| Vorapong's profileMR.T's blogBlog | Help |
|
|
MR.T's blogPsycho is prohibited here November 08 ทำไมวิจัยมันถึงยากอะหายไปนาน ขอมาบ่นเรื่องชีวิตรอบ ๆ ตัวหน่อย (ไม่ได้ว่างนะแต่ขี้เกียจอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่น)
ช่วงหลัง ๆ บล๊อก นี้ชอบบ่นเรื่องไปเที่ยวหละ (ช่วงหลัง ๆ ก้อได้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เขียน)
ตอนนี้ถ้ามีคนถามว่าทำอะไรอยู่ ก็คงต้องตอบว่าทำวิจัยอยู่ครับ เพราะว่าปริญญาโทปีสองแล้วเก็บ Course Work หมดแล้วก็ได้เวลาวิจัย วิจัย วิจัยแล้วครับ
สำหรับส่วนตัวชอบงานวิจัย รู้สึกว่ามีอิสระ แล้วก็ท้าทายมากกว่างานในบริษัท
แต่วันนี้จะมาเขียนเหตุผลว่าทำไมทั้ง ๆ ที่มันอิสระแล้วก็ท้าทายขนาดนี้..............แล้วทำไมมันถึงยาก...............
แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนที่วิจัยมานานสั้นกว่าผู้ทรงความรู้จำนวนมาก ความจริงแล้วก็เป็นแค่ผู้เริ่มต้นสำหรับงานวิจัย
แต่อยากบันทึกไว้เผื่อในอนาคตมาดูที่เขียนไว้ตอนนี้คงจะสนุกไม่น้อย
1. แล้วผมจะทำอะไรดี...............
นั่นหนะสิแล้วผมจะทำอะไรดีอะ งานวิจัยจำนวนมากเกิดจากความต้องการขององค์กรหรือหน่วยธุรกิจซึ่งก็หมายความว่าผมจะเซฟสบายใจผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ แต่ท่านก็ต้องเจอกับสภาพกดดันบีบบังคับให้ท่านทำให้เสร็จตามเวลา หรือทำอะไรแปลก ๆ ที่ท่านคิดว่าไม่ค่อยจะมีประโยชน์หรือไม่อยากทำมาก ๆ (ก็ต้องทนกันไป) กลับมาที่เรื่องหัวข้อ
- ทำ Field ไหน..........ผมจะไปรู้ได้ไง แม้ว่า field นั้นดูคร่าว ๆ ตอนแรกแล้วมันน่าสนใจ แต่ช่วงหลัง ๆ คนที่ทำด้านนี้กลับเอาแต่ทำอะไรไม่รู้............น่าเกลียดน่ากลัวตัวละห้าบาทจริง ๆ
- แล้วตรูจะทำเรื่องอะไร.............การหาอะไร"ใหม่ ๆ"ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลกมันเป็นเรื่องที่ยากซาดิสต์มากสำหรับนักวิจัยใหม่ ๆ .............เพราะในขณะที่ท่านกำลังหาหัวข้อ...........นักวิจัยในด้านเดียวกันอีกหลายพันคนทั่วโลกก็กำลังหาหัวข้อ...........เพื่อให้เขาจบ เพื่อตำแหน่งการงานที่ดีขึ้น หรือเพื่อไปเที่ยวฟรีในงานประชุมวิจัยอยู่..............นักวิจัยเหล่านี้บางคนก็ทำวิจัยมาหลายสิบปีแล้ว, บางคนก็เคยเผยแพร่ผลงานวิจัยมากกว่าพันฉบับ, บางคนก็เกาะนักวิจัยสองประเภทแรกที่เพิ่งพูดไปหากิน................การที่คุณจะผลิตงานวิจัยชิ้นใหม่ขึ้นมาได้แปลว่าคุณจะต้องสู้รบปรบมือกับบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้แล้วต้องทำงานที่ดีกว่าด้วย
ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในทุก ๆ ปีมีงานประชุมวิชาการมากกว่า 300 ครั้ง ถ้างานประชุมแต่ละครั้งมีผลงานเข้าร่วมเสนอ 100 ผลงานก็แปลว่าทุกปีมีผู้เสนอผลงานมากกว่า 30,000 ฉบับแน่นอนมันไม่ใช้ด้านเดียวกันทั้งหมดและแต่ละด้านก็มีด้านย่อยมากมายหลายหลาก...........แต่เชื่อผมเหอะ ไม่ว่าท่านจะเลือกด้านไหน............นักวิจัยที่พร้อมจะผลิตผลงานชิ้นเดียวกับท่านต้องมีไม่ต่ำกว่า 10 คนแน่นอน
แต่ปัญหาไม่ได้มีอยู่แค่การที่ท่านหาหัวข้อไม่ได้..............ท่านอาจจะหาหัวข้อได้แต่หัวข้อนั้นมันยากมากจนไม่มีใครสามารถทำได้.................ยกตัวอย่างเช่น ท่านศึกษาเป็นอย่างดีแล้วพบว่า P = NP เป็นปัญหาที่น่าสนใจ เหมาะกับความสนใจของท่าน ยังไม่มีใครแก้ได้ แล้วก็ยังไม่มีใครเขียนเปเปอร์ว่ามันไม่มีทางแก้ได้อีกต่างหาก.......................ความจริงแล้วปัญหา P = NP เป็นปัญหาอันน่าประหลาดที่ไม่มีคนแก้ได้มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว(แน่นอนมันหมายถึงชีวิตของนักวิจัยมากมายที่ต้องตายไปพร้อมกับความผิดหวังที่เขาแก้ปัญหานี้ไม่ได้แม้ว่าจะพยายามมาทั้งชีวิตก็ตาม) แน่นอนถ้าท่านจับพลับจับผลูเรื่องปัญหานี้มาแก้อาจจะหมายถึงชีวิตของท่านที่อาจจะต้องตายไปด้วยความเศร้าเหมือนกับนักวิจัยเหล่านั้น, อาจจะหมายความว่าท่านต้องเรียนโท 10 ปี, หรืออาจจะหมายความว่าท่านจะไม่ได้เที่ยวฟรีตลอดชีวิต
2. วิจัยต้องใช้ความอดทน
- งานวิจัยเป็นงานที่ใช้เวลายาวววววววววววววนาานนนนนนนนนนมากกกกกกกกกก คุณอาจจะต้องเสียเวลากับเรื่องงี่เง่าเป็นเวลาหลายวันโดยที่ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย.........คุณอาจจะกลับบ้านด้วยความดีใจที่คุณได้ความก้าวหน้าแต่ตื่นมาตอนเช้าพบว่าที่คิดไว้เมื่อคืนมันผิด.....................งานวิจัยโดยทั่วไปหนึ่งโปรเจ็กซ์จะกินระยะเวลายาวนาน 2 - 3 ปี ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคุณจะต้องใช้พลังงานของคุณอยู่กับเรื่อง ๆ เดียวตลอดหลายปีนี้................สมมติว่าท่านวิจัยเรื่อง "ลักษณะเท้ามนุษย์กับกลิ่นเหม็น" ก็หมายความว่าท่านจะต้องทนดมกลิ่นเหม็นของเท้ามนุษย์เงินเดือน, นักศึกษา, พนักงานเสิร์ฟ, หรือ คนจรจัด ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานนี้ (นับเป็นงานวิจัยที่น่ากลัวมากแต่คาดว่าถ้าทำน่าจะมีคนสนใจมาก)
- การอ่านเปเปอร์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน.........................คุณจะต้องทนทรมานกับนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง(ส่วนมาก) ที่เขียนเปเปอร์โดยมีความตั้งใจจะไม่ให้คุณอ่านรู้เรื่อง..................การจะทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเพื่อไม่ให้ซ้ำ และเพื่อไม่ให้งานห่วย...................จำเป็นต้องทรมานอ่านไอ้นั่นมากกว่า 15 ฉบับ แน่นอนว่านอกจากที่คุณจะต้องเสียเวลากับการงงเรื่องวิชาการแล้ว.............คุณอาจจะต้องทึ่งกับเหล่าอิงลิชเนทีฟซึ่งไม่รู้ว่าจะเขียนเปเปอร์หรือจะแต่งนิยายย้อนยุคประวัติศาสตร์เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นจะใช้ศัพท์ที่ไฮโซเหลือเชื่อขนาดที่เปิดดิกยังไม่เจอหรือชาวเอเซียที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะใช้ศัพท์ง่าย แต่อ่านจนจบก็ยังไม่รู้เลยว่ามันอยากเขียนอะไร
การอ่านเปเปอร์จะต่างกับการอ่านหนังสือตรงที่ว่าคุณจะต้องใช้วิจารณญาณว่ามันเป็นเปเปอร์ที่ ตีพิมพ์มาเพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยี เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า หรือว่าเป็นเปเปอร์ที่ชักโครกออกมาเพื่อให้จบ ให้ได้เที่ยวต่างประเทศฟรี ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ใช้กับการวิจัยนี้ผมโดนเปเปอร์ที่ถูกชักโครกออกมาชักชวนไปในทางที่ผิดมากกว่า 3 ครั้ง (ประกอบด้วยเปเปอร์คนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย และเกาหลี ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นคนเอเซียที่ ตีพิมพ์เปเปอร์ชักโครกทุกทีเลย) แน่นอนการเชื่อเปเปอร์ที่ผิดทำให้ท่านต้องเสียเวลาและเจ็บตัวอย่างมาก อาจจะทำให้ผลการทดลองของท่านผิดไปด้วย, อาจจะทำให้ท่านต้องเสียเวลาในการที่จะยืนยันว่ามันถูกรึเปล่า.............น่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง
- การเขียนเปเปอร์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน.......................ในเมื่อเราเพิ่งด่าไอ้เปเปอร์ไปตะกี๊ก็ต้องพยายามอย่างมากที่ทำให้งานของท่านไม่ได้เป็นไปตามข้างต้น เปเปอร์ 8 หน้า ก็อาจจะทำให้ท่านต้องมานั่งหน้าคอมเป็นเวลามากกว่า 2 อาทิตย์ในการเขียน-แก้-เขียน-แก้ เขียน ๆ ไปงานผิดก็ต้องกลับไปแก้งานแล้วก็เขียนใหม่อีก......................ยังไม่นับวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาความยาวมากกว่า 50 หน้าซึ่งอาจจะใช้เวลาเขียนมากกว่า 2 เดือนโดยที่ท่านมั่นใจได้ว่าเมื่อท่านเขียนเสร็จจะไม่มีใครอ่านแน่นอน
- การฟังผลงานในคอนเฟอเรนจ์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน..........................สำหรับท่านที่เบื่อหน่ายกับการอ่านเปเปอร์จำนวนมาก.การเข้าฟังคอนเฟอเรนจ์ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งของท่าน ซึ่งจะร่นระยะเวลาการควานหาผลงานได้.......................นอกจากนี้แล้วมันอาจจะช่วยให้ท่านมีอารมณ์อย่างทำงานที่ต้องใช้ความอดทนมากขึ้นอีกนิดหน่อย....................แต่มันก็เป็นอีกงานนึงที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก บางครั้งในหนึ่งวันท่านจะต้องฟังงานวิจัยมากกว่า 20 ฉบับซึ่งไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกัน....................ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ,สำเนียงออสเตรเลีย,สำเนียงเกาหลี,สำเนียงญี่ปุ่น, สำเนียงจีน, สำเนียงไทย (สำหรับผู้ที่วิจัยในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่หนักหนาเท่าไหร่สำหรับท่าน แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในเอเซียแล้วเนี่ยการฟังสำเนียงประหลาด 20 สำเนียงในหนึ่งวันเนี่ยเป็นงานที่เครียดทีเดียว)
3. นักวิจัยเป็นอาชีพที่เดียวดาย
งานวิจัยจำนวนมากเป็นงานที่ต้องทำเป็นกลุ่มเพื่อให้งานออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วงานวิจัยเป็นงานที่ต้องทำแค่คนเดียว............แม้ว่าจะมีคนที่ทำงานใกล้ ๆ กับคุณในห้องแล็บบ้างก็ตาม...........แต่เชื่อเหอะคุณคุยกับเขาไม่รู้เรื่องหรอก (หรือถ้ารู้เรื่องก็แค่ผลลัพธ์.........หรือจุดประสงค์อะไรทำนองนี้) นอกนั้นคุณต้องทำอย่างเดียวดายแค่คนเดียวบอกใครไม่ได้ และเนื่องจากมันเป็นงานที่เดียวดายผลกระทบที่นักวิจัยส่วนหนึ่งจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ
- เนื่องจากงานวิจัยเป็นงานที่ต้องหมกมุ่นใช้ความคิดตลอดเวลาเพราะฉะนั้นคุณอาจจะหมกมุ่นยาวไปจนถึงงานสังคมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดเรื่องงานวิจัยของคุณต่อหน้าญาติสนิทมิตรสหายของคุณ แน่นอนต่อให้พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นนักวิจัยเหมือนกัน พวกเขาไม่อยากได้ยินเรื่องพวกนี้หรอก ผลก็คือสังคมของคุณจะเล็กลง เล็กลงเรื่อย ๆ ในที่สุดคุณอาจจะอยู่ในโลกคนเดียว หาแฟนไม่ได้ ต้องเป็นเพื่อนกับคอมพิวเตอร์ และเป็นแฟนกับเปเปอร์
- เมื่อคุณทำงานไม่สำเร็จเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะร่วมแชร์ประสบการณ์ความไม่สำเร็จอันแสนลำเค็ญกับมนุษย์บนโลกใบนี้และแน่นอนเขาเหล่านั้นจะไม่สามารถแก้ปัญหาให้คุณได้..........ในขณะที่เวลากำลังน้อยลงเรื่อย ๆ คุณกลับต้องวนในอ่างอยู่คนเดียว...............เมื่อได้วิจัยคุณจะรู้ว่าการที่มีเพื่อนคอยลากเข้าป่าคอยไซโคเวลาคิดโจทย์เนี่ยมันดีขนาดไหน
- แน่นอนหากคุณทำงานสำเร็จสามารถตีพิมพ์ในวารสารหรือประชุมวิชาการระดับยอดเยี่ยมของโลก..................ไม่มีใครดีใจนอกจากคุณแน่นอน...................เพื่อนนักวิจัยคนอื่นอาจจะคิดว่า "เซ็งไอ้นี่มันได้เปเปอร์อีกแล้ว" แน่นอนสำหรับเพื่อนนักวิจัยของคุณแล้วก็หมายถึงความกดดันที่เขาจะต้องทำผลงานให้ได้ดีขึ้น.....................นักวิจัยที่ทำเรื่องเดียวกับคุณอาจจำเป็นจะต้องเลิกทำโปรเจ็กซ์ทีเขาใช้เวลาทำมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว.......................ถึงแม้ว่าคุณจะดีใจมากขนาดไหนแต่ในเมื่อคุณแสดงความดีใจกับใครไม่ได้คุณก็อาจจะต้องเก็บความดีใจไว้อย่างเงียบ ๆ คนเดียวและแอบไปฉลองเงียบ ๆ คนเดียว
- การผลิตงานวิจัยมีแรงจูงใจทางสังคมที่ต่ำ......................สำหรับคนที่ทำวิจัยแล้วหลายคนอาจจะโดมากับความเป็นที่หนึ่ง ความยอดเยี่ยม ในสาขาวิจัยที่เขาทำอยู่ แน่นอนตั้งแต่เล็กจนโตพวกเขาเหล่านั้น (รวมทั้งผมด้วย) มีความสุขกับการได้ A ความเป็นเลิศในสิ่งเหล่านั้น...................คิดโจทย์เลขออกสาว ๆ กรี๊ด..................พูดภาษาต่างประเทศชัดแจ๋วผู้ใหญ่ก็ชม.....................มีความรู้ด้านสังคมลึกซึ้งก็อาจจะด่าคนอื่นว่าโง่ตามเว็บบอร์ดการเมืองได้สะดวกปาก.......................แต่เมื่อเริ่มทำวิจัยแล้วคุณจะต้องมาอยู่กับสังคมของคนที่เป็นเลิศในสิ่งเหล่านี้แล้วพวกเขาเหล่านั้นอยู่กับสิ่งนี้มากกว่าคุณเป็นเวลานานหลายสิบปี...............การที่คุณทำสิ่งสิ่งหนึ่งมาได้สำหรับพวกเขาเหล่านั้นมันอาจจะเป็นเรื่องที่ธรรมด๊าธรรมดามากไม่มีคนชมข่มคนอื่นก็ไม่ได้....................สิ่งที่ทำให้คุณอยู่ในโลกวิจัยได้ไม่ใช่ความเท่ห์, ความมีตัวตนในสังคม แต่เป็นความรักในสิ่งที่คุณวิจัยอยู่
จบเครียดไปหน่อย อย่างไรก็ดีผมคิดว่าวิจัยก็มีเรื่องดี ๆ อีกมากมายนะครับ วันหลังจะมาเขียนเรื่องสนุก ๆ ที่อยู่เบื้องหลังงานวิจัยละกัน March 27 เมื่อเด็กเนิร์ดชั้นสูงไปปักกิ่งขอบคุณ น้องตั้ม น้องน็อต น้องออน แน็ค พี่อัย พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเมนต์ครับ เอาเป็นว่าบล๊อกนี้จะเป็นบล๊อกที่เล่าเกี่ยวกับที่ต้นเกี่ยวกับปักกิ่งแล้วต้นจะนอกเรื่องเมื่ออยากนอกเรื่อง โดยไม่แกล้งทำ อ๊ะออกนอกเรื่องอีกแล้วแย่จัง อะไรอย่างงั้นแล้วกัน -_-" (แล้วบล๊อกก็ร้างไร้ผู้คนต่อไป.........ฟิ้ว) อืมส่วนเรื่องที่เรานอกเรื่อง อาจจะทำให้ใครหัวเสียจากความคิดเห็นซึ่งบางครั้งก็งี่เง่าแล้วตัดสินจากประสบการณ์ชีวิตของเด็กเนิร์ดโลกแคบ แต่ยังไงดี เราอยากบันทึกสิ่งที่เราคิดลงในบล๊อกนี้ ด้วยประสบการณ์แคบ ๆ ที่มี เราไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งที่เขียนที่นี่เป็นสิ่งที่ถูก แต่เป็นสิ่งที่สังเคราะห์ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา บวกกับอคติเล็กน้อยของต้นครับ โห้เป็น multiply หมดเลยแฮะ (เดี๋ยวนี้มันฮิตแฮะ ไปแอบเล่นมั่งดีกว่า อินเทรนด์) บทสรุปผู้บริหาร เนื่องจากมีคนบ่นว่าบล๊อกนี้วกไปวนมา ซึ่งเราก็รู้สึกอย่างงั้นเหมือนกันก็เลยคิดว่าจะสรุปให้ฟังก่อน (ก่อนจะออกนอกเรื่องไปไหน) วันที่ 1 วาววันที่ 1 แล้วเหรอเร็วจัง แม้ว่าจะเห็นคนญี่ปุ่นวิ่ง ๆ ต้นก็ดำเนินการอย่างชิว ๆ อยู่ดี แต่ในระหว่างที่กำลังต่อแถวที่ศุลกากร ก็มีคนจาก Air China (สายการบินที่ขึ้น) มาบอกว่าให้ขอผู้โดยสารคนอื่นแซงคิว เพราะว่า Final Call แล้ว เออจิง Final Call แล้วจริง ๆ ด้วยอีก 10 นาที 9 โมงจึ๋ย !!!!! ก็เลยลก ๆ ขอแซงคิวไป แล้วก็วิ่ง ๆ สิ่งแรกที่ได้เห็นในปักกิ่งก็คือ "ทำไมบ้านเมืองมันเจริญงี้ฟะ" ถนน ตึกรามบ้านช่อง นี่มันเป็นญี่ปุ่นแบบขยายพื้นที่แนวกว้างแนวยาวได้เลยนะเนี่ย การขนส่งสาธารณะที่ปักกิ่งดีมาก ๆ เคยดูเว็บเขาบอกว่ารถเมล์มันจะเก่า ๆ แน่น ๆ แต่ที่ไปเห็นรถเมล์ใหม่และนั่งสบาย ราคาถูก (1 หยวน) ขึ้นง่ายเข้าใจง่าย พนักงานขับรถ พนักงานเก็บสตางค์คุยง่ายมาก ๆ รถไฟฟ้าแน่นกว่ารถเมล์และราคาแพงกว่า (2 หยวน) แต่ก็แน่นน้อยกว่าที่ญี่ปุ่นอยู่ดี (ชินแล้วเลยไม่รู้สึกอะไร) ชอบ Hostel ที่ไปอยู่ดีมาก ๆ เลยครับ Recommend สำหรับคนที่จะไปปักกิ่ง TempleSide Youth Hostels ราคาถูกแล้วก็บริการโอเคมาก ๆ 6.34 $ ต่อหนึ่งเตียง ต่อหนึ่งคืน เท่านั้น (เตียงรวม) พักแล้วรู้สึกปลอดภัย ไปไหนก็สะดวกครับ Staff พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก ๆ (เก่งกว่าเราง่า) Check in เข้าโรงแรมเสร็จเรียบร้อย ตอนแรกคิดว่าจะไป Hou hai หละ แต่คุยกับเจ้าหน้าที่ Hostels เขาบอกว่าเป็น Pub and Nightlife อะ ก็เลยไม่ได้ดีกว่า (กรุงเทพ โตเกียวเยอะแยะ) เลยไปดูวิวที่ทะเลสาบ Bei Hai recommend วิวสวยมาก คิดว่าเป็นจุดสำคัญสำหรับการเที่ยวชมเมืองในปักกิ่งเลยทีเดียว ก่อนเรามาอัย(เพื่อนที่หอ)เตือนเรามาว่า **********************(นอกเรื่อง) อ่านต่อที่ ********************* จะปฏิเสธยังไงก็ช่าง แต่เราเห็น ๆ ว่าไอ้คนที่เขียนหนังสือสังคมมาให้เราเรียนเนี่ย จงใจให้เราเกลียดคนพม่า แล้วคนไทยส่วนใหญ่ก็เกลียดคนพม่าในฐานะที่มันเคยมาเผากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. 2310 หรือ 241 ปีที่แล้วทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้หรอกว่าประวัติศาสตร์มันจริงแค่ไหน แล้วคนไอ้คนที่เผากรุงตอนนั้นเป็นคนพม่าจริง ๆ หรือว่าเป็นแค่เผ่าเล็ก ๆ ในพม่า ข้างบนสรุปว่าคนจีนหลายคนเกลียดคนญี่ปุ่น วันที่ 2 วันนี้ตั้งใจจะไปกำแพงเมืองจีนซึ่งขนส่งสาธารณะไปไม่ถึง สรุปว่าเราให้ F สำหรับปักกิ่งชินหัวทัวร์ www.beijing-tour.com ไม่แนะนำให้ join group tour จากบริษัทนี้นะครับ เราหงุดหงิดจากบริการของทัวร์นี้อย่างมากมายครับ หลังจากเอาเข้าปากไปหนึ่งคำ
อร่อย !!!! recommend ครับ ไปถึงแล้วต้องไปกินนะครับชื่อ Quan ju de ครับ วันที่ 3 นั่งรถเมล์ไปเที่ยว พระราชวังฤดูร้อน, จัตุรัสเทียนอันเหมิน แล้วก็ พระราชวังต้องห้าม ระหว่างนั่งรถเมล์คุยกับคนเก็บตังค์ไม่รู้เรื่องว่าต้องลงป้ายไหน มันก็เลยเขียนตัวคันจิที่อ่านญี่ปุ่นว่า shouten แปลว่าป้ายสุดท้ายมาให้........ก็เข้าใจนะ แต่มันคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นอีกแล้วเหรอ -_-" เครื่องบินออกสองทุ่มหละ แต่ว่าตอน 4 โมงครึ่งยังเดินไม่หมดเลย จบทริ๊ปเที่ยวปักกิ่งแบบการเคลื่อนที่แบบ random ของเด็กเนิร์ดครับ FFK คำถาม LYRICS
ตั้งแต่วันนั้น มาจนวันนี้ ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง ไม่มีใครรู้ มีแค่เธอรู้ ว่าคำตอบนั้นเป็นเช่นไร ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง ได้แต่ตั้งคำถามแตไม่กล้าถามเธอสักครั้ง ก็มีคำถามในใจที่ต้องรัก ที่จริงแค่อยากรู้ว่าเธอนะคิดเหมือนฉันไหม February 21 ตามติดชีวิตนิสิต ป.โท
เหมือนทุกครั้งครับ ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ อัย พี่บิ๊ก พี่วิน พี่เอ็ก ครับสำหรับการคอมเมนต์ครับ ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับแน็คที่ตั้งใจคอมเม็นต์บล๊อกเรามาก ๆ (ทำให้บล๊อกไร้สาระอันนี้ ดูมีสาระขึ้นมาเล็กน้อย) ขอบคุณมากครับ โอเคเรื่องที่จะเล่าวันนี้มีสามเรื่องหลัก ๆ คือ Conference ที่เกียวโต, Conference ที่โตเกียว และ ไปเที่ยวไซตามะ วันที่ 1 เมื่อวานนี้เขาไปร้องเกะ(คาราโอเกะสุดฮิตที่โตเกียว)โต้รุ่งกันหงะ แต่ไม่ได้ไปเพราะว่าวางแผนว่าจะออกแต่เช้า พูดถึงชินกันเซ็น แต่ต้นคิดว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกี่ยวข้องโดยตรงกับสังคมวิทยา การเมือง ศาสนา และ ความคิดของมนุษย์ พูดถึงความเชื่อใจ ช่วงนี้ได้ทำงานนอกเวลาครับเป็นงานบริษัทชื่อ IIP ครับ หลายคนอาจจะพูดว่า ก็เป็นความผิดของคนกรุงเทพ, คนต่างจังหวัด, ผู้น้อย, ผู้ใหญ่, นักการเมือง ที่ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้คนเชื่อถือได้ อย่างไรก็ดี ทั้งหมดเป็นแค่ความคิดพล่อย ๆ ในวันนี้เท่านั้น รู้สึกว่าตรรกะมันไม่สมบูรณ์แล้วก็ต้องพัฒนาความคิดอีกเยอะ (ตอนนี้เปลี่ยนวันความคิดเปลี่ยนไป) ออกนอกเรื่องจนลืมไปแล้วว่า เมื่อกี๊พูดถึงไหนแล้ว (หลังจากผ่านมาเกิดครึ่งบล๊อก) ไปถึงก็เอาของไปฝากล๊อกเกอร์นั่งรถบัส แล้วก็นอยด์กลัวไปโรงแรมไม่ถูกก็เลยรีบบึ่งรถกลับโรงแรม แต่ก็ได้ไปเที่ยวแถวสถานีเกียวโต (เพื่อหาข้าวกิน) ร้านข้าวในเกียวโตหายากมาก ๆ (ไม่นับของหวาน ซึ่งก็แพงระยับ) เดินหาอยู่นานก็ไม่เจอซักที สุดท้ายก็ซัดของแพงไปหลายมื้อ (เปลืองตังค์ง่า) (ข้อความติดเรทต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรอ่าน) วันที่ 1 คือเมื่อสมัยก่อนในปี 1970 เขายังใช้พิมพ์ดีดเขียน paper กันอยู่หนะ แล้วพิมพ์ดีดก็ไม่มีภาษาญี่ปุ่น (เพราะมันพิมพ์ตัวคันจิ 7000 ตัวไม่ได้) เขาก็เลยเขียนเอา วันที่ 2 วันที่ 3 จริง ๆ แล้วใบนั้นมันเป็นใบโหวตสำหรับ "Best Presentation Award" หละ -_-" คือ ID ที่ให้ใส่หนะคือ ID ของคนที่เราเห็นว่า Present ดีที่สุดสามลำดับ -_-"............. แบกหน้าแตกไปเที่ยว จองตั๋วชินกันเซ็นเที่ยวสุดท้ายของวัน แล้วก็ไปเที่ยวเขาเรียกว่า อินาริ เป็นโทริอิ (ประตูสีแดง ๆ) ต่อกันเยอะชนิดที่เรียกว่าเหมือนหลังคามองวิวไม่เห็นต่อกันวนรอบภูเขาเป็นระยะทางรวม 23 กิโล -o- ขึ้นไปจนสุดแล้วก็พบว่าการจะเห็นวิวสวยสุดยอดเนี่ยมันต้องเข้าไปกินในร้านแล้วก็สั่งของในร้านเขากินอะ ---- ไม่ดูก็ได้ฟะ -_-" วันที่ 4 - 5 วันที่ตั๋มไม่มาวันที่ 5 ก็เลยได้ทำอะไรที่มีดูมีสาระขึ้นมานิดนึง (จับเวลา.....เปิดปิดไฟหนะ มีสาระมาก) ก็สนุกดีเป็นงานพิเศษที่มีโอกาสทำน้อยมาก แล้วก็ได้ความรู้ได้ไอเดีย เข้าใจอะไรมากกว่าที่ไป LA มาเยอะทีเดียว หลังจากนั้นก็มีไปเที่ยว chichibu แล้วก็ไปดูฟุตบอลระหว่างไทย กับญี่ปุ่นที่ไซตามะมา เนื้อเพลง: ฉันยังเหมือนเดิม แค่ได้มองตา ลึกๆในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกัน ยิ่งคิดฝันไปมากมาย ถ้าหากว่าเป็นกำหนดจากฟ้า ให้เราเกิดมาคู่กัน ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป แค่ได้มองตา ลึกๆในใจก็สั่น ยิ่งได้คบกัน ยิ่งคิดฝันไปมากมาย ถ้าหากว่าเป็นกำหนดจากฟ้า ให้เราเกิดมาคู่กัน ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังรักเธอ January 01 What is Family????แหะ ๆ เป็นไรไม่รู้เน็ตช้า
โหลด Window Live Writer มาเขียนบล๊อกไม่ได้ ทนเขียนด้วย Notepad ก็ได้ฮึ่ม ๆ เซ็ง ๆ ขอบคุณผู้ที่คอมเมนต์ทุกท่านอันประกอบด้วย รัดจิ กวาง พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็กครับ
ขอโทษคุณ Intractable Boy ด้วยนะครับที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ยังไงถ้าดวงซวยหลงมาอีกรอบช่วยแนะนำตัว หน่อยครับ(ประทับใจชื่อด้วยครับ ; ได้ยินแล้วนึกถึง Intractable Machine) ขอบคุณพี่เอมด้วยครับที่ช่วยคอมเมนต์บล๊อกเอนทรี่สองอันที่แล้ว ไม่ได้เขียนมานานมากขนาดเขียนบ่อย ๆ ยังเป็นบล๊อกเรตติ้งต่ำไม่ค่อยมีคนอ่านอยู่แล้ว
ไม่เขียนนี่สงสัยบล๊อกเอนทรี่นี้ไม่มีคนอ่านแน่นอน ยังไงก็ช่วยอ่าน ๆ ช่วย ๆ คอมเมนต์เหมือนเดิมครับ พี่วินเคยบอกว่าบล๊อกนี้พูดเรื่องการเมืองแล้วน่าเบื่อ ๆ ไม่อยากอ่าน
แต่ต้นก็ไม่รู้จะเริ่มที่เรื่องไหนแล้วครับ เพราะช่วงนี้กลับมาที่ไทยแล้วพบว่าการเมืองกำลังร้อนระอุทีเดียว ทุกท่านที่อ่านบล๊อกนี้คงได้ทราบผลการเลือกตั้งกันแล้วนะครับ หลายคนรู้สึกสมหวัง หลายคนก็คงเซ็งไม่หยอกเช่นเดียวกับผมเลยครับ อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นคติเตือนใจเพื่อน ๆ ทุกคนนะครับ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใด ๆ เลย สำหรับคนที่เห็นว่าการปกครอง ระบอบประชานิยมดีอยู่แล้ว การรัฐประหารคือการเสียเวลาทางเศรษฐกิจไปปีครึ่ง บวกกับเงินงบประมาณอีกนับหมื่นล้านบาท สำหรับคนที่เห็นว่าการปกครองด้วยการคอร์รัปชั่นต้องถูกกำจัด นอกจากที่การรัฐประหารไม่ได้กำจัดคอร์รัปชั่นแล้ว วันนี้ใครจะมองว่าคอร์รัปชั่นอ่อนตัวลง ผมมองว่าพวกเขาเข้มแข็งขึ้น และเข้มแข็งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยทีเดียว เพราะหากมองย้อนไปในอดีตแม้ว่าไทยรักไทยจะได้จำนวนที่นั่งมากกว่า 350 จากห้าร้อยที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแต่ 350 เต็มไปด้วยอำนาจเก่า(กว่า)ต่อรอง คานอำนาจเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มวังน้ำเย็น(ปัจจุบันคือพรรคประชาราษฎร์) กลุ่มวังน้ำยม (ปัจจุบันคือพรรคมัชฌิมาธิปไตย) กลุ่มพ่อมดดำ ...ไม่แน่ใจปัจจุบันลงเลือกตั้งกับพรรคการเมืองไหน กลุ่มชาติพัฒนาเดิม (มีชื่อกลุ่มเหมือนกันแต่จำไม่ได้....ปัจจุบันคือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา) กลุ่มชาติพัฒนาเดิมกว่า(ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพรรคชาติไทย) กลุ่มชลบุรี(ไม่แน่ใจเป็นส่วนหนึ่งของชาติไทยรึเปล่า) กลุ่มกิจสังคม (ปัจจุบันเป็นส่วนหลักในพรรคเพื่อแผ่นดิน) กลุ่มวังพญานาค(ยังอยู่ในพรรคพลังประชาชน) และอื่น ๆ อีกมากมายที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่ว่ากันว่า พรรคนี้เป็นยำแกงโฮะรวมคนมากมายมาอยู่ด้วย เหลือเป็นวังบัวบานเพียงแค่ไม่กี่คน (ว่ากันว่าประมาณ 100 หรือต่ำกว่านั้น) เท่านั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นชัยชนะของพรรคพลังประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ เพราะประชาธิปัตย์ยังรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ของตัวเองไว้ได้ และได้เพิ่มในบางพื้นที่ แต่เป็นชัยชนะของกลุ่มวังบัวบานเดิมต่อกลุ่มต่าง ๆ ที่เคยมีอำนาจเดินโฉ่งฉ่างในพรรคไทยรักไทย จะเห็นได้ว่าฐานเสียงเดิมของพรรคเล็ก ๆ ที่เคยเป็นกลุ่มใหญ่ในพรรคไทยรักไทยนั้น กลายเป็นพื้นที่ของพรรคพลังประชาชน และเป็นการสูญสิ้นของอำนาจเก่ากว่าที่ครอบงำการเมืองไทยมาเป็นระยะเ และสุดท้ายกลุ่มใหญ่ ๆ ของพรรคไทยรักไทยทั้งหมดได้ส.ส.รวมกันมาแค่ห้าสิบ หกสิบคน เป็นชัยชนะของอำนาจเคยเก่า ต่อ อำนาจเก่ากว่าอย่างสมบูรณ์ และอำนาจเคยเก่าในวันนี้ แข็งแกร่งยากที่จะหาใครมาลบล้างขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่าใจหาย เป็นเพราะอะไร ????????
หลายคนโทษหลักการ Majority Vote ว่าเป็นหลักการที่ใช้ไม่ได้ เพราะทำไมต้องให้คนโง่ คนรับเงินซื้อเสียง มามีอำนาจตัดสินชะตาฟ้าอนาคต ของคนฉลาดเลิศเลออย่างเขาด้วย (บางคนฉลาดมาก เห็นพูดเรื่องการเมืองทีไร ก็เหมือนกับฟังสื่อบางประเภท บางฉบับมาพูดต่อเป๊ะ ๆ ไม่มีการดัดแปลงหรือใช้หัวคิดใด ๆ ทั้งสิ้น รับมาแล้วก็เชื่อทันทีมันฉลาดตรงไหนฟะนกแก้วก็ทำได้) จริง ๆ แล้วไม่ได้เห็นด้วยกับ Majority Vote ขนาดนั้น แต่คิดว่ามันก็ไม่ได้เป็นหลักการที่แย่อะไรขนาดนั้นเหมือนกัน (อาจจะดีที่สุดสำหรับสังคมขนาดใหญ่แล้วด้วย) วิธีอื่น ๆ ที่เห็นเคยใช้เช่นการเลือกโดยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ บุคคลที่คัดสรร เช่นองค์กรอิสระ ก็พิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วว่ามีความล้มเหลวช่องโหว่และไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นและเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (เรื่ององค์กรอิสระไม่ได้ถูกแก้ กลับกันยังมีมากยิ่งขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน) เพราะเอาจริง ๆ แล้วมันก็เป็นวิธีที่ใช้ในการสะท้อนสังคมได้ดีทีเดียว จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งนึงซึ่งสะท้อนการหยั่งลากลึกของประชานิยมลงบนสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เพราะว่าทุกพรรคก็ประกาศเอาประชานิยมเป็นหัวใจหลักของนโยบายพรรค เดี๋ยวนี้ก็ใช้วิธีประกาศแบบโต้ง ๆ แบบพรรคไทยรักไทยเดิมกันหมด เช่น เรียนฟรี ลดภาษี กองทุนกู้ยืม เมื่อก่อนก็มีแต่ไม่โต้ง ๆ ขนาดนี้แล้วก็ไม่ใช่ทั้งหมดจนไม่มีนโยบายด้านอื่นแทรกมาเลย อืม นโยบายของแต่ละพรรครวมทั้งผลการเลือกตั้งก็สะท้อนสังคมมากทีเดียวนะ ให้เปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอีกเป็นร้อยครั้ง ก็คงแก้ไม่ได้หรอก การเมืองมันก็สะท้อนสังคมนั่นแหละ ถ้าไม่แก้สังคมก่อนจะหวังให้การเมืองสมบูรณ์คงเป็นไปไม่ได้ วันนี้ก็เลยมาเสนอทางแก้ปัญหาการเมือง ซึ่งเป็นวิธีที่น่าเบื่อ ไม่สนุกเหมือนกับการไม่เดินตะโกนออกไปออกไปแน่นอน
แต่การแก้ปัญหาสังคมที่ดีที่สุด ก็คงต้องเริ่มมาจาก"ครอบครัว" หน่วยสำคัญที่สุดของสังคมที่ใครหลาย ๆ คนมองข้ามไปรึเปล่า รองจากครอบครัวไปก็คงเป็นหน่วยทางสังคมเล็ก ๆ อย่างเช่น หมู่บ้าน การบริหารส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสังกัด ซึ่งควรจะถูกพูดถึงก่อนที่จะสนใจการเมืองระดับชาติ ไม่ใช่ว่าให้การเมืองระดับชาติบงการการเมืองระดับท้องถิ่น แต่การเมืองระดับท้องถิ่นต้องมีความเข้มแข็ง และมีความอดทนต่ออำนาจทางการเงินของการเมืองระดับชาติ อื้ม เรื่องการเมืองท้องถิ่นเนี่ยพูดไปแล้วก็คงยาวแล้วหลายคนก็คงเบื่อ ที่สำคัญไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะพูดในวันนี้ด้วย ประเด็นหลัก (ที่โวยวายมาตั้งหลายหน้าเพราะอยากจะพูดเรื่องนี้แหละ) ก็คือวันนี้ทุกคนได้ทำให้ครอบครัวของคุณอบอุ่นรึยังครับ
เมื่อทุกคนก็ท่องตั้งแต่ตอนประถมว่าครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่สำคัญที่สุด แต่วันนี้ได้ทำอย่างที่เคยท่องไว้รึยังครับ ตอนก่อนจะไปญี่ปุ่นได้ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นคอร์ส Private แต่ตอนนั้นเรียนกับพี่วิน อาจารย์ที่สอนชื่ออาจารย์ไพศาลถามเรากับพี่วินว่า งานหรือครอบครัว อันไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน
แน่นอนทั้งเราและพี่วินตอบตามไขสันหลัง(ไม่ได้ผ่านสมองว่า) ครอบครัว
อาจารย์ไพศาลก็ชี้ให้ดูว่าคนไทยส่วนใหญ่ปากอย่างใจอย่าง ปากก็บอกว่าครอบครัวสำคัญอย่างนู้น สำคัญอย่างนี้ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เกือบทุกคนก็ให้ความสำคัญกับงานมาก่อน ตอนนั้นเหตุผลพรั่งพรูมาก ๆ อยากจะเถียงอาจารย์อย่างงู้น อย่างงี้ เพราะก็เชื่อว่าตัวเองให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่างานจริง ๆ นะ แต่พอมานั่งคิดดูอีกที ถ้าครอบครัวสำคัญกว่างานจริง ๆ เราก็คงไม่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นแน่ ๆ
เราไปเรียนญี่ปุ่นแล้วปล่อยให้คุณพ่อกับคุณแม่อยู่ที่ไทยแค่สองคน ถ้ามองในแง่ครอบครัวแล้วนี่มันเป็นเรื่องที่ผิดเต็มประตู อย่างที่เถียงไม่ออก สุดท้ายแล้วเราก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าครอบครัวอยู่ดี ตอนเด็ก ๆ เรามักจะได้ยินว่า ลูก ๆ ทิ้งพ่อแม่ให้อยู่บ้านบ้าง ไม่มาดูแลบ้าง แล้วก็มักจะคิดตำหนิอยู่ในใจเสมอ ๆ
แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วเราก็ทำเองซะงั้น คิดแค่อย่างเดียวว่าเราต้องไปหางานที่ดีกว่าเดิม และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราเลือกที่จะกลับบ้านบ่อยกว่าที่ทุกคนกลับกันหละ
แล้วก็เป็นเหตุผลที่มักจะหงุดหงิดหุดหิดหัวใจเสมอ ๆ เมื่อโดนแซวเรื่องกลับบ้านบ่อย หนักที่สุดคงเป็นล่าสุดที่กลายเป็นพวก Homesick ซะงั้น (จะพูดอย่างงั้นก็ได้นะ แต่จนถึงตอนนี้ไม่เคยมีความรู้สึกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่น่าอยู่และอยากกลับบ้านซะหน่อยนะ แต่ถ้าคิดว่าการกลับมาหาครอบครัวบ่อย ๆ เป็นเรื่องของคน Homesick และคนที่ไม่คิดถึงครอบครัวเลยเป็นคนที่แข็งแกร่งก็คงได้หละ) แม้ว่าเราจะยอมรับแล้วว่า
เราก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ปากพูดว่าครอบครัวสำคัญกว่างาน แต่สุดท้ายงานก็สำคัญกว่าก็ตาม แต่เราก็ทำใจยอมให้การไปเล่นสกี หรือ สโนว์บอร์ดสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้ เราก็ทำใจยอมให้ภาษาที่ห่วยลงในสองอาทิตย์สำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้ เราก็ทำใจยอมให้การไปเที่ยวต่างเมือง หรือต่างประเทศสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้ และเราก็ทำใจให้งานเลี้ยงส่งท้ายปีของที่แล็บสำคัญกว่าการเจอครอบครัวไม่ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะใช้หัวใจหรือสมองคิด การกลับบ้านก็สำคัญกว่าสิ่งที่เขียนมาข้างบนทุกอัน
อย่าอ้างว่าใช้เงินเยอะเลย เราไม่คิดว่าใครจะเดือดร้อนเพราะค่าตั๋ว(ญี่ปุ่นราคาประมาณ 10000 - 17000 บาท)ได้หรอก (ไปทริ๊ปสกีก็ใช้เงินไม่ต่างกันมาก) ขอโทษน้าครับที่ดูจะใช้คำรุนแรงไปหน่อย แต่ที่เขียนมามันเป็นกลุ่มของเหตุผลของต้น บนบรรทัดฐานของต้น
ถ้ามีบรรทัดฐานอื่น ไม่คิดจะแทรกแซงและไม่บังคับให้เปลี่ยนความคิดครับ แต่เรื่องนี้สำหรับต้นแล้วเป็นเรื่องจริงจัง และไม่ควรเอามาพูดอยู่ในบทสนทนาล้อเล่น ถ้าใครพูดในบทสนทนาล้อเล่นอีก ก็จะส่ง link อันนี้ให้เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนบทสนทนาล้อเล่นละกันครับ กลับมาพูดเรื่องการเมืองกันต่อ
จริง ๆ แล้วในมุมมองของผม การพัฒนาการเมืองของชาติ การไปลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งก็มีส่วนแต่เป็นส่วนเล็กมาก ๆ จริง ๆ แล้วการสร้างสังคมรอบตัว อย่างเช่นครอบครัวให้เป็นสังคมที่ดีต่างหากเป็นภาระของพวกเราที่จะพัฒนาการเมืองที่ดีและเป็นวิธีที่ได้ผลมากกว่า การจะพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเป็นสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ เรา พี่น้อง เมื่อได้มาอยู่เป็นครอบครัวพูดคุยอย่างครอบครัว ก็ทำให้กลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ได้(เราไม่รู้เรื่องจิตวิทยามากแต่เรารู้สึกอย่างงั้นจริง ๆ นะ) และนี่เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะรู้แต่ว่ามองข้ามไป เรื่องบางเรื่องคิดอีกก็ถูกอีก แต่ด้วยความที่อยากเด่นอยากดัง พูดแล้วไม่เท่ห์ก็ไม่อยากพูดหละ
เรื่องครอบครัวเนี่ยเป็นเรื่องที่แบเบอ พูดแล้วไม่เห็นเท่ห์ เหมือนความสามารถด้านงานวิจัย ความสามารถด้านภาษา ประสบการณ์ท่องเที่ยวมากมาย ก็ไม่มีใครอยากพูดกัน (อารมณ์เหมือนไม่มีใครพูดว่าเพลงพี่เบิร์ดเพราะ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วบางเพลงเพราะมาก แต่ถ้าพูดไปแล้วมันจะดูไม่เท่ห์ ดูชาวบ้าน ดูเหมือนคนปกติ ดูเสี่ยว หรืออะไรก็ตามทีแต่คนก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดกัน) พอไม่พูดกันก็เลยกลายเป็นว่าหลายคนก็เลยมองครอบครัวเป็นตู้เก็บสตางค์ไปซะงั้น ครอบครัวมีอะไรมากกว่านั้น นะครับ ตอนนี้พวกเราคนที่อ่านบล๊อก ก็อยู่ในวัยทำงานไม่ก็ใกล้จบแล้ว ใครที่ยังมองว่าเป็นผู้รับ ก็อยากให้มองในมุมของการเป็นผู้ให้ ใครที่เป็นผู้ให้อยุ่แล้ว ก็อยากให้มองว่าทำยังไงถึงจะให้ได้มากที่สุด เท่าที่บรรทัดฐานของตัวเองจะเอื้อได้ ตามนั้นครับ รู้สึกว่าถ้าเขียนบล๊อกเพิ่มอีก ก็อาจจะทำให้เรตติ้งบล๊อกลดลงอีก ไม่เขียนต่อดีกว่า (ไม่ได้มาเขียนนานมาเขียนดันเขียนสั้นนิดเดียว แถมไม่ได้เขียนเกี่ยวกับชีวิตตัวเองอีกตะหาก)
สุขสันต์วันปีใหม่ครับ
ไหน ๆ พูดถึงเพลงพี่เบิร์ด วันนี้แปะเพลงพี่เบิร์ดละกันครับ
ศิลปิน : เบิร์ด ธงไชย
อัลบั้ม : Simply Bird เพลง : มีแต่คิดถึง เหม่อมองไกลไปถึงดาว ที่เคยจองเป็นดาวของเรา ก็ยังคงอยู่ที่เดิมให้พบเจอ อยู่ตรงนี้มองเห็นดาว และดวงดาวคงมองเห็นเธอ อย่างน้อยเราอยู่ใต้ดาวดวงเก่าเดียวกัน * หวังว่าเธอคงสุขดี อยู่ตรงนั้นเจอสิ่งดีๆ ฉันคงมีเพียงสิ่งเดียวทุกวัน
มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยู่ทุกครั้งที่มองดาว มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง เรื่องวันวานและฝันของเรา มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง และบ่อยครั้งก็ทำให้เหงา คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ (ซ้ำ *)
เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง สิ่งที่สองเราเคยมี
เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง นึกทีไรก็ยิ้มทุกที มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยากให้เธอได้อยู่ตรงนี้ คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ คิดถึงเธอ September 29 ตะลุยคันไซตามแผนการ
ขอบคุณ น้องตั้ม รัดจิ แน็ค กวาง พี่หมี พี่บิ๊ก และ พี่วินครับ เอนทรี่นี้มีวัตถุประสงค์จะเล่าเรื่องการไปคันไซตามแผนการ เอาหละ ก่อนจะเข้าไปถึงวัตถุประสงค์หลัก (ทุกคนจะเริ่มรู้ไต๋แล้วว่าซักพักก็จะออกนอกเรื่องไปไกลแล้วไปพูดเรื่องคันไซนิดนึงตอนจบ) ร่มเกล้าเป็นชายแดนติดต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว ที่จังหวัดพิษณุโลก (รอยต่อระหว่างจังหวัดพิษณุโลก และ จังหวัดอุตรดิตถ์) ก่อนจะเล่าถึงเรื่องของแท็กซี่ ซึ่งตอนนั้นเป็นนายสิบ คนนั้นจะเล่าเรื่องสงครามร่มเกล้าที่ได้ยินจากคุณพ่อ คุณแม่นะครับ เอาหละ ต่อไปจะเป็นสิ่งที่เราได้ยินมาจากแท็กซี่คันนั้นนะ (ซึ่งนอกจากจะไม่กรองแล้ว เรายังเพิ่มเติมเสริมเรื่องให้บล๊อกดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น ข้อมูลในส่งต่อไป ไม่สามารถนำไปอ้างอิงในทางวิชาการได้ และ ผู้เขียนจะไม่รับผิดชอบถึงความถูกผิดของข้อมูล รวมทั้งไม่รับผิดชอบถึงผลเสียอันอาจบังเกิดแก่สุขภาพกายหรือสุขภาพจิตของผู้ใช้ข้อมูลด้วย) น่าแปลกที่คนรุ่น ๆ เรามีน้อยมากที่จะรู้จักสงครามร่มเกล้า เรารู้จักสงครามที่เราพบกับความพ่ายแพ้มากมายไม่ว่าจะเป็นสงครามเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง และ สอง หรือ สงครามโลกครั้งที่สอง แต่น้อยคนมาก ๆ ที่จะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสงครามร่มเกล้า เราเองก็รู้ข้อมูลน้อยมาก ๆ ขนาดเป็นคนในพื้นที่ หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับสงครามร่มเกล้าก็มีน้อยนับเล่มได้...........เราอาจจะต้องการรอเหตุการณ์ทางการเมืองบางอย่างเพื่อทำให้เรื่องเหล่านี้มันเปิดเผยขึ้นมาเองก็ได้ เล่ามาตั้งเยอะ ก็ไม่ได้เล่าเพราะว่าความสนุก ที่ได้คุยเรื่องเลือด เรื่องอาวุธ เรื่องสงครามหรอก แต่อยากแสดงความคิดเห็นว่า สงครามไม่ว่าคนชนะ หรือคนแพ้ มันต้องมีผู้เสียหายทั้งนั้น เขียนหลายรอบแล้วว่าการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ไม่ว่าในรูปแบบไหนก็ตาม ไม่เคยช่วยอะไรทั้งนั้น ถึงจะช่วยก็เป็นวิธีที่เสียมากกว่าได้ เหมือนกับการตัดขาทิ้งเพราะไม่อยากให้คันอะไรทำนองนั้น ที่อยากแสดงความคิดเห็นเพิ่มขึ้นก็คือ ลัทธิชาตินิยม วันนี้เราจะลองตั้งคำถามกับลัทธินี้ ซึ่งเป็นอีกลัทธิหนึ่งที่ห่อหุ้มพวกเราอยู่ตั้งแต่ช่วงปลายยุคกลางในยุโรป (ใช่เปล่าแฮะ เราแอบมั่วประวัติศาสตร์อีกแน่เลย ใครรู้ช่วยแก้ที) เมื่อไม่นานมานี้คุยกับพี่การ์ตูนกับรพี เรื่องเกี่ยวกับมาตราเก้าของรัฐธรรมนูญฉบับโชวะของญี่ปุ่น (ใช่มะมันชื่อรัฐธรรมนูญฉบับโชวะใช่มะ เอาเป็นว่าฉบับที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันละกัน) โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (มันมีอายุ 60 ปีแล้วมากกว่าอายุเฉลี่ยของรัฐธรรมนูญไทย 14 เท่า) โดยสหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้น โดยการกำหนดว่า (หาแบบที่เป็นภาษาไทยไม่ได้ และ เราขี้เกียจหาภาษาอังกฤษมาแปะ เพราะคงไม่มีใครอ่าน เพราะงั้นเราเขียนขึ้นจากความจำนะ) ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่สงบ และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงครามใด ๆ (วรรคหนึ่ง) เพื่อให้ถึงการนี้ญี่ปุ่นจะไม่จัดตั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และ กองทัพอากาศ (วรรคสอง) .................ความคิดเห็นส่วนตั๊วส่วนตัวส่วนตัวมาก ๆ คือ ที่ญี่ปุ่นเจริญมาได้ขนาดนี้เนี่ย ส่วนหนึ่งก็เพราะรัฐธรรมนูญมาตราเก้านี่แหละ (ลองคิดดูถ้าไทยไม่มีกำลังทหาร เราก็จะไม่มีการปฏิวัติมั่วซั่วเละเทะ มากมายหลายสิบครั้ง และเราเชื่อว่าประเทศเราจะเจริญกว่านี้ ถ้าไม่ปล่อยให้คนงี่เง่าบ้าพลังมามีอำนาจ......เอ๊ย.......หมิ่นเหม่ถูกปิดบล๊อกอีกแล้ว) ถ้าต้องแก้จริง ๆ ก็ยอมรับว่าน่าเสียดายมาก ๆ ตามความคิดของเรา จะสรุปว่าถ้าตามแนวคิดการแก้ปัญหาแบบล่างขึ้นบนของเรา การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัทค้าอาวุธสงคราม หรือ รัฐบาลกระหายสงครามหรอก ปัญหามันอยู่ที่คน ทหาร ประชาชน ยังคงกระหายสงครามเพราะลัทธิชาตินิยมอยู่ต่างหาก เราคิดว่าถ้าจะลดสงครามจริง ๆ น่าจะมีภาคีระดับโลกหรือสนธิสัญญาอะไรบางอย่างที่ลดการปลูกฝังลัทธิชาตินิยมในหลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละชาติ หรือ ส่งเสริมให้เรียนประวัติศาสตร์โลกมากขึ้นเพื่อให้มองภาพรวมความเป็นโลกมากขึ้น(อืม ถาม แหนมและกวางเลยละกันว่าความคิดเพ้อเจ้องี่เง่าของเรามันเป็นไปได้ไหมอะ เราว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะไม่มีใครทำ :):):):):):) ถามเองตอบเองซะงั้น ) จ๊ะ เพ้อเจ้อไปถึงไหนแล้วเนี่ย...........จากกลับเมืองไทยเป็นสนธิสัญญางี่เง่าอะไรไม่รู้ไปได้..................คนอ่านหนีหมดแล้ว อย่าเพิ่งหนีนะคร้าบบบบบบบบ ไปคอมเม็นต์ก่อน ๆ อะเพื่อเร่งรัดให้คอมเมนต์ ก๊อปไปแปะเลยก็ได้ "เหอ ๆ ฟังดูงี่เง่าดีนะ" เอาหละไปแปะข้างล่างแล้วลงชื่อไว้เลย ๆ ปรากฎว่า พอถึงเคาน์เตอร์แอร์อินเดียก็พบว่า........... โอเค ต่อไปเราจะเล่าเกี่ยวกับการท่องเที่ยวครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี (หลายปีจริง ๆ นะ เมื่อนับจำนวนเงินที่จ่ายไปแล้ว) นั่นก็คือการไปเที่ยวคันไซ (จริง ๆ แล้วก็มีแค่สองเมืองหละ ก็คือ โกเบ กับ โอซาก้า หลังจากนั้นเขาก็ไปเที่ยวนารา กับ เกียวโต กันต่อ แต่เราก็กลับมาก่อนเพราะสองเมืองนั้นเคยได้มีโอกาสไปมาแล้วตอนไปโรโบคัพ) ออกเดินทางโดยรถเมล์หละ เพราะว่ามันถูกกว่ารถไฟ มาก ๆ (บอกแล้วว่าแผนการรพีมันดีจริง ๆ ) เป็นรถเมล์ตอนกลางคืน ที่นั่งเล็กมากกกกกก (สำหรับคนอื่นอาจจะเฉย ๆ ก็ได้นะ แต่สำหรับต้นมันเล็กจริง ๆ) นอนไม่ได้ คุณแน็คที่ตอนนั่งรถก็บ่น ๆ เรานอนไม่ได้ ๆ ไม่ถนัดนอนบนรถ ถ้ารถจอดเราจะตื่น ถ้าคนเดินผ่านไปผ่านมาเราจะตื่น เนี่ย หลับเยอะกว่าชาวบ้านเลย (หลับแล้วไม่ค่อยตื่นตลอดทางอีกตะหาก) รถทัวร์ที่ญี่ปุ่นจอดพักข้างทางบ่อยมากทุกสองชั่วโมง เข้าใจเหตุผลนะเพราะรถมันไม่มีห้องน้ำและจะจอดให้คนฉี่ข้างทางมันก็ไม่ใช่ญี่ปุ่นอะ ก็ไปถึงโกเบในสภาพกึ่งซอมบี้ เพราะว่าอดหลับ อดนอนตลอดทั้งคืน คืนนั้นเรานอนกันที่คิตะโนะ อยู่บนภูเขาเลยที่พักบรรยากาศดีมาก(แอบชอบ) เหมือนสร้างต่อเติมมาจากวัด เป็นที่พักเล็ก ๆ ที่วันนั้นมีคนพักนอกจากพวกเราแล้วแค่สามหรือสี่คนเอง คนดูแลก็ใจดีมาก ๆ เลย ปีนขึ้นไปแอบชันเล็กน้อย คนขับรถที่นี่เนี่ยต้องเซียนอย่างไม่ธรรมดาเลย สามารถขับถอยหลังบนทางที่ชันมากกว่า 45 องศาได้ เข้าที่พักเสร็จ ก็ไปดูบ้านคน รู้สึกจะเป็นบ้านของพวกฑูต พ่อค้าที่เข้ามาสมัยปฏิวัติเมจิหละ แล้วก็จะมีแบบ บ้านอเมริกา บ้านอังกฤษ บ้านฝรั่งเศส อยู่เป็นแพ ๆ แต่รู้สึกไม่ค่อยมีอะไร มันก็บ้านคน แถมค่าเข้าแพงระยับ แล้วก็ถึงไฮไลต์สุดยอดของเมืองโกเบ........นั่นก็คือ เนื้อย่างโกเบ แอบเข้าร้านผิดเหมือนกัน แต่ร้านที่เข้าผิดเนี่ย ก็รสชาติไม่ธรรมดาเลย แตะลิ้นเข้าไปเนี่ยบินได้ อยากกินอีกจังเลย หลังจากนั้นก็ไปดูสะพานแขวนที่ว่ากันว่ายาวที่สุดในโลก เจ๋งมากเลย มันให้คนเดินลอดใต้สะพานได้ด้วย ตรงสะพานมีกระจกให้เดือนบนกระจกข้างล่างเป็นทะเล (เท่ห์มั่ก ๆ) วันนั้นเราแอบเลทหละ เนื่องจากกินข้าวกันช้า ต้องเข้าที่พักก่อน สามทุ่มครึ่ง ก็เลยต้องรีบ ๆ เดิน ซึ่งการเดินเร็ว ๆ ขึ้นเขาชัน ๆ เนี่ย ทำให้เหนื่อยมาก ๆ เลย เป็นอันเสร็จภารกิจของเราที่โกเบไป เสร็จจากปราสาทโอซาก้าก็ไปเดินนัมบะทาวน์ ถนนคนกิน แต่เท่าที่ดู ก็ไม่เห็นมีอะไรกินนอกจาก ทาโกะยากิ กับ โอโคโนมิยากิ ก็เลยกินโอโคโนมิยากิกัน แล้วก็เดินไปดูหมู่บ้านอเมริกา แล้วก็จะไปวัดอะไรบางอย่างจำไม่ได้แล้วแต่มันก็ปิดแล้วก็เลยไม่ได้ดู ปิดท้ายโปรแกรมทัวร์โอซาก้า ด้วยตึกชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว (ช่วงนี้ง่วงนอนเลยจำอะไรไม่ค่อยได้) ด้วยตึกที่มันมีชั้นบนสุดเป็นรูปวงแหวนหละ เขาเรียกกันว่าสวนลอยฟ้า ค่าเข้า 700 เยน เข้าไปถึงมันก็ไม่เชิงสวนนะ เป็นแบบไฟฟลูออเรสเซนท์เปิด แล้วพื้นก็เรืองแสงได้...........วิวที่มองลงมาจากตึกนั้น เห็นทั้งเมืองแล้วก็เห็นสะพานข้ามแม่น้ำโอกาว่าด้วย สวยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นสถานที่สำหรับคู่รัก (อีกแล้ว) หลังจากนั้นก็เข้านอน และวันที่สามนี่แหละ เป็นวันที่เราและหลาย ๆ คนรอคอย นั่นก็คือ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ นั่นเอง ออกตั้งแต่เช้า เพื่อให้ได้เล่นเครื่องเล่นเยอะ ๆ เพราะตั๋วเป็นตั๋วแบบจ่ายทีเดียวเล่นกี่เครื่องก็ได้ราคาห้าพันแปดร้อยเยน เหอ ๆ ออกจาก Sesame Street ก็ดึกแล้วต้องรีบเผ่นไปท่ารถบัส ตอนที่เผ่นไปท่ารสบัสนี่เราแอบเครียดอะ เพราะภาพการตกเครื่องบินมันยังอยู่ในหัว แล้วเราก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีกหละ ศิลปิน : เพียว (Pure) ในบางครั้งฉันถามตัวเอง นี่เราเป็นบ้าไปหรือป่าว * และสุดท้ายก็ลงเอยแบบเดิมๆ ** ได้เกิดมารักเธอได้ทุ่มเททุกอย่าง หนึ่งชีวิตนี้ก็มีค่า ดูก็รู้ว่าเธอไม่แคร์ แม้จะทำเพื่อเธอทุกสิ่ง (ซ้ำ *, **) ได้เกิดมาครั้งเดียวจะขอทำทุกอย่าง ต่อให้เธอไม่เห็นคุณค่า September 10 Vorapong, Where are you???????
อยู่อังกฤษคร้าบบบบบบ คุมแมนซิตี้อยู่.............. ขอบคุณน้องตั้ม รัดจิ แน็ค กวาง แหนม พี่หมี พี่บิ๊ก พี่วิน และ พี่เอ็ก สำหรับการคอมเม็นท์ครับ ดีใจมาก ๆ มีคนคอมเม๊นต์มากเป็นประวัติศาสตร์ของบล๊อกนับตั้งแต่ที่เริ่มเขียนมา เอ่อ เข้าเรื่อง ๆ วันนี้จะเล่าเรื่องการเดินทางจะญี่ปุ่นกลับมาไทยครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการเดินทางบนเครื่องบินคนเดียวครั้งแรกของต้นครับ นั่นก้อคือ แอร์ อินเดีย จุดประสงค์หลักคือถูก แต่จุดประสงค์รองก็คือไปหาประสบการณ์การบินแปลก ๆ ครับ คือถ้าบินกับการบินไทย มันก็ซ้ำซากจำเจเหมือนกับการบินทุกครั้งแต่บินกับแอร์อินเดียเนี่ยอาจจะได้เจออะไรที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ (ไอ้เหตุผลรองเนี่ย เกิดจากอารมณ์คิดเข้าข้างตัวเองหลังจากที่จองตั๋วไปแล้ว จริง ๆ แล้วก็เพิ่งหามาอ้างบนบล๊อกได้ก่อนขึ้นเครื่องไม่กี่นาที) จองตั๋วไปแล้วคลื่นไส้ปั่นป่วนแฮะ รีบมาเสิร์ชอินเตอร์เน็ตดูเว็บที่เขาวิเคราะห์วิจารณ์สายการบินแต่ละสาย เรื่องเดียวที่ผมยินดีจากไฟต์นี้ก็คือ อย่างน้อยมันก็ส่งผมถึงที่หมาย พร้อมกับให้หนึ่งดาวกับสายการบินนี้ บรื๋อ.....เฮือก แทบช๊อก สาม........ไม่ใช่สิ อันนี้ต้องเรียกว่า ช๊อกหนึ่ง อันนี้หลาย ๆ คนคงรู้แล้วหละ ว่า เรา ตกเครื่องบิน เออ ปกติก้อไม่ได้เป็นคนตื่นสายไปสายนะ แต่ไปสายคราวนี้มันเจ็บปวดจริง ๆ นะ ว่าไงนะครับ สามแสนเยน..........แต่ที่ผมเห็นที่เว็บมันไม่ใช่ราคาเท่านี้นี่ครับ สุดท้ายแล้ววันนั้นเราก็ต้องลากคุณน้อง เบากว่า (นิดหน่อย) แต่ปริมาตรใกล้เคียงกับเรา ไปที่บริษัทเอเจนซี่ และ จ่ายเงิน 3 หมื่นเยนเพื่อแลกตั๋ว แง........ วันแรกที่กลับไปถึงหอเดินดุ่ย ๆ ไม่คุยกับใครเปิดเอ็มแต่ถ้าใครถามว่าอยู่ไหนก็จะไม่ตอบ กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีใครนอกจากคนที่เอเจนซี่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเป็นหนึ่งคืน สุดท้ายก็ได้ขึ้นแอร์อินเดียแหละ หลังจากนั้นไปอีกสามวัน
ออกนอกเรื่องอย่างไร้สาเหตุอีกแล้ว (อยากเขียนก็เขียน ชุ่ยจริง ๆ ) แต่ก็เอื่อยเฉื่อย ตอนแรกนัดอาจารย์ไว้เรียนภาษาญี่ปุ่นที่นี่ พอถึงเวลาจริง ๆ อาจารย์ดันไม่ว่างซะงั้น และเราก็ดันขี้เกียจ ก็เลยอยู่บ้านเฉย ๆ ซะงั้น มีงานแปลเว็บ กับอ่านหนังสือที่ซื้อมาให้จบ แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาคืบหน้าไปน้อย อาทิตย์นี้จะเอาจริงแล้ว.........หวังว่านะ เออ ลืมเขียนเรื่องการเมือง (หาที่แทรกไม่ได้) อ๊ะ ขอยืมเพลงที่พี่วินใช้เป็นชื่อละกันนะครับ (วันนี้บล๊อกสั้นจะแฮะ)
อยากหลับตา ( In my dreams ) คงจะเป็นฝัน เป็นได้แค่นั้น ที่ฉันและเธอนั้นรักกัน มีแต่ความหวาน ในคืนแห่งความฝัน ที่ฉันต้องการเก็บไว้ * ความเป็นจริงที่เจอนั้น เธอมีคนที่รู้ใจอยู่ข้างเธอ ** อยากหลับตาและนอนหลับชั่วนิรันดร์ เพื่อจะสานต่อเรื่องราวความฝัน ที่สวยงามของหัวใจ อยากพบเจอเธอ แม้จะเป็นแค่เพียงในฝัน ตราบใดที่ยังมีเธอ ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น ในค่ำคืนนี้คงจะมีหวังได้พบเธออยู่ในฝัน มีแต่ความหวานในคืนแห่งความฝันที่ฉันต้องการเก็บไว้ ( * , ** ) August 27 ไปเที่ยวกันเถอะ
ขอบคุณ รัดจิ เล่ย ฝ้าย พี่หมี พี่บิ๊ก พี่เอ็ก และ พี่วินสำหรับการคอมเมนต์ครับ
เหอ ๆ เขียนไรไปเนี่ย ไม่ลบดีกว่า ดูจะเป็นการขึ้นบล๊อกที่ปกติดีเพราะคนอื่นเขาก้อชอบเขียนบล๊อกกันแนว ๆ นี้ เหอ ๆ อยู่ญี่ปุ่นนาน ๆ ชักติดนิสัยชอบทำอะไรให้เหมือนชาวบ้าน พฤติกรรมกลุ่ม ไปซะได้ เอาหละ เล่าเรื่องสอบหน่อยดีกว่า อ้อ มีเรื่องเล่าที่ประทับใจจากการสอบ หลาย ๆ คนที่ได้ยินเรื่องเล่านี้ก็คงต้องอุทานมาว่า "solitary, poor, nasty, brutish, and short." แล้วละก็เราก็ต้องคิดกันว่าเราก็ต้องกดดันมนุษย์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อให้สังคมมันคงอยู่ได้โดยปราศจากสภาวะสงคราม เห อ้อ นึกออกละว่าวันนี้จะเล่าอะไร (เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ย) ไปเจอพี่บิ๊กที่ตัวเมืองชิบะก่อนครับ แล้วก็วางแผนจะไปเที่ยวตัวเมืองชิบะ ซึ่งด้วยเวลาขนาดนั้นก็เลยวางแผนจะไปแค่สองที่ คือ ชิบะ พอร์ต ทาวเวอร์ กับ ปราสาทชิบะ อืม อย่างอื่นมันหาได้ในโตเกียวหงะ ก็ไปต่อโนกิริยามะกัน อย่างที่บอกไปข้างบน ขึ้นกระเช้า เดินเขา เดือนลงมาจากเขากะจะไปพักที่โรงแรมที่อาโอโฮริ (ทางไปโยโรเคโคคุ) แต่เนื่องจากไปเห็นป้ายเรียวคัง (สถานที่พักแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น) อยู่ใกล้ ๆ โนกิริยามะ ว่างอยู่ ราคาแพงกว่านิดหน่อย แต่ก้อเอาหละ เพื่อบรรยากาศแบบญี่ปุ่น พักที่นี่ดีกว่าพักโรงแรมมันยังไง ๆ อยู่ คนญี่ปุ่นเนี่ยจะว่าไปแล้วก้อมีความอดทนสูงจนน่ากลัวทีเดียวนะ วันรุ่งขึ้นเราก้อมีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อย เนื่องจากโยโรเคโคคุ ทั้งไกล แพง และดูเหมือนว่าจะเหนื่อย สุดท้ายแล้วก็กลับหอด้วยความลากเลือดในที่สุด แปะเพลงก่อนจบครับ อ้อ ก่อนจบ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะเข้ามาอ่านรึเปล่า แต่ว่า ขอบคุณ แน็ค สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับ Genome informatic ขอบคุณ พี่เป็ด พี่แผ่น พี่มิ้ว สำหรับ คำแนะนำเรื่องโจทย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ Linear Algebra, Analysis, Calculus, Differential Equation ขอบคุณ รพี ที่ช่วยติวคอมพิวเตอร์ กราฟฟิกให้ 小島さん、ロジクの事を教えて本当にありがとごさいました。 松本さん、いろいろな事を教えてたとえば Algorithm, Linear Algebra, Differential Equation, Statistic, Discrete Mathematic, 日本の生活、試験のし方。 พี่บุ๋ม พี่โจ้ สำหรับการวางแผนเตรียมตัวสอบ ขอบคุณพี่บุ๋มมาก ๆ เรื่องเฉลยข้อสอบเก่าครับ และขอบคุณพี่โจ้มาก ๆ เรื่อง Study Plan ครับ 今井先生、私の試験の事を心配させて、もしわけごさいません。インタビュウのことを教えになって、どもありがとございました。今から、よくがんばります。お願いいたします。 สุดท้ายแล้วขอขอบคุณ กำลังใจทั้งจากครอบครัว จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่หอ ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ ต้องขอพึ่งพาอีกเยอะมาก ๆ เลยครับ
ชื่อเพลง ::คนแปลกหน้า ศิลปิน ::Portrait อัลบั้ม ::คนแปลกหน้า .:: เนื้อเพลง ::. น้อยลง ความรู้สึกดีๆดูน้อยลง |
||||
|
|