Vorapong's profileMR.T's blogBlog Tools Help

HTML

Counter|true|
web site counter

Vorapong Suppakitpaisarn

Occupation
Interests
I am me.

MR.T's blog

Psycho is prohibited here
November 08

ทำไมวิจัยมันถึงยาก

อะหายไปนาน ขอมาบ่นเรื่องชีวิตรอบ ๆ ตัวหน่อย (ไม่ได้ว่างนะแต่ขี้เกียจอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่น)
ช่วงหลัง ๆ บล๊อก นี้ชอบบ่นเรื่องไปเที่ยวหละ (ช่วงหลัง ๆ ก้อได้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เขียน)
ตอนนี้ถ้ามีคนถามว่าทำอะไรอยู่ ก็คงต้องตอบว่าทำวิจัยอยู่ครับ เพราะว่าปริญญาโทปีสองแล้วเก็บ Course Work หมดแล้วก็ได้เวลาวิจัย วิจัย วิจัยแล้วครับ
สำหรับส่วนตัวชอบงานวิจัย รู้สึกว่ามีอิสระ แล้วก็ท้าทายมากกว่างานในบริษัท
แต่วันนี้จะมาเขียนเหตุผลว่าทำไมทั้ง ๆ ที่มันอิสระแล้วก็ท้าทายขนาดนี้..............แล้วทำไมมันถึงยาก...............
แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนที่วิจัยมานานสั้นกว่าผู้ทรงความรู้จำนวนมาก ความจริงแล้วก็เป็นแค่ผู้เริ่มต้นสำหรับงานวิจัย
แต่อยากบันทึกไว้เผื่อในอนาคตมาดูที่เขียนไว้ตอนนี้คงจะสนุกไม่น้อย
 
1. แล้วผมจะทำอะไรดี...............
   นั่นหนะสิแล้วผมจะทำอะไรดีอะ งานวิจัยจำนวนมากเกิดจากความต้องการขององค์กรหรือหน่วยธุรกิจซึ่งก็หมายความว่าผมจะเซฟสบายใจผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ แต่ท่านก็ต้องเจอกับสภาพกดดันบีบบังคับให้ท่านทำให้เสร็จตามเวลา หรือทำอะไรแปลก ๆ ที่ท่านคิดว่าไม่ค่อยจะมีประโยชน์หรือไม่อยากทำมาก ๆ (ก็ต้องทนกันไป) กลับมาที่เรื่องหัวข้อ
   - ทำ Field ไหน..........ผมจะไปรู้ได้ไง แม้ว่า field นั้นดูคร่าว ๆ ตอนแรกแล้วมันน่าสนใจ แต่ช่วงหลัง ๆ คนที่ทำด้านนี้กลับเอาแต่ทำอะไรไม่รู้............น่าเกลียดน่ากลัวตัวละห้าบาทจริง ๆ
   - แล้วตรูจะทำเรื่องอะไร.............การหาอะไร"ใหม่ ๆ"ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลกมันเป็นเรื่องที่ยากซาดิสต์มากสำหรับนักวิจัยใหม่ ๆ .............เพราะในขณะที่ท่านกำลังหาหัวข้อ...........นักวิจัยในด้านเดียวกันอีกหลายพันคนทั่วโลกก็กำลังหาหัวข้อ...........เพื่อให้เขาจบ เพื่อตำแหน่งการงานที่ดีขึ้น หรือเพื่อไปเที่ยวฟรีในงานประชุมวิจัยอยู่..............นักวิจัยเหล่านี้บางคนก็ทำวิจัยมาหลายสิบปีแล้ว, บางคนก็เคยเผยแพร่ผลงานวิจัยมากกว่าพันฉบับ, บางคนก็เกาะนักวิจัยสองประเภทแรกที่เพิ่งพูดไปหากิน................การที่คุณจะผลิตงานวิจัยชิ้นใหม่ขึ้นมาได้แปลว่าคุณจะต้องสู้รบปรบมือกับบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้แล้วต้องทำงานที่ดีกว่าด้วย
      ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในทุก ๆ ปีมีงานประชุมวิชาการมากกว่า 300 ครั้ง ถ้างานประชุมแต่ละครั้งมีผลงานเข้าร่วมเสนอ 100 ผลงานก็แปลว่าทุกปีมีผู้เสนอผลงานมากกว่า 30,000 ฉบับแน่นอนมันไม่ใช้ด้านเดียวกันทั้งหมดและแต่ละด้านก็มีด้านย่อยมากมายหลายหลาก...........แต่เชื่อผมเหอะ ไม่ว่าท่านจะเลือกด้านไหน............นักวิจัยที่พร้อมจะผลิตผลงานชิ้นเดียวกับท่านต้องมีไม่ต่ำกว่า 10 คนแน่นอน
       แต่ปัญหาไม่ได้มีอยู่แค่การที่ท่านหาหัวข้อไม่ได้..............ท่านอาจจะหาหัวข้อได้แต่หัวข้อนั้นมันยากมากจนไม่มีใครสามารถทำได้.................ยกตัวอย่างเช่น ท่านศึกษาเป็นอย่างดีแล้วพบว่า P = NP เป็นปัญหาที่น่าสนใจ เหมาะกับความสนใจของท่าน ยังไม่มีใครแก้ได้ แล้วก็ยังไม่มีใครเขียนเปเปอร์ว่ามันไม่มีทางแก้ได้อีกต่างหาก.......................ความจริงแล้วปัญหา P = NP เป็นปัญหาอันน่าประหลาดที่ไม่มีคนแก้ได้มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว(แน่นอนมันหมายถึงชีวิตของนักวิจัยมากมายที่ต้องตายไปพร้อมกับความผิดหวังที่เขาแก้ปัญหานี้ไม่ได้แม้ว่าจะพยายามมาทั้งชีวิตก็ตาม) แน่นอนถ้าท่านจับพลับจับผลูเรื่องปัญหานี้มาแก้อาจจะหมายถึงชีวิตของท่านที่อาจจะต้องตายไปด้วยความเศร้าเหมือนกับนักวิจัยเหล่านั้น, อาจจะหมายความว่าท่านต้องเรียนโท 10 ปี, หรืออาจจะหมายความว่าท่านจะไม่ได้เที่ยวฟรีตลอดชีวิต
 
2. วิจัยต้องใช้ความอดทน
   - งานวิจัยเป็นงานที่ใช้เวลายาวววววววววววววนาานนนนนนนนนนมากกกกกกกกกก คุณอาจจะต้องเสียเวลากับเรื่องงี่เง่าเป็นเวลาหลายวันโดยที่ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย.........คุณอาจจะกลับบ้านด้วยความดีใจที่คุณได้ความก้าวหน้าแต่ตื่นมาตอนเช้าพบว่าที่คิดไว้เมื่อคืนมันผิด.....................งานวิจัยโดยทั่วไปหนึ่งโปรเจ็กซ์จะกินระยะเวลายาวนาน 2 - 3 ปี ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคุณจะต้องใช้พลังงานของคุณอยู่กับเรื่อง ๆ เดียวตลอดหลายปีนี้................สมมติว่าท่านวิจัยเรื่อง "ลักษณะเท้ามนุษย์กับกลิ่นเหม็น" ก็หมายความว่าท่านจะต้องทนดมกลิ่นเหม็นของเท้ามนุษย์เงินเดือน, นักศึกษา, พนักงานเสิร์ฟ, หรือ คนจรจัด ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานนี้ (นับเป็นงานวิจัยที่น่ากลัวมากแต่คาดว่าถ้าทำน่าจะมีคนสนใจมาก)
    - การอ่านเปเปอร์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน.........................คุณจะต้องทนทรมานกับนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง(ส่วนมาก) ที่เขียนเปเปอร์โดยมีความตั้งใจจะไม่ให้คุณอ่านรู้เรื่อง..................การจะทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเพื่อไม่ให้ซ้ำ และเพื่อไม่ให้งานห่วย...................จำเป็นต้องทรมานอ่านไอ้นั่นมากกว่า 15 ฉบับ แน่นอนว่านอกจากที่คุณจะต้องเสียเวลากับการงงเรื่องวิชาการแล้ว.............คุณอาจจะต้องทึ่งกับเหล่าอิงลิชเนทีฟซึ่งไม่รู้ว่าจะเขียนเปเปอร์หรือจะแต่งนิยายย้อนยุคประวัติศาสตร์เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นจะใช้ศัพท์ที่ไฮโซเหลือเชื่อขนาดที่เปิดดิกยังไม่เจอหรือชาวเอเซียที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะใช้ศัพท์ง่าย แต่อ่านจนจบก็ยังไม่รู้เลยว่ามันอยากเขียนอะไร
       การอ่านเปเปอร์จะต่างกับการอ่านหนังสือตรงที่ว่าคุณจะต้องใช้วิจารณญาณว่ามันเป็นเปเปอร์ที่ ตีพิมพ์มาเพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยี เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า หรือว่าเป็นเปเปอร์ที่ชักโครกออกมาเพื่อให้จบ ให้ได้เที่ยวต่างประเทศฟรี ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ใช้กับการวิจัยนี้ผมโดนเปเปอร์ที่ถูกชักโครกออกมาชักชวนไปในทางที่ผิดมากกว่า 3 ครั้ง (ประกอบด้วยเปเปอร์คนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย และเกาหลี ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นคนเอเซียที่ ตีพิมพ์เปเปอร์ชักโครกทุกทีเลย) แน่นอนการเชื่อเปเปอร์ที่ผิดทำให้ท่านต้องเสียเวลาและเจ็บตัวอย่างมาก อาจจะทำให้ผลการทดลองของท่านผิดไปด้วย, อาจจะทำให้ท่านต้องเสียเวลาในการที่จะยืนยันว่ามันถูกรึเปล่า.............น่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง
     - การเขียนเปเปอร์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน.......................ในเมื่อเราเพิ่งด่าไอ้เปเปอร์ไปตะกี๊ก็ต้องพยายามอย่างมากที่ทำให้งานของท่านไม่ได้เป็นไปตามข้างต้น เปเปอร์ 8 หน้า ก็อาจจะทำให้ท่านต้องมานั่งหน้าคอมเป็นเวลามากกว่า 2 อาทิตย์ในการเขียน-แก้-เขียน-แก้ เขียน ๆ ไปงานผิดก็ต้องกลับไปแก้งานแล้วก็เขียนใหม่อีก......................ยังไม่นับวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาความยาวมากกว่า 50 หน้าซึ่งอาจจะใช้เวลาเขียนมากกว่า 2 เดือนโดยที่ท่านมั่นใจได้ว่าเมื่อท่านเขียนเสร็จจะไม่มีใครอ่านแน่นอน
     - การฟังผลงานในคอนเฟอเรนจ์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน..........................สำหรับท่านที่เบื่อหน่ายกับการอ่านเปเปอร์จำนวนมาก.การเข้าฟังคอนเฟอเรนจ์ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งของท่าน ซึ่งจะร่นระยะเวลาการควานหาผลงานได้.......................นอกจากนี้แล้วมันอาจจะช่วยให้ท่านมีอารมณ์อย่างทำงานที่ต้องใช้ความอดทนมากขึ้นอีกนิดหน่อย....................แต่มันก็เป็นอีกงานนึงที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก บางครั้งในหนึ่งวันท่านจะต้องฟังงานวิจัยมากกว่า 20 ฉบับซึ่งไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกัน....................ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ,สำเนียงออสเตรเลีย,สำเนียงเกาหลี,สำเนียงญี่ปุ่น, สำเนียงจีน, สำเนียงไทย (สำหรับผู้ที่วิจัยในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่หนักหนาเท่าไหร่สำหรับท่าน แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในเอเซียแล้วเนี่ยการฟังสำเนียงประหลาด 20 สำเนียงในหนึ่งวันเนี่ยเป็นงานที่เครียดทีเดียว)
 
3. นักวิจัยเป็นอาชีพที่เดียวดาย
     งานวิจัยจำนวนมากเป็นงานที่ต้องทำเป็นกลุ่มเพื่อให้งานออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วงานวิจัยเป็นงานที่ต้องทำแค่คนเดียว............แม้ว่าจะมีคนที่ทำงานใกล้ ๆ กับคุณในห้องแล็บบ้างก็ตาม...........แต่เชื่อเหอะคุณคุยกับเขาไม่รู้เรื่องหรอก (หรือถ้ารู้เรื่องก็แค่ผลลัพธ์.........หรือจุดประสงค์อะไรทำนองนี้) นอกนั้นคุณต้องทำอย่างเดียวดายแค่คนเดียวบอกใครไม่ได้ และเนื่องจากมันเป็นงานที่เดียวดายผลกระทบที่นักวิจัยส่วนหนึ่งจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ
     - เนื่องจากงานวิจัยเป็นงานที่ต้องหมกมุ่นใช้ความคิดตลอดเวลาเพราะฉะนั้นคุณอาจจะหมกมุ่นยาวไปจนถึงงานสังคมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดเรื่องงานวิจัยของคุณต่อหน้าญาติสนิทมิตรสหายของคุณ แน่นอนต่อให้พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นนักวิจัยเหมือนกัน พวกเขาไม่อยากได้ยินเรื่องพวกนี้หรอก ผลก็คือสังคมของคุณจะเล็กลง เล็กลงเรื่อย ๆ ในที่สุดคุณอาจจะอยู่ในโลกคนเดียว หาแฟนไม่ได้ ต้องเป็นเพื่อนกับคอมพิวเตอร์ และเป็นแฟนกับเปเปอร์
     - เมื่อคุณทำงานไม่สำเร็จเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะร่วมแชร์ประสบการณ์ความไม่สำเร็จอันแสนลำเค็ญกับมนุษย์บนโลกใบนี้และแน่นอนเขาเหล่านั้นจะไม่สามารถแก้ปัญหาให้คุณได้..........ในขณะที่เวลากำลังน้อยลงเรื่อย ๆ คุณกลับต้องวนในอ่างอยู่คนเดียว...............เมื่อได้วิจัยคุณจะรู้ว่าการที่มีเพื่อนคอยลากเข้าป่าคอยไซโคเวลาคิดโจทย์เนี่ยมันดีขนาดไหน
     - แน่นอนหากคุณทำงานสำเร็จสามารถตีพิมพ์ในวารสารหรือประชุมวิชาการระดับยอดเยี่ยมของโลก..................ไม่มีใครดีใจนอกจากคุณแน่นอน...................เพื่อนนักวิจัยคนอื่นอาจจะคิดว่า "เซ็งไอ้นี่มันได้เปเปอร์อีกแล้ว" แน่นอนสำหรับเพื่อนนักวิจัยของคุณแล้วก็หมายถึงความกดดันที่เขาจะต้องทำผลงานให้ได้ดีขึ้น.....................นักวิจัยที่ทำเรื่องเดียวกับคุณอาจจำเป็นจะต้องเลิกทำโปรเจ็กซ์ทีเขาใช้เวลาทำมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว.......................ถึงแม้ว่าคุณจะดีใจมากขนาดไหนแต่ในเมื่อคุณแสดงความดีใจกับใครไม่ได้คุณก็อาจจะต้องเก็บความดีใจไว้อย่างเงียบ ๆ คนเดียวและแอบไปฉลองเงียบ ๆ คนเดียว
     - การผลิตงานวิจัยมีแรงจูงใจทางสังคมที่ต่ำ......................สำหรับคนที่ทำวิจัยแล้วหลายคนอาจจะโดมากับความเป็นที่หนึ่ง ความยอดเยี่ยม ในสาขาวิจัยที่เขาทำอยู่ แน่นอนตั้งแต่เล็กจนโตพวกเขาเหล่านั้น (รวมทั้งผมด้วย) มีความสุขกับการได้ A ความเป็นเลิศในสิ่งเหล่านั้น...................คิดโจทย์เลขออกสาว ๆ กรี๊ด..................พูดภาษาต่างประเทศชัดแจ๋วผู้ใหญ่ก็ชม.....................มีความรู้ด้านสังคมลึกซึ้งก็อาจจะด่าคนอื่นว่าโง่ตามเว็บบอร์ดการเมืองได้สะดวกปาก.......................แต่เมื่อเริ่มทำวิจัยแล้วคุณจะต้องมาอยู่กับสังคมของคนที่เป็นเลิศในสิ่งเหล่านี้แล้วพวกเขาเหล่านั้นอยู่กับสิ่งนี้มากกว่าคุณเป็นเวลานานหลายสิบปี...............การที่คุณทำสิ่งสิ่งหนึ่งมาได้สำหรับพวกเขาเหล่านั้นมันอาจจะเป็นเรื่องที่ธรรมด๊าธรรมดามากไม่มีคนชมข่มคนอื่นก็ไม่ได้....................สิ่งที่ทำให้คุณอยู่ในโลกวิจัยได้ไม่ใช่ความเท่ห์, ความมีตัวตนในสังคม แต่เป็นความรักในสิ่งที่คุณวิจัยอยู่
 
จบเครียดไปหน่อย อย่างไรก็ดีผมคิดว่าวิจัยก็มีเรื่องดี ๆ อีกมากมายนะครับ วันหลังจะมาเขียนเรื่องสนุก ๆ ที่อยู่เบื้องหลังงานวิจัยละกัน
March 27

เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูงไปปักกิ่ง

ขอบคุณ น้องตั้ม น้องน็อต น้องออน แน็ค พี่อัย พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเมนต์ครับ
ในเมื่อจับไต๋เราได้แล้ว
เราก็จะไม่แอบทำไม่รู้ไม่ชี้พูดจานอกเรื่องแล้ว

เอาเป็นว่าบล๊อกนี้จะเป็นบล๊อกที่เล่าเกี่ยวกับที่ต้นเกี่ยวกับปักกิ่งแล้วต้นจะนอกเรื่องเมื่ออยากนอกเรื่อง โดยไม่แกล้งทำ อ๊ะออกนอกเรื่องอีกแล้วแย่จัง อะไรอย่างงั้นแล้วกัน -_-" (แล้วบล๊อกก็ร้างไร้ผู้คนต่อไป.........ฟิ้ว)

อืมส่วนเรื่องที่เรานอกเรื่อง อาจจะทำให้ใครหัวเสียจากความคิดเห็นซึ่งบางครั้งก็งี่เง่าแล้วตัดสินจากประสบการณ์ชีวิตของเด็กเนิร์ดโลกแคบ แต่ยังไงดี เราอยากบันทึกสิ่งที่เราคิดลงในบล๊อกนี้ ด้วยประสบการณ์แคบ ๆ ที่มี เราไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งที่เขียนที่นี่เป็นสิ่งที่ถูก แต่เป็นสิ่งที่สังเคราะห์ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา บวกกับอคติเล็กน้อยของต้นครับ

อ้อก่อนหน้าที่ปักกิ่ง มีได้ไปเที่ยวทซึคุบะ เป็นเมืองวิทยาศาสตร์ที่มีภูเขาให้ปีนเล่นอยู่
แต่เราดองมานาน
ชาวบ้านเขาเขียนกันเรียบร้อยหมดแล้ว
ติดตามชมได้ที่
http://bkwang.multiply.com/photos/album/20 กวาง
http://theeye.multiply.com/photos/album/9/Tsukuba_Trip รพี
http://wit360.multiply.com/photos/album/32/Tsukuba_Trip วิทย์

โห้เป็น multiply หมดเลยแฮะ (เดี๋ยวนี้มันฮิตแฮะ ไปแอบเล่นมั่งดีกว่า อินเทรนด์)
เอาหละเริ่มเล่าเรื่องปักกิ่งเลย!!!!!!!!!!!!!!! วาวเป็นครั้งแรกที่ต้นเริ่มเล่าเรื่องที่อยากเล่าภายในหน้าแรกของ entry เป็นไงหละต้นเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นรึยัง

บทสรุปผู้บริหาร

เนื่องจากมีคนบ่นว่าบล๊อกนี้วกไปวนมา ซึ่งเราก็รู้สึกอย่างงั้นเหมือนกันก็เลยคิดว่าจะสรุปให้ฟังก่อน (ก่อนจะออกนอกเรื่องไปไหน)
Schedule เที่ยวปักกิ่ง
วันที่ 1
เดินทางไปปักกิ่ง
Bei hai
Wang fu jin Shopping Street
วันที่ 2
สุสาน Ming
กำแพงเมืองจีน
ภัตตาคารเป็ดปักกิ่ง Quan fu de
วันที่ 3
พระราชวังฤดูร้อน
พระราชวังต้องห้าม
เดินทางกลับปักกิ่ง

วันที่ 1 วาววันที่ 1 แล้วเหรอเร็วจัง
เครื่องบินมันออก 9 โมงอะ แต่เนื่องจากสนามบินนาริตะ (สนามบินชื่อโตเกียวซึ่งไม่ได้อยู่ในโตเกียว) มันอยู่ไกลไก๊ลไกล ก็เลยวางแผนว่าจะตื่นตี 4 ครึ่ง แต่ตื่นตี 5 ครึ่ง ก็ยังชิวอยู่ แต่ชิวไปชิวมาก็พบว่าไอ้รถไฟราคาถูกที่จะไปสนามบินมันหาไม่ได้หละ
ต้องรอรถไฟราคาถูกอีกซักพัก ซึ่งไอ้รถไฟราคาถูกนี้มันจะไปถึงสนามบินราคา 8 โมงกว่า ๆ อะ แต่เราก็เลือกรออยู่ดี (ตามคอนเซ็ปท์เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย) สุดท้ายก็ไปถึงเคาน์เตอร์ h.i.s. ก่อนขึ้นเครื่อง 45 นาที เขาก็ช่วยวิ่งให้เราด้วยแฮะ (วิ่งไปทำหน้าแตกตื่นแบบเว่อร์ ๆ ไปตามแบบฉบับคนญี่ปุ่น)

แม้ว่าจะเห็นคนญี่ปุ่นวิ่ง ๆ ต้นก็ดำเนินการอย่างชิว ๆ อยู่ดี แต่ในระหว่างที่กำลังต่อแถวที่ศุลกากร ก็มีคนจาก Air China (สายการบินที่ขึ้น) มาบอกว่าให้ขอผู้โดยสารคนอื่นแซงคิว เพราะว่า Final Call แล้ว

เออจิง Final Call แล้วจริง ๆ ด้วยอีก 10 นาที 9 โมงจึ๋ย !!!!! ก็เลยลก ๆ ขอแซงคิวไป แล้วก็วิ่ง ๆ
ในสนามบินนาริตะมันมีรถไฟเชื่อมระหว่างตึก ซึ่งบาง gate มันต้องขึ้นรถไฟอะ แล้วรถไฟก็ดันไม่มาซักที มันมีป้ายเขียนว่า "รถไฟคันต่อไปจะมาในอีก 2 นาที" แต่เวลาต้นเหลือแค่ 4 นาทีอะ...........................
ออกจากรถไฟได้ก็วิ่งหน้าตั้งเข้าเกต เข้าเครื่องบิน (ดีนะเนี่ยที่ไม่ต้องตรวจกระเป๋าอีกด่านนึง) มุดเข้าเครื่องตอน 8 โมง 59 นาที 30 กว่าวิ  -_-" มีผู้ร่วมเครื่องนั่งตาเขียวกันเต็มไปหมดเลย
แต่ขึ้นไปซักพักดันมีประกาศบอกว่าเราจะรอผู้โดยสารอีกสามคนนะคะ...........-_-"
แล้วนี่ก็เป็นความตื่นเต้นครั้งแรก ในการท่องเที่ยวต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกของ MR.T ครับ จริง ๆ แล้วยังมีอีกเยอะจนถึงเดี๋ยวนี้ (และหลังจากนี้ อาจจะมีอีก ?)

สิ่งแรกที่ได้เห็นในปักกิ่งก็คือ "ทำไมบ้านเมืองมันเจริญงี้ฟะ" ถนน ตึกรามบ้านช่อง นี่มันเป็นญี่ปุ่นแบบขยายพื้นที่แนวกว้างแนวยาวได้เลยนะเนี่ย การขนส่งสาธารณะที่ปักกิ่งดีมาก ๆ เคยดูเว็บเขาบอกว่ารถเมล์มันจะเก่า ๆ แน่น ๆ แต่ที่ไปเห็นรถเมล์ใหม่และนั่งสบาย ราคาถูก (1 หยวน) ขึ้นง่ายเข้าใจง่าย พนักงานขับรถ พนักงานเก็บสตางค์คุยง่ายมาก ๆ รถไฟฟ้าแน่นกว่ารถเมล์และราคาแพงกว่า (2 หยวน) แต่ก็แน่นน้อยกว่าที่ญี่ปุ่นอยู่ดี (ชินแล้วเลยไม่รู้สึกอะไร)

ชอบ Hostel ที่ไปอยู่ดีมาก ๆ เลยครับ Recommend สำหรับคนที่จะไปปักกิ่ง TempleSide Youth Hostels ราคาถูกแล้วก็บริการโอเคมาก ๆ 6.34 $ ต่อหนึ่งเตียง ต่อหนึ่งคืน เท่านั้น (เตียงรวม) พักแล้วรู้สึกปลอดภัย ไปไหนก็สะดวกครับ Staff พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก ๆ (เก่งกว่าเราง่า)

Check in เข้าโรงแรมเสร็จเรียบร้อย ตอนแรกคิดว่าจะไป Hou hai หละ แต่คุยกับเจ้าหน้าที่ Hostels เขาบอกว่าเป็น Pub and Nightlife อะ ก็เลยไม่ได้ดีกว่า (กรุงเทพ โตเกียวเยอะแยะ) เลยไปดูวิวที่ทะเลสาบ Bei Hai recommend วิวสวยมาก คิดว่าเป็นจุดสำคัญสำหรับการเที่ยวชมเมืองในปักกิ่งเลยทีเดียว

ก่อนเรามาอัย(เพื่อนที่หอ)เตือนเรามาว่า
เวลาเจอคนแปลกหน้าในปักกิ่งมาทักให้เดินหนี เพราะพวกนี้จะเป็นคนไม่ดีหลอกเอาเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติ
แล้วตอนเดินทางไป Bei Hai เราก็เจอผู้สูงอายุมาทักคนนึง เห็นเราเดินถือแผนที่ งง ๆ อยู่เขาก็เข้ามาถาม เป็นภาษาจีน ???????
เราก็ไม่รู้เรื่องหงะภาษาจีน ภาษาจีนที่พูดได้มีอยู่สองคำ คือ เชี่ย เชี่ย กับ หว่อ อ้าย หนี่
ไอ้คำหลังคงไม่ได้ใช้หรอก แม้ว่าสาวจีนจะน่ารักขนาดไหนก็เถอะ แล้วไอ้คำแรก ถ้ายังบอกให้เขาทำอะไรไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี (สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์ทั้งสองคำ)
เอาเป็นว่าพอเราทำท่าไม่รู้เรื่องภาษาจีน เขาก็ Switch เป็นภาษาอังกฤษให้ เราก็เตรียมหลบแล้ว แต่สุดท้ายแล้วเขาก็แนะนำทางไป Bei hai ให้เราดีมาก ๆ แล้วก็ทำให้เราไปถึง Bei hai ได้โดยสวัสดิภาพ (และอ่านพูดภาษาจีนไม่ได้เลย)
ก็เป็นความประทับใจแรกที่เมืองจีนเลย
เคยคุยกับอาจารย์โอกาตะ เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นที่หอ สอนแบบ Private ให้เรา สามีเขาเป็นคนชอบเที่ยวหละ เขาก็เลยเคยไปเที่ยวแบบไปกันสองคนสามีภรรยาบ่อยมาก (ยุโรป เอเซียอาคเนย์รวมทั้งไทยด้วย อินเดีย จีน อเมริกา) เขาให้ความเห็นว่า ความใจดีมันไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติหรอก เขาคิดว่าทุกชาติก็มีคนใจดี แล้วก็คนคดโกงหนะ
ก็ไม่รู้จะเป็นจริงแค่ไหนนะ แต่สำหรับที่จีนครั้งนั้นเป็นประสบการณ์ครั้งเดียวที่เจอคุณลุงใจดีอะ
หลังจากนั้นเนื่องจากเราไปที่สถานที่ท่องเที่ยวตลอด ก็เลยจะเจอคนพรรค์นั้น ประมาณว่ามาเที่ยวคุยดีด้วยแล้วขายของ หรือ พาไปไหน ๆ ไรงี้ ก็หัวเสียไปบ้างทีเดียว
เราหวังว่าคนพรรค์นี้คงจะมีเฉพาะที่สถานที่ท่องเที่ยวเนอะ (เป็นพวกมองโลกในแง่ดี)
แต่จริง ๆ ก็ว่าเขาไม่ได้หละเนอะ
เขากำลังทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างเต็มที่นี่แหละ
แต่ก็ไม่ชอบอะ

**********************(นอกเรื่อง) อ่านต่อที่ *********************
อาจจะเป็นความเห็นที่ขัดกับหลาย ๆ คนนะแต่เราไม่ชอบช้อปปิ้งอะ
เราไม่ชอบที่จะคุยกับคนคนหนึ่ง โดยที่รู้ ๆ อยู่ว่าการที่เขาคุยดีกับเราเนี่ยเพราะหวังผลประโยชน์อะไรบางอย่าง
คงเป็นความคิดที่อาจจะทำให้เรายากจนตลอดชีวิต
แต่เราคิดว่าปรัชญาของคานท์(อารมณ์ประมาณว่าความดีความเลวคืออะไรปรัชญาโบราณ)ที่บอกว่า "จงพิจารณาคนเป็น End Point"
คือจริง ๆ แล้วโลกมันก็เปลี่ยนไป
โลกที่คานท์อยู่กับโลกที่เราอยู่มันก็ห่างกันหลายร้อยปีแล้วเนอะ อาจจะไม่มีใครพิจารณาคนเป็น End Point แล้วหละ
อธิบายความหมายของคำว่า End Point หน่อย คือโลกปัจจุบันนี้เนี่ย แทบทุกคนจะถูกสอนว่า การมี Relationship มีเพื่อนเนี่ย หรือการรู้จักกับคนเยอะ ๆ เนี่ย ก็จะทำให้เราประสบกับความสำเร็จในอนาคตได้ โดยความช่วยเหลือของคนเหล่านั้น
เราอาจจะเคยได้ยินคำนิยามเกี่ยวกับการเมือง ว่า คือ การใช้ประโยชน์จากคนอื่นให้มากที่สุด ประมาณว่าใครใช้ประโยชน์จากคนอื่นได้มากก็จะมีอำนาจมาก ไรงี้ (จำแน่นอนไม่ได้แล้วก็จำชื่อคนพูดไม่ได้แล้ว)
หรืออาจจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า "ฝึกภาษาญี่ปุ่นเหรอ ก็ไปหาแฟนเป็นคนญี่ปุ่นสิ"---คนไทยพูดกันรู้เรื่องยังไม่มีเลย -_-" เอ๊ะหรือว่าถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องจะดีกว่า
หรืออาจจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า "ต้องไปเที่ยวบางทริ๊ป ต้องไปร่วมงานบางอย่าง กิจกรรมบางชนิด เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีไว้เพื่อเป็นเส้นสายในอนาคต" ไรงี้
ซึ่งในกรณีนี้เราถือว่าเป็นการพิจารณาคนแบบที่ไม่เป็น End Point คือ พิจารณาคนในฐานะที่เป็นเครื่องมือบางอย่างในการนำไปสู้ความสำเร็จ ซึ่งแนวคิดนี้ก็คงถูกแหละ ถ้าไม่ฝืนโลกเกินไป
แต่เราคิดว่าโลกนี้อาจจะสวยงามกว่าถ้า ทุกคนมองว่าการได้มีเพื่อน การได้รู้จักคน การได้มีปฏิสัมพันธ์กับคน การได้ช่วยเหลือ ได้พูดคุย ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มันเป็นความสุขของความเป็นมนุษย์ที่เราต้องพยายามให้เกิดสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าใช้สิ่งนั้นไปหาสิ่งอื่น
ลองเปรียบเทียบกับการกิน การนอน เรื่องพื้นฐาน
มันก็อาจจะถูกถ้าเราบอกว่า การกิน กับ การนอนเป็นการทำให้เรามีพลังงานพร้อมจะลุยในวันพรุ่งนี้
แต่จริง ๆ แล้ว คนเราก็ทำงานนอกจากทำให้คนอื่นมีความสุขกับตัวเองมีเกียรติแล้ว ก็คือการทำให้ตัวเองกินอิ่ม นอนหลับสบายรึเปล่า
พิจารณาได้สองด้าน แต่เราชอบแบบหลังมากกว่าทั้งการกิน การนอน แล้วก็สังคมนะ :):):):)
***************จบการนอกเรื่อง******************
เป็นไงหละเรานอกเรื่องอย่างเป็นระบบมี ******** มาขั้นส่วนที่นอกเรื่องด้วย
นั่งรถที่คนปั่นจาก Bei Hai ไป Wangfujin Walking Street อะ
ไม่ค่อยชอบรถลากแบบนี้เลย นั่งแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองดูถูกมนุษย์ด้วยกันเองยังไงไม่รู้
รถพวกนี้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความไม่เท่ากันของมนุษย์อะ
ในร้านอาหารหรู ๆ หลายที่ (โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น) ชอบให้พนักงานทำตัวเหมือนเป็นทาสของลูกค้าอะ
มองผ่าน ๆ มันก็ทำเพื่อเงิน แต่อยากให้มองลึก ๆ ว่ามันเป็นรากเหง้าของความไม่เท่าเทียม
และเป็นการบ่มเพาะแนวคิดความไม่เท่าเทียมซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
บางคนอาจมองว่าถ้าคนเหล่านี้ไม่ทำงานพวกนี้ก็จะอดตาย
เรามองตรงข้ามเราคิดว่าถ้าเขาไม่ทำงานพวกนี้ เขาจะมีเวลาไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปทำสิ่งที่ดีกับเขามากกว่านี้ได้ (แนวคิดเดียวกับการเลิกทาสที่เคยโพสไปใน Entry ที่แล้ว)

****************นอกเรื่อง********************
บางทีเราก็คิดเหมือนกันนะว่าพฤติกรรมความไม่เท่าเทียมอย่างเงี้ย มันดูเหมือนจะมีในทุกหัวระแหงในกรุงปักกิ่งเลย
บนถนนเราเห็นรถคันหรู ๆ เต็มถนน หลายคันก็เป็นรถฝรั่งราคาแพง (รถราคาแพงที่หายากในกรุงเทพบางยี่ห้ออาจหาง่ายกว่าที่คิดในปักกิ่ง)
แต่บนท้องถนนตรงที่หลบสายตาทหารรอดเราก็ยังเห็นคนไม่มีอันจะกิน อยู่เยอะ
ความไม่เท่าเทียมในปักกิ่งมันมากซะจนเราเริ่มสงสัยว่า ประเทศนี้มันเคยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์จริง ๆ เหรอ
ในเมื่อประธานเหมาก็เพิ่งเสียชีวิตในปี 1976 (32 ปีก่อน) และระบบเศรษฐกิจแบบผสมก็เพิ่งถูกค่อย ๆ นำเอามาใช้หลังจากนั้น (จากวิชาสังคมที่เรียนมา แมวจับหนูไรงี้)
และความเท่าเทียมกันมันเป็นจุดขายหลักของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์เลย
แต่วันนี้นอกจากความไม่เท่าเทียมแล้ว ผมยังรู้สึกถึงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยม หาเงิน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ลอยไปทั่วปักกิ่งไปหมด มีคนจน คนรวย คนชั้นกลางอย่างเห็นได้ชัดเจน แน่นอนมากกว่าโตเกียว และ อาจจะมากกว่ากรุงเทพด้วย ซึ่งทำให้คิดไปได้ 3 ข้อคือ
1. เป็นลักษณะเฉพาะของคนจีน  คนจีนขยันเอาจิงเอาจัง เมื่อระบบเปลี่ยนเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนไปตามระบบ แล้วคนจีนก็ชอบค้าขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยเปลี่ยนแปลงได้เร็วในช่วงสั้น ๆ
2. ระบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้ผล ไม่สามารถเปลี่ยนแนวคิดคนได้ คอมมิวนิสต์ยังทำให้คนมีความแตกต่างอยู่ และยังมีช่องโหว่ในทางทฤษฎีอยู่มาก
3. รัฐบาลจีนเคย Implement คอมมิวนิสต์ลงในสังคมจีนจริงเหรอ เป็นเรื่องที่เราสงสัยมานานละว่าประเทศนี้เนี่ย มันเคยมีระบบคอมมูนที่เป็นอุดมคติตามที่มาร์กซ์นำเสนอตามทฤษฎีของเขาจริง ๆ เหรอ หรือว่าเป็นแค่รัฐบาลทหารไม่กี่คนบ้าอำนาจ ใช้กำลังควบคุมทำอะไรทุเรศ ๆ กับคนประเทศนี้แล้วก็บอกว่าเพื่อความเท่าเทียมของคนทุกคน (ถ้าคนจีนอ่านออกพอดีขอโทษด้วยนะแต่เราไม่รู้สึกว่าประธานเหมาก็เป็นแค่ทหารบ้าอำนาจคนนึง ซึ่งริดรอนสิทธิเสรีภาพของคนหนึ่งในห้าของโลกด้วยกำลังทหาร และประกาศว่าจะมอบความเสมอภาคให้ แต่สิ่งที่เราเห็นความเสมอภาคที่เขาสัญญาว่าจะมอบให้ ระยะเวลาหลังจากการตายของเขาเพียง 32 ปี เห็นด้วยตาตัวเองว่ามันไม่มีอยู่และเราก็ไม่รู้ว่ามันเคยมีอยู่รึเปล่า)
เราคิดว่าความเสมอภาคหนะมันมอบด้วยกำลังทหารไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำให้คนจนอย่างเสมอภาค
เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำให้ทุกคนท้องหิวอย่างเสมอภาค
ความเสมอภาคต้องเริ่มจากจิตสำนึก เมื่อมีจิตสำนึกเศรษฐกิจเติบโต เมื่อเศรษฐกิจเติบโตถึงจะทำให้ทุกคนท้องอิ่มอย่างเสมอภาคได้
การพัฒนาต้องเริ่มจากสังคม จากสังคมที่ดีสู่เศรษฐกิจที่ดี จากเศรษฐกิจที่ดีสู่การเมืองที่ดี ไม่ใช่เริ่มจากเอากำลังทหารมาบังคับการเมืองแล้วบอกว่าการเมืองที่ดีจะทำให้ทุกอย่างดีได้
บอกว่ามีกำลังทหารแล้วจะทำให้ประเทศสงบเรียบร้อย การฝึกทหารทำให้ประชาชนมีระเบียบวินัย และอดทน
แต่เราเห็นว่าปักกิ่งไม่ว่าไปที่ไหนก็มีทหารอยู่เต็มไปหมด (จนน่ากลัวมากกว่ารู้สึกปลอดภัย)
แต่ตรงไหนลับตาทหารก็จะมีคนโกงนักท่องเที่ยว
คนถุยเสลดลงพื้นกันเป็นเรื่องปกติ๊ปกติ
และเราไม่เคยเห็น"การต่อคิว" ในปักกิ่งนอกจากที่สนามบิน
คำถาม.................
ทำไมญี่ปุ่นที่ไม่มีทหารแม้แต่คนเดียว และไม่มีการฝึกทหารเลย
ประชาชนถึงมีระเบียบวินัย และ อดทน มากกว่าประเทศจีนซึ่งเดินไปที่ไหนก็มีแต่ทหาร
***********************จบการนอกเรื่อง************************
อย่างไรก็ดี Wangfujin สวยมาก มีของให้ช๊อปเยอะ มีห้างตั้งอยู่มากมายแต่ก็ไม่ประทับใจเราเท่ากับ "ตอกอาหาร"
มีอาหารที่ไม่รู้ว่าสำหรับคนจีนแปลกรึเปล่าแต่สำหรับเราแปลกมากตั้งอยู่เต็มไปหมด.......มีความสุ๊ข...........มากมาย
จริง ๆ แล้วก็เหมือนโต้รุ่ง ตลาดสดบ้านเรานี่เอง ประมาณว่าซื้อแล้วก็เดินกินแล้วก็ซื้ออย่างอื่นต่อ
เมนูหลัก ก็มีปลาหมึก เนื้อ ปิ้ง ขนมหวานอะไรพวกนี้
แต่ของแปลก ๆ เต็มไปหมดเช่น แมงป่องทอด รถด่วน น่องลามะ ไรงี้(คงมีอย่างอื่นอีกแต่อ่านไม่ออก)
กินจนพุงกลางเลยทีเดียว (แต่รู้สึกว่าอาหารที่นั่นจะแพงนิดนึง แต่เห็นคนจีนเองก็กินเลยไม่คิดไรมาก)
เดินออกมาหน่อยเจอร้านหนังสือ เลยแวะเข้าไปดู แล้วก็ต้องตกใจกับปริมาณหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนานจิง
**********************นอกเรื่อง*************************
อืม โศกนาฏกรรมนานจิง คือช่วงสงครามโลกที่ญี่ปุ่นเข้าไปบุกจีน แล้วรัฐบาลจีนขัดขืน ทหารญี่ปุ่นจึงฆ่าประชาชนทุกคน รวมทั้งข่มขืนและทรมานผู้บริสุทธ์จำนวนมาก
คนจีนเชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่นานจิงมากกว่าผู้เสียชีวิตที่เมืองฮิโรชิม่า กับ นางาซากิ โดยน้องผอม และ พี่อ้วน
เพราะงั้นคนจีนส่วนหนึ่งก็เลยเกลียดคนญี่ปุ่นอยู่จนถึงทุกวันนี้
เมื่อไม่นานมานี้ไปเห็น clip ที่ youtube ฟุตบอล EAFF Cup ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น กรรมการเป็นชาวเกาหลีเหนือ ผู้ช่วยกรรมการเป็นคนเกาหลีใต้
ซึ่งคนญี่ปุ่นบอกว่านักเตะจีนเล่นฟุตบอลแรงมาก ๆ มีหลายจังหวะมาก ๆ ที่ตั้งใจเตะนักเตะญี่ปุ่นเต็ม ๆ (และกรรมการก็ไม่ว่าอะไร)
แล้วก็กลายเป็น clip ประวัติศาสตร์ของ youtube เพราะมี comment ถึง 7000 กว่า ๆ (ตอนที่เราดู) แล้วก็ไม่ใช่แค่ "คลิ๊ปนี้ดีมาก" หรือ "ขอบคุณที่ช่วย upload" แต่เป็นการเถียงกันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ระหว่างนักเล่นเน็ตจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และ จีน
เราว่ามันเป็นเรื่องที่โง่มากที่จะสร้างชาติ ทำให้คนในชาติสามัคคีกันโดยการทำให้คนในชาติทุกคนเกลียดคนอื่น -_-" วิธีทำให้คนในชาติรักกันมีเยอะแยะ เช่นชาติไทยเราเคยสร้างชาติด้วยการทำให้คนในชาติทุกคนรักคนเดียวกัน (โอเคมันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นความจริงสัมบูรณ์ แต่มันก็ดีกว่าการที่ให้เด็กเรียนประวัติศาสตร์พม่าแล้วก็เกลียดคนพม่าถูกมะ ยังไงความรักก็ดีกว่าความเกลียดใช่มะ)

จะปฏิเสธยังไงก็ช่าง แต่เราเห็น ๆ ว่าไอ้คนที่เขียนหนังสือสังคมมาให้เราเรียนเนี่ย จงใจให้เราเกลียดคนพม่า แล้วคนไทยส่วนใหญ่ก็เกลียดคนพม่าในฐานะที่มันเคยมาเผากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. 2310 หรือ 241 ปีที่แล้วทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้หรอกว่าประวัติศาสตร์มันจริงแค่ไหน แล้วคนไอ้คนที่เผากรุงตอนนั้นเป็นคนพม่าจริง ๆ หรือว่าเป็นแค่เผ่าเล็ก ๆ ในพม่า
และที่สำคัญเราคิดว่าคงไม่มีปัจจุบันนี้คนที่เผากรุงศรีอยุธยาคงไม่มีใครมีชีวิตอยู่แล้ว คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศพม่าทุกคนไม่ได้มีส่วนรู้อิโหน่อิเหน่กับการเผากรุงเมื่อปี 2310 แม้แต่คนเดียว
เหมือนกับรัฐปัตตานี ซึ่งเคยมีตัวตนอยู่ครั้งสุดท้ายไม่รู้กี่ร้อยปีมาแล้ว
หรือตอนนี้คนญี่ปุ่นที่มีส่วนรู้ส่วนเห็นกับโศกนาฏกรรมนานจิง ก็คงตายหรือบ้าไปแล้ว ไม่งั้นก็คงเป็นแค่คนแก่เลอะเลือน ที่ไม่มีใครสนใจ (ตามแบบฉบับสังคมเน่า ๆ ของญี่ปุ่น)
คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่มีส่วนรู้ส่วนเห็นกับสงครามนานจิงเลย แล้วทำไมต้องไปเกลียดคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด(ฟะ)
คนญี่ปุ่นนี่ก็แอบน่าสงสารเนอะ เกิดมาไม่ต้องทำอะไรเลยก็มีคนเกลียดเต็มโลกไปหมด ทั้งจีน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ (รวมกัน 1400 ล้านคน)
***************************จบการนอกเรื่อง*******************************

ข้างบนสรุปว่าคนจีนหลายคนเกลียดคนญี่ปุ่น
เรื่องที่ซวยก็คือว่า คนจีน เมื่อเห็นหน้าเราแล้วเห็นว่าพูดภาษาจีนไม่เป็น
มันมักจะเดาว่าเป็นคนญี่ปุ่นเสมอ (ผมกลัวอ่าจะมา nationalism อะไรแถวนี้ไหมเนี่ย) วันหลังจะเอาธงชาติไทยห้อยคอ
ก่อนมาจีนเราไปยืมหนังสือท่องเที่ยวจีน เป็นภาษาญี่ปุ่น จากห้องสมุดประชาชน
เราก็เลยตัดสินใจเก็บ..............
และไม่เอามาใช้ดีกว่าเนอะ...............:):):):):):)
ช้อปปิ้งเสร็จก็กลับโรงแรม เล่นเน็ต แล้วก็นอนเอาแรงเลย จบหนึ่งวัน

วันที่ 2

วันนี้ตั้งใจจะไปกำแพงเมืองจีนซึ่งขนส่งสาธารณะไปไม่ถึง
ก็เลยต้อง join group tour เพื่อไปกำแพงเมืองจีน (จองจากอินเตอร์เน็ตก่อนมา)
ซึ่งเราไม่ชอบมาก ๆ ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่ join กรุ๊ปทัวร์แบบนี้อีกแล้ว ความไม่ชอบมันเริ่มตรงที่ ตอนที่เราคุยกับคนเดนมาร์กคนร่วมกรุ๊ปทัวร์
เรา : ตอนนี้เรียนที่ญี่ปุ่นอยู่ครับ
คนเดนมาร์ก(ชื่อเฮนริค) : โอ้ จิงเหรอครับ ผมชอบญี่ปุ่นมาก ๆ ครับ คนญี่ปุ่นใจดีครับ (ลอกสคริปฝรั่งคนอื่นมาแน่นอน)
เรา : อื่ม ผมก็คิดอย่างงั้นครับ
ไกด์ : (พูดแทรกขึ้นมา) แต่คนจีนส่วนใหญ่ไม่คิดอย่างงั้นนะครับ ถ้าคุณรู้เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนานจิง บลา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
แล้วมันก็ทำท่าไม่พอใจเราหลังจากนั้น (แล้วตรูเกี่ยวไรด้วยเนี่ย แค่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น) กำแพงเมืองจีน กับสุสานราชวงศ์หมิงดีมาก ๆ ยิ่งใหญ่มาก ๆ แต่เที่ยวกับทัวร์เนี่ยทำให้หมดสนุกเลยด้วยเหตุผลต่อไปนี้
1. ชอบพาไปซื้อของ มีพาไปหยุดที่ร้านหยกนานมาก (นานกว่ากำแพงเมืองจีน) ร้านหยกนั้นขายของแพงมาก แล้วก็มีพาไปซื้อสมุนไพรจีน (ไม่ต่างจากของไทยตรงไหนเลย) พอบอกว่าผมขอไม่แวะ ขอไปเดินเล่นข้างนอกได้ไหม มันก็โวยวาย ๆ แล้วก็ตะโกนใส่หน้าเราว่า "ไอ้งก" (พูดภาษาจีน) แล้วก็พูดต่อด้วยว่าทำแบบนี้จะทำให้คนจีนดูถูกคนไทยไรงี้ (ไกด์ถ่อยโคตร ๆ)
2. ชอบให้จ่ายเพิ่ม ค่าทัวร์หนึ่งวัน 750 บาท ถูกมาก ๆ แต่จะชอบให้จ่ายเพิ่ม เช่นบอกว่าให้ขึ้นกระเช้า แล้วถ้าไม่ขึ้นกระเช้าจะเป็นอย่างงู้นอย่างงี้ ค่าขึ้นกระเช้า 300 บาท -_-"
3. คนร่วมเดินทางห่วย อื้มมีคนเดนมาร์ก คนอเมริกัน(เป็นอดีตนักกีฬามวยปล้ำสหรัฐในโอลิมปิคปี 1970 และเป็นโค้ชทีมชาติสหรัฐมาดูที่แข่งขันในปักกิ่ง) แล้วก็มีคนตุรกี คนเดนมาร์ก กับคนอเมริกันเป็นคนดีมาก แต่คนตุรกีนี่ไม่ไหวจิง ๆ อะ โวยวายตลอดเวลา (เรามีอคติกับคนชาตินี้อยู่นิดหน่อยแล้วด้วย) แล้วก็แบบพูดโอ้อวดตลอดเวลาน่าเบื่อมาก แล้วไกด์ก็เอาใจเพราะเวลาแวะที่ไหนซือของเยอะ จ่ายง่าย

สรุปว่าเราให้ F สำหรับปักกิ่งชินหัวทัวร์ www.beijing-tour.com ไม่แนะนำให้ join group tour จากบริษัทนี้นะครับ เราหงุดหงิดจากบริการของทัวร์นี้อย่างมากมายครับ
แล้วก็แบกเอาความหงุดหงิดไปภัตตาคารชื่อดังด้านเป็ดปักกิ่งของปักกิ่งครับ (ว่ากันว่าเป็นเป็ดปักกิ่งที่อร่อยที่สุดครับ) ตอนนั้นหงุดหงิดถึงขั้น แล้วอีภัตตาคารเนี่ยมันต่อคิวรอยาวมาก (แล้วเราก็ดันแปลก ปกติภัตตาคารจีนเขาไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เราไปคนเดียวซะงั้นแถมพูดไม่รู้เรื่องอีก) ตอนต่อคิวเนี่ยอยากกลับไทย max ไม่อยากอยู่แล้วประเทศนี้คนถ่อยจัด
เข้าไปสั่งเป็ดมาครึ่งตัว แล้วเขาก็เอาไอ้นู่นไหมไอ้นี่ไหม ก็เอา ๆ มาเหอะขี้เกียจคิด (มันคือน้ำจิ้ม กับ แป้งห่อที่ดันเรียกวันแพนเค้ก ที่ไม่ได้มาพร้อมเป็ดอะ)
เขามีเอาเป็ดมาหั่นให้ดูที่โต๊ะ แล้วก็มีคนมาสาธิตวิธีกินให้ดู (จริง ๆ แล้วก็พอรู้อะนะ)

หลังจากเอาเข้าปากไปหนึ่งคำ


เปลี่ยนความคิดกระทันหันกลาย คนที่นี่ดีจังเลย คนที่นี่สุดยอดมาก ๆ สามารถคิดค้นสูตรอาหารขนาดนี้ได้ไง

อร่อย !!!! recommend ครับ ไปถึงแล้วต้องไปกินนะครับชื่อ Quan ju de ครับ
ราคาไม่แพงขนาดนั้นแฮะ ตอนแรกคิดว่าแพงมาก ๆ แต่สุดท้าย มื้อนั้นจ่ายไป 140 หยวน หรือ 2100 เยน (คิดเป็นเยนแล้วดูถูกดีเนอะ)
ให้อภัยไกด์ถ่อยทันที

วันที่ 3

นั่งรถเมล์ไปเที่ยว พระราชวังฤดูร้อน, จัตุรัสเทียนอันเหมิน แล้วก็ พระราชวังต้องห้าม ระหว่างนั่งรถเมล์คุยกับคนเก็บตังค์ไม่รู้เรื่องว่าต้องลงป้ายไหน มันก็เลยเขียนตัวคันจิที่อ่านญี่ปุ่นว่า shouten แปลว่าป้ายสุดท้ายมาให้........ก็เข้าใจนะ แต่มันคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นอีกแล้วเหรอ -_-"
พระราชวังฤดูร้อน สวยมาก ๆ เลย recommend สุด ๆ แล้วจัตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังต้องห้าม ก็น่าเดินมาก ๆ   ถ้าหลบกรุ๊ปทัวร์ได้
ที่พระราชวังต้องห้ามมันมีไกด์อัตโนมัติให้เช่าด้วย หลัก ๆ ก็มีแผนที่ แล้วก็มี GPS รู้ว่าเรากำลังอยู่ตรงไหนในพระราชวัง มีไฟกระพริบบนแผนที่ แล้วก็มีเสียงออกมาผ่านหูฟังตรงกับที่ที่เราอยู่เป็นข้อมูลของสถานที่ตรงนั้นอย่างละเอียด ในเสียงจะบอกด้วยว่าเราควรดูตรงไหน ควรสังเกตอะไรเป็นพิเศษ (ฟังดูธรรมดานะ แต่ก็ดีใจที่เห็นสิ่งที่เคยทำ ได้มาเป็นอะไรที่ใช้ได้ดีมาก ๆ ในทางปฏิบัติ)
ตอนแรกรู้สึกงี่เง่ามากราคาเช่าก็แพง ตั้ง 200 บาท แต่พอเอามาใช้แล้วรู้สึกสะดวกมากเลย (มีภาษาไทยด้วย) รู้สึกว่าถ้าเอามาแทนพวกไกด์ถ่อยคงจะดีมาก ๆ ข้อมูลถูกเป๊ะไม่ต้องเสียเวลาอ่าน ไม่เดินหลง
จ้างไกด์นอกจากแพงแล้ว ยังเกะกะ ต้องไปพร้อมกันเยอะ ๆ เดินไม่อิสระ แถมบางครั้งก็ข้อมูลมั่ว พูดส่งเดชให้มันน่าเชื่อถือ (เพราะคิดว่ายังไงคนฟังก็ไม่รู้อยู่แล้ว) แล้วยังขายของ แล้วก็ต้องทริ๊ปอีก

เครื่องบินออกสองทุ่มหละ แต่ว่าตอน 4 โมงครึ่งยังเดินไม่หมดเลย
ก็เลยต้องรีบวิ่งออกมา กลับโรงแรมเอาของ แล้วก็ไปแอร์พอร์ตอย่างเร็วที่สุด (วิ่งไปกินไป)
ปรากฎว่าไปถึง gate ก่อนตั้ง 1 ชั่วโมงกว่า ๆ แหนะ (ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันน้า) ก็บินกลับไทยโดยสวัสดิภาพ

จบทริ๊ปเที่ยวปักกิ่งแบบการเคลื่อนที่แบบ random ของเด็กเนิร์ดครับ
สรุปปักกิ่งเป็นเมืองที่น่าเที่ยวครับ และคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นคนดี (อยากพูดภาษาจีนได้จัง น่าจะทำให้รู้จักเมืองจีนดีกว่านี้) ที่สำคัญเที่ยวปักกิ่งถูกดีครับ (3 วันใช้ในปักกิ่งไป 4000 กว่าบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าเที่ยวในญี่ปุ่น) ถ้ามีโอกาสก็อยากไปอีกครั้งครับ

FFK คำถาม LYRICS


อยากให้วันนี้ เป็นแบบวันนั้น
ที่เราหลบฝนอยู่ด้วยกัน มีร่มคันหนึ่ง กับใจที่เริ่มสั่น
ไม่น่าหรือว่าหวั่นไหวเพราะไกล้เธอ

ตั้งแต่วันนั้น มาจนวันนี้
ไม่ว่ากี่ทีที่พบเจอ ที่ดูไม่ค่อยคุย
แค่ยิ่มให้เธอ ก็กลัวว่าเผลอไปบอกความในใจ

ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

ไม่มีใครรู้ มีแค่เธอรู้ ว่าคำตอบนั้นเป็นเช่นไร
ถ้ามันไม่ตรงกัน ฉันก็เข้าใจ
แต่ว่ายังไงก็ยังจะรอฟัง

ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง
ได้แต่ตั้งความหวังข้างในหัวใจ
ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

ก็มีคำถามในใจที่ต้องรัก

ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม
อยากให้เธอมองตาและตอบคำถามหัวใจ
ไม่รู้เมื่อไหร่ เธอจะได้ตอบมันสักที

February 21

ตามติดชีวิตนิสิต ป.โท

 

เหมือนทุกครั้งครับ ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ อัย พี่บิ๊ก พี่วิน พี่เอ็ก ครับสำหรับการคอมเมนต์ครับ

ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับแน็คที่ตั้งใจคอมเม็นต์บล๊อกเรามาก ๆ (ทำให้บล๊อกไร้สาระอันนี้ ดูมีสาระขึ้นมาเล็กน้อย) ขอบคุณมากครับ
บล๊อกวันนี้ก็ยังดูเหมือนมีสาระ แต่ไม่ค่อยมีสาระนิดนึง เนื่องจากว่าเราห่างหายการเขียนไปนาน ก็มีเรื่องให้เล่าสนุก ๆ เยอะเลยครับ (แต่ต้นเล่าก็ไม่สนุกหรอก น่าเบื่อ และจะเป็นอารมณ์บ่น ๆ มากกว่า)
ก็น่าเสียดายเหมือนกันที่เราไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์ที่ได้เจอจิง ๆ ลงในบล๊อกได้ รู้สึกว่าบล๊อกตัวเองมีความคิด (งี่เง่า) ของตัวเองบรรจุอยู่เยอะ แต่ก็ไม่มีความทรงจำ เหตุการณ์สำคัญที่น่าจดจำ
ซึ่งความรู้สึกนี้เราได้จากการไปไล่อ่านบล๊อกของคนหลาย ๆ คนที่มีความทรงจำแบบเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน
แต่มันไม่ได้จากบล๊อกเรา

โอเคเรื่องที่จะเล่าวันนี้มีสามเรื่องหลัก ๆ คือ Conference ที่เกียวโต, Conference ที่โตเกียว และ ไปเที่ยวไซตามะ
เมื่อปลายเดือนที่แล้วได้โอกาสจาก อาจารย์ให้ไป พรีเซ็นต์งานเก่าสมัยป.ตรี ปัดฝุ่น แต่งเติมเล็กน้อยส่งเปเปอร์ไปพูดที่ LA ตอนแรกตกใจมาก LA ...... เย่......ผมจะได้ไปเมกาเย่ ๆ ๆ ๆ ๆ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เพราะ LA เป็นการประชุมวิชาการในประเทศญี่ปุ่นด้าน Theoretical Computer Science (ด้านที่เราทำวิจัยอยู่นั่นแหละ) และประชุมกันเป็นภาษาญี่ปุ่น เรานักเรียนต่างชาติก็นั่งอ้าปากหวอ ตาหวาน ตลอดการประชุม 3 วัน แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ครับ (เป็นประสบการณ์คนเดียวอีกแล้ว) เริ่มลุยกันเลยดีกว่า

วันที่ 1 เมื่อวานนี้เขาไปร้องเกะ(คาราโอเกะสุดฮิตที่โตเกียว)โต้รุ่งกันหงะ แต่ไม่ได้ไปเพราะว่าวางแผนว่าจะออกแต่เช้า
เนื่องจากเป็นงานที่แล็บก็เลยได้นั่งชินกันเซ็นฟรี.....เย่....... รถไฟที่เร็วที่สุดขบวนหนึ่งของโลก ราคาแพงหูฉี่ 13,000 เยน จากโตเกียว ถึง เกียวโต ........ประหยัดเวลาไปเยอะ ปกติแล้วนั่งรถบัสใช้เวลา 8 ชั่วโมงแต่ชินกันเซ็นใช้เวลา 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่นั่งชินกันเซ็นแล้วดูวิวมันเวียนหัวแปลก ๆ เหมือนข้อมูลที่วิ่งเข้าไปในหัวมันมากกว่าปกติ 4-5 เท่าในเวลาเดียวกัน สุดท้ายก็เลยง่วงนอนแล้วก็หลับซะงั้น.....ไม่น่าเลย อุตส่าห์ได้นั่งชินกันเซ็นทั้งที

พูดถึงชินกันเซ็น
เมื่อวันก่อนคุยเรื่องคนโรคจิต (คุยเรื่อยเปื่อยแต่เนื้อหาโดยรวมเป็นเรื่องคนโรคจิต) กับเพื่อน ๆ ที่หอ
ก็คุยถึงเรื่องคนโรคจิตที่ภาคใต้เมืองไทย ตอนนั้นเราง่วง ๆ อยู่แว้บขึ้นมาในหัวว่า
ถ้าประเทศไทยลงทุนปรับปรุงรถไฟสายใต้ ให้ไปถึงนราธิวาสใน 3-4 ชั่วโมง ไฟใต้จะดับ
ดูสิครับ ผู้อ่านทุกท่าน เวลาต้นง่วงเนี่ยไว้ใจไม่ได้จริง ๆ พูดเสร็จก็ไม่รู้จะเอาอะไรมายืนยัน แล้วก็ดูเป็นคำพูดที่พล่อย ๆ

แต่ต้นคิดว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกี่ยวข้องโดยตรงกับสังคมวิทยา การเมือง ศาสนา และ ความคิดของมนุษย์
หลายคนคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน
หลายคนลงความเห็นว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันเป็นความเจริญทางวัตถุทำให้ความสังคมเจริญขึ้นค่าทางจิตใจของคนต่ำลง
แต่ผมในฐานะของคนที่ยังอยากสร้างงานวิจัยเหล่านี้ขึ้นมา เชื่อมั่นว่า ความเจริญทางวัตถุ ไม่ได้ทางให้ความเจริญทางสังคมถดถอยลงแต่ทำให้สังคมก้าวหน้าขึ้นไปมากยิ่งขึ้น
และเชื่อว่าปัญหาสังคมหลายอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เคยอ่านการ์ตูนชื่อเรื่องว่า "ต๊องแน่แต่อัจฉริยะเรียกพี่" ตอนจบ เคนทาโร่(พระเอก) ได้พูดคำนึงซึ่งเราเห็นด้วย
เทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบจะไม่มีวันทำให้ใครเดือดร้อน
แล้วเราก็มีความเห็นตรงกัน
สิทธิมนุษยชน, ทาส, ระบบศักดินา ในหลายประเทศ อาจจะไม่ถูกยกเลิกหากไม่มีแนวคิดของนักคิดซึ่งสร้างขึ้นมาจากรากฐานของตรรกะคณิตศาสตร์สมัยใหม่
การที่เรามีเครื่องจักร มีเครื่องซักผ้า เตารีด ตู้เย็น ช่วงแรกก็มีแต่คนพูดว่าจะทำให้คนตกงาน แต่ดู ๆ ไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญมาก ๆ ที่จะก่อให้เกิดการเลิกทาสในระบบทุนนิยม
นิยามของคำว่าทาส คือคนที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ เป็น routine (ด้วยสมมติฐานที่ว่าไม่มีใครอยากทำงานซ้ำ ๆ) คนที่ต้องทำงานสกปรก หรือคนที่ต้องทำงานอันตราย
มันก็เหมือนกับการเลิกทาสทางการเมืองหละ ที่ช่วงแรก ๆ แม้แต่ทาสก็ไม่อยากให้เลิก เพราะว่าคุ้นเคยกับนาย คุ้นเคยกับชีวิตง่าย ๆ ที่อาศัยอยู่กับเจ้านาย
การมีเครื่องจักรเหล่านี้ทำให้งานของคนสนุกมากยิ่งขึ้น คนที่ต้องทำงานในระดับล่างมีน้อยลง และทำให้สังคมเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น
หรือการที่สังคมสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายยิ่งขึ้น การติดต่อสื่อสารกันได้ดีขึ้น ก็อาจจะทำให้เราสามารถเข้าถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคมเช่น คนในประเทศด้อยพัฒนากำลังอดอยากได้ง่ายยิ่งขึ้น
เราคิดว่าถ้าการคมนาคมในไทยดีขึ้นมากกว่านี้........คนไทยน่าจะได้มีโอกาสรู้เรื่องภาคใต้มากกว่านี้ (ซึ่งปัจจุบันรู้แค่ว่ายิงกันเมื่อไหร่ ตายกี่ศพ) และน่าจะทำให้เกิดแรงผลักดันที่จะช่วยให้แก้ปัญหาได้ถูกจุดได้มากกว่านี้
ถ้าสังเกตปัญหาทางการเมืองในเกือบทุกที่บนโลก จะเกิดจากการที่การคมนาคมไปไม่ถึง
การคมนาคมสื่อสารความใกล้ชิด ภาษา มีผลสำคัญอย่างมากต่อการเมือง แน่นอนมีความสำคัญมากกว่าขนาดจมูกนายกรัฐมนตรี
แน่นอนเทคโนโลยีก็ต้องเผชิญกับปัญหา ที่เกิดขึ้นจากความไม่สมบูรณ์ของมัน การไม่เข้ากับของที่มีอยู่เดิม (ธรรมชาติ วัฒนธรรม), การแบ่งแยกโลกออกเป็นสองฝั่งคือฝั่งที่เทคโนโลยีเข้าถึงกับส่วนที่ไม่, การมีเทคโนโลยีบางอย่างที่เป็นการพัฒนาที่ผิดพลาด
แต่กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว หลายเทคโนโลยีสร้างเกือบสำเร็จและก็เป็นที่ยอมรับกันในทุกคนว่าทำให้สังคมเราดีขึ้นจริง ๆ (บ้าน, ยารักษาโลก, โภชนาการ, เครื่องนุ่งห่ม)
เราคิดว่าเรามาเชื่อใจเทคโนโลยี ให้กำลังใจให้พัฒนาต่อไป อาจจะดีกว่ามาตั้งแง่ในเรื่องบางเรื่องที่ไม่มีเหตุผลดีกว่า

พูดถึงความเชื่อใจ ช่วงนี้ได้ทำงานนอกเวลาครับเป็นงานบริษัทชื่อ IIP ครับ
ได้ทำงานกับคนญี่ปุ่นแล้วก็รู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การทำงานระบบกลุ่มของคนญี่ปุ่นเนี่ย ความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญครับ
ผมคิดว่าระบบกลุ่มของคนญี่ปุ่นเนี่ยอาจจะมีพวกบ้าอำนาจ กินเงินเดือนฟรีเหมือนในหนังญี่ปุ่นก็จริง
แต่ความสำเร็จของมันถูกสร้างขึ้นมาจากความเชื่อใจครับ
ผู้น้อยเชื่อมั่นในประสบการณ์ของผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่เชื่อมั่นในความคิดสร้างสรรค์ และ ความสามารถของผู้น้อย
เพราะเป็นอย่างงี้ระบบกลุ่มของญี่ปุ่นถึงมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบปัจเจกชนของตะวันตกครับ
แน่นอนว่าทุกคนในกลุ่มก็ต้องตอบแทนความเชื่อมั่นเชื่อใจด้วยการพยายามอย่างเต็มที่ครับ
ผมเชื่อมั่นครับว่าในการสร้างของบางอย่างคน ๆ เดียวไม่พอ ระบบกลุ่มสำคัญมาก ๆ ครับ
จะมาทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ ทำอย่างที่ตรูจะรวยที่สุดในโลก ทำเพราะผมไอคิวสูงกว่าชาวบ้าน คงไม่ถูก (อาจจะเหมาะกับงานบางอย่าง และ ไม่เหมาะกับงานบางอย่าง)
มองกลับไปที่สังคมไทยครับ
คนกรุงเทพก็ไม่เชื่อมั่นคนอีสานบอกว่าคนต่างจังหวัดโง่ (เอ้า ถ้าเขาโง่จริงไม่เห็นมีใครคิดจะทำให้เขาฉลาด)
คนต่างจังหวัด ก็ไม่เชื่อมั่นคนกรุงเทพ บอกว่าคนกรุงเทพ ใจดำ คับแคบ (ที่ใจดำคับแคบ ก็เพราะไม่เชื่อใจคนอีสานนั่นแหละ ทำไมไม่คิดจะทำให้คนกรุงเทพเชื่อใจให้มากกว่านี้)
ผู้น้อยไม่เชื่อใจในผู้ใหญ่บอกว่าผู้ใหญ่หัวโบราณคร่ำครึ
ผู้ใหญ่ไม่เชื่อใจในผู้น้อย เรามักจะได้ยินคำว่า "เด็กสมัยนี้" หลุดออกมาจากปากผู้ใหญ่ทุกคนตลอดเวลา (เรื่องพวกนี้ก็เริ่มเป็นปัญหาที่ญี่ปุ่นเหมือนกัน และเราคิดว่าตรงนี้จะทำลายระบบกลุ่มของญี่ปุ่นที่เข้มแข็งในเวลาอันใกล้นี้)
ประชาชนไม่เชื่อในนักการเมือง และคิดว่านักการเมืองโกงกิน
นักการเมืองคิดยังไง ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยมีเพื่อนเป็นนักการเมืองอะ

หลายคนอาจจะพูดว่า ก็เป็นความผิดของคนกรุงเทพ, คนต่างจังหวัด, ผู้น้อย, ผู้ใหญ่, นักการเมือง ที่ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้คนเชื่อถือได้
ก็จริง และ จริงมาก ๆ
แต่มันก็เป็นเรื่องของไก่กับไข่ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดก่อนกันระหว่างความเชื่อมั่น กับ ความน่าเชื่อถือ
บางครั้งเรากำลังขี้เกียจอยู่แต่ถ้ามีใครเชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ เราก็จะทำสุดแรงเกิดที่เราจะทำได้ (แม้ว่าจะล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่)
แต่เราก็สนุกทุกครั้งที่มีคนเชื่อมั่นเรา และ เสียใจทุกครั้งที่รู้ว่ามีใครไม่เชื่อใจ (ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่ก็รู้ว่าทำไมถึงไม่เชื่อใจ)
ถ้าคนกรุงเทพเลิกคิดว่าคนอีสานโง่ รับฟังความคิดเห็นของคนท้องถิ่น อาจจะเข้าใจความเป็นอยู่ ข้อจำกัด สภาพแวดล้อมที่ทำให้คิดต่างกัน แล้วพาทั้งคู่ไปสู่การเมืองที่ดีขึ้น และ ถ้าคนอีสานเปิดใจว่าคนกรุงเทพไม่ได้คับแคบ ก็อาจจะมีความคิดที่ต่างกันออกไป
ถ้าผู้ใหญ่ผู้น้อยเชื่อใจกัน แน่นอนครั้งแรก ๆ มันคือความผิดพลาด จากการไว้ใจ แต่เราคิดว่าคนทุกคนไม่มีใครปฏิเสธความเชื่อใจครบเจ็ดครั้งได้เหมือนเบ้งเฮก(สามก๊ก) ได้มั๊ง (มั๊งนะ)
ถ้าประชาชนเชื่อใจนักการเมืองมากกว่านี้ ก็จะมีคนที่มีความหวังกับการเมืองเป็นนักการเมืองมากยิ่งขึ้น การเมืองอาจจะดีขึ้นก็ได้นะ

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดเป็นแค่ความคิดพล่อย ๆ ในวันนี้เท่านั้น รู้สึกว่าตรรกะมันไม่สมบูรณ์แล้วก็ต้องพัฒนาความคิดอีกเยอะ
ความคิดหลายอย่างไม่ว่าจะมองทางซ้ายหรือขวา ตรรกะมันไม่สมบูรณ์ตอบคำถามได้ไม่ทุกคำถาม คิดว่าหลายคนอ่านแล้วคงหาเรื่องเถียงได้เป็นตัน

(ตอนนี้เปลี่ยนวันความคิดเปลี่ยนไป)
สรุปแล้วเราก็อาจจะต้องจบด้วยคำพูดที่ใคร ๆ ก็พูดกันหละนะ ทุกอย่างมันคงต้องขึ้นอยู่กับความพอดีหละ ไม่มากไปไม่น้อยไปหละ แต่ความพอดีนั้นมันอยู่ที่ไหน เป็นเรื่อง Subjective ที่ใครพูดอะไรก็ถูก ใครคิดอะไรก็ถูกไม่มีคำตอบตายตัวเหรอ
วิทยาศาสตร์สอนให้เราเป็นคนคิดแบบ Linear Thinking (คำศัพท์ของรัดจิ) แต่ Linear Thinking จะมีคำตอบทุกอย่าง
ความจริงจะมีหนึ่งเดียว ตามที่โคนันบอกจริงเหรอ แล้วถ้าความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียว และแต่ละคนถึงความจริงคนละข้อกัน
โลกนี้จะวุ่นวายแค่ไหน..........

ออกนอกเรื่องจนลืมไปแล้วว่า เมื่อกี๊พูดถึงไหนแล้ว (หลังจากผ่านมาเกิดครึ่งบล๊อก)
ลากขึ้นไปดู อ๊ะเพิ่งขึ้นชินกันเซ็นเองนี่นา โหยแล้วเมื่อไหร่จะเล่าจบเนี่ย (เราไม่ได้เขียนบล๊อกนานมีเรื่องบ่นเยอะ)
โอเค ไปอย่างเร็ว (มุขเดิม ขี้เกียจเขียน แอบอู้นี่หว่า)

ไปถึงก็เอาของไปฝากล๊อกเกอร์นั่งรถบัส
ก็ไปเที่ยวไปชื่อวัดสามพัน (ซังเซ็งอิน) เป็นวัดบนภูเขากลางหิมะ หนานุ่มฟู (ครึ่งเมตรได้มั๊ง) ต้องใส่บู๊ตเดินลุยหิมะไปไหว้พระ วัดสวยมาก ๆ เป็นวัดแนะนำของโตเกียวในฤดูหนาวครับ จิง ๆ แล้วเป็นครั้งแรก ที่ได้เป็นหิมะเยอะขนาดนี้ ก็เลยทำกริยา "กระเหรี่ยง" ครบทุกอย่าง(มาคนเดียวไม่มีใครห้าม) ประทับรอยนิ้วมือบนหิมะ ปาหิมะ นอนกลิ้งเกลือกบนหิมะ ไปจนถึงกินหิมะ (แล้วก็ท้องเสียอย่างรุนแรงในวันรุ่งขึ้น) หิมะแม้จะเห็นว่าตกที่สะอาด และก็เป็นสถานที่สะอาดแบบบนภูเขาสวย ๆ ก็รับประทานไม่ได้นะครับทุกคน

แล้วก็นอยด์กลัวไปโรงแรมไม่ถูกก็เลยรีบบึ่งรถกลับโรงแรม แต่ก็ได้ไปเที่ยวแถวสถานีเกียวโต (เพื่อหาข้าวกิน) ร้านข้าวในเกียวโตหายากมาก ๆ (ไม่นับของหวาน ซึ่งก็แพงระยับ) เดินหาอยู่นานก็ไม่เจอซักที สุดท้ายก็ซัดของแพงไปหลายมื้อ (เปลืองตังค์ง่า)

(ข้อความติดเรทต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรอ่าน)
เหอ ๆ คืนนั้นที่โรงแรมเข้าไปตกใจ เพราะเขามีเขียนว่า มี"หนังผู้ใหญ่ให้บริการ" ติดเอาไว้ เราก็เอ๊ะดูดีรึเปล่า
สุดท้ายก็ลองเปิดไปดู แล้วก็พบว่า"มันก็ไม่ได้น่าดูขนาดนั้นซักหน่อย" คือเราได้ยินเพื่อนหาอะไรพวกนี้อย่างแทบเป็นแทบตาย ไปเดินพันธ์ทิพย์ก็เห็นคนพยายามหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้วก็มีคนซื้อแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ
เอาเข้าจริง ๆ มันก็แอบน่าเบื่อหงะ คือมันก็มีอยู่"แค่นั้น" แล้วก็ซ้ำไปซ้ำมา
มันก็เริ่มต้นที่การทรมาน ๆ ๆ ๆ ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ (สนุกตรงไหนเนี่ย ดูคนตบกันไปตบกันมา)
แล้วก็ลงท้ายด้วยรูปแบบเดิม ๆ (เราเล่นพันธ์ทิพย์ไป คุย msn ไป คุยไป ก็ยังรู้สึกว่ามันน่าเบื่ออยู่ดี ..... เรารู้สึกว่าพันธ์ทิพย์กับ msn สนุกกว่า) แล้วก็.....ปิดดีกว่า
มันสนุกตรงไหนอะ ดูคนตบกัน ดูคนทรมานเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คือคนที่ดูมีความสุขที่ได้เหยียดหยามเพศแม่ขนาดนั้นเลยเหรอ
เราคิดว่าญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่มีการแบ่งแยกชายหญิงอยู่มาก มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ด้วยกัน
เราเชื่อว่าหนังผู้ใหญ่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประเทศของเขายังเป็นอย่างงั้นอยู่นะ
(เขียนไปแล้วลบดีมะเนี่ย ประจานตัวเองว่าได้เขียนอะไรงี่เง่าละกัน)

วันที่ 1
อื้มวันรุ่งขึ้นก็ไปเที่ยวแถววัดคิงคะคุจิ (แต่ไม่ได้เข้าไปในวัดเนื่องจากงกค่าเข้า) เข้าไปวัดเดียวคือเรียวอันจิ แล้วมันก็ไม่ได้สวยขนาดนั้น (หน้าหนาวต้นไม้มีแต่ใบ) แล้วก็เลยตัดสินใจไม่เข้าวัดอื่นละ เดินไปดูหน้าวัดอย่างเดียวพอ ขึ้นรถรางเกียวโต หลงทางเล็กน้อย แล้วก็กลับไปงานประชุมวิชาการ(ไปสายเล็กน้อยเนื่องจากหลงทาง) แล้วก็นั่งอ้าปากหวอ ตาหวาน นั่งฟัง conference ไปเรื่อย ๆ ฟังไปได้ 8 paper อาจารย์คนจัดงานก็มี session พิเศษ ฉลองครบรอบการประชุม LA ครบ 50 ครั้ง คือไอ้ประชุมวิชาการ LA เนี่ยมันบางปีก็มีสองครั้งบางปีก็มีครั้งเดียว จัดตั้งแต่ปี 1970 (เป็น conference เก่าแก่มาก ก่อนตั้งภาควิชาวิศวคอมฯ จุฬาอีก) เนื่องจากเป็นครั้งที่ 50 ก็เลยเชิญอาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมวิชาการนี้ตั้งแต่ครั้งแรกมาเล่าประสบการณ์การเข้าร่วมประชุมวิชาการ มีตั้งแต่ paper ที่น่าสนุกที่สุด (ถ้าทางจะสนุกจริง ๆ แฮะ ขำกันลั่น Hall แต่แน่นอนเราแปลชื่อ paper ไม่ออกหงะ)
ขนาดมุขยังฟังไม่รู้เรื่องเลย อาจารย์ครับส่งหมูน้อยท่องโลกกว้างมาสงสัยจะเสียเปล่าแล้วง่า
นอกจาก paper ที่น่าสนุกที่สุด ก็มี เหตุการณ์ใน conference ที่น่าประทับใจ มีอาจารย์เอา proceeding กับตาราง present ในปี 1970 มาให้ดูด้วย (ดูเป็นของสำคัญทางประวัติศาสตร์ computer science ญี่ปุ่นมาก) อาจารย์ฮือฮากันใหญ่ สมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่อง automata, language, อะไรอย่างงี้ที่ได้เรียนตอนปีสี่อยู่เลย ฟังแล้วน่าสนุกจัง
แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดเห็นจะเป็นอาจารย์คนนึง (บุคลิกทำให้เรานึกถึงอาจารย์ประภาสที่ภาคมาก ๆ) เขาเอา presentation ชื่อว่า "วิธีเขียน paper ที่ดี".........................................."ด้วยลายมือ" จึ๋ย

คือเมื่อสมัยก่อนในปี 1970 เขายังใช้พิมพ์ดีดเขียน paper กันอยู่หนะ แล้วพิมพ์ดีดก็ไม่มีภาษาญี่ปุ่น (เพราะมันพิมพ์ตัวคันจิ 7000 ตัวไม่ได้) เขาก็เลยเขียนเอา
อาจารย์เหมือนอาจารย์ประภาส เขาเอา paper ในสมัยนั้นมาให้ดูแล้วก็ปิดชื่อคนเขียน paper แล้วให้อาจารย์ที่นั่งอยู่ช่วยกันทายว่าใครเป็นคนเขียน paper ฉบับนั้น
น่าแปลกมากที่อาจารย์ผู้ใหญ่อาวุโสมาก ๆ ทายถูกกันเป็นส่วนใหญ่ด้วย !!!!!!!!!!!
ได้ฟังแล้วเหมือนกับได้มานั่งอยู่ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การพัฒนา computer ในญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว
หลังจากนั้นก็ไปงานเลี้ยงกัน (จัดเป็นแบบญี่ปุ่น) เหอะ ๆ พวกอาจารย์เนี่ยเหล้าเข้าปากหน่อยไม่ได้ นินทาอาจารย์คนอื่นกันใหญ่เชียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ที่ไม่ได้มา หรือไม่ได้ส่งนักเรียนมา........เข้าใจละว่าทำไมอาจารย์เราส่งเรามานั่งหาว

วันที่ 2
วันนี้เหนื่อยมากนั่งฟัง paper แบบ intensive ไม่รู้เรื่องเลย 21 เปเปอร์ (แต่ก็ยังดื้อทนพยายามฟังจนถึง 3 เปเปอร์สุดท้ายนั่งตาหวานปากหวอ) paper ส่วนใหญ่เป็นเรื่องซ้ำ ๆ กัน ส่วนมากเกี่ยวกับ graph, tree, combinatoric optimization มีบาง paper ที่ดูแล้วเป็น pure math มาก เช่น XOR^2 = 90 ....... ได้ไงฟะ XOR กำลัง 2 ได้ 90 เนี่ยเกี่ยวไรกันไม่ทราบ พยายามฟังมากแต่ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี (เช็กนี่หน้าคนอื่นก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน โอเค ผ่าน)

วันที่ 3
วันนี้มี present ตัวเอง ก็ไม่ฟงไม่ฟังของคนอื่นมันแล้ว เด๋วสำเนียงอังกฤษเพี้ยน แล้วก็ไปพรีเซ็นต์ติด ๆ ขัด ๆ ใช้ไมค์ก็ไม่เป็น แล้วก็เละ ยังดีที่มีอาจารย์ฟังรู้เรื่องอยู่บ้างแล้วยังได้คอมเมนต์กลับมา
ตอนพรีเซ็นต์จบมีใบอะไรก็ไม่รู้ส่งมา อ่านไม่รู้เรื่องว่าเป็นใบอะไร ก็เลยไปถามอาจารย์ซักคน แต่อาจารย์กำลังยุ่ง ๆ อยู่ก็เลยตอบว่า "เขียนแต่เฉพาะ ID ก็พอครับ" อ้าวเหรอเขียน ID เหรอครับอาจารย์ ก็เลยเขียน ID ไป
แต่มันมี 3 ช่องว่างอะ ก็เลยเขียน ชื่อใส่ไปอีกช่องนึง แล้วอีกช่องนึงก็เขียนชื่อมหาลัยตัวเองใส่ลงไป

จริง ๆ แล้วใบนั้นมันเป็นใบโหวตสำหรับ "Best Presentation Award" หละ -_-" คือ ID ที่ให้ใส่หนะคือ ID ของคนที่เราเห็นว่า Present ดีที่สุดสามลำดับ -_-".............
สรุปแล้วเราก็ได้คะแนนจากการ Vote Best Presentation Award มา 1 คะแนน (ก็คะแนนที่เราเขียนไปเองนั่นแหละ) -_-"

แบกหน้าแตกไปเที่ยว จองตั๋วชินกันเซ็นเที่ยวสุดท้ายของวัน แล้วก็ไปเที่ยวเขาเรียกว่า อินาริ เป็นโทริอิ (ประตูสีแดง ๆ) ต่อกันเยอะชนิดที่เรียกว่าเหมือนหลังคามองวิวไม่เห็นต่อกันวนรอบภูเขาเป็นระยะทางรวม 23 กิโล -o- ขึ้นไปจนสุดแล้วก็พบว่าการจะเห็นวิวสวยสุดยอดเนี่ยมันต้องเข้าไปกินในร้านแล้วก็สั่งของในร้านเขากินอะ ---- ไม่ดูก็ได้ฟะ -_-"
แล้วก็ไปเที่ยวกิออนอะ แต่ทำไมไม่รู้ไม่เห็นไมโกะจัง (คนบริการในร้านแถวนั้นที่จะแต่งหน้าเหมือนในหนังเกอิชาอะ) เราก็ว่าเราไปถูกเวลาแล้วนะ ก็เลยไปเที่ยววัดแถวนั้น แต่มันก็ปิดหมดแล้ว (ไม่เป็นไรไม่อยากเข้าเสียค่าเข้าอยู่แล้ว อ้อ ลืมบอกไปว่าวัดแต่ละวัดในเกียวโตเนี่ยเสียค่าเข้าแพงมาก เรียกกันว่าปล้นกันชัด ๆ 400 - 900 เยน = 120 - 270 บาท ถึงแม้จะไปถึงเกียวโตแล้วก็เถอะ ไม่เข้าก็ด้ายยยยยย......(งก)
ตอนเย็นไม่รู้จะเที่ยวไหนก็เดินโต๋เต๋อยู่แถวนั้น ซื้อของหวาน (ขึ้นชื่อมากกกกกก ซื้อพาเฟ่กินอะ) แล้วก็กลับชินกันเซ็นเที่ยวสุดท้าย

วันที่ 4 - 5
วันนี้เราไป conference ต่อกันเป็นวันที่ 4 แต่เป็นอีกคอนเฟอเรนจ์นึง เป็นคอนเฟอเรนจ์เกี่ยวกับ Quantum Computation หนะ conference นี้ไม่ได้เป็นคนมาพรีเซ็นต์แต่เป็นคนมาทำงานพิเศษที่คอนเฟอเรนจ์ ลดระดับมาเร็วมาก ถึงแม้จะพูดว่างานพิเศษก็เถอะ แต่จริง ๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรเลยนอกจาก ยื่นไมค์ให้คนที่จะถามเวลาที่เขามีคำถาม - คำตอบกัน (แค่นั้นจริง ๆ) เรียกได้ว่าทำเอาตั๋มซึ่งเป็นคน Energetic มาก ๆ เซ็งสนิทไปเลย (แต่เราโอเคนะ.....รับตังค์ นั่งฟัง คอนเฟอเรนจ์)

วันที่ตั๋มไม่มาวันที่ 5 ก็เลยได้ทำอะไรที่มีดูมีสาระขึ้นมานิดนึง (จับเวลา.....เปิดปิดไฟหนะ มีสาระมาก) ก็สนุกดีเป็นงานพิเศษที่มีโอกาสทำน้อยมาก แล้วก็ได้ความรู้ได้ไอเดีย เข้าใจอะไรมากกว่าที่ไป LA มาเยอะทีเดียว

หลังจากนั้นก็มีไปเที่ยว chichibu แล้วก็ไปดูฟุตบอลระหว่างไทย กับญี่ปุ่นที่ไซตามะมา
เนื่องจากบล๊อกมันยาวแล้ว (มุขนี้อีกละ แล้วเราก็ใช้เวลาเขียนบล๊อกนี้ครบสองชั่วโมงแล้ว)
ไปดูที่บล๊อกรพีเอาเองละกัน
http://picasaweb.google.com/RapeePhoto2/SaitamaTrainTrip
http://picasaweb.google.com/RapeePhoto2/JapanVsThailandKickOff
นั่นแหละ เขียนไว้ละเอียดกว่าเราเขียนเองแน่นอนอยู่แล้ว มีรูปที่เขาคิดว่าสวยงามเพราะถ่ายจากกล้องราคาแพงติดอยู่มากมายด้วย (โฆษณาชวนเชื่อให้ไปดู)
จบด้วยเพลงเหมือนเดิม

เนื้อเพลง: ฉันยังเหมือนเดิม
อัลบั้ม: เพลงประกอบละคร รอยรัก รอยอดีต
ดู เนื้อเพลง ทุกเพลงของ ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์
ไม่รู้ทำไม ฉันจึงได้พบเธอ แม้เพียงแรกเจอ ก็เหมือนคุ้นเคยมานาน
เหมือนมีอะไรบันดาล ระหว่างเธอกับฉัน ทั้งที่เราสองคนก็คนละใจ

แค่ได้มองตา ลึกๆในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกัน ยิ่งคิดฝันไปมากมาย
เหมือนมีอะไรเป็นพิเศษ ที่เธอไม่เหมือนใคร คล้ายๆว่าเธอคือคนที่ฉันรอ

ถ้าหากว่าเป็นกำหนดจากฟ้า ให้เราเกิดมาคู่กัน ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป
แต่หากว่าเป็นแค่เหตุบังเอิญ ที่ฟ้าไม่ได้ตั้งใจ ก็ไม่เป็นไรใจฉันจะยังเหมือนเดิม

แค่ได้มองตา ลึกๆในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกัน ยิ่งคิดฝันไปมากมาย
เหมือนมีอะไรเป็นพิเศษ ที่เธอไม่เหมือนใคร คล้ายๆว่าเธอคือคนที่ฉันรอ

ถ้าหากว่าเป็นกำหนดจากฟ้า ให้เราเกิดมาคู่กัน ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป
แต่หากว่าเป็นแค่เหตุบังเอิญ ที่ฟ้าไม่ได้ตั้งใจ ก็ไม่เป็นไรใจฉันจะยังเหมือนเดิม

ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังรักเธอ

January 01

What is Family????

แหะ ๆ เป็นไรไม่รู้เน็ตช้า
โหลด Window Live Writer มาเขียนบล๊อกไม่ได้
ทนเขียนด้วย Notepad ก็ได้ฮึ่ม ๆ เซ็ง ๆ
ขอบคุณผู้ที่คอมเมนต์ทุกท่านอันประกอบด้วย รัดจิ กวาง พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็กครับ
ขอโทษคุณ Intractable Boy ด้วยนะครับที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ยังไงถ้าดวงซวยหลงมาอีกรอบช่วยแนะนำตัว
หน่อยครับ(ประทับใจชื่อด้วยครับ ; ได้ยินแล้วนึกถึง Intractable Machine)
ขอบคุณพี่เอมด้วยครับที่ช่วยคอมเมนต์บล๊อกเอนทรี่สองอันที่แล้ว
ไม่ได้เขียนมานานมากขนาดเขียนบ่อย ๆ ยังเป็นบล๊อกเรตติ้งต่ำไม่ค่อยมีคนอ่านอยู่แล้ว
ไม่เขียนนี่สงสัยบล๊อกเอนทรี่นี้ไม่มีคนอ่านแน่นอน
ยังไงก็ช่วยอ่าน ๆ ช่วย ๆ คอมเมนต์เหมือนเดิมครับ
พี่วินเคยบอกว่าบล๊อกนี้พูดเรื่องการเมืองแล้วน่าเบื่อ ๆ ไม่อยากอ่าน
แต่ต้นก็ไม่รู้จะเริ่มที่เรื่องไหนแล้วครับ เพราะช่วงนี้กลับมาที่ไทยแล้วพบว่าการเมืองกำลังร้อนระอุทีเดียว
ทุกท่านที่อ่านบล๊อกนี้คงได้ทราบผลการเลือกตั้งกันแล้วนะครับ หลายคนรู้สึกสมหวัง หลายคนก็คงเซ็งไม่หยอกเช่นเดียวกับผมเลยครับ
อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นคติเตือนใจเพื่อน ๆ ทุกคนนะครับ
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใด ๆ เลย
สำหรับคนที่เห็นว่าการปกครอง ระบอบประชานิยมดีอยู่แล้ว การรัฐประหารคือการเสียเวลาทางเศรษฐกิจไปปีครึ่ง บวกกับเงินงบประมาณอีกนับหมื่นล้านบาท
สำหรับคนที่เห็นว่าการปกครองด้วยการคอร์รัปชั่นต้องถูกกำจัด นอกจากที่การรัฐประหารไม่ได้กำจัดคอร์รัปชั่นแล้ว วันนี้ใครจะมองว่าคอร์รัปชั่นอ่อนตัวลง ผมมองว่าพวกเขาเข้มแข็งขึ้น และเข้มแข็งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยทีเดียว
เพราะหากมองย้อนไปในอดีตแม้ว่าไทยรักไทยจะได้จำนวนที่นั่งมากกว่า 350 จากห้าร้อยที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแต่ 350 เต็มไปด้วยอำนาจเก่า(กว่า)ต่อรอง คานอำนาจเต็มไปหมด
ไม่ว่าจะเป็น
กลุ่มวังน้ำเย็น(ปัจจุบันคือพรรคประชาราษฎร์)
กลุ่มวังน้ำยม (ปัจจุบันคือพรรคมัชฌิมาธิปไตย)
กลุ่มพ่อมดดำ ...ไม่แน่ใจปัจจุบันลงเลือกตั้งกับพรรคการเมืองไหน
กลุ่มชาติพัฒนาเดิม (มีชื่อกลุ่มเหมือนกันแต่จำไม่ได้....ปัจจุบันคือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา)
กลุ่มชาติพัฒนาเดิมกว่า(ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพรรคชาติไทย)
กลุ่มชลบุรี(ไม่แน่ใจเป็นส่วนหนึ่งของชาติไทยรึเปล่า)
กลุ่มกิจสังคม (ปัจจุบันเป็นส่วนหลักในพรรคเพื่อแผ่นดิน)
กลุ่มวังพญานาค(ยังอยู่ในพรรคพลังประชาชน)
และอื่น ๆ อีกมากมายที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่ว่ากันว่า พรรคนี้เป็นยำแกงโฮะรวมคนมากมายมาอยู่ด้วย เหลือเป็นวังบัวบานเพียงแค่ไม่กี่คน (ว่ากันว่าประมาณ 100 หรือต่ำกว่านั้น) เท่านั้น
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นชัยชนะของพรรคพลังประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ เพราะประชาธิปัตย์ยังรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ของตัวเองไว้ได้ และได้เพิ่มในบางพื้นที่
แต่เป็นชัยชนะของกลุ่มวังบัวบานเดิมต่อกลุ่มต่าง ๆ ที่เคยมีอำนาจเดินโฉ่งฉ่างในพรรคไทยรักไทย
จะเห็นได้ว่าฐานเสียงเดิมของพรรคเล็ก ๆ ที่เคยเป็นกลุ่มใหญ่ในพรรคไทยรักไทยนั้น
กลายเป็นพื้นที่ของพรรคพลังประชาชน และเป็นการสูญสิ้นของอำนาจเก่ากว่าที่ครอบงำการเมืองไทยมาเป็นระยะเ
และสุดท้ายกลุ่มใหญ่ ๆ ของพรรคไทยรักไทยทั้งหมดได้ส.ส.รวมกันมาแค่ห้าสิบ หกสิบคน
เป็นชัยชนะของอำนาจเคยเก่า ต่อ อำนาจเก่ากว่าอย่างสมบูรณ์
และอำนาจเคยเก่าในวันนี้ แข็งแกร่งยากที่จะหาใครมาลบล้างขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่าใจหาย
เป็นเพราะอะไร ????????
หลายคนโทษหลักการ Majority Vote ว่าเป็นหลักการที่ใช้ไม่ได้
เพราะทำไมต้องให้คนโง่ คนรับเงินซื้อเสียง มามีอำนาจตัดสินชะตาฟ้าอนาคต ของคนฉลาดเลิศเลออย่างเขาด้วย
(บางคนฉลาดมาก เห็นพูดเรื่องการเมืองทีไร ก็เหมือนกับฟังสื่อบางประเภท บางฉบับมาพูดต่อเป๊ะ ๆ ไม่มีการดัดแปลงหรือใช้หัวคิดใด ๆ ทั้งสิ้น รับมาแล้วก็เชื่อทันทีมันฉลาดตรงไหนฟะนกแก้วก็ทำได้)
จริง ๆ แล้วไม่ได้เห็นด้วยกับ Majority Vote ขนาดนั้น แต่คิดว่ามันก็ไม่ได้เป็นหลักการที่แย่อะไรขนาดนั้นเหมือนกัน (อาจจะดีที่สุดสำหรับสังคมขนาดใหญ่แล้วด้วย)
วิธีอื่น ๆ ที่เห็นเคยใช้เช่นการเลือกโดยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ บุคคลที่คัดสรร เช่นองค์กรอิสระ ก็พิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วว่ามีความล้มเหลวช่องโหว่และไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นและเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (เรื่ององค์กรอิสระไม่ได้ถูกแก้ กลับกันยังมีมากยิ่งขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน)
เพราะเอาจริง ๆ แล้วมันก็เป็นวิธีที่ใช้ในการสะท้อนสังคมได้ดีทีเดียว
จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งนึงซึ่งสะท้อนการหยั่งลากลึกของประชานิยมลงบนสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
เพราะว่าทุกพรรคก็ประกาศเอาประชานิยมเป็นหัวใจหลักของนโยบายพรรค
เดี๋ยวนี้ก็ใช้วิธีประกาศแบบโต้ง ๆ แบบพรรคไทยรักไทยเดิมกันหมด เช่น เรียนฟรี ลดภาษี กองทุนกู้ยืม
เมื่อก่อนก็มีแต่ไม่โต้ง ๆ ขนาดนี้แล้วก็ไม่ใช่ทั้งหมดจนไม่มีนโยบายด้านอื่นแทรกมาเลย
อืม นโยบายของแต่ละพรรครวมทั้งผลการเลือกตั้งก็สะท้อนสังคมมากทีเดียวนะ
ให้เปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอีกเป็นร้อยครั้ง ก็คงแก้ไม่ได้หรอก
การเมืองมันก็สะท้อนสังคมนั่นแหละ
ถ้าไม่แก้สังคมก่อนจะหวังให้การเมืองสมบูรณ์คงเป็นไปไม่ได้
วันนี้ก็เลยมาเสนอทางแก้ปัญหาการเมือง ซึ่งเป็นวิธีที่น่าเบื่อ ไม่สนุกเหมือนกับการไม่เดินตะโกนออกไปออกไปแน่นอน
แต่การแก้ปัญหาสังคมที่ดีที่สุด ก็คงต้องเริ่มมาจาก"ครอบครัว" หน่วยสำคัญที่สุดของสังคมที่ใครหลาย ๆ คนมองข้ามไปรึเปล่า
รองจากครอบครัวไปก็คงเป็นหน่วยทางสังคมเล็ก ๆ อย่างเช่น หมู่บ้าน การบริหารส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสังกัด ซึ่งควรจะถูกพูดถึงก่อนที่จะสนใจการเมืองระดับชาติ ไม่ใช่ว่าให้การเมืองระดับชาติบงการการเมืองระดับท้องถิ่น
แต่การเมืองระดับท้องถิ่นต้องมีความเข้มแข็ง และมีความอดทนต่ออำนาจทางการเงินของการเมืองระดับชาติ
อื้ม เรื่องการเมืองท้องถิ่นเนี่ยพูดไปแล้วก็คงยาวแล้วหลายคนก็คงเบื่อ
ที่สำคัญไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะพูดในวันนี้ด้วย
ประเด็นหลัก (ที่โวยวายมาตั้งหลายหน้าเพราะอยากจะพูดเรื่องนี้แหละ) ก็คือวันนี้ทุกคนได้ทำให้ครอบครัวของคุณอบอุ่นรึยังครับ
เมื่อทุกคนก็ท่องตั้งแต่ตอนประถมว่าครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่สำคัญที่สุด
แต่วันนี้ได้ทำอย่างที่เคยท่องไว้รึยังครับ
ตอนก่อนจะไปญี่ปุ่นได้ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นคอร์ส Private แต่ตอนนั้นเรียนกับพี่วิน
อาจารย์ที่สอนชื่ออาจารย์ไพศาลถามเรากับพี่วินว่า
งานหรือครอบครัว อันไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน
แน่นอนทั้งเราและพี่วินตอบตามไขสันหลัง(ไม่ได้ผ่านสมองว่า) ครอบครัว
อาจารย์ไพศาลก็ชี้ให้ดูว่าคนไทยส่วนใหญ่ปากอย่างใจอย่าง ปากก็บอกว่าครอบครัวสำคัญอย่างนู้น สำคัญอย่างนี้
แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เกือบทุกคนก็ให้ความสำคัญกับงานมาก่อน
ตอนนั้นเหตุผลพรั่งพรูมาก ๆ อยากจะเถียงอาจารย์อย่างงู้น อย่างงี้ เพราะก็เชื่อว่าตัวเองให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่างานจริง ๆ นะ
แต่พอมานั่งคิดดูอีกที ถ้าครอบครัวสำคัญกว่างานจริง ๆ เราก็คงไม่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นแน่ ๆ
เราไปเรียนญี่ปุ่นแล้วปล่อยให้คุณพ่อกับคุณแม่อยู่ที่ไทยแค่สองคน
ถ้ามองในแง่ครอบครัวแล้วนี่มันเป็นเรื่องที่ผิดเต็มประตู อย่างที่เถียงไม่ออก
สุดท้ายแล้วเราก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าครอบครัวอยู่ดี
ตอนเด็ก ๆ เรามักจะได้ยินว่า ลูก ๆ ทิ้งพ่อแม่ให้อยู่บ้านบ้าง ไม่มาดูแลบ้าง แล้วก็มักจะคิดตำหนิอยู่ในใจเสมอ ๆ
แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วเราก็ทำเองซะงั้น คิดแค่อย่างเดียวว่าเราต้องไปหางานที่ดีกว่าเดิม
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราเลือกที่จะกลับบ้านบ่อยกว่าที่ทุกคนกลับกันหละ
แล้วก็เป็นเหตุผลที่มักจะหงุดหงิดหุดหิดหัวใจเสมอ ๆ เมื่อโดนแซวเรื่องกลับบ้านบ่อย หนักที่สุดคงเป็นล่าสุดที่กลายเป็นพวก Homesick ซะงั้น (จะพูดอย่างงั้นก็ได้นะ แต่จนถึงตอนนี้ไม่เคยมีความรู้สึกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่น่าอยู่และอยากกลับบ้านซะหน่อยนะ แต่ถ้าคิดว่าการกลับมาหาครอบครัวบ่อย ๆ เป็นเรื่องของคน Homesick และคนที่ไม่คิดถึงครอบครัวเลยเป็นคนที่แข็งแกร่งก็คงได้หละ)
แม้ว่าเราจะยอมรับแล้วว่า
เราก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ปากพูดว่าครอบครัวสำคัญกว่างาน แต่สุดท้ายงานก็สำคัญกว่าก็ตาม
แต่เราก็ทำใจยอมให้การไปเล่นสกี หรือ สโนว์บอร์ดสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้
เราก็ทำใจยอมให้ภาษาที่ห่วยลงในสองอาทิตย์สำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้
เราก็ทำใจยอมให้การไปเที่ยวต่างเมือง หรือต่างประเทศสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้
และเราก็ทำใจให้งานเลี้ยงส่งท้ายปีของที่แล็บสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้เหมือนกัน
ไม่ว่าจะใช้หัวใจหรือสมองคิด การกลับบ้านก็สำคัญกว่าสิ่งที่เขียนมาข้างบนทุกอัน
อย่าอ้างว่าใช้เงินเยอะเลย เราไม่คิดว่าใครจะเดือดร้อนเพราะค่าตั๋ว(ญี่ปุ่นราคาประมาณ 10000 - 17000 บาท)ได้หรอก (ไปทริ๊ปสกีก็ใช้เงินไม่ต่างกันมาก)
ขอโทษน้าครับที่ดูจะใช้คำรุนแรงไปหน่อย แต่ที่เขียนมามันเป็นกลุ่มของเหตุผลของต้น บนบรรทัดฐานของต้น
ถ้ามีบรรทัดฐานอื่น ไม่คิดจะแทรกแซงและไม่บังคับให้เปลี่ยนความคิดครับ
แต่เรื่องนี้สำหรับต้นแล้วเป็นเรื่องจริงจัง และไม่ควรเอามาพูดอยู่ในบทสนทนาล้อเล่น
ถ้าใครพูดในบทสนทนาล้อเล่นอีก ก็จะส่ง link อันนี้ให้เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนบทสนทนาล้อเล่นละกันครับ
กลับมาพูดเรื่องการเมืองกันต่อ
จริง ๆ แล้วในมุมมองของผม
การพัฒนาการเมืองของชาติ
การไปลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งก็มีส่วนแต่เป็นส่วนเล็กมาก ๆ
จริง ๆ แล้วการสร้างสังคมรอบตัว อย่างเช่นครอบครัวให้เป็นสังคมที่ดีต่างหากเป็นภาระของพวกเราที่จะพัฒนาการเมืองที่ดีและเป็นวิธีที่ได้ผลมากกว่า
การจะพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเป็นสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ เรา พี่น้อง เมื่อได้มาอยู่เป็นครอบครัวพูดคุยอย่างครอบครัว ก็ทำให้กลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ได้(เราไม่รู้เรื่องจิตวิทยามากแต่เรารู้สึกอย่างงั้นจริง ๆ นะ)
และนี่เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะรู้แต่ว่ามองข้ามไป
เรื่องบางเรื่องคิดอีกก็ถูกอีก แต่ด้วยความที่อยากเด่นอยากดัง พูดแล้วไม่เท่ห์ก็ไม่อยากพูดหละ
เรื่องครอบครัวเนี่ยเป็นเรื่องที่แบเบอ พูดแล้วไม่เห็นเท่ห์ เหมือนความสามารถด้านงานวิจัย ความสามารถด้านภาษา ประสบการณ์ท่องเที่ยวมากมาย ก็ไม่มีใครอยากพูดกัน (อารมณ์เหมือนไม่มีใครพูดว่าเพลงพี่เบิร์ดเพราะ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วบางเพลงเพราะมาก แต่ถ้าพูดไปแล้วมันจะดูไม่เท่ห์ ดูชาวบ้าน ดูเหมือนคนปกติ ดูเสี่ยว หรืออะไรก็ตามทีแต่คนก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดกัน)
พอไม่พูดกันก็เลยกลายเป็นว่าหลายคนก็เลยมองครอบครัวเป็นตู้เก็บสตางค์ไปซะงั้น
ครอบครัวมีอะไรมากกว่านั้น นะครับ
ตอนนี้พวกเราคนที่อ่านบล๊อก ก็อยู่ในวัยทำงานไม่ก็ใกล้จบแล้ว
ใครที่ยังมองว่าเป็นผู้รับ ก็อยากให้มองในมุมของการเป็นผู้ให้
ใครที่เป็นผู้ให้อยุ่แล้ว ก็อยากให้มองว่าทำยังไงถึงจะให้ได้มากที่สุด เท่าที่บรรทัดฐานของตัวเองจะเอื้อได้
ตามนั้นครับ รู้สึกว่าถ้าเขียนบล๊อกเพิ่มอีก ก็อาจจะทำให้เรตติ้งบล๊อกลดลงอีก ไม่เขียนต่อดีกว่า (ไม่ได้มาเขียนนานมาเขียนดันเขียนสั้นนิดเดียว แถมไม่ได้เขียนเกี่ยวกับชีวิตตัวเองอีกตะหาก)
สุขสันต์วันปีใหม่ครับ
ไหน ๆ พูดถึงเพลงพี่เบิร์ด วันนี้แปะเพลงพี่เบิร์ดละกันครับ
ศิลปิน : เบิร์ด ธงไชย
อัลบั้ม : Simply Bird
เพลง : มีแต่คิดถึง

เหม่อมองไกลไปถึงดาว ที่เคยจองเป็นดาวของเรา ก็ยังคงอยู่ที่เดิมให้พบเจอ
อยู่ตรงนี้มองเห็นดาว และดวงดาวคงมองเห็นเธอ อย่างน้อยเราอยู่ใต้ดาวดวงเก่าเดียวกัน
* หวังว่าเธอคงสุขดี อยู่ตรงนั้นเจอสิ่งดีๆ ฉันคงมีเพียงสิ่งเดียวทุกวัน
มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยู่ทุกครั้งที่มองดาว
มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง เรื่องวันวานและฝันของเรา
มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง และบ่อยครั้งก็ทำให้เหงา คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ
(ซ้ำ *)
เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง สิ่งที่สองเราเคยมี
เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง นึกทีไรก็ยิ้มทุกที
มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยากให้เธอได้อยู่ตรงนี้
คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ
คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ
 
 
September 29

ตะลุยคันไซตามแผนการ

 

ขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ แน็ค กวาง พี่หมี พี่บิ๊ก และ พี่วินครับ
ไม่ได้ ๆ เราจะให้ใครเขียนเรื่องเที่ยวก่อนเราไม่ได้ เดี๋ยวเขียนไม่ละเอียดแล้วมันน่าเกลียด
จริง ๆ แล้วเราเป็นคนชอบเขียนนะ แต่ชอบเขียนแบบบ่น ๆ ด่า ๆ (ซึ่งไม่น่าอ่าน)
จะให้มานั่งบรรยายคุณสมบัติไอ้นู่น ไอ้นี่ อ้วน ต่ำ ดำ ขาว ก็คงไม่สนุกสำหรับคนเขียน
บล๊อกนี้ก็เลยติดเรทติ้งต่ำสุดขั้วโลกอยู่หนะ

เอนทรี่นี้มีวัตถุประสงค์จะเล่าเรื่องการไปคันไซตามแผนการ
ไม่ใช่แผนการอะไรหรอก ไม่ใช่จริง ๆ นะ ไม่ใช่อะไรเลย ไม่ต้องคิดมาก อ๊ะ คิดมากที่เราเน้นคำว่าแผนการเป็นพิเศษเหรอ ไม่มี๊ ไม่มี ไม่มีอะไรจริง ๆ
มันคือแผนการตะลุยคันไซ ของรพี ที่ทำออกมาได้ละเอียดรอบคอบทุกรูขุมขน ต่างกับแผนการตะลุยจิบะที่เราเคยทำเมื่อเดือนก่อนโดยสิ้นเชิง
ตอนนั้นก้อคิดว่าเราคิดมากแล้วนะนั่น นั่งดูเว็บนู้นเว็บนี้ เป็นคืน ๆ เลย
แต่ของรพีนี่ มืออาชีพของจริง วางแผนกันเป็นเดือน ซึ้อหนังสือมากมาย แผนที่มายมายมาหาข้อมูล (ตอนนั้นเราก็มีหนังสือเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้ซื้อ จิ๊กรพีเอามาวางแผนก่อน)

เอาหละ ก่อนจะเข้าไปถึงวัตถุประสงค์หลัก (ทุกคนจะเริ่มรู้ไต๋แล้วว่าซักพักก็จะออกนอกเรื่องไปไกลแล้วไปพูดเรื่องคันไซนิดนึงตอนจบ)
ขอย้อนไปนิดนึงตั้งแต่ตอนกลับไทย
นั่งแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิหละ ๆ แท็กซี่ที่ขับเขาเล่าให้ฟังว่าเคยไปรบในสงครามร่มเกล้ามาก่อน

ร่มเกล้าเป็นชายแดนติดต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว ที่จังหวัดพิษณุโลก (รอยต่อระหว่างจังหวัดพิษณุโลก และ จังหวัดอุตรดิตถ์)
นึกภาพตามนะครับ ถ้าเราให้ภาคอีสานเป็นใบขวาน (ของขวานทองอันเป็นสัญญลักษณ์ประเทศสยามนั่นแหละครับ) ภาคเหนือเป็นหัวขวาน
ร่มเกล้าคือซอกระหว่าง หัวขวาน กับ ใบขวาน พอดี (เรียกส่วนประกอบของขวานไม่ถูกแน่นอน แต่เดาว่าเพื่อน ๆ ก็คงเห็นภาพกันแล้วหละครับ)

ก่อนจะเล่าถึงเรื่องของแท็กซี่ ซึ่งตอนนั้นเป็นนายสิบ คนนั้นจะเล่าเรื่องสงครามร่มเกล้าที่ได้ยินจากคุณพ่อ คุณแม่นะครับ
สงครามร่มเกล้าเป็นสงครามที่นับว่าประเทศไทยสูญเสียมากที่สุดครั้งหนึ่งในสมัยรัชสมัยปัจจุบัน เกิดเมื่อปีประมาณ 2531 - 2532
เกิดจากการที่ชนกลุ่มน้อยแบ่งแยกดินแดนของประเทศลาว เดินทางพร้อมอาวุธมายึดภูเขาแห่งหนึ่งของไทย ทางการไทยก็ระดมกำลังเพื่อไปต่อต้านชนกลุ่มน้อยกลุ่มนั้น แต่กว่าที่คนกลุ่มน้อยจะออกจากประเทศไทยไปได้เราก็สูญเสียกำลังทหาร ว่ากันว่า เรือนหมื่นเลยทีเดียว
สำหรับจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ตอนนั้นครอบครัวรวมทั้งเราก็อยู่ที่นั่นแล้ว ถือว่า สภาพการณ์หดหู่มาก แม้ว่าจะไม่มีการเกณฑ์พลเรือนไปเป็นทหารเพิ่ม แต่ว่าทหารที่อยู่ในค่ายทหารในช่วงนั้น ก็หายไปเพื่อเข้าร่วมรบในสงคราม เรียกว่าตอนนั้น ค่ายทหารได้กลายเป็นเมืองแม่ม่าย ของแท้เลย (เมืองลับแล ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ในสมัยโบราณถูกเล่าขานกันว่าเป็นเมืองแม่ม่าย ว่ากันว่าชายโสดเข้าไปแล้วจะไม่ได้กลับออกมา)
วัดท่าเสา ที่เป็นวันหลักในจังหวัดอุตรดิตถ์ทุกวันจะมีรถบรรทุกศพ เอาศพทหารมาทำพิธีศพที่นี่ เนื่องจากใกล้กับสมรภูมิรบ (เราใช้เวลาสะกดคำว่า สมรภูมิรบอยู่นานมาก กลัวแน็คทักว่าสะกดผิด)
สงครามครั้งนั้นเรามีจอมทัพระดับขงเบ้งเป็น ผู้บัญชาการทหารบก นั่นก็คือ พล.อ. ชวลิต  ยงใจยุทธ
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ พรรคความหวังใหม่ ก็ไม่เคยได้ ส.ส. จากจังหวัดอุตรดิตถ์ หรือ พิษณุโลก เลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน หรือไม่ว่าคนสมัครจะดีเลิศประเสริฐศรีแค่ไหน (หรือคนกรุงเทพ จะเล่ากันว่า พรรคนี้ใช้เงินเยอะขนาดไหน) ก็ตาม แปลกดีเหมือนกัน

เอาหละ ต่อไปจะเป็นสิ่งที่เราได้ยินมาจากแท็กซี่คันนั้นนะ (ซึ่งนอกจากจะไม่กรองแล้ว เรายังเพิ่มเติมเสริมเรื่องให้บล๊อกดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น ข้อมูลในส่งต่อไป ไม่สามารถนำไปอ้างอิงในทางวิชาการได้ และ ผู้เขียนจะไม่รับผิดชอบถึงความถูกผิดของข้อมูล รวมทั้งไม่รับผิดชอบถึงผลเสียอันอาจบังเกิดแก่สุขภาพกายหรือสุขภาพจิตของผู้ใช้ข้อมูลด้วย)
ระหว่างที่กำลังขับรถอยู่ แท็กซี่เล่าว่า ตัวเองผ่านการผ่าตัด ทั้งแบบถูกต้องตามหลักการแพทย์ แล้วไม่ถูกต้อง นับครั้งไม่ถ้วน เพราะได้รับอาการบาดเจ็บจากสงคราม เช่นขาก็ต้องดามด้วยเหล็ก เพราะ ว่าถูกก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ทับ หรือ ที่ไหล่ซ้ายก็มีแผลซึ่งถ้าจับก็จะเจ็บเพราะว่าเคยถูกยิงที่บริเวณนั้น
โชเฟอร์ซึ่งตอนนั้นอายุยี่สิบเอ็ด สอบผ่านเข้าโรงเรียนนายสิบได้ (โรงเรียนนายสิบ จะสอบเข้าตอนม.สี่ เหมือนกับเตรียมทหารแต่ว่าตำแหน่งจะไม่ใหญ่เท่าและมีหลายที่) ถูกส่งให้ไปรบที่ร่มเกล้าเดินทางโดยเครื่องบิน แล้วให้กระโดดลงไปบริเวณที่มีการลบหละ
แค่ก้าวแรกที่ลงจากเครื่องบิน ก็พบว่ายุทโธปกรณ์เราไม่พร้อม มีร่มจำนวนมากที่รั่ว มีทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการที่ร่มขาดด้วยแฮะ สมรภูมิที่รบเนี่ยเป็นสมรภูมิที่ว่ากันว่าเสียเปรียบมาก ๆ เพราะชนกลุ่มน้อยอยู่บนภูเขา ในขณะที่ทหารเราบุกโจมตีจากตีนเขาขึ้นไป ก็เป็นเป้าให้ชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีอาวุธครบมืออย่างไม่น่าเชื่อ เขาบอกว่าเยอะและมีประสิทธิภาพรุนแรงกว่าทหารไทย ทหารไทยมีวิธีเดียวคือต้องใช้เลเซอร์ (จากอเมริกา) เพื่อบุกขึ้นไปตอนกลางคืน เขาบอกว่าอาหารก็ไม่มี ที่นอนก็ไม่มี เรียกว่ากินน้ำค้าง อาหารก็หญ้า ใบไม้แถวนั้นแหละ
ที่สำคัญเขาบอกว่าสงครามครั้งนั้นมีการสังหารพลเมืองยกหมูบ้าน ที่อยู่บริเวณนั้นหลายหมู่บ้านมาก ๆ ทั้งที่เป็นการกระทำของฝ่ายไทย และ ฝ่ายชนกลุ่มน้อย
สงครามยืดเยื้อประมาณหนึ่งปี คุณแม่บอกว่า ไม่รู้อีท่าไหน ชนกลุ่มน้อยก็ถอยกลับประเทศซะงั้น ทิ้งซากศพจำนวนมากของทหารไทย ให้อยู่เฝ้าแผ่นดินร่มเกล้าต่อไป

น่าแปลกที่คนรุ่น ๆ เรามีน้อยมากที่จะรู้จักสงครามร่มเกล้า เรารู้จักสงครามที่เราพบกับความพ่ายแพ้มากมายไม่ว่าจะเป็นสงครามเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง และ สอง หรือ สงครามโลกครั้งที่สอง แต่น้อยคนมาก ๆ ที่จะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสงครามร่มเกล้า เราเองก็รู้ข้อมูลน้อยมาก ๆ ขนาดเป็นคนในพื้นที่ หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับสงครามร่มเกล้าก็มีน้อยนับเล่มได้...........เราอาจจะต้องการรอเหตุการณ์ทางการเมืองบางอย่างเพื่อทำให้เรื่องเหล่านี้มันเปิดเผยขึ้นมาเองก็ได้

เล่ามาตั้งเยอะ ก็ไม่ได้เล่าเพราะว่าความสนุก ที่ได้คุยเรื่องเลือด เรื่องอาวุธ เรื่องสงครามหรอก แต่อยากแสดงความคิดเห็นว่า สงครามไม่ว่าคนชนะ หรือคนแพ้ มันต้องมีผู้เสียหายทั้งนั้น เขียนหลายรอบแล้วว่าการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ไม่ว่าในรูปแบบไหนก็ตาม ไม่เคยช่วยอะไรทั้งนั้น ถึงจะช่วยก็เป็นวิธีที่เสียมากกว่าได้ เหมือนกับการตัดขาทิ้งเพราะไม่อยากให้คันอะไรทำนองนั้น

ที่อยากแสดงความคิดเห็นเพิ่มขึ้นก็คือ ลัทธิชาตินิยม วันนี้เราจะลองตั้งคำถามกับลัทธินี้ ซึ่งเป็นอีกลัทธิหนึ่งที่ห่อหุ้มพวกเราอยู่ตั้งแต่ช่วงปลายยุคกลางในยุโรป (ใช่เปล่าแฮะ เราแอบมั่วประวัติศาสตร์อีกแน่เลย ใครรู้ช่วยแก้ที)
ถามว่ามันนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าจริง ๆ เหรอ เราจำไม่ได้แล้วว่าในบริบทของการเกิดมันขึ้นมา (ยุคฟิวดัลลิซึ่มรึเปล่า) มันอาจจะมีประโยชน์อย่างมากเพื่ออะไรบางอย่าง
เราไม่รู้ว่าการตัดสินใจในระดับผู้นำที่กระหายสงครามมีอะไรอยู่ในหัว ผลประโยชน์ เศรษฐกิจ ความแค้นส่วนตัว
แต่สิ่งที่อยู่ในหัวของคนระดับดำเนินการ ในทุกสงครามในระยะหลัง ๆ ก็คือชาตินิยม ปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์อะไรทำนองนี้
ซึ่งถ้าเราไม่ปลูกฝังชาตินิยมในหัวประชาชน ทหารก็ไม่มีแรงจูงใจในการทำสงคราม สงครามความรุนแรงก็ไม่เกิด
กลายเป็นว่าสิ่งที่อยู่ภายใต้สงครามมากมายในระยะหลัง ๆ ซึ่งที่ไหนที่เทคโนโลยีเข้าถึงแล้ว มนุษย์ทุกคนจะมีโอกาสได้รับปัจจัยสี่ครบถ้วน (เราคิดไปเองแน่ ๆ เลย) ก็คือลัทธิชาตินิยมรึเปล่า
แล้วมันมีประโยชน์ยังไง การที่เอาแม่น้ำ เอาภูเขา เอาชอล์ก เอาด่าน หรือเอาอะไรไม่รู้มากั้น ๆ ว่าคนนั้นเป็นพวกเขา คนนี้เป็นพวกเรา แล้วก็ต้องไปฆ่า ๆ ยิง ๆ หั่น ๆ เพียงเพราะว่า ต้องปกป้อง ความเป็นแม่น้ำ ต้องปกป้องภูเขา ต้องปกป้องเส้นชอล์ก ต้องปกป้องเส้นลวดหนาม
ฟังดูแล้วตลกเนาะ
แล้วเราจะไม่ปกป้อง แม่น้ำ ภูเขา ชอล์ก ลวดหนามบ้างเหรอ อืม ก็อาจจะปกป้องแหละ แต่มันคงไม่สำคัญเท่าชีวิตของคนรึเปล่า คน ๆ นึงสำคัญมากเลยนะ การขาดหายไปของคน ๆ นึง เนี่ย มีผลต่อคนอีกหลาย ๆ คนอย่างหาที่สุดไม่ได้ มีมูลค่ามหาศาลประเมินไม่ได้............เราว่ามันมีวิธีอีกมากที่ไม่ใช่สงครามเพียงแต่จะเลือกใช้รึเปล่า...........

เมื่อไม่นานมานี้คุยกับพี่การ์ตูนกับรพี เรื่องเกี่ยวกับมาตราเก้าของรัฐธรรมนูญฉบับโชวะของญี่ปุ่น (ใช่มะมันชื่อรัฐธรรมนูญฉบับโชวะใช่มะ เอาเป็นว่าฉบับที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันละกัน) โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (มันมีอายุ 60 ปีแล้วมากกว่าอายุเฉลี่ยของรัฐธรรมนูญไทย 14 เท่า) โดยสหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้น โดยการกำหนดว่า (หาแบบที่เป็นภาษาไทยไม่ได้ และ เราขี้เกียจหาภาษาอังกฤษมาแปะ เพราะคงไม่มีใครอ่าน เพราะงั้นเราเขียนขึ้นจากความจำนะ) ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่สงบ และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงครามใด ๆ (วรรคหนึ่ง) เพื่อให้ถึงการนี้ญี่ปุ่นจะไม่จัดตั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และ กองทัพอากาศ (วรรคสอง) 
หลายคนต้องการที่จะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญข้อนี้และต้องการให้ญี่ปุ่นมีกำลังทหารเพื่อปลดแอกตัวเองจากการอยู่ภายใต้สหรัฐอเมริกาอย่างสมบูรณ์ แต่เรากลับไม่เห็นอย่างงั้น
เมื่อประเทศนึงเริ่มเพิ่มกำลังทหาร ประเทศอื่นก็จะรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า รู้สึกไม่ปลอดภัย แล้วก็จะเพิ่มกำลังทหารของตัวเองไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่ออินเดียมีอาวุธนิวเคลียร์(อย่างน้อยก็บอกบางคนว่ามี) ปากีสถานก็อยากมีด้วย คนนู้น ก็อยากมี คนนี้ก็อยากมี กลายเป็นว่าก็ไม่มีใครได้อยู่อย่างมีความสุขซะที เพราะมัวแต่กลัวแล้วก็เพิ่มกำลังทหาร หรือ สมรรถนะในการทหาร สมรรถนะในการฆ่าคน แทนที่จะเอาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่าเราคิดว่าถ้ามีปัญหาที่ต้องใช้กำลังทหารญี่ปุ่นมีสมรรถนะพอที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นได้

.................ความคิดเห็นส่วนตั๊วส่วนตัวส่วนตัวมาก ๆ คือ ที่ญี่ปุ่นเจริญมาได้ขนาดนี้เนี่ย ส่วนหนึ่งก็เพราะรัฐธรรมนูญมาตราเก้านี่แหละ (ลองคิดดูถ้าไทยไม่มีกำลังทหาร เราก็จะไม่มีการปฏิวัติมั่วซั่วเละเทะ มากมายหลายสิบครั้ง และเราเชื่อว่าประเทศเราจะเจริญกว่านี้ ถ้าไม่ปล่อยให้คนงี่เง่าบ้าพลังมามีอำนาจ......เอ๊ย.......หมิ่นเหม่ถูกปิดบล๊อกอีกแล้ว) ถ้าต้องแก้จริง ๆ ก็ยอมรับว่าน่าเสียดายมาก ๆ ตามความคิดของเรา

จะสรุปว่าถ้าตามแนวคิดการแก้ปัญหาแบบล่างขึ้นบนของเรา การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัทค้าอาวุธสงคราม หรือ รัฐบาลกระหายสงครามหรอก ปัญหามันอยู่ที่คน ทหาร ประชาชน ยังคงกระหายสงครามเพราะลัทธิชาตินิยมอยู่ต่างหาก เราคิดว่าถ้าจะลดสงครามจริง ๆ น่าจะมีภาคีระดับโลกหรือสนธิสัญญาอะไรบางอย่างที่ลดการปลูกฝังลัทธิชาตินิยมในหลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละชาติ หรือ ส่งเสริมให้เรียนประวัติศาสตร์โลกมากขึ้นเพื่อให้มองภาพรวมความเป็นโลกมากขึ้น(อืม ถาม แหนมและกวางเลยละกันว่าความคิดเพ้อเจ้องี่เง่าของเรามันเป็นไปได้ไหมอะ เราว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะไม่มีใครทำ :):):):):):) ถามเองตอบเองซะงั้น )

จ๊ะ เพ้อเจ้อไปถึงไหนแล้วเนี่ย...........จากกลับเมืองไทยเป็นสนธิสัญญางี่เง่าอะไรไม่รู้ไปได้..................คนอ่านหนีหมดแล้ว อย่าเพิ่งหนีนะคร้าบบบบบบบบ ไปคอมเม็นต์ก่อน ๆ อะเพื่อเร่งรัดให้คอมเมนต์ ก๊อปไปแปะเลยก็ได้ "เหอ ๆ ฟังดูงี่เง่าดีนะ" เอาหละไปแปะข้างล่างแล้วลงชื่อไว้เลย ๆ
โอเค เล่าต่อ ๆ เนื่องจากบล๊อกมันเริ่มยาวแล้ว เราก็จะรวบรัดตัดตอนให้จบเร็ว ๆ เหมือนทุกทีละกันเนอะ

ปรากฎว่า พอถึงเคาน์เตอร์แอร์อินเดียก็พบว่า...........
เครื่องมันเลต จากเที่ยงคืนเป็นเจ็ดโมงเช้าหละ............
อ้าวเฮ้ย...........
คืนนี้นอนสุวรรณภูมิเหรอเนี่ย.............
เหอ ๆ แต่เขาบอกว่าให้ไปนอนที่โรงแรมอะ โรงแรมเดอลุกซ์ (ชื่อโรงแรมชวนฝันมากเลย)
ก็เลยไปก็ไปฟะ เหมือนได้แพ็กเกตทัวร์กรุงเทพเพิ่มอีกหนึ่งคืน เพียงแต่ว่าคนที่อยู่คณะเดียวกับเราทั้งหมด เป็นคนญี่ปุ่นเกือบหมดเลยเท่านั้นเอง (แน่นอนไม่มีคนไทยเลยแม้แต่คนเดียว) รู้สึกว่าแอร์อินเดียเนี่ยมันจะเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่นจริง ๆ นะ คือไอ้ที่นั่งรถทัวร์ไปโรงแรมกับเรา มันเป็นคนญี่ปุ่นอายุประมาณเด็กม.ปลาย ไปจนถึงเด็กมหาลัย มาเที่ยวกันเป็นกลุ่ม ๆ ทั้งนั้นเลย
ก็อาจจะเป็นได้ว่า คนที่อาวุโสหน่อยก็คงไม่เที่ยวไทยหละมั๊ง ก็อาจจะหนีไปเที่ยว ปารีส ลอนดอน ชิคาโก้ หรือ ลอสแองเจอลิส มากกว่าที่จะไปเที่ยวไทยมั๊ง (เหมือนกับคนที่ไปเที่ยว ภูกระดึง ภูสอยดาว บ้านเราละมั๊ง) แล้วพวกนี้ก็อาจจะไม่ได้มีเงินมากอะไรอาจจะได้จากทำงานพิเศษ ก็เลยซื้อตั๋วที่ถูกที่สุดแบบเรานั่นก็คือแอร์อินเดีย
มีอาหารบุฟเฟต์แบบโรงแรมให้กินก่อนเข้านอนกับตอนตื่นเช้าด้วย ห้องนอนก็ใหญ่ ๆ ดี อืมดูแล้วก็ไม่เสียหายมากนะ ความโกรธต้นสามารถทำให้หายไปได้ด้วยอาหารและการนอนหละ
ตอนแรกว่าจะปลุกตีสอง แต่ตื่นมาอีกทีตีสี่ครึ่ง.........หาตีสี่ครึ่ง ได้ข่าวว่าเครื่องออกเจ็ดโมง (ยังไม่ได้อาบน้ำกินข้าวเลย) ก็เลยลก ๆ คว้ากระเป๋าวิ่งลงมากินข้าว
ไปถึงสนามบินถึงได้เข้าใจว่ามันเลทเพิ่มอีกเป็น 9 โมงเช้า.........เลทไป 9 ชั่วโมง........ทำไมตอนขาออกจากญี่ปุ่นไม่เลทอย่างงี้มั่งฟะ จะได้ไม่ตกเครื่องบินเสียสามหมื่นเยน ฮึ่ย.........แย่ที่สุด
ตอนบิน ๆ อยู่ก็ได้ยินเสียงกัปตัน (พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงอินเดีย ซึ่งเราว่าคนทั้งเครื่องซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นทั้งลำ และกระเหรี่ยงไทยหนึ่งคน ก็คงไม่เข้าใจ) ประมาณว่าเครื่องบินบินทางปกติไม่ได้ ต้องบินอ้อม ก็เลยจะใช้เวลานานกว่าปกติที่บอกไว้ เลยได้ของแถม นั่งเครื่องบินจากไทยปกติ 6 ชั่วโมงกลายเป็น 8 ชั่วโมง สรุปจริง ๆ ต้องมาถึงญี่ปุ่น แปดโมงเช้า กลายเป็นมาถึงตอนหกโมงเย็น (ได้ใจเราไปเลย แอร์อินเดีย)
อ้าในที่สุดเราก็มาถึงญี่ปุ่นซักที ตอนเขียนบล๊อกเหนื่อยกว่าตอนเดินทางอีกให้ตายสิ (ถ้าแกไม่โม้ ก็เขียนจบไปนานแล้ว)

โอเค ต่อไปเราจะเล่าเกี่ยวกับการท่องเที่ยวครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี (หลายปีจริง ๆ นะ เมื่อนับจำนวนเงินที่จ่ายไปแล้ว) นั่นก็คือการไปเที่ยวคันไซ (จริง ๆ แล้วก็มีแค่สองเมืองหละ ก็คือ โกเบ กับ โอซาก้า หลังจากนั้นเขาก็ไปเที่ยวนารา กับ เกียวโต กันต่อ แต่เราก็กลับมาก่อนเพราะสองเมืองนั้นเคยได้มีโอกาสไปมาแล้วตอนไปโรโบคัพ) ออกเดินทางโดยรถเมล์หละ เพราะว่ามันถูกกว่ารถไฟ มาก ๆ (บอกแล้วว่าแผนการรพีมันดีจริง ๆ ) เป็นรถเมล์ตอนกลางคืน ที่นั่งเล็กมากกกกกก (สำหรับคนอื่นอาจจะเฉย ๆ ก็ได้นะ แต่สำหรับต้นมันเล็กจริง ๆ) นอนไม่ได้ คุณแน็คที่ตอนนั่งรถก็บ่น ๆ เรานอนไม่ได้ ๆ ไม่ถนัดนอนบนรถ ถ้ารถจอดเราจะตื่น ถ้าคนเดินผ่านไปผ่านมาเราจะตื่น เนี่ย หลับเยอะกว่าชาวบ้านเลย (หลับแล้วไม่ค่อยตื่นตลอดทางอีกตะหาก) รถทัวร์ที่ญี่ปุ่นจอดพักข้างทางบ่อยมากทุกสองชั่วโมง เข้าใจเหตุผลนะเพราะรถมันไม่มีห้องน้ำและจะจอดให้คนฉี่ข้างทางมันก็ไม่ใช่ญี่ปุ่นอะ

 ก็ไปถึงโกเบในสภาพกึ่งซอมบี้ เพราะว่าอดหลับ อดนอนตลอดทั้งคืน คืนนั้นเรานอนกันที่คิตะโนะ อยู่บนภูเขาเลยที่พักบรรยากาศดีมาก(แอบชอบ) เหมือนสร้างต่อเติมมาจากวัด เป็นที่พักเล็ก ๆ ที่วันนั้นมีคนพักนอกจากพวกเราแล้วแค่สามหรือสี่คนเอง คนดูแลก็ใจดีมาก ๆ เลย ปีนขึ้นไปแอบชันเล็กน้อย คนขับรถที่นี่เนี่ยต้องเซียนอย่างไม่ธรรมดาเลย สามารถขับถอยหลังบนทางที่ชันมากกว่า 45 องศาได้

เข้าที่พักเสร็จ ก็ไปดูบ้านคน รู้สึกจะเป็นบ้านของพวกฑูต พ่อค้าที่เข้ามาสมัยปฏิวัติเมจิหละ แล้วก็จะมีแบบ บ้านอเมริกา บ้านอังกฤษ บ้านฝรั่งเศส อยู่เป็นแพ ๆ แต่รู้สึกไม่ค่อยมีอะไร มันก็บ้านคน แถมค่าเข้าแพงระยับ

แล้วก็ถึงไฮไลต์สุดยอดของเมืองโกเบ........นั่นก็คือ เนื้อย่างโกเบ แอบเข้าร้านผิดเหมือนกัน แต่ร้านที่เข้าผิดเนี่ย ก็รสชาติไม่ธรรมดาเลย แตะลิ้นเข้าไปเนี่ยบินได้ อยากกินอีกจังเลย

หลังจากนั้นก็ไปดูสะพานแขวนที่ว่ากันว่ายาวที่สุดในโลก เจ๋งมากเลย มันให้คนเดินลอดใต้สะพานได้ด้วย ตรงสะพานมีกระจกให้เดือนบนกระจกข้างล่างเป็นทะเล (เท่ห์มั่ก ๆ)
ดูสะพานเสร็จก็มุ่งหน้าสู่ภูเขาร็อกโก้ กว่าจะถึง ต้องนั่งรถไฟ ต่อ รถเมล์ นั่งรถเมล์ ต่อ รถกระเช้า และ นั่งรถกระเช้าต่อรถเมล์ เพื่อไปดูวิวที่ชื่อว่า วิว 10 ล้านดอลล่าร์ มันก็สวยจริง ๆ นะแต่ทำไมต้องตีค่าเป็นเงินดอลล่าร์ด้วยอะ อยู่ญี่ปุ่นทั้งที จะบอกว่าวิวพันล้านเยนไม่ได้เหรอ แล้วก็ขึ้นไปที่การ์เดนอะไรไม่รู้ บรรยากาศสวยมาก ๆ แบบเป็นบ้านเล็ก ๆ สวย ๆ อยู่บนภูเขาเยอะ ๆ แล้วก็มีนักร้องมาร้องเพลงเพราะ ๆ ท่ามกลางวิวที่อาจจะไม่ถึงสิบล้านดอลล่าร์ คง เก้าล้าน เก้าแสนอะ แต่ว่าตรงนี้ถึงจะไปไม่แนะนำคนโสดนะครับเพราะไปแล้วมันจะเหงาอย่างมากที่นี่นอกจากกระเหรี่ยงแล้ว ก็จะเป็นคู่รักเท่านั้น ย้ำว่าเท่านั้นจริง ๆ นะเพราะงั้นถ้าใครจะมากับแฟนละก้อแนะนำครับ ถ้าใครจะมาคนเดียวละก้อแนะนำให้หลีกเลี่ยง (แต่เราชอบที่นี่มาก ชอบทุกอย่างที่นี่ นอกจากคู่รัก)

วันนั้นเราแอบเลทหละ เนื่องจากกินข้าวกันช้า ต้องเข้าที่พักก่อน สามทุ่มครึ่ง ก็เลยต้องรีบ ๆ เดิน ซึ่งการเดินเร็ว ๆ ขึ้นเขาชัน ๆ เนี่ย ทำให้เหนื่อยมาก ๆ เลย

เป็นอันเสร็จภารกิจของเราที่โกเบไป
เดินทางเข้าสู่โอซาก้า ไปปราสาทโอซาก้า
ตอนนั้นมากับพวกโรโบคัพ แบบว่าเดินงง ๆ จากที่พัก (คนอื่นคงมีแผนแหละ แต่เรางง) แล้วก็อ๊ะ เจอปราสาทโอซาก้าพอดี ตอนนั้นมาตอนกลางคืนด้วย ก็เลยเดินดู ๆ แต่เราหามุมที่เคยไปนอนเล่นไม่เจอแล้วอะ ไม่รู้อยู่ตรงไหน เพราะบรรยากาศตอนกลางวันกับตอนกลางคืน มันก็ต่างอยู่เหมือนกัน
ก็เดินรอบ ๆ แต่ว่าไม่ได้เข้าไปดู ถ้าเกิดมีอะไรดีข้างในก็ขอโทษทุกคนด้วยเด้อ...............

เสร็จจากปราสาทโอซาก้าก็ไปเดินนัมบะทาวน์ ถนนคนกิน แต่เท่าที่ดู ก็ไม่เห็นมีอะไรกินนอกจาก ทาโกะยากิ กับ โอโคโนมิยากิ ก็เลยกินโอโคโนมิยากิกัน แล้วก็เดินไปดูหมู่บ้านอเมริกา แล้วก็จะไปวัดอะไรบางอย่างจำไม่ได้แล้วแต่มันก็ปิดแล้วก็เลยไม่ได้ดู

ปิดท้ายโปรแกรมทัวร์โอซาก้า ด้วยตึกชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว (ช่วงนี้ง่วงนอนเลยจำอะไรไม่ค่อยได้) ด้วยตึกที่มันมีชั้นบนสุดเป็นรูปวงแหวนหละ เขาเรียกกันว่าสวนลอยฟ้า ค่าเข้า 700 เยน เข้าไปถึงมันก็ไม่เชิงสวนนะ เป็นแบบไฟฟลูออเรสเซนท์เปิด แล้วพื้นก็เรืองแสงได้...........วิวที่มองลงมาจากตึกนั้น เห็นทั้งเมืองแล้วก็เห็นสะพานข้ามแม่น้ำโอกาว่าด้วย สวยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นสถานที่สำหรับคู่รัก (อีกแล้ว)

หลังจากนั้นก็เข้านอน

และวันที่สามนี่แหละ เป็นวันที่เราและหลาย ๆ คนรอคอย นั่นก็คือ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ นั่นเอง ออกตั้งแต่เช้า เพื่อให้ได้เล่นเครื่องเล่นเยอะ ๆ เพราะตั๋วเป็นตั๋วแบบจ่ายทีเดียวเล่นกี่เครื่องก็ได้ราคาห้าพันแปดร้อยเยน
กว่าจะได้เล่นแต่ละเครื่องต่อแถวกันนานมาก เรามาดูกันว่าเราได้เล่นเครื่องเล่นอะไรกันมั่ง มีการจัดเรทความคิดเห็นส่วนตัว และเวลารอเท่าที่จำได้ (น่าจะจำผิดเยอะมาก เพราะไม่ได้จดไว้
1. Back to the Future - 1 Star - Waiting time 70 mins. ผิดหวังมากถึงมากที่สุดอะเครื่องนี้ มันเป็นแค่ดูหนังสั้นมาก ๆ แล้วก็มีรถสั่น ๆ คือต่อแถวเจ็บสิบนาทีคาดหวังอะไรเจ๋ง ๆ มากกว่านี้อะ ก็เลยผิดหวังมาก ๆ
2. Spiderman - 3 Stars - Waiting time 130 mins -_-" จากการผิดหวังจาก back to the future เราก็คาดหวังอะไรที่มันสุด ๆ มากระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเราอะ ก็เลยไปที่ที่พี่วิน และ อู๋ บอกว่ามันคือที่สุดของยูนิเวอร์แซลสตูดิโล นั่นก็คือ สไปเดอร์แมน โดยใช้เวลานานรอเป็นประวัติการณ์ ระหว่างรอก็มีการต่อศัพท์ภาษาญี่ปุ่นไปด้วยหละ แต่พวกนั้นเขาเซียนกันมาก รู้ศัพท์ภาษาญี่ปุ่นกันเยอะ เราเล่นแล้วก็มั่ว ๆ งง ๆ แต่สุดท้ายแล้วสไปเดอร์แมนก็เป็นอะไรที่เราผิดหวังอีกเหมือนกัน คือมันเป็นแบบสามมิติให้ใส่แว่นแล้วก็รถไฟขยับ ๆ ไปตามรางข้างในอะ เนื้อเรื่องประมาณว่าสไปเดอร์แมนพยายามจะช่วยเราให้รอดพ้นจากสัตว์ประหลาด อารมณ์ประมาณว่าเรานั่งอยู่ในรถที่หนีสัตว์ประหลาดอยู่อะ แต่สำหรับเราแล้วมันก็กราฟฟิคธรรมดา
3. Hollywood Dream - 4 1/2 Stars - Waiting time 60 mins + Delay caused by rain จบจากสไปเดอร์แมนเราเริ่มโวยวายแล้ว เพราะเริ่มรู้สึกว่าอีที่นี่เนี่ยมันช่างไม่มีอะไรเลยจริง ๆ เพราะว่าไม่ชอบสองเครื่องเล่นแรก แล้วก็เริ่มอยากเล่นอะไรที่มันเห็น ๆ กันอยู่ว่าน่าจะสนุก นั่นก็คือรถไฟเหาะ รอ ๆ ไปซักพัก ปรากฎว่าฝนตก มีโอกาสสูงมากที่จะไม่ได้เล่น เขาก็หยุดรถไฟ เหมือนเมื่อปรับพารามิเตอร์อะไรบางอย่าง แล้วก็ลองให้รถไฟวิ่ง ๆ สองสามรอบ แล้วก็ให้พนักงานนั่งอีกสองสามรอบ กว่าจะเปิดให้เล่นอีกรอบก็เสียเวลานานเหมือนกัน แต่พอขึ้นไปเล่นแล้วไม่ผิดหวังเลย รถไฟมันส์มาก ๆ มันขึ้นไปสูงมาก ๆ แล้วก็ดับเครื่องปล่อยให้ตกมาด้วยแรงโน้มถ่วง (ได้ยินเสียงดับเครื่องเลย ตอนที่รถไฟตกลงมา) เหอ ๆ ถ้าทางเขากลัวคนนั่งจะเครียดเกินไปมีการเอาเพลงมาให้ฟังระหว่างนั่งรถไฟเหาะด้วยเจ๋งดี
4. Shrek (4 dimension movie) - 3 Stars - Waiting time 50 mins หลังจากฮอลิวูด ดรีมเสร็จ เราก็อยากนั่งต่ออีกรอบทันที (มันส์อะ) แต่รพีก็ยั้งเพราะอยากไปดูอย่างอื่นมั่ง ก็เลยไปดูโรงหนังสี่มิติ เข้าใจว่าไอ้มิติที่สี่นี่คือ เก้าอี้สั่นได้ มีพ่นน้ำ มีพ่นลม มีทำให้ร้อน อะไรแนว ๆ นี้ แต่มันก็ซ้ำ ๆ กับที่เคยเห็นที่ดิสนีย์แลนด์ ตอนมาอิเมจิ้นคัพหละ ก็เลยรู้สึกว่าน่าเบื่อ Shrek มันก็เป็นหนังสือสามดีอยู่แล้วด้วยก็เลยไม่รู้สึกแปลกอะไร
5. Flicked & The wizard of oz (Show) - 2 Star - Waiting time 15 mins ออกมาจาก Shrek มันก็ฝนตกหนักอยู่หละ ก็เลยรีบ ๆ เดินเพื่อจะหาที่ร่มอะ ก็ไปเจอโชว์ ตัวเขียว ๆ พอดี ฟังไม่รู้เรื่องอะว่ามันบ่นอะไรอยู่ (บ่นเป็นภาษาญี่ปุ่น) บวกกับง่วงอยู่ก็เลยหลับเกือบตลอดโชว์เลย ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น แต่เพลงเพราะดีนะ
6. Jurassic Park - 3 1/2 Stars - Waiting time 40 mins ฝนก็ยังตกต่อไป เราก็ยังหาที่หลบฝนต่อไปก่อนเข้าจูแรสสิกปาร์กเนี่ย ได้ไปกินเขาว่าเป็นน่องไดโนเสาร์ แต่จริง ๆ คงเป็นน่องไก่ที่ตัวใหญ่มาก ๆ แต่ว่าอร่อยเหาะเลยทีเดียว เอาเข้าไปกินตอนรอซะงั้น สะดวกดีนะ ในแถวมีน้ำให้ดื่ม มีถังขยะให้ทิ้งด้วย เหอ ๆ แต่คนญี่ปุ่นคงมองเป็นตัวประหลาดแหละ คนที่นี่ไม่ค่อยเดินหรือยืนกินเท่าไหร่หนะ อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย ขนาดดื่มโค้กยัง ต้องนั่งดื่มเลย เหอ ๆ แต่คงต้องพยายามปรับตัวแหละ ช่วยไม่ได้นี่เนอะ จูราสสิกเป็นเครื่องเล่นประเภทกระโจนลงน้ำหละ มีการขายเสื้อกันฝนที่หน้างานด้วยตลกดี ราคาสามร้อยเยนก็ถือว่าไม่แพงนะ แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้เปียกขนาดนั้นหละ อาจจะเป็นเพราะเรานั่งในตำแหน่งที่ไม่เปียกด้วยก็เลยรอดตัวจากความงกที่ไม่ยอมซื้อเสื้อกันฝน
7. Jaws - 4 1/2 Stars - Waiting time 35 mins อันนี้เป็นเครื่องเล่นที่เราชอบมากสุดเลย อารมณ์ประมาณว่าให้นั่งเรือ แล้วนั่ง ๆ ไปก็จะมีฉลามโผล่มาเรื่อย ๆ แล้วก็จะมีพี่คนนึงทำตัวเหมือนเป็นลูกเรือ คอยเอาไรเฟิลยิงฉลาม เจ๋งดี อาจจะเป็นเพราะเราทำงานคอมก็ได้มั๊ง ก็เลยรู้สึกกันอะไรที่มันดูเป็นของจริง แล้วก็ไม่ค่อยตื่นเต้นกับอะไรที่เป็นสามมิติ
8. Hollywood Dream (second time) - Waiting time 80 mins ตามคำเรียกร้อง ในที่สุดก็ได้นั่งฮอลิวู๊ด ดรีมเป็นรอบที่สอง เย่..........คราวนี้น่ากลัวกว่ารอบแรก ตรงที่พวกเรารู้กันแล้วว่าจะเจออะไร แต่ก็แก้เครียดด้วยการเล่มเกม สิบ ยี่สิบระหว่ารอ เกมนี้เคยเล่นเมื่อสมัยประถม ที่เราจะต้องไปมั่วนั่งกับเพื่อนอยู่น่าตึกเล่นเกมงี่เง่าทุกพักเที่ยงหละ

9. Sesame Street (4 dimension movie) - 5 stars - Waiting time 30 mins 
ขึ้นบรรทัดใหม่ดีกว่า อาจจะเขียนยาวนิดนึง
เพราะว่าเซซามี่ สตรีทเนี่ย เป็นของที่เราชอบมากที่สุด
เหอ ๆ คนอื่นอาจจะรู้สึกเฉย ๆ ตั๋มก็บ่น ๆ ว่ามันน่าง่วงมาก ๆ
แต่สำหรับเราแล้วมันเป็นความประทับใจอะ
ไม่ได้ประทับใจเพราะหรูหราไฮโซที่มันมีสามดี หรือเก้าอี้มันสั่นได้ หรือ ว่ามันมีน้ำพ่น มีลม มีความร้อน
ความประทับใจมันคืออะไรก็ไม่รู้ที่ดูแล้วรู้สึกว่ามันอบอุ่นมาก ๆ มันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ทั้งรูปธรรมและนามธรรม (ตามชื่อเอ็มเอสเอ็นของเราช่วงนี้)
อาจจะเป็นเพราะเราเคยดูเซซามี่ สตรีทอยู่หลายครั้งเมื่อตอนเด็ก ๆ
คุณพ่อ คุณแม่ เข้ากรุงเทพซื้อวิดีโอ เซซามี่ สตรีทให้ เพราะอยากให้เก่งภาษาอังกฤษ
แน่นอน เราฟังไม่ออกหรอก แต่ก็สนุกตื่นเต้น เห็นตัวละครตัวนู้นตัวนี้ตลกดี
ดีใจที่ได้เห็นพระเอกของเราคือบิ๊กเบิร์ด ซึ่งเรามักจะเรียกว่าบิ๊กดั๊กตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ตอนนี้ก็ยังเรียกว่าบิ๊กดั๊กอยู่เหมือนเดิม
ถามเราว่าตัวละครตัวนั้นตัวนี้ชื่ออะไร เรื่องมันเป็นยังไง เราไม่รู้หรอก เพราะว่าไม่เคยดูรู้เรื่อง แล้วตอนนั้นก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะดูให้รู้เรื่อง
เราทุกข์ทรมานอยู่กับการเสาะแสวงหามาตลอดเพราะว่าเราเป็นมนุษย์
ตอนนั้นสิ่งที่เรามีมันน้อยสิ่งที่เราคาดหวังจะมีมันก็น้อย
ตอนเด็ก ๆ เราเคยฝันว่าจะมีเงินร้อยนึงอยู่ในกระเป๋า จะได้ซื้อลูกชิ้นปิ้ง 50 ไม้กินให้พุงกาง ซื้อไอติมโคนของลุงอ้วนหน้าโรงเรียน 100 โคน (ตะกละตั้งแต่เด็ก)
เราตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นเครื่องบินวิ่งผ่านโรงเรียน สนุกที่ได้ไปชี้ ๆ กับครู นักเรียนในโรงเรียน ว่าเห็นเครื่องบินแล้วแล้วก็ฝันว่าอยากขึ้นเครื่องบินซักครั้ง
เราเคยอยากได้ที่หนึ่งของห้อง ครูจะได้ชม
ตอนนี้เรามีเงินมากกว่าร้อยบาทอยู่ในกระเป๋าสตางค์ แม้ว่าถ้าเอามันไปซื้อไอติมโคนร้อยโคนมันจะดูงี่เง่าไปหน่อยก็ตาม
เรานั่งเครื่องบินด้วยเงินเดือนของเราแม้ว่าต้องกระเบียดกระเสียนไปบ้าง
เราได้ที่หนึ่งของห้องครั้งแรกเมื่อตอนป.ห้า เนื่องจากความฟลุ๊กหรือยังไงไม่รู้เหมือนกัน
เรามาไกลกว่าที่เราเคยฝันไว้เมื่อตอนเด็ก ๆ แล้ว แต่เนื่องจากว่าเราเป็นมนุษย์ เราก็ต้องหาสิ่งใหม่ ๆ ทำตัวเองให้ใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แต่การที่ได้กลับไปฝันถึงตอนเป็นเด็ก แม้ว่าตอนเป็นเด็กเราจะไม่สนุกเพราะเราไม่มี แต่เมื่อคิดว่าตอนนี้เราได้มีสิ่งที่เราเคยฝันแล้วมันก็เป็นความสุขที่สนุกมากทีเดียว (แต่ตอนเราดูเซซามี่สตรีทไม่ได้คิดลึกขนาดนี้นะ)

เหอ ๆ ออกจาก Sesame Street ก็ดึกแล้วต้องรีบเผ่นไปท่ารถบัส ตอนที่เผ่นไปท่ารสบัสนี่เราแอบเครียดอะ เพราะภาพการตกเครื่องบินมันยังอยู่ในหัว แล้วเราก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีกหละ
ไม่รู้มันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่นะแต่เราเป็นพวกถ้าทำผิดไปแล้วก็จะไม่อยากให้ผิดอีกรอบ ก็จะเครียดมากถ้ามีโอกาสจะต้องทำผิดอีกรอบ บางทีการที่ลน หรือ ลก ก็ทำให้งานใหญ่เสียบ่อย ๆ ได้เจอปัญหาแล้วต่อไปก็ต้องพยายามแก้แล้วหละ
สุดท้ายนี้ขอบคุณรพีสำหรับการจัดทริปที่สุดยอดอย่างทริปนี้ครับ

ศิลปิน : เพียว (Pure)
อัลบั้ม : -
เพลง : คนไม่ฉลาด

ในบางครั้งฉันถามตัวเอง นี่เราเป็นบ้าไปหรือป่าว
ที่คิดที่หวังที่รักเธอเหมือนเดิม
ฉันยังทำไป เหมือนว่าไม่เข้าใจทุกสิ่ง
ยังทิ้งความหวังให้ค้างในหัวใจ

* และสุดท้ายก็ลงเอยแบบเดิมๆ
คือต้องเหลือตัวคนเดียวอย่างนี้

** ได้เกิดมารักเธอได้ทุ่มเททุกอย่าง หนึ่งชีวิตนี้ก็มีค่า
ถ้ารักใครถึงที่สุด สุดชีวิตมันโง่ไปใช่ไหม
ได้เกิดมาครั้งเดียวจะขอทำทุกอย่าง ต่อให้เธอไม่เห็นคุณค่า
อาจเหมือนคนไม่ฉลาด ก็ยอมรับ มันโง่ตั้งแต่รักเธอหมดใจ

ดูก็รู้ว่าเธอไม่แคร์ แม้จะทำเพื่อเธอทุกสิ่ง
เธอนั้นไม่คิดไม่เห็นจะสนใจ
และเหมือนคนงมงาย เหมือนฉันไม่เข้าใจทุกอย่าง
ยังคิดตามหาความรักที่สวนทาง

(ซ้ำ *, **)

ได้เกิดมาครั้งเดียวจะขอทำทุกอย่าง ต่อให้เธอไม่เห็นคุณค่า
อาจเหมือนคนไม่ฉลาด ก็ยอมรับว่ามันรัก
และยอมรับ มันโง่ตั้งแต่รักเธอหมดใจ

September 10

Vorapong, Where are you???????

 

อยู่อังกฤษคร้าบบบบบบ คุมแมนซิตี้อยู่..............
เจ๊ย ไม่ใช่แล้วครับ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ญี่ปุ่นครับ มาอยู่ไทย หลังจากกลับไทยมาด้วยความสบักสบอม (แก้ตัวสะกดให้ด้วยแน้ค) ย้ำ สะบักสะบอม (เหมือนอย่างงี้จะถูกกว่า)

ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ แน็ค กวาง แหนม พี่หมี พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเม็นท์ครับ ดีใจมาก ๆ มีคนคอมเม๊นต์มากเป็นประวัติศาสตร์ของบล๊อกนับตั้งแต่ที่เริ่มเขียนมา
ตอนนี้บล๊อกเราก้อมีเสียงตอบรับล้มหลามสถิติการเข้าวันนึงสูงลิบ จากผู้ที่ค้นหาเพลงจากกูเกิ้ล -_-"
เออ อย่างน้อยก้อเข้ามาหาเพลงที่บล๊อกเราก้อได้ไม่ได้ว่าอะไร บล๊อกนี้ถึงแม้จะมีอะไรที่ดูเหมือนว่าจะเป็นความลับเยอะ แต่เมื่อเอามาลงบล๊อกแล้ว ก็ไม่หวังจะให้มันเป็นความลับอีกต่อไปแล้วหละ
เออ จะบอกว่าเรื่องที่เขียนก้อ ไม่ค่อยมีความรู้อะไรหรอก (แน่นอนทำเป็นรู้เยอะ จิง ๆ แล้วไม่รู้อะไรหรอก)
แต่ที่บ่นเป็นเรื่องนั้นไปซะได้ ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ก็สนุกที่ได้บ่นเรื่องอะไรทำนองนั้นนะ เราก็มั่ว ๆ พิมพ์ไป พิมพ์ผิดบางทียังขี้เกียจลบเลย ยังไงเข้าใจผิดถูกยังไง ช่วยคอมเมนต์ด้วยนะครับผม ขอความกรุณาด้วยนะครับ (อย่างไรก้อดี ยกโทษให้เราเถอะนะ อย่าแอบนินทาเราเลย)

เอ่อ เข้าเรื่อง ๆ วันนี้จะเล่าเรื่องการเดินทางจะญี่ปุ่นกลับมาไทยครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการเดินทางบนเครื่องบินคนเดียวครั้งแรกของต้นครับ
ตัดสินใจซื้อตั๋วครับ เป็นสายการบินที่หลายคนไม่คิดจะบินด้วยสายการบินนี้ตลอดชีวิตของเขา

นั่นก้อคือ แอร์ อินเดีย

จุดประสงค์หลักคือถูก แต่จุดประสงค์รองก็คือไปหาประสบการณ์การบินแปลก ๆ ครับ คือถ้าบินกับการบินไทย มันก็ซ้ำซากจำเจเหมือนกับการบินทุกครั้งแต่บินกับแอร์อินเดียเนี่ยอาจจะได้เจออะไรที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ (ไอ้เหตุผลรองเนี่ย เกิดจากอารมณ์คิดเข้าข้างตัวเองหลังจากที่จองตั๋วไปแล้ว จริง ๆ แล้วก็เพิ่งหามาอ้างบนบล๊อกได้ก่อนขึ้นเครื่องไม่กี่นาที)

จองตั๋วไปแล้วคลื่นไส้ปั่นป่วนแฮะ รีบมาเสิร์ชอินเตอร์เน็ตดูเว็บที่เขาวิเคราะห์วิจารณ์สายการบินแต่ละสาย
วาว สายการบินนี้มันช่างดีอะไรอย่างงี้เนี่ย มีแต่คนบ่น ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วทุกคนก็ลงท้ายประโยคด้วยข้อความที่เหมือนกันว่า

เรื่องเดียวที่ผมยินดีจากไฟต์นี้ก็คือ อย่างน้อยมันก็ส่งผมถึงที่หมาย พร้อมกับให้หนึ่งดาวกับสายการบินนี้

บรื๋อ.....เฮือก
แทบช๊อก สอง เมื่อคุยกับพี่มิ้วแล้วพบว่า พี่มิ้วสามารถจองเครื่องบินสายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ ได้ในราคาแพงกว่า แอร์อินเดียของเราเพียง 1000 บาทเท่านั้น (เฮ้อ........ก้อว่าดูดีแล้วนะ)

แทบช๊อก สาม........ไม่ใช่สิ อันนี้ต้องเรียกว่า ช๊อกหนึ่ง อันนี้หลาย ๆ คนคงรู้แล้วหละ ว่า เรา

ตกเครื่องบิน

เออ ปกติก้อไม่ได้เป็นคนตื่นสายไปสายนะ แต่ไปสายคราวนี้มันเจ็บปวดจริง ๆ นะ
วันนั้นก้อ ตื่นสายแหละ แม้จะมีเหตุผลมากมายแต่ความจริงแล้วเหตุผลหลักก็คือความไร้ความรับผิดชอบอะ
แต่อารมณ์แบกกระเป๋า 25 กิโลวิ่ง แล้ว ป้ายบนบอร์ดมันเปลี่ยนจาก Final Call เป็น Gate Closed ต่อหน้าต่อตาเนี่ย
ก็เพิ่งรู้หละว่าเข่าอ่อนเนี่ยมันมีอาการเป็นไง........
เหอ ๆ อันนี้เรียกว่าช๊อกสองละกัน.........หลังจากนั้นด้วยความอยากกลับบ้าน เราก็เลยเดินหาตั๋วจากสนามบินเพื่อพยายามบินกลับในวันนั้น
ก็แบกคุณน้องน้ำหนัก 25 กิโลเดินไปเดินมาตาม Counter ของแต่ละสายการบินเพื่อถามราคา
ด้วยความเชื่อที่ว่า ตั๋วเครื่องบินที่ขายไม่ออก ใกล้หมดเวลามันคงจะถูกนะ
แต่ความจริงแล้วไม่เลยครับ ทุกสายการบิน (ซึ่งอยู่คนละเทอร์มินัล ต้องนั่งรถเมล์เชื่อมระหว่างเทอร์มินัล โชคดีนะเนี่ยเป็นนาริตะ ไม่ใช่ กรุงเทพ ไม่งั้นเราได้นั่งรถเมล์มาดอนเมืองหาตั๋วแน่เลย) ราคาตั๋วมันอยู่ที่ประมาณ สามแสนเยน..........

ว่าไงนะครับ สามแสนเยน..........แต่ที่ผมเห็นที่เว็บมันไม่ใช่ราคาเท่านี้นี่ครับ
ราคาเท่านี้แหละค่ะ ราคาปกติ ที่เว็บนั่นมันราคาลดราคา -_-" ทั้งเครื่องบินคงมีคนได้ซื้อราคาปกติไม่เกิน 2 คนอะ (2 คนนั้นอาจจะเล่นเกมอเมซซิ่ง เรจอยู่)

สุดท้ายแล้ววันนั้นเราก็ต้องลากคุณน้อง เบากว่า (นิดหน่อย) แต่ปริมาตรใกล้เคียงกับเรา ไปที่บริษัทเอเจนซี่ และ จ่ายเงิน 3 หมื่นเยนเพื่อแลกตั๋ว แง........
สรุปวันนั้นเรากับคุณน้องสนิทกันมากขึ้น เรากับตู้เอทีเอ็มก็สนิทกันมากขึ้น ในขณะที่เรากับเงินฝากก็สนิทกันน้อยลง เฮ้อ (ถ้าจองด้วยวิธีอื่นคงไม่เสียตังค์มากขนาดนี้)
ก็เป็นเงินที่จ่ายให้กับความไร้ความรับผิดชอบของเราหละ หวังว่าสามหมื่นเยนนี้คงจะเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่จ่ายให้กับความชุ่ยของเรานะ เป็น Big lesson เลย นอกจากต้องจ่ายเงินแล้วยังต้องเลื่อนตั๋วไปอีกสามวัน (เวลาอยู่ไทยน้อยลงไปอีกสามวัน) และเสียค่าเดินทางไปกลับนาริตะฟรี

วันแรกที่กลับไปถึงหอเดินดุ่ย ๆ ไม่คุยกับใครเปิดเอ็มแต่ถ้าใครถามว่าอยู่ไหนก็จะไม่ตอบ
ในขณะที่เพราะวุ่นวายกับการเลื่อนตั๋ว และ เครียดจนลืม ก็เลยลืมโทรไปบอกที่บ้าน

กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีใครนอกจากคนที่เอเจนซี่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเป็นหนึ่งคืน
เป็นทักษิณรู้สึกดีอย่างงี้นี่เอง (การเป็นบุคคลที่ลึกลับดูน่าค้นหาเนี่ยอาจจะเป็นเรื่องสนุกของใครก็ได้นะ
คนบางคนก็ตลกดีนะ ชอบให้คนอื่นมาค้นหาเรื่องของตัวเอง
พยายามสร้างเรื่องราววุ่นวายให้การหามันดูยาก ๆ
แต่ความจริงแล้วก็อยากให้คนอื่นรู้เรื่องของตัวเองหนะแหละ
เหมือนเมื่อก่อนเนี้ย เวลาสร้างเรื่องหนังอินเดีย มันต้องมีฤๅษีไปหมกตัวอยู่ในป่า ไม่พบเจอผู้คน
เดาว่าฤๅษีบางคนอาจจะอยากให้คนไปเจอก้อได้นะ ป่าตั้งกว้างใหญ่ถ้าตัวฤๅษีเองไม่อยากให้คนค้นหาแล้วก็มีความสุขที่ได้รู้ว่าคนค้นหา
ถ้าไม่อยากให้คนหาเจอ ป่าตั้งใหญ่จะมีใครไปค้นเจอได้ไงกัน)

สุดท้ายก็ได้ขึ้นแอร์อินเดียแหละ หลังจากนั้นไปอีกสามวัน
ช็อกสาม........เห็นแอร์โฮสเตสที่มาทักทายเราตอนขึ้นเครื่อง หนะ เป็นสุภาพสตรีอายุราว 50 ปี (ไม่ได้ดูถูกผู้อาวุโสนะครับ แต่ว่าก็เป็นเรื่องที่แปลกตา) ความจริงแล้วแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินที่นั่ง อายุมากกว่า 45 ทุกคน (วัดอายุจากสายตา อาจจะเป็นเพราะเราไม่คุ้นเคยกับชาวอินเดียก็ได้นะ)
เวลาให้อาหารเสิร์ฟของว่างเนี่ย ทุกทีจะเหมือนบริกรกับลูกค้า แต่บรรยากาศบนแอร์อินเดียเหมือนคุณแม่ให้ขนมลูก หรือ คุณครูให้ขนมลูกศิษย์ (เพราะคนนั่งส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น อายุมาก ๆ ) อะไรอย่างงั้นเลย
ทำให้มานั่งคิดว่า การบริการที่ดีหนะ มันไม่ได้ต้องมีบทสรุปอย่างที่เราเห็นเสมอไป เราว่าอย่างนี้ก็ดีไปอีกแบบนึงนะ ดูอบอุ่นดี
ของสิ่งหนึ่งมันอาจจะไม่มีคำตอบที่ดีที่สุดก้อได้นะ (Well Ordering) แต่ว่ามีคำตอบที่ดีอยู่มากมาย (Partial Ordering)
แล้วเราก็ไม่สามารถหาคำตอบที่ดีกว่าการบริการทั้งสองแบบได้ จะให้พนักงานสุภาพสตรีคล่องแคล่วมาเสิร์ฟโดยใช้หน้าตาที่สุดแสนจะอบอุ่น บริการลูกค้าด้วยความเข้าถึง มันก็คงใช่ที่
อืม แล้วอย่างงี้ Hegel จะตอบยังไงเนี่ย (คำถามถึงรัดจิ เห็นพูดถึงเขาบ่อย ๆ)


เมื่อไม่นานมานี้ได้ไปแว้บอ่านหนังสือบริหารของคุณแม่ (คุณแม่กำลังเรียนป.โทอยู่) เห็นคุณ Maslow อยู่ จริง ๆ ก็เคยเรียนแล้วหละ ตอนที่เรียนวิชา Engineering Management
เสรีภาพเนี่ยเป็นเรื่องที่ขัดแย้งในตัวมันเองนะ เพราะความต้องการของมนุษย์ทุกคนเมื่อผ่านความต้องการพื้นฐานไปแล้วสี่ขั้น ถึงขั้นที่ 5 ของ Maslow หรือว่า Self-actualization มองว่าคนที่มาถึงขั้นนี้มีแนวโน้มว่าจะชอบมีอิทธิพลเหนือเสรีภาพของผู้อื่นทุกทีไป ก้ออยากให้คนอื่นเห็นตัวเองสำคัญหนิ ก้อต้องไปริดรอนกีดกันความเป็นตัวของตัวเองของผู้อื่น มันมีหลายวิธีหละ แต่มันมีแนวโน้มสูงเลย
จะเป็นไปได้รึเปล่าที่เราจะหยุดความต้องการของทุกคนไว้แค่ชั้นที่ 4 ให้ทุกคนแค่มีกินเพียงพอแต่ถ้าเราหยุดไว้แค่นั้นมันก็ไม่ใช่เสรีภาพ แต่ถ้าทุกคนหยุดอยู่แค่นั้น เราอาจจะสามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนรึเปล่า เพราะว่าตอนนี้ทรัพยากรจำนวนมาก มากเหลือเกิน ถูกใช้ในการสนองความต้องการชั้นที่ 5 แค่ให้ตัวเองเด่นดังและได้รับการยอมรับจากคนอื่น.........ก็แค่นั้น (แม้แต่ที่เรามาเสียเวลานั่งเขียนบล๊อก ยาว ๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะมีคนอ่านเนี่ย ก็จัดเป็นการตอบสนองความต้องการขั้น 5 ของตัวเองรึเปล่าเนี่ย............เป็นสันติภาพแบบตัดต่อ เอ๊ะหรือว่านั่นเรียกว่าคอมมิวนิสต์)

ออกนอกเรื่องอย่างไร้สาเหตุอีกแล้ว  (อยากเขียนก็เขียน ชุ่ยจริง ๆ )
ความเท่ห์ของแอร์อินเดียที่สังเกตเห็นอีก 2-3 อย่างก็คือ
บนเครื่องบินลำที่เรานั่ง ตรงหน้าต่างจะมี Paint สีแดงเป็นเหมือนหน้าต่างวัด ดูแล้วขัดกันดีเพราะหน้าต่างวัดมันเป็นอะไรที่ดูแล้วเก่า ๆ เก๋า ๆ ในขณะที่เครื่องบินเป็นของใหม่ ๆ
หูฟังบนแอร์อินเดียเนี่ยเท่ห์มาก ไม่รู้เคยเห็นกันรึเปล่า แต่ว่าเขาไม่ใช้สายไฟในการส่งผ่านเสียงจากเก้าอี้มายังหู แต่เป็นท่อพลาสติกกลวงเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณครึ่งนึงของดินสอ (ถ้าเกิดเผลอนั่งทับหลอดอาจจะส่งผลให้ไม่ได้ยินได้)
และสุดท้าย ทำไมผ้าที่เย็บเก้าอี้นั่งมันถึงขาดหลุดจนเห็นเหล็กในเก้าอี้หละ..........หลายตัวด้วย
อย่างไรก็ดี แอร์อินเดียมีสถิติความปลอดภัยที่สูงมากและเราก็มาถึงกรุงเทพได้โดยสวัสดิภาพ

แต่ก็เอื่อยเฉื่อย ตอนแรกนัดอาจารย์ไว้เรียนภาษาญี่ปุ่นที่นี่ พอถึงเวลาจริง ๆ อาจารย์ดันไม่ว่างซะงั้น และเราก็ดันขี้เกียจ ก็เลยอยู่บ้านเฉย ๆ ซะงั้น มีงานแปลเว็บ กับอ่านหนังสือที่ซื้อมาให้จบ แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาคืบหน้าไปน้อย อาทิตย์นี้จะเอาจริงแล้ว.........หวังว่านะ

เออ ลืมเขียนเรื่องการเมือง (หาที่แทรกไม่ได้)
เราแอบรู้สึกว่าพาร์ตนี้คนไม่ค่อยชอบหละ รีบ ๆ เขียนให้มันจบ ๆ ไปละกัน
รู้สึกว่าคนเราก็ยังแยกการเมืองกับการตลาดไม่ออกอยู่ดี
รัฐบาลชุดก่อนเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองไม่เฉพาะกับฝ่ายตัวเองเท่านั้น แต่เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในฝ่ายตรงข้ามอย่างเห็นได้ชัด
(จริง ๆ แล้วมันก็เป็นอย่างงี้มานานแล้วหละ แต่มากขึ้นเยอะเพราะวิธีการของเขา)
ตอนนี้ไม่ว่าใครฝ่ายไหนก็พากันพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว และใช้คารมอันหวานหอมเพื่อปิดบังความจริงในส่วนที่เหลือ
เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก ๆ
การเมืองไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาโต้วาที สิ่งที่นำมาโต้คือข้อมูลที่ครบถ้วน และ เหตุผลที่ชัดเจน
เราไม่เห็นด้วยกับการโต้วาทีนะ
ทำไมเราต้องฝึกคนให้นิยมชมชอบในสิ่งที่เขาไม่ได้ชอบ แต่ให้ใช้วาจา สำนวนเอาชนะกัน
เรื่องที่เอามาโต้วาทีกันก็มักจะไม่ใช่เรื่องที่ควรนำมาเถียงกัน เป็นเรื่องที่เห็น ๆ กันอยู่แต่ให้อีกฝ่ายเอาวาจา หักล้างลงให้ได้ (ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวก็ไม่ได้คิดอย่างงั้น)
สิ่งที่เอามาหักล้างกันความจริงก็อาจจะไม่ใช่เหตุผลแต่เป็นการค่อนแคะ เหน็บแหนม ด่ารุนแรง
ทำไมไม่หาวิธีการใช้ภาษาวิธีอื่นที่ดูสร้างสรรค์ และเป็นภัยต่อสังคมน้อยกว่านี้

อ๊ะ ขอยืมเพลงที่พี่วินใช้เป็นชื่อละกันนะครับ (วันนี้บล๊อกสั้นจะแฮะ)

 

อยากหลับตา ( In my dreams )

คงจะเป็นฝัน เป็นได้แค่นั้น ที่ฉันและเธอนั้นรักกัน

มีแต่ความหวาน ในคืนแห่งความฝัน ที่ฉันต้องการเก็บไว้



* ความเป็นจริงที่เจอนั้น เธอมีคนที่รู้ใจอยู่ข้างเธอ



** อยากหลับตาและนอนหลับชั่วนิรันดร์

เพื่อจะสานต่อเรื่องราวความฝัน ที่สวยงามของหัวใจ

อยากพบเจอเธอ แม้จะเป็นแค่เพียงในฝัน ตราบใดที่ยังมีเธอ

ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น



ในค่ำคืนนี้คงจะมีหวังได้พบเธออยู่ในฝัน

มีแต่ความหวานในคืนแห่งความฝันที่ฉันต้องการเก็บไว้



( * , ** )

August 27

ไปเที่ยวกันเถอะ

 

ขอบคุณ รัดจิ เล่ย ฝ้าย พี่หมี พี่บิ๊ก พี่เอ็ก และ พี่วินสำหรับการคอมเมนต์ครับ 


พักนี้แอบเหงาขึ้นแล้วหละ
มีคนเปลี่ยนสถานที่เขียนบล๊อกเยอะ
ตอนนี้บล๊อกของเพื่อนแต่ละคนก้อดูเหมือนว่าจะกระจัดกระจายไปตามแต่ละที่.........เหมือนกับที่ชีวิตของพวกเราก้อเริ่มกระจัดกระจายกันไป
ถ้าเมื่อห้าเดือนที่แล้วเป็นฤดูของการพบคนใหม่รู้จักคนใหม่...........ฤดูกาลนี้ก็อาจจะเป็นฤดูของการกระจัดกระจายก็ได้นะ
ความสัมพันธ์ที่สร้างกันมาเมื่อเวลาผ่านไปมันก็เริ่มที่จะถูกวันเวลาทำให้มันน้อยลงกร่อนลง.........รู้สึกแย่จัง
แย่ตรงที่ว่าเราดันเป็นคนที่ลืมคนอื่นยาก..........แล้วก็เริ่มคบกับใครก็เริ่มยากด้วย...........สนิทกับใครก็สนิทยากเหมือนกัน
ใบหน้าภายใต้หน้ากากเราเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะและไม่อยากให้ใครเปิดออก...........แต่หลีกเลี่ยงไม่ให้คนที่สนิทเห็นก็ไม่ได้
คนที่เห็นใบหน้าที่น่าเกลียดภายใต้หน้ากากก็คงหลีกเลี่ยงไป........คนที่เหลืออยู่ก็เหมือนจะน้อยจิง ๆ

เหอ ๆ เขียนไรไปเนี่ย ไม่ลบดีกว่า ดูจะเป็นการขึ้นบล๊อกที่ปกติดีเพราะคนอื่นเขาก้อชอบเขียนบล๊อกกันแนว ๆ นี้ เหอ ๆ อยู่ญี่ปุ่นนาน ๆ ชักติดนิสัยชอบทำอะไรให้เหมือนชาวบ้าน พฤติกรรมกลุ่ม ไปซะได้

เอาหละ เล่าเรื่องสอบหน่อยดีกว่า
ตกลงว่าก็สอบอย่างที่เขียนไว้หละ ปีนี้ข้อสอบเปลี่ยนแนวเล็กน้อย ให้ทำทุกข้อ (ดีแล้วขี้เกียจเลือก) เลขออกง่ายขึ้นเล็ก คอมเปลี่ยนหัวข้อออก(ไม่ออกโอเอส คอมไพเลอร์ คอมอาร์คิเทคเจอร์ แต่ดันออกเน็ตเวิร์กซึ่งไม่เคยออกตั้งสองข้อ)
เอาจริง ๆ แล้วเราชอบระบบแบบนี้มากกว่านะ ที่คัดคนเข้าด้วยมาตรฐานทางวิชาการหละ
อย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองถูกตัดสินอย่างยุติธรรม
แม้ว่าข้อสอบออกในเนื้อหาวิชาที่เด็กโตไดเรียน แต่มันก็คงดีถ้าเราได้รู้ว่าเด็กโตไดเรียนอะไรเพื่อปรับพื้นฐานให้เข้ากับเขาให้ได้ก่อนเริ่มเรียนป.โทจริง ๆ
รู้สึกว่าชอบระบบนี้มากกว่าแอ๊ดมิชชั่นของอเมริกา
คิดว่าถ้าจะนิยามความพร้อมของบุคคลที่จะเข้ามาเรียนป.โท
แม้ว่าจะพูดว่าเอสเสมันดีอย่างงู้นอย่างงี้ สัมภาษณ์มันดีอย่างงู้นอย่างงี้
แต่ผมว่าการสอบคือการวัดระดับมาตรฐานทางวิชาการ และความพร้อมของผู้มาเข้าเรียนมากกว่า เกรด ความสามารถในการเขียนโฆษณาชวนเชื่อ หรือ ความสามารถทางภาษา (แน่นอนความสามารถทางภาษาจำเป็นมาก แต่รู้สึกเหมือนมหาลัยบางแห่งเอาเรื่องนี้เป็นเกณฑ์ในการคิดคนเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์
บ่อยครั้งที่เราเห็นระบบแอ๊ดมิชชั่นปฏิเสธคนที่เราเห็น ๆ กันว่าดีที่สุด (แน่นอนหละเราคิดว่าเราต้องมองคนได้ดีกว่าคนที่เพิ่งอ่านเอสเสย์ไม่กี่หน้าแน่นอน)
และบ่อยครั้งเราก็เห็นคนที่ไปด้วยระบบนี้แล้วไม่มีความสามารถในการเรียนมากพอสุดท้ายก็กลายเป็นการเปลืองที่นั่งในมหาลัยไป
เอาหละ หลายคนก็คงเห็นว่าดี ความเห็นแตกต่างมากมาย
แต่เราก็ดีใจที่ถูกตัดสินด้วยความสามารถจริง ๆ ไม่ใช่อะไรก็ไม่รู้

อ้อ มีเรื่องเล่าที่ประทับใจจากการสอบ
คือหลังจากสอบสัมภาษณ์เสร็จ เขาก็ให้คนที่สอบไปเข้าแถวรวมกันที่หน้าห้องใดห้องหนึ่ง เรียงตามไอดี
แล้วก็เรียกคนเข้าไปในห้องทีละคนเพื่อบอกผลว่าผ่านหรือไม่ผ่าน
แล้วคนที่รู้ผลแล้วเนี่ย ก็จะเดินยิ้มไม่ก้อทำหน้าเครียดผ่านแถวของพวกเราไป
เป็นบรรยากาศที่กดดันมาก ๆ เลยครับ
จริง ๆ แล้วก็มานั่งคิดทีหลังว่าที่เขาทำแบบนี้เนี่ย ก็เป็นเพราะว่าอยากให้พวกเราทุกคนที่ผ่านและไม่ผ่านเห็นว่า
กว่าจะเข้าโตได หรือเข้าไปเรียนป.โทได้เนี่ย เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน
และยินดีที่จะทำงานวิจัยอย่างเต็มกำลัง

หลาย ๆ คนที่ได้ยินเรื่องเล่านี้ก็คงต้องอุทานมาว่า
คนญี่ปุ่นสังคมญี่ปุ่นนี่มันช่างแย่จิง ๆ กดดันคนต่าง ๆ นานามากมาย
แต่เราว่าอย่างงี้ก็ไม่ได้แย่อะไรนะ
ไม่น่าเชื่อเลยว่าระบบนี้จะสามารถทำให้คนหลาย ๆ ชาติที่มาจากประเทศชิว ๆ
หลายคนที่ไม่เคยคิดจะอ่านหนังสือ เพราะอยู่ที่ประเทศมันก็เป็นระดับท๊อปสามารถอ่านหนังสือได้
โดยที่ไม่ต้องใช้แส้ ไม่ต้องเคี่ยน ไม่ต้องดุด่าว่ากล่าว
มันอยู่ที่ว่าคนจะเชื่อว่าธรรมชาติของมนูษย์เป็นอย่างไร
ถ้าเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างที่โทมัส ฮอบส์สรุปไว้ใน Leviathan ว่า

"solitary, poor, nasty, brutish, and short."

แล้วละก็เราก็ต้องคิดกันว่าเราก็ต้องกดดันมนุษย์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อให้สังคมมันคงอยู่ได้โดยปราศจากสภาวะสงคราม
การกดดันด้วยสภาวะ ด้วยการไซโคทางจิตใจแบบคนญี่ปุ่นก็อาจจะเป็นทางออกที่ดีของความเชื่อแบบนี้
เพราะมันเป็นทางออกที่ดีกว่า การใช้กำลัง การใช้ความรุนแรง
แน่นอนหละว่าคนที่เชื่อในเสรีภาพหลาย ๆ คนก็คงไม่ชอบแน่แน่ เพราะเขาเหล่านั้นย่อมเชื่อว่ามนุษย์สามารถมีสังคมที่ดีได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไร
มันก็อยู่ที่ว่าคุณเลือกเชื่อใคร
แต่ผมว่า ถ้าคุณฮอบส์มาเห็นญี่ปุ่นยุคนี้แล้วหละก้อ
เขาก็คงต้องตบมือแล้วบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่มนุษย์ใฝ่ฝันหา สังคมที่ปราศจากความรุนแรง และการตายโหง

เห
บล๊อกนี้ไม่ได้มีไว้เขียนเรื่องมีสาระนะครับคุณต้น
ไร้สาระหน่อยสิ ไร้สาระ...........
ช่วงนี้ได้หยุดอยู่เฉย ๆ ก็ได้คิดอะไรสนุก ๆ ได้เยอะ ตั้งแต่ได้ดูเรื่อง The Story of David Gale (เรื่องเกี่ยวกับอาจารย์ภาควิชาปรัชญา ต่อต้านการประหารชีวิต แต่โดนจับกุมข้อหาฆ่าข่มขืนเองซะงั้น)

อ้อ นึกออกละว่าวันนี้จะเล่าอะไร (เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ย)
เนื่องจาก เรามีโครงการว่าจะไปเที่ยวหลังสอบเสร็จ แต่ดันมีแผนจะกลับบ้านเร็ว
ก็เลยต้องรีบเที่ยว โดยไม่สนใจว่าชาวบ้านชาวช่องเขาจะเป็นตายร้ายดียังไง
วางแผนไปเที่ยวชนบทญี่ปุ่น แต่ก้อไม่รู้อะไร จิ้มมั่ว ๆ ไปที่ใกล้ ๆ ที่ชิบะ
(แฮะ ๆ ต้องแอบเขียนก่อน เพราะว่าถ้าแน็ค รพี หรือ พี่บิ๊กเขียนไปแล้วเราต้องเขียนให้ละเอียดกว่า เขียนก่อนได้เปรียบ)
ชื่ออะไรก็ไม่รู้ โนโกริยามะ อยู่ห่างจากตัวเมืองชิบะไปชั่วโมงครึ่ง เป็นภูเขาที่อยู่ติดทะเล แต่ก็มีป่า ซึ่งมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ (ใหญ่จิง ๆ นะ น่าจะพอ ๆ กับหรือใหญ่กว่าที่คามาคุระ) รูปแกะสลักเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูปอื่น ๆ รวมกันพันห้าร้อยองค์ แล้วก็มีกระเช้าให้ขึ้น
แล้วก็จิ้มไปอีกที่นึงชื่อโยโรเคโคคุ อะไรไม่รู้ แต่ว่ามีภูเขา แล้วก็มีน้ำพุร้อน แล้วก็มีน้ำตก

ไปเจอพี่บิ๊กที่ตัวเมืองชิบะก่อนครับ แล้วก็วางแผนจะไปเที่ยวตัวเมืองชิบะ ซึ่งด้วยเวลาขนาดนั้นก็เลยวางแผนจะไปแค่สองที่ คือ ชิบะ พอร์ต ทาวเวอร์ กับ ปราสาทชิบะ อืม อย่างอื่นมันหาได้ในโตเกียวหงะ
จะบอกว่าตอนไปเที่ยวชิบะเนี่ย มันช่างเป็นเมืองที่ไร้ผู้คนจิง ๆ เลย
เดินไปตามท้องถนนไม่มีคนเดินสวน น่าจะเป็นเพราะเหตุผลสองอย่างคือ หนึ่งชิบะคนเบาบางกว่าโตเกียวและกรุงเทพ และสอง อากาศมันร้อนจนไม่มีใครออกจากบ้านหรือออฟฟิส
เข้าไปพอร์ต ทาวเวอร์ไม่เจอใคร แต่วิวก็สวยดี แต่มันก็เหมือนขึ้นไปบนตึกทั่วไป วิวแบบนี้ดูจากชั้นยี่สิบก้อได้นะ เออจะว่าไปแล้ว ชั้นยี่สิบอาจจะสูงพอ ๆ กันก้อได้ แต่ความพิเศษคือไอ้ทาวเวอร์เนี่ย มันดันอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายไม่มีตึกสูงตึกอื่นบดบังรัศมี ทำให้มันดูยิ่งใหญ่เมื่อมองจากไกล ๆ
จะว่าไปแล้วตึกมันคงเหงาเนอะ
เป็นคนเตี้ย ๆ แบบเรา ก้อดีแล้วหละ ไม่เหงาดี
ไปปราสาทชิบะต่อ แต่คนญี่ปุ่นนี่มันจิง ๆ เลย
คือถ้าเป็นชาติอื่น ๆ ในโลกเขาก้อคงพยายามรักษาของเก่าให้มันอยู่ในสภาพดีนาน ๆ ที่สุด
แต่คนญี่ปุ่นนี่........รื้อทิ้งทำใหม่ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ -_-"
คราวที่แล้วไปปราสาทโอซาก้าก้อเป็นเงี้ย............รื้อทิ้งทำใหม่เหมือนกันเลย
หรืออย่างตอนที่ไปโนกิริยามะ เงี้ยเขาก้อไปอัญเชิญพระพุทธรูปจากที่อื่นมาวางไว้รวมกันเพื่อให้คนบูชา
จากหนังสือโพสต์โมเดิร์นที่เพิ่งมีโอกาสได้อ่านไป เขาว่ากันว่า คนญี่ปุ่นเนี่ยมีความเป็นโมเดิร์นสูงเหมือนกันนะเนี่ย
ความเป็นโมเดิร์นสำหรับเราแล้วก็คือความเชื่อในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถสร้างสรรค์ทุกอย่างที่เป็นความสุขในชีวิตของเราได้
เพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์ที่เราจะต้องไปพึงอาลัยอาวรณ์กับของที่เป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์
แค่ทำใช้วิทยาศาสตร์ทำให้คนที่เข้ามาดูรู้สึกว่ามันเป็นประวัติศาสตร์ ได้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจที่ได้เจออะไรที่มันเป็นประวัติศาสตร์ แล้วก็อุ่นใจตามสไตล์คนหัวโบราณ แค่นั้นก้อพอแล้ว
ก็ไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่ผิดหรือถูกยังไงนะ ไม่ฟันธงดีกว่า

ก็ไปต่อโนกิริยามะกัน อย่างที่บอกไปข้างบน ขึ้นกระเช้า เดินเขา
แต่ภูเขาที่โนกิริยามะก้อเป็นสไตล์ โมเดิ๊ร์น โมเดิร์นแบบชาวยุ่น นั่นคือถึงแม้ว่า ทางขึ้นเขาลงเขาจะสูงแค่ไหน
ท่านก้อกรุณาสร้างบันไดเป็นอย่างดีให้พวกเราชาวกระเหรี่ยงได้เดินกัน
จิง ๆ แล้วเดินขึ้นเดินลงนี่มันก้อเหนื่อยแหละ เล่นเอาคงที่ต้องทำพลังงานศักย์มาก (เนื่องจากน้ำหนักตัวมาก) ลิ้นห้อยจนถึงเท้า
แต่วิวมันก้อสวยจิง ๆ นะพระเจ้าจอร์ช มันก้อสวยกว่าที่จะหาได้ในโตเกียวแล้วหละ

เดือนลงมาจากเขากะจะไปพักที่โรงแรมที่อาโอโฮริ (ทางไปโยโรเคโคคุ) แต่เนื่องจากไปเห็นป้ายเรียวคัง (สถานที่พักแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น) อยู่ใกล้ ๆ โนกิริยามะ ว่างอยู่ ราคาแพงกว่านิดหน่อย แต่ก้อเอาหละ เพื่อบรรยากาศแบบญี่ปุ่น พักที่นี่ดีกว่าพักโรงแรมมันยังไง ๆ อยู่
ตกลงว่าคืนนั้นเราก้อพักที่เรียวคังที่ดูเป็นญี่ปุ่น ๆ แล้วก้อลองเข้าไปมั่ว ๆ อนเซ็นกับเขาด้วยหละ (มั่วมาก ๆ เลยหละ)
มันมีห้องซาวน่าอยู่ ก้อเลยลองของเดินเข้าไปแล้วก้อ อ๊าก..........
คือมันตั้งเตาซึ่งมีขนาดใหญ่เท่ากับคูณห้าของขนาดคุณเตาที่ใช้ย่างคุณหมูเวลาไปกินยากินิคุ(เนื้อย่าง) ไว้ตรงหน้า จ๊ะนี่มันจะย่างสดเราเหรอเนี่ย
ลองนั่งลงไปก้อไม่สามารถเพราะเก้าอี้มันร้อน พื้นก้อร้อนยืนนานไม่ได้ ต้องเต้นไปเต้นมา
สรุปว่าก้อไปเต้นในซาวน่าได้ยี่สิบวินาทีแล้วก้อเดินออกมา
หลังเข้าไปมีคุณน้องน่าจะประมาณเด็กประถม เข้าไปบ้างเข้าไปแล้วก้อออก เข้าไปแล้วก้อออก สองสามรอบ แล้วก้อร้องว่า "เป็นไปไม่ได้หรอกครับป๋า"
แต่คุณป๋าของคุณน้องผู้นั้นก้อสามารถเข้าไปได้นานมากอย่างน่าทึ่งทีเดียว

คนญี่ปุ่นเนี่ยจะว่าไปแล้วก้อมีความอดทนสูงจนน่ากลัวทีเดียวนะ
ที่หอจะมีคุณแม่บ้านแถวนี้มาสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับกระเหรี่ยงอย่างพวกเรา
แล้วก็จะพาน้อง ๆ มาเที่ยวเล่นที่หอด้วย
คุณน้องบางคนก็เลือกที่จะใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือที่ห้องอ่านหนังสือ
ไม่อยากจะเชื่อเลยคุณน้องประถมสามารถมีสมาธิกับหนังสือศัพท์ภาษาอังกฤษนานมาก (แน่นอนนานกว่าที่ต้นมีสมาธิกับหนังสือศัพท์ภาษาอังกฤษตอนอายุเท่าคุณน้องหลายร้อยเท่าพันทวี)
จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ คุณพ่อพาเข้าห้องสมุดประชาชนประจำจังหวัด แล้วก็อ่านหนังสือการ์ตูนได้ประมาณสิบห้านาที แล้วก็อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแล้วไม่มีสมาธิ
เป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว อาจจะเป็นเรื่องที่คนไทยกับคนญี่ปุ่นต่างกันก้อได้นะ
เราไม่มีสมาธิมากขนาดนั้น ก็เลยอาจจะไม่สามารถลงลึกในเรื่องต่าง ๆ ได้มากเท่ากับคนญี่ปุ่น
แต่ก็นั่นแหละ เพราะว่าคนญี่ปุ่นเป็นพวกอนุรักษ์นิยม เขาก็เลยไม่สามารถที่จะทำอะไรกว้าง ๆ ได้เท่ากับคนไทย
(เป็นสมมติฐาน ที่ยังไม่ได้ผ่านการทดลองนะครับผม)

วันรุ่งขึ้นเราก้อมีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อย เนื่องจากโยโรเคโคคุ ทั้งไกล แพง และดูเหมือนว่าจะเหนื่อย
ก็เลยเปลี่ยนแผนนั่งเฟอร์รี่ข้ามมาที่เมืองมิอุระ
เหมือนว่ามันจะอยู่ในโตเกียวนะ แต่มันก็ดูไม่เหมือนโตเกียวเลย
คือที่นี่บรรยากาศมันจะดูชิว ๆ กว่า และแน่นอนไม่มีคน
หลังจากนั้นก้อไปเที่ยวใต้สุดของโตเกียว ชื่อเกาะอะไรไม่รู้จำไม่ได้แล้ว
ไปเดินเล่นบนเกาะ ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นชายหาดแต่ว่าเป็นโขดหิน เหมือนสิมิลัน (แต่คนญี่ปุ่นก็ประพฤติต่อมันเฉกเช่นเดียวกับมันเป็นชายหาด เนื่องจากญี่ปุ่นไม่ค่อยมีชายหาด)
เดิน ๆ ไปเนี่ย บรรยากาศเหมือนเป็นจอมยุทธในหนังจีนเลย มีแบบโขดหินเยอะ ๆ มีคุณเหยี่ยวบินไปบินมา แล้วก็มีป่าไม้ไผ่

สุดท้ายแล้วก็กลับหอด้วยความลากเลือดในที่สุด

แปะเพลงก่อนจบครับ

อ้อ ก่อนจบ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะเข้ามาอ่านรึเปล่า แต่ว่า
ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้เราสอบได้นะคร้าบบบบบบบ

Thank you Fernando san for many advise on Linear Algebra and Computer Graphics.
ขอบคุณ แน็ค สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับ Genome informatic
ขอบคุณ พี่เป็ด พี่แผ่น พี่มิ้ว สำหรับ คำแนะนำเรื่องโจทย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ Linear Algebra, Analysis, Calculus, Differential Equation
ขอบคุณ รพี ที่ช่วยติวคอมพิวเตอร์ กราฟฟิกให้
小島さん、ロジクの事を教えて本当にありがとごさいました。
松本さん、いろいろな事を教えてたとえば Algorithm, Linear Algebra, Differential Equation, Statistic, Discrete Mathematic, 日本の生活、試験のし方。
พี่บุ๋ม พี่โจ้ สำหรับการวางแผนเตรียมตัวสอบ ขอบคุณพี่บุ๋มมาก ๆ เรื่องเฉลยข้อสอบเก่าครับ และขอบคุณพี่โจ้มาก ๆ เรื่อง Study Plan ครับ
今井先生、私の試験の事を心配させて、もしわけごさいません。インタビュウのことを教えになって、どもありがとございました。今から、よくがんばります。お願いいたします。

สุดท้ายแล้วขอขอบคุณ กำลังใจทั้งจากครอบครัว จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่หอ ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ ต้องขอพึ่งพาอีกเยอะมาก ๆ เลยครับ

เพลงจากสยามโซนครับ

 

ชื่อเพลง ::คนแปลกหน้า

ศิลปิน ::Portrait

อัลบั้ม ::คนแปลกหน้า

.:: เนื้อเพลง ::.

น้อยลง ความรู้สึกดีๆดูน้อยลง
ทุกที ไม่รู้ว่าเหลือเท่าไหร่
น้อยใจ ต่อให้พยายามสักแค่ไหน
แต่ดูเหมือนว่าความเข้าใจก็ยิ่งน้อยลง ไป
* มีอะไรอยู่ในใจเธอ ไม่รู้
สิ่งใดที่เธอนั้นคิดอยู่
สายตาเธอเหมือนไม่รู้จักกัน แล้ว
** เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอแกล้งทำ
ฉันเป็นคนแปลกหน้าของเธอเมื่อไหร่ ช่วยบอกให้เข้าใจ
เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอลืมไป
เธอลืมไปแล้วว่าเรารักกัน ใช่ไหม
คนแปลกหน้าคนนี้ ยังรักเธออยู่ จำไว้
(เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอแกล้งทำ ฉันเป็นคนแปลกหน้าของเธอเมื่อไหร่)
เธอจึงไม่สนใจ เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ หรือว่าเธอลืมไป
เธอลืมไปแล้วว่าเรารักกัน ใช่ไหม
คนแปลกหน้าคนนี้ ยังรักเธออยู่ จำไว้
น้อยลง ความรู้สึกดีๆดูน้อยลง
ทุกที ไม่รู้ว่าเหลือเท่าไหร่