวัดแทน
เราไม่รู้ว่ามันเรียกว่าถ่อแพรึเปล่านะ แต่มันอารมณ์ประมาณเป็นแพ ที่ต้องใช้คนดึง ๆ เชือก คล้าย ๆ กับเวลาเราดึงรอกนั่นแหละ ถ่อแพเข้าไปครั้งนึงจะมีคนขึ้นไปด้วยประมาณ 10 กว่าคนได้มั๊ง ตอนที่เรามาถึงวัดแม่เฉยเนี่ย
ถือของมาพะรุงพะรัง จิง ๆ แล้วตอนนั้นก็มี ผ้าห่ม, บาตร, ผ้าไตรจีวร แล้วก็อัฏฐบริขารที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ว่ามันก็ต้องถือสองมือ แล้วบาตรก็ต้องห้อยคอ ซึ่งไม่ค่อยสะดวกที่จะขึ้นแพเท่าไร มันก็เป็นเรื่องปกติของเราที่มักจะเป็นคนบ้าหอบฟาง ตอนม.ปลายเราหอบกระเป๋าไปโรงเรียนวันนึงหนักมากกว่า 10 กิโลแนะ ตอนนี้ก็ยังแบบกระเป๋าอันเบ้อเร่อไปมหาลัยบ่อย ๆ ของที่ไม่ใช้เอาไปเยอะ แต่ของที่ใช้จริง ๆ ชอบลืมอยู่เรื่อย เป็นเพราะนิสัยที่ชอบตื่นมาจัดกระเป๋าตอนเช้า ที่พึ่งตื่นนอนและไม่ค่อยจะมีสติเท่าไร ถึงตอนนี้ก็ยังฝึกให้ตัวเองเป็นคนมีสติตลอดเวลาไม่ได้ซะที รู้สึกตัวนะว่าตอนไหนมีสติเราก็พอคิดอะไรหลาย ๆ อย่างที่เหมือนคนธรรมดาคิดได้หละ
แต่ตอนไม่มีสติเนี่ย บางทีแม้แต่บวก ลบ คูณ หาร เลขเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังทำผิดเลย ยังจำได้อยู่เลย ตอนนั้นง่วง ๆ อยู่สติไม่มี ขว้างบอลใส่คณบดี ตกใจกันทั้งงาน เอ้ย ออกเรื่องไปไกล
เอาเป็นว่าตอนนั้นบาตรก็คล้องหัว ย่ามก็ถือ แล้วก็มีถุงพลาสติกใส่ผ้าห่มใบนึง ถือเองทั้งหมด พระท่านก็กลัวจะตกแพซะก่อน เป็นภาระพระท่านต้องมาช่วยถือให้ ตอนที่เข้าไป หลวงพ่อกานต์ท่านเมตตาเป็นคนถ่อเข้าไปให้ ท่านแข็งแรงมากเลย แม้ว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเพราะอาพาธมา ท่านยังเมตตาปฏิสันถารกับเราด้วยหละ ดีใจมาก ๆ เลยที่ได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่าน ไปถึงแล้วรู้สึกดี ได้กลับมาวัดที่ได้มาบ่อย ๆ ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ
ความจิงแล้ว อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะนะ ที่เห็น ๆ เลยก็มีโรงทานที่สร้างใหม่ แต่ศาลาก็เป็นศาลาเดิมที่เคยมาอยู่ (สมัยนั้นศาลาเพิ่งสร้างใหม่) ช่วงที่ไปถึงพระท่านกำลังทำกิจกันอยู่หละ
เคยได้ยินจากหลวงพี่ยุทธตอนที่อยู่วัดพระธาตุปูแจ ว่าพระที่นี่มีข้อวัตรปฏิบัติดีมาก ตอนที่อยู่ที่วัดบ้านแก่ง ในขณะที่พระองค์อื่นเริ่มงานว่างกันแล้ว (บางท่านก็กำลังรองานใหม่ที่กำลังเข้ามาอยู่) พระที่วัดแม่เฉย นำผ้ามาเช็ดเสื่อ ทั้งหมด พระเพียงไม่กี่รูป เช็ดเสื่อเป็นไร่ ๆ (ไม่ได้เว่อร์นะเป็นไร่ ๆ จริง ๆ) มาถึงนี่จึงเห็นว่าจริง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาทำกิจเลย (มาถึงประมาณ บ่ายโมง บ่ายสองนี่แหละ)
แต่พระท่านที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น พระอาจารย์สำเริง พี่เก่ง (น่าจะลาสิกขาแล้ว) หรือว่า ตุ๊ลุง (คำว่าพระ ภาษาเหนือ คือตุ๊เจ้านะ ก็เลยจะเรียกพระหลายรูปว่า ตุ๊...) ก็ทำกิจกันอยู่แล้ว พอไปถึงพระอาจารย์ท่านก็จัดหากุฏิให้อยู่ แต่ว่ากุฏิปกติเต็มแล้ว พระอาจารย์ท่านก็เมตตาให้ไปพักที่กุฏิเล็กข้างเรือนขาว (พระท่านเรียกกันอย่างงี้) ดูเหมือนกุฏินี้ไม่มีพระหรือโยมมาจำวัดนานแล้วเหมือนกันนะ เพราะตอนเราเปิดประตูเข้าไป แล้วคลำหาไฟเปิด (โชคยังดีที่ไฟยังเปิดได้)
ตุ๊กแกตัวใหญ่เท่าแขนหลายตัว รีบวิ่งออกจากกุฏิกันเสียงพรึบพรับเลย ตกใจเล็กน้อย เป็นกุฏิที่มีมุ้งลวดนะ แต่ว่าตรงผนังรูเต็มเลย (คงเป็นทางเข้าทางออกของคุณตุ๊กแกอะแหละ) แหะ ๆ ในตามผนังตามพื้นกุฏิมีก้อนอะไรไม่รู้ ก้อนขนาดประมาณเม็ดหินเล็ก ๆ ตอนนั้นไม่รู้อะไร แต่ก็เอาไม้กวาดมากวาดทิ้งไป มานึกได้ทีหลังว่าคงเป็นขี้ของตุ๊กแกแน่เลย (ขี้มันตลกดีนะ) พอปัดกวาดเสร็จก็ลงไปช่วยพระท่านทำกิจ ซึ่งตอนลงไปก็ไม่รู้จะทำอะไรดีแล้วหละ เพราะว่าพระท่านทำกันเสร็จสะอาดเรียบร้อยเกือบหมดแล้ว คืนนั้นตอนจำวัดมีปัญหาหลายอย่าง
1. แม้ว่ากุฏิเป็นมุ้งลวดแต่ว่าก็เป็นรูเพราะคุณตุ๊กแกเข้าออกหมด ทำให้ต้องกางกลดนอน ซึ่งเราก็กางกลดเองไม่ค่อยเป็นหรอกนะ เพราะปกติหลวงพี่ พระครู เมตตาช่วยกางให้ ก็กางด้วยความทุลักทุเลสุด ๆ สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะเราผูกเชือกให้เป็นเงื่อนไม่เป็น เงื่อนเดียวที่ผูกเป็นคือแบบที่เขาใช้ผูกเชือกรองเท้าหนะ ขนาดเชือกรองเท้ายังใช้เวลาอยู่นานกว่าจะผูกเป็น ไม่รู้ทำไมไม่ค่อยมี sense ด้านการผูกเชือกเท่าไรเลย 2. เนื่องจากเแอบกลัวคุณตุ๊กแกตัวใหญ่เท่าแขน คิดว่าถ้าเกิดปิดไฟไป คืนนี้อาจจะต้องนอนร่วมกับคุณตุ๊กแก แม้ว่าเราไม่กลัวตุ๊กแก แต่การที่ต้องนอนโดยที่มีคุณตุ๊กแกมาช่วยเป็นหมอนข้างเนี่ย ก็เป็นเรื่องน่ากลัวอยู่เหมือนกัน สรุปแล้วก็เลยตัดสินใจเปิดไฟนอนทั้งคืนในคืนนั้น 3. พอเปิดไฟนอน เราก็เลยพบกับ boss ใหญ่
นั่นก้อคือคุณผีเสื้อ (ใครยังไม่รู้ เราไม่ชอบผีเสื้อนะ ไม่รู้ทำไม ตอนเด็ก ๆ เคยมีผีเสื้อมาเกาะ แล้วก็อ้วกไม่หยุดเลย) เพราะคุณผีเสื้อเขาบินหาแสงหนะ โชคดีที่เป็นผีเสื้อกลางคืน ที่สีหมอง ๆ ถ้าเป็นผีเสื้อกลางวัน ที่สีน่าเกลียด ๆ หนะ คงนอนสั่น เรื่องของเรื่องคือผีเสื้อมันอยากบินเข้ามาหาไฟ
ตามธรรมชาติของมัน แต่เรามีมุ้งลวด และ คุณผีเสื้อ ก็ไม่ฉลาดพอที่จะบินลอดมาทางรูของคุณตุ๊กแก (อาจจะเป็นเพราะรูของคุณตุ๊กแกมันไม่ใหญ่พอมั๊ง) มันก็เลยบินมากระแทกมุ้งลวด ดังโป้ง โป้ง โป้ง โป้ง โป้งทั้งคืน ดูน่าสยองขวัญอยู่เหมือนกันนะ แหะ ๆ ขอจบตอนนี้ที่ความน่ากลัวของคุณผีเสื้อละกัน
ชื่อเพลง: ซารางแฮโย (ฉันรักเธอ)
อัลบั้ม: เนโกะ จั๊มพ์ ศิลปิน : เนโกะ จั๊มพ์ เมื่อไหร่ที่เธอนั่งมองกระจกเงา เธอเคยเจอคนน่ารักบ้างไหม คนที่ปอนด์ปอนด์แถมหน้าตาไม่เท่าไหร่ แต่หัวใจเขาแสนดี ขอบคุณที่เขานั้นคอยมาห่วงใย และคอยเอาใจเด็กดื้ออย่างฉัน ถ้าหากว่าเธอได้พบเจอคนคนนั้น ฝากเธอให้ช่วยบอกเขาได้ไหม ซารางแฮโย ซารางแฮโย จะรักเธอที่สุด ด้วยหัวใจที่ฉันมี เพื่อตอบแทนใจดีดี...อย่างเธอ เมื่อไหร่ถึงเหงาถึงแม้ไม่มีใคร ก็ยังเต็มใจจะเหงาอย่างนี้ เพื่อจะได้คิดคิดถึงเธออยู่ตรงนี้ แค่ใจมีเธอก็อุ่นเสมอ ซารางแฮโย ซารางแฮโย จะรักเธอที่สุด ด้วยหัวใจที่ฉันมี เพื่อตอบแทนใจดีดี...อย่างเธอ ถ้าหากว่าเธอได้พบเจอคนคนนั้น ฝากเธอให้ช่วยบอกเขาได้ไหม ซารางแฮโย ซารางแฮโย จะรักเธอที่สุด ด้วยหัวใจที่ฉันมี พื่อตอบแทนใจดีดี...อย่างเธอ อย่างเธอ เพลงจาก www.musicjeed.com ครับ |
|
|